- หน้าแรก
- ทนายไร้พ่ายพลิกแฟ้มคดีปริศนา
- บทที่ 656 - ความรู้ใจระหว่างยอดฝีมือ
บทที่ 656 - ความรู้ใจระหว่างยอดฝีมือ
บทที่ 656 - ความรู้ใจระหว่างยอดฝีมือ
บทที่ 656 - ความรู้ใจระหว่างยอดฝีมือ
พอได้ยินการตัดสินใจนี้ เซี่ยซูไม่รู้สึกแปลกใจเลยสักนิด
ถ้าซูชิงหงเดาได้ว่าคนบงการอยู่เบื้องหลังคือจินเซิ่ง เธอเองก็ต้องเดาได้เหมือนกัน
การที่สามารถสอบเข้ามาเป็นอัยการได้ ก็ถือว่าเป็นหัวกะทิในหมู่หัวกะทิอยู่แล้ว
ยิ่งคนในแผนกอัยการที่สองพวกนี้ ยิ่งเรียกได้ว่าเป็นสุดยอดของยอดฝีมือเลยทีเดียว
แต่ในฐานะลูกน้อง ถึงจะรู้... เธอก็ต้องแกล้งทำเป็นไม่รู้เรื่อง รู้แค่ผิวเผิน เพื่อเปิดโอกาสให้หัวหน้าได้แสดงความสามารถ และได้แสดงคุณค่าทางอารมณ์ออกมา
นี่คือกฎเกณฑ์ในที่ทำงานราชการ
ลูกน้องยิ่งเก่ง ความเร็วในการเลื่อนตำแหน่งก็จะยิ่งช้าลง
แก่นแท้ของการเลื่อนตำแหน่ง... คือการต่อรองมูลค่าและตำแหน่งหน้าที่
การทำงานเก่งเป็นแค่เรื่องรอง แต่การทำตัวให้เป็นนี่สิ ถึงจะสำคัญที่สุด
กินข้าวสุ่มสี่สุ่มห้าได้ แต่พูดจาสุ่มสี่สุ่มห้าไม่ได้ คนที่พูดจาไม่คิดหน้าคิดหลัง จะไม่มีวันได้รับความไว้วางใจจากหัวหน้า และเพื่อนร่วมงานก็จะพากันตีตัวออกห่าง เพราะกลัวจะซวยไปด้วย
จำไว้เลยว่า ต้องพูดจาให้ดี ส่วนการลงมือทำจริงๆ ก็ต้องดูสถานการณ์ไปก่อน
และอีกอย่าง... เพื่อนร่วมงานในหน่วยงานราชการ ไม่มีทางมาเป็นเพื่อนแท้ของคุณได้หรอก
เวลาปกติ พยายามอย่าเอาเรื่องส่วนตัว หรือเรื่องในครอบครัวมาเล่าให้ใครฟัง เพราะคนพูดอาจจะไม่คิดอะไร แต่คนฟังอาจจะเก็บไปคิด และไม่แน่ว่าวันหนึ่งเรื่องพวกนี้ อาจจะกลายเป็นหอกที่ย้อนกลับมาทิ่มแทงคุณเองก็ได้
โดยเฉพาะในช่วงเวลาสำคัญๆ
ตำแหน่งมีจำกัด ถ้าคุณเข้าไปไม่ได้ ก็ต้องเปลี่ยนคนอื่นมาแทน
เรื่องไหนที่ไม่ใช่หน้าที่ของคุณ ก็อย่าไปยุ่ง และอย่าทำตัวเด่นเกินหน้าเกินตา
ถ้าหัวหน้าถามความเห็น หรือวิธีแก้ปัญหาเรื่องใดเรื่องหนึ่ง คุณต้องคิดให้ดีก่อนจะพูดออกไป
คุณต้องพิจารณาก่อนว่า ไอเดียที่คุณเสนอไปนั้น จะทำให้ทุกแผนกในหน่วยงานต้องเหนื่อยลงมือทำตามหรือเปล่า
การได้เลื่อนขั้นถือเป็นสิ่งล่อตาล่อใจก็จริง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะอยากได้มันเสียหน่อย.......
ถ้าเกิดหัวหน้าเห็นด้วย แล้วสั่งให้ทุกแผนกต้องปฏิบัติตาม รับรองว่าต้องมีเพื่อนร่วมงานหลายคนแอบแค้นคุณอยู่ในใจแน่ๆ แล้วหลังจากนั้น ถ้ามีโอกาสเมื่อไหร่ ร้อยทั้งร้อยพวกเขาต้องหาทางแกล้งคุณ วางอุปสรรคให้คุณเจอแต่ทางตันไปตลอด
ส่วนเรื่องที่บอกว่าเด็กยุค 00 จะเข้ามาปฏิวัติระบบการทำงานน่ะ มันก็แค่คำพูด 'ขำๆ' เท่านั้นแหละ
ดูเอาบันเทิงก็พอแล้ว
ใครหลงเชื่อ ก็โง่เต็มทน
ถ้าเป็นบริษัทเอกชนทั่วไป ก็ว่าไปอย่าง
ที่นี่ไม่ต้อนรับ ก็ยังมีที่อื่นให้ไป.......
อย่างมากก็แค่หางานใหม่
แต่ถ้าเป็น 'สายราชการ' ที่ต้องฝ่าฟันแข่งกับคนเป็นหมื่นเป็นแสนล่ะ?
ลองทำตัวชิลๆ ให้ดูหน่อยสิ
ดีไม่ดี ยังไม่ทันจะได้สร้างวีรกรรมอะไร ก็โดนเด้งไปเฝ้าบ่อปลาซะแล้ว
เซี่ยซูในตอนนี้ พยักหน้าช้าๆ แล้วพูดว่า "เข้าใจแล้วค่ะอัยการซู ฉันทราลแล้วค่ะ"
"แต่ว่า... ฉันก็ยังอดสงสัยไม่ได้อยู่ดี ว่าทำไมคุณถึงไม่อยากให้สืบต่อล่ะคะ?"
"สองคนนี้ตามติงเซียวมา ไม่ใช่วันสองวันแล้วนะคะ"
"ถ้าบอกว่าคนที่สั่งการอยู่เบื้องหลัง ไม่มีจุดประสงค์อะไรแอบแฝงเลย ฉันไม่มีทางเชื่อเด็ดขาดค่ะ"
เมื่อมองใบหน้าของเซี่ยซูที่แฝงความสงสัยสามส่วน และความไม่เข้าใจอีกสามส่วน ซูชิงหงก็ยิ้มออกมา
ทักษะการแสดงเล็กๆ น้อยๆ แค่นี้ มีหรือจะตบตาคนที่อาบน้ำร้อนมาก่อนอย่างเธอได้
ความสามารถของลูกน้องแต่ละคนเป็นยังไง เธอรู้ซึ้งแก่ใจดี
แต่ต้องยอมรับเลยว่า... รู้สึกดีเป็นบ้า
"เอาล่ะๆ!"
"ต่อให้สืบเจอแล้วจะทำไมล่ะ?"
"คุณคิดว่าจะเป็นข้อหาขายข้อมูลส่วนตัว หรือละเมิดสิทธิส่วนบุคคลล่ะ?"
"ไช่ซินอีคนนั้น ไม่ใช่ว่าเคยเป็นทนายความมาก่อนหรอกเหรอ?"
"คนระดับมืออาชีพมาทำเรื่องพวกนี้ การตั้ง 'ระบบป้องกัน' ไว้ล่วงหน้า ก็เป็นเรื่องธรรมดาอยู่แล้ว"
"เขาไม่ยอมเอาตัวเองเข้าไปเสี่ยงง่ายๆ หรอก"
"อีกอย่าง คนที่สั่งให้สะกดรอยตามติงเซียวน่ะ จะเป็นใครไปได้อีกล่ะ?"
"ฉันว่านอกจากจินเซิ่งแล้ว ก็คงไม่มีใครอื่นอีกแล้วล่ะ!"
"ฉันเดาว่าเขาคง... คาดการณ์ล่วงหน้าไว้หมดแล้ว ว่าจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นในวันนี้"
"แล้วดูจากความสัมพันธ์ของเรากับเขาในตอนนี้แล้ว เรามีความจำเป็นต้องทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ด้วยเหรอ?"
เซี่ยซูทำหน้าตาสว่าง "อย่างนี้นี่เองค่ะ!"
"บอกตามตรงนะคะ... ความจริงตอนที่ฉันได้ยินผู้กองไต้เล่าเรื่องนี้ให้ฟัง แวบแรกฉันก็แอบสงสัยจินเซิ่งเหมือนกัน แต่ก็ไม่กล้าฟันธง"
"เป็นคุณที่มองเกมขาดจริงๆ ค่ะ"
ซูชิงหงยิ้มพลางยกนิ้วขึ้นชี้ไปที่เซี่ยซูอย่างรู้ทัน
ยัยเด็กกะล่อน!
...........
สำนักงานกฎหมายจิ้งเฉิง
จินเซิ่งเพิ่งจะก้าวเท้าเข้ามาในโซนทำงาน เจียงเมิ่งเหยาก็รีบลุกขึ้นมาต้อนรับทันที
"ทนายจินคะ เมื่อกี้คุณหวังเพิ่งโทรมาค่ะ"
"อ้อ... เธอว่ายังไงบ้าง?"
เจียงเมิ่งเหยาตอบด้วยน้ำเสียงสดใส "ก็ต้องโทรมาขอบคุณสิคะ!"
"พวกเราช่วยทวงคืนของมาให้เธอได้ตั้งเยอะแยะ โดยเฉพาะเรื่องกฎระเบียบสิทธิการเลี้ยงดูและเยี่ยมเยียนลูก เธอบอกว่าพอใจสุดๆ ไปเลยค่ะ"
"เธอยังบอกอีกว่า... เมื่อคืนนี้ เป็นคืนที่เธอนอนหลับได้อย่างสบายใจที่สุดในรอบหนึ่งเดือนที่ผ่านมาเลยค่ะ"
จินเซิ่งหัวเราะ 'หึหึ' แล้วพูดว่า "งั้นก็ดีแล้วล่ะ..."
"ลูกค้าพอใจ พวกเราทนายความก็จะได้เก็บเงินค่าจ้างได้อย่างสบายใจหน่อย"
"ยอดรวม 17.75 ล้าน หัก 8 เปอร์เซ็นต์ ก็ตก 1.42 ล้าน"
"ส่วนเงินค่าเลี้ยงดูลูกนั่นน่ะ ก็ไม่ต้องเอามาคิดรวมด้วยหรอก"
"ถือซะว่าเป็นการทำบุญสร้างกุศลร่วมกันก็แล้วกัน!"
"เผื่อวันหน้าวันตา เธอเกิดมีเรื่องอะไรต้องพึ่งทนายอีก จะได้นึกถึงพวกเราเป็นคนแรกไง"
คดีหย่าร้างที่มูลค่าสูงๆ แบบนี้แหละ ที่ทำงานสบายที่สุด!
นอกจากจะไม่เหนื่อยมากแล้ว ระยะเวลาปิดคดีก็สั้น แถมยังได้เงินเยอะอีกต่างหาก
ถ้าคิดตามเรทส่วนแบ่งระดับจินเซิ่งล่ะก็ งานนี้มีเลขหกหลักเข้ากระเป๋าแน่นอน
ต่างจากพวกคดีอาญาก่อนหน้านี้ ที่ต้องเหนื่อยแทบตาย สุดท้ายก็ได้เงินมาแค่ไม่กี่หมื่นบาท
ความแตกต่างมันช่างฟ้ากับเหวเลยจริงๆ
ถึงได้มีคำกล่าวที่ว่า... คดีแพ่งนี่แหละคือบ่อเงินบ่อทองของจริง!
เพราะพวกเขากินส่วนแบ่งเป็นเปอร์เซ็นต์ยังไงล่ะ
เจียงเมิ่งเหยายิ้มรับพลางพยักหน้า "ตอนที่ฉันส่งใบแจ้งหนี้ไป ฉันจะเขียนกำชับเรื่องนี้ลงไปด้วยเป็นพิเศษเลยค่ะ"
"อ้อ จริงสิคะ คุณหวังยังฝากถามมาด้วยว่า เรื่องที่จะต้องไปเซ็นสัญญากับหลี่เหว่ยต๋าวันศุกร์นี้ เธอจำเป็นต้องมาด้วยตัวเองไหมคะ?"
จินเซิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วตอบว่า "ทางที่ดี ให้เธอมาเซ็นชื่อด้วยตัวเองจะดีกว่านะ"
"ถึงแม้พวกเราจะได้รับมอบอำนาจมาเป็นกรณีพิเศษก็เถอะ แต่งานนี้เป็นการทำข้อตกลงเพิ่มเติมจากสัญญาหย่าฉบับก่อน"
"ตามที่ประมวลกฎหมายแพ่งได้ระบุไว้ การที่ทั้งสองฝ่ายลงนามด้วยตัวเอง จะถือเป็นการยืนยันความยินยอมในเนื้อหา และยังเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้สัญญาฉบับนี้มีผลบังคับใช้อย่างสมบูรณ์ด้วย"
"เพื่อรับประกันความศักดิ์สิทธิ์ทางกฎหมายและอำนาจในการบังคับใช้ ซึ่งจะช่วยลดปัญหาการมานั่งเถียงกันในภายหลังได้เยอะเลยล่ะ"
เจียงเมิ่งเหยารับคำทันที "รับทราบค่ะ เดี๋ยวฉันจะส่งข้อความไปแจ้งทางคุณหวังเดี๋ยวนี้เลยค่ะ"
พอคุยจบ จางฉินที่ยืนรออยู่ข้างๆ ก็รีบแทรกขึ้นมาทันที
"ทนายจินคะ คดีที่ฉันดูแลอยู่มีปัญหาแทรกซ้อนนิดหน่อยค่ะ ฉันขอรายงานสถานการณ์ให้คุณทราบหน่อยนะคะ"
เธอพูดไปพลาง ก็แอบขยิบตาส่งซิกให้ด้วย
จินเซิ่งเข้าใจความหมายในทันที
"ตกลง ไปคุยรายละเอียดที่ห้องทำงานผมก็แล้วกัน"
"ได้ค่ะ..."
ภายใต้สายตาของเพื่อนร่วมทีมอีกสองคน ทั้งคู่ก็เดินตามกันเข้าไปในห้องทำงาน
จินเซิ่งวางกระเป๋าเอกสารลง พลางเอ่ยปากถาม "ว่ามาเลย! มีเรื่องอะไร?"
จางฉินปิดประตูก่อนจะรีบกระซิบเสียงเบา "เมื่อครึ่งชั่วโมงก่อน ซินอีใช้เบอร์แปลกโทรมาหาฉันค่ะ"
"เขาบอกว่าเมื่อเช้านี้ ตอน 9:11 น. ถึง 9:38 น. มีคนสองคนมาเดินป้วนเปี้ยนอยู่แถวๆ สตูดิโอของเขาพักใหญ่เลย"
"แถมก่อนกลับ ยังแวะไปถามข้อมูลจากเถ้าแก่ร้านขายของชำปากซอยด้วย"
"ซินอีไปเช็กดูจากกล้องวงจรปิดอย่างละเอียดแล้ว ก็รู้สึกว่าสองคนนั้นน่าจะเป็นตำรวจนอกเครื่องแบบค่ะ"
"ช่วงนี้ นอกจากจะรับงานเล็กๆ น้อยๆ ไม่กี่งานแล้ว ก็มีแค่งานของฝั่งเรานี่แหละค่ะ"
"เพราะงั้น... เขาก็เลยโทรมาถามหยั่งเชิงกับฉัน แล้วก็ฝากเตือนมาด้วย"
ก็นึกว่าเรื่องอะไร ที่แท้ก็เรื่องนี้นี่เอง
จินเซิ่งยิ้มแล้วโบกมือปฏิเสธ "ไม่เป็นไรหรอก..."
"ถ้าคุณติดต่อซินอีได้ ก็ฝากบอกเขาทีนะ"
"ทำตัวตามปกติได้เลย ไม่ต้องกลัว ไม่ต้องกังวลว่าจะมีปัญหาอะไรตามมา ทุกอย่างยังอยู่ในความควบคุม"
ตั้งแต่ตัดสินใจร่วมมือกับซูชิงหง จินเซิ่งก็คาดการณ์เรื่องนี้เอาไว้แล้ว
สังคมเมืองสมัยนี้ กล้องวงจรปิดมีอยู่ทุกซอกทุกมุม
พฤติกรรมการสะกดรอยตามของพวกเขา อาจจะตบตาคนธรรมดาได้ แต่ไม่มีทางหลุดรอดสายตาของคุณอาตำรวจไปได้หรอก
ทันทีที่ทางนั้นเริ่มลงมือสืบเรื่องของติงเซียว ซินอีกับลูกน้องก็ต้องตกเป็นเป้าสายตาอย่างแน่นอน
โผล่หน้ามาในกล้องครั้งแรก อาจจะอ้างว่าเป็นเรื่องบังเอิญได้
แต่ถ้าโผล่มาบ่อยๆ มันก็คือความจงใจแล้ว
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ข้อมูลการจองตั๋วโดยสาร ซึ่งเป็นหลักฐานมัดตัวชิ้นดี แค่เคาะแป้นพิมพ์ไม่กี่ทีก็เช็กได้ทะลุปรุโปร่ง จะแก้ตัวยังไงก็ฟังไม่ขึ้นหรอก
แต่ว่านะ...... จินเซิ่งไม่ได้รู้สึกกังวลอะไรเลย
ทั้งวิดีโอและรูปถ่ายที่ถ่ายมา ก็ให้บุคคลที่สามอย่างแมสเซนเจอร์ด่วนเป็นคนส่งให้ ทั้งสองฝ่ายไม่ได้เจอกันตรงๆ เลยสักนิด
ทางฝั่งซินอีก็คงไม่โง่พอที่จะเก็บไฟล์ต้นฉบับเอาไว้หรอก
ส่วนเรื่องค่าจ้าง ก็ให้จางฉินเป็นคนไปจ่ายด้วยเงินสด แถมยังสับเปลี่ยนมือตั้งหลายทอด
แค่นี้ก็ปัดข้อหา 'ซื้อขายข้อมูลส่วนบุคคล' ทิ้งไปได้แล้ว
ส่วนเรื่องที่ทั้งสองฝ่ายมีเบอร์ติดต่อกันนั่น ยิ่งอธิบายง่ายเข้าไปใหญ่
หาข้ออ้างอะไรมาตอบส่งๆ ไปก็จบเรื่อง
และอีกอย่าง จินเซิ่งมั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์เลยว่า... ขอแค่ซูชิงหงรู้เรื่องนี้จากทางตำรวจ เธอจะต้องสงสัยว่าเป็นฝีมือของเขาทันที
เว้นเสียแต่ว่าเธออยากจะแตกหักกับเขา ไม่อย่างนั้นทางเลือกเดียวของเธอก็คือ... 'หลับตาข้างลืมตาข้าง'
ยิ่งมาถึงจุดนี้ด้วยแล้ว...
เรื่องไหนสำคัญ เรื่องไหนไม่สำคัญ เธอรู้อยู่แก่ใจดี
ทุกคนล้วนแต่เป็นคนฉลาด เรื่องแค่นี้ก็ต้องมองตารู้ใจกันอยู่แล้ว
พอเห็นจินเซิ่งมีท่าทีที่มั่นใจแบบนั้น ความกังวลที่ค้างคาอยู่ในใจของจางฉินก็มลายหายไปจนหมดสิ้น
"เข้าใจแล้วค่ะ เดี๋ยวฉันจะรีบติดต่อซินอีไปเลยค่ะ"
"มีอะไรอีกไหม?"
"มีค่ะ บ่ายสองโมงครึ่งวันนี้ จะมีลูกค้ารายหนึ่งเข้ามาขอคุยรายละเอียดเบื้องต้นกับคุณก่อนค่ะ ถึงจะตัดสินใจว่าจะมอบหมายคดีให้สำนักงานเราทำหรือเปล่า เป็นคดีข้อพิพาทเรื่องสัญญากู้ยืมเงินค่ะ มูลค่าความเสียหาย 2.4 ล้านหยวน"
"เยี่ยม... พอคนมาถึงก็เรียกผมได้เลยนะ"
จินเซิ่งฟังแล้วตาลุกวาว
เขาชอบคดีที่ความสัมพันธ์ทางกฎหมายไม่ซับซ้อน แต่ได้ค่าตอบแทนสูงๆ แบบนี้แหละ
"งั้นฉันขอตัวไปทำงานก่อนนะคะ"
"อืม... ใกล้เที่ยงแล้ว คุณช่วยจัดการเรื่องมื้อกลางวันให้ด้วยนะ เอาแบบเดิมนั่นแหละ"
"ได้เลยค่ะ ขอบคุณนะคะทนายจิน"
จินเซิ่งมองตามแผ่นหลังของจางฉินที่เดินผมหางม้าแกว่งไกวออกไปอย่างรวดเร็ว พร้อมกับรอยยิ้มที่มุมปาก
เมื่อกี้ตอนที่เธอทำหน้าเครียดๆ คิดหรือว่าจะรอดพ้นสายตาของเขาไปได้
วิธีรับมือกับพวกสายกิน ก็ต้องใช้ของอร่อยๆ เข้าล่อนี่แหละ
ถ้ามื้อเดียวไม่พอ ก็จัดไปเลยสามมื้อ
ระหว่างที่พอมีเวลาว่าง จินเซิ่งก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเช็กดู
เมื่อสิบนาทีก่อน เจ้าซวินส่งข้อความมาหาหลายข้อความ
บ่นให้ฟังว่า ช่วงนี้สือจวิ้นหลินกำลังรุ่งสุดๆ งานล้นมือแทบจะบินได้ หลังจากที่คดีของฉินเยี่ยนมีปัญหา
มีลูกค้าหลายรายถึงกับระบุชื่อให้เขาเป็นคนทำคดีให้โดยเฉพาะ
แถมยังมีเวทีเสวนาเชิญไปร่วมงานอีกหลายที่
และนิตยสารกฎหมาย (ที่ไม่ใช่ระดับแนวหน้า) ก็ยังมาขอให้เขาเขียนบทความให้อีก
ถ้อยคำที่พิมพ์มานั้น เต็มไปด้วยความอิจฉาตาร้อนจนแทบจะทะลุออกมานอกจอ
ทำเอาจินเซิ่งถึงกับหลุดขำ
เขากดส่งสติ๊กเกอร์ 'เรียกพ่อสิลูก เดี๋ยวพ่อพาบิน' ตอบกลับไป แล้วก็ไม่ได้สนใจอะไรอีก
...........
หลังจากทานมื้อเที่ยงเสร็จ จินเซิ่งก็เอนหลังงีบพักสายตาเหมือนอย่างเคยสักครึ่งชั่วโมง ก่อนจะลุกขึ้นมาลุยงานต่อ
ช่วยไม่ได้นี่นา วิถีวัวงาน (ทาสแรงงาน) ก็ต้องยุ่งแบบนี้แหละ
จนกระทั่งเวลาล่วงเลยมาถึงบ่ายสองกว่าๆ เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น
เจียงเมิ่งเหยาเดินเข้ามาบอกว่า ลูกค้าที่นัดไว้มาถึงแล้ว และตอนนี้จางฉินกำลังช่วยรับรองอยู่
ภายในห้องรับรองขนาดเล็กหมายเลข 5 ของสำนักงาน มีชายหญิงคู่หนึ่งอายุราวๆ 40 ปีกำลังนั่งรออยู่
พอจินเซิ่งผลักประตูเข้าไป จางฉินก็รีบลุกขึ้นมาแนะนำให้รู้จักทันที
"ทนายจินคะ นี่คือคุณโจวฮุย คุณโจวค่ะ ส่วนนี่ก็คือภรรยาของเขาค่ะ"
"สวัสดีครับคุณโจว..."
หลังจากจับมือทักทายกันเสร็จ ทุกคนก็นั่งลงประจำที่
จินเซิ่งกางสมุดบันทึกออก พลางส่งยิ้มให้ฝ่ายตรงข้าม แล้วบอกว่า "คุณโจวครับ เล่าสถานการณ์ทั้งหมดให้ฟังได้เลยครับ!"
"ได้ครับ ได้ครับ..."
โจวฮุยรีบรับคำ น้ำเสียงและสีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความร้อนใจ
"ผมทำธุรกิจขายเสื้อผ้าสัตว์เลี้ยงครับ"
"นอกจากจะขายปลีกผ่านร้านออนไลน์หลายๆ แพลตฟอร์มแล้ว ก็ยังรับจ้างผลิตตามออเดอร์ด้วย งานส่งออกก็มีรับบ้าง"
"ทำแบบนี้มาเป็นสิบปีแล้วครับ"
"แต่ก่อนธุรกิจก็ถือว่าไปได้สวย ไม่ถึงกับรวยล้นฟ้า แต่กำไรปีละหลายแสนนี่ได้แน่ๆ ถ้าปีไหนดีหน่อยก็ทะลุล้านเลย"
"พอมาถึงปี 19 ลูกผมกำลังจะขึ้นม.ปลาย เราก็เลยตัดสินใจซื้อบ้านในเขตโรงเรียนดีๆ ขนาด 140 ตารางเมตร"
"เพื่อประหยัดดอกเบี้ย ก็เลยเทดาวน์ไปครึ่งหนึ่ง"
"เงินเก็บที่มีแทบจะหมดเกลี้ยงเลย"
"แต่ปีต่อมา... ดันมาเจอ 'โรคระบาด' เข้าอย่างจัง"
"ธุรกิจพังพินาศไม่เป็นท่าเลยครับ"
"ทั้งค่าเช่าที่ สินค้าค้างสต๊อก ของที่ส่งไปแล้วก็เก็บเงินไม่ได้ ส่วนของที่ส่งไม่ได้ก็ต้องยอมขาดทุน"
"แค่เวลาแค่สองปี เราขาดทุนไปตั้งสี่ล้านกว่าหยวน"
"เฮ้อ......"
เล่ามาถึงตรงนี้ โจวฮุยก็ถอนหายใจอย่างสิ้นหวัง สองมือที่วางอยู่บนโต๊ะกำแน่นจนเป็นหมัด
ภัยธรรมชาติหลีกเลี่ยงไม่ได้!
ไม่มีใครอยากเจอเรื่องแบบนี้หรอก
ภรรยาของโจวฮุยเห็นแบบนั้น ก็รีบเอื้อมมือไปตบแขนสามีเบาๆ สองทีเพื่อปลอบใจ
ดูท่าทางแล้ว สองสามีภรรยาคู่นี้คงรักกันมากทีเดียว
โจวฮุยถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนจะเล่าต่อ "เพราะซื้อบ้านไปแล้ว เงินที่ขาดทุนไปส่วนใหญ่ เราก็เลยต้องไปกู้ 'สินเชื่อออนไลน์' จากแอปหม่าเป่าเป่าเอาครับ"
"จนถึงปี 22 ธุรกิจถึงเริ่มกลับมาฟื้นตัวขึ้นมาบ้าง"
"เดือนเมษายน บริษัทนำเข้าส่งออกที่เคยร่วมงานกันสองครั้ง ก็จู่ๆ ก็ติดต่อมา บอกว่ามีออเดอร์ล็อตใหญ่จากทางยุโรปและอเมริกา ต้องการเสื้อผ้าสัตว์เลี้ยงคอลเลคชันยีนส์จำนวนห้าหมื่นตัว"
"มูลค่ารวม 1.367 ล้านหยวน"
"ถ้างานนี้สำเร็จ เราน่าจะได้กำไรอย่างน้อยห้าแสนหยวนเลยนะ"
"เขายังบอกอีกว่า จะจ่ายมัดจำให้ก่อน 30% พอผลิตเสร็จ ตรวจรับงานแล้วก็จะจ่ายให้อีก 40%"
"ส่วนที่เหลือ พอทำเรื่องศุลกากรและเอาของขึ้นเรือเสร็จ ก็จะเปิดบิล และเคลียร์ยอดให้หมดภายใน 60 วัน"
"ตอนที่เราตกลงรับงาน และกำลังจะเดินเครื่องผลิตเต็มกำลัง แพลตฟอร์มเงินกู้ก็ดันมาตัดวงเงินซะงั้น"
"วงเงินสองล้านหกแสนกว่าหยวน หายวับไปภายในข้ามคืน"
"พอโทรไปถาม Call Center เขาก็บอกว่ายอดเงินหมุนเวียนในร้านค้าของเราตกลงอย่างหนัก ภาระหนี้สินส่วนตัวก็สูงเกินไป คะแนนระบบก็ต่ำ แถมยังติดสถานะเตือนความเสี่ยงสูง..."
"พ่นศัพท์เฉพาะทางมาซะยืดยาว แต่สรุปใจความได้แค่ว่า 'ก็เป็นแบบนี้แหละ'"
"ตอนนั้นผมล่ะร้อนใจแทบเป็นบ้า!"
"ทั้งค่าวัตถุดิบ ค่าฟอกสี กระดุม ค่าจ้าง... ทุกอย่างมันต้องใช้เงินสดหมุนทั้งนั้น!"
"ลำพังเงินทุนก็ขาดมืออยู่แล้ว ทางแอปหม่าเป่าเป่าก็ยังต้องผ่อนอีกเดือนละสามแสน นี่มันจะบีบให้ตายกันชัดๆ!"
"แต่เรื่องมันเกิดไปแล้ว ยังไงก็ต้องหาทางหาเงินให้ได้"
"ไปถามทางธนาคาร เครดิตอย่างเราขอกู้สินเชื่อบุคคลได้เต็มที่ก็แค่แปดแสน ดอกเบี้ย 6.7 ลี้ แต่ถ้าเอาบ้านไปจำนองรอบสอง จะได้วงเงินสามล้าน ดอกเบี้ย 4.2 ลี้"
"เราสองคนผัวเมียปรึกษากันแล้ว ก็ตัดสินใจว่าจะเอาบ้านไปจำนอง"
"แต่ตอนนั้นเอง น้าชายกับน้าสะใภ้ก็โผล่มาหา บอกว่าพวกเขามีเงินก้อนหนึ่งเก็บไว้เฉยๆ ไม่ได้ทำอะไร แทนที่จะไปกู้ธนาคาร สู้ให้พวกเขามาร่วมลงทุนด้วยดีกว่า"
"........"
(จบแล้ว)