- หน้าแรก
- ข้าเห็นไอเทมดรอปจากบอสทุกชิ้น
- บทที่ 98 วิกฤตการณ์ร้อยเผ่าเริ่มก่อตัว
บทที่ 98 วิกฤตการณ์ร้อยเผ่าเริ่มก่อตัว
บทที่ 98 วิกฤตการณ์ร้อยเผ่าเริ่มก่อตัว
บทที่ 98 วิกฤตการณ์ร้อยเผ่าเริ่มก่อตัว
"นายบอกว่าพวกนายโดนเผ่าศพมารที่เป็นหนึ่งในร้อยเผ่าลอบกัดงั้นเหรอ?"
หลินอี้เบิกตากว้าง มองก็อบลินตรงหน้า แล้วก็นึกถึงอีกคำถามขึ้นมาได้: "ก็ในเมื่อเป็นร้อยเผ่าด้วยกัน ทำไมพวกมันถึงต้องลงมือกับเผ่าก็อบลินของพวกนายด้วยล่ะ?"
วานอทำหน้าเยาะเย้ย: "แกคิดว่าร้อยเผ่าจะรักใคร่กลมเกลียวกันเหมือนที่คนข้างนอกเขาพูดกันจริงๆ เหรอ?"
หลินอี้ถามกลับไปตามสัญชาตญาณ: "ไม่ได้เป็นแบบนั้นหรอกเหรอ?"
วานอมองหลินอี้ด้วยสายตาที่เหมือนมองคนโง่:
"ต้องยอมรับเลยว่า มนุษย์บางคนนี่ก็ช่างไม่รู้อะไรเอาซะเลย"
หลินอี้: "เอ่อ"
เทียนซื่อที่อยู่ข้างๆ กลั้นขำไว้ไม่อยู่ พรวดออกมาว่า: "ลูกพี่เฟิงโดนก็อบลินด่าว่าโง่ซะแล้ว ฮ่าๆๆ~"
พวกจางซินอิ่งถึงจะไม่ได้ขำออกมาดังๆ แต่รอยยิ้มในตาก็ปิดไม่มิด
มองดูสีหน้ารังเกียจบนใบหน้าของก็อบลินที่สูงไม่ถึงหัวเข่าตัวเอง หลินอี้ก็หัวเราะแก้เก้อ แล้วรีบเปลี่ยนเรื่องทันที:
"แล้วฉันขอถามหน่อย จุดประสงค์ที่พวกมันทำแบบนี้คืออะไร?"
"คืออะไรน่ะเหรอ?"
วานอหันไปมองกองโครงกระดูกเพื่อนร่วมเผ่าที่กองเป็นภูเขาเลากา น้ำตาเอ่อคลอเบ้า
เพราะโครงกระดูกทุกโครงที่อยู่ที่นี่ หมายถึงชีวิตของก็อบลินหนึ่งชีวิต และครอบครัวของวานอก็เป็นหนึ่งในนั้นด้วย
วานอพยายามปาดน้ำตา แล้วชี้ไปที่ศพเอลฟ์ทั้งสี่ตัวที่ตายอยู่ข้างๆ หันมาถามหลินอี้ด้วยความสงสัย: "พวกแกดูออกได้ยังไงว่าพวกมันโดนเผ่าศพมารดัดแปลงมา?"
"อะไรนะ?"
ในขณะที่หลินอี้กำลังอึ้ง หาทางอธิบายไม่ได้ พวกเทียนซื่อกลับตกใจยิ่งกว่า
ที่บอกว่าสี่ตัวที่โดนฆ่าไปเป็นก็อบลินที่โดนดัดแปลง ประโยคนี้มันมีข้อมูลสำคัญซ่อนอยู่เพียบเลยนะเว้ย
ต่อให้เป็นคนโง่ก็น่าจะพอเดาเนื้อเรื่องคร่าวๆ ออกแล้วล่ะ
สิ่งที่พวกเขาไม่คิดก็คือ ไอ้ก็อบลินสี่ตัวที่เพิ่งฆ่าไปเมื่อกี้ก็เป็นตัวปลอมเหมือนกัน
ชื่อถงถึงกับทึ่ง
"พี่ดูออกได้ยังไงเนี่ย?"
ตอนนี้หลินอี้ก็ทำได้แค่วางมาดขรึม แล้วตอบว่า: "ลางสังหรณ์ไง!"
ก็แหม นอกจากข้ออ้างนี้ หลินอี้ก็นึกไม่ออกแล้วว่าจะอธิบายเรื่องที่ตัวเองมีตาทิพย์ยังไงดี
เทียนซื่อแบมือสองข้าง "เหตุผลนี้ไม่มีข้อกังขา เพอร์เฟกต์"
วานอก็ไม่ได้ใส่ใจว่าเหตุผลของหลินอี้จะน่าเชื่อถือแค่ไหน แต่กลับเปิดเผยความลับที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของที่นี่ออกมา:
"พวกแกเคยคิดบ้างไหมล่ะ ในเมื่อเผ่าศพมารดัดแปลงเผ่าก็อบลินของเราได้ พวกมันก็ต้องดัดแปลงเผ่าพันธุ์อื่นได้เหมือนกัน รวมถึงเผ่ามนุษย์ของพวกแกด้วย"
พอพูดถึงประโยคนี้ ไม่ใช่แค่หลินอี้ แม้แต่มั่นคงดั่งขุนเขาที่ยังมึนๆ งงๆ อยู่ ก็ยังรู้สึกเย็นวาบที่สันหลัง
วานอยังคงพูดต่อไป: "ลองคิดดูสิ ถ้าเผ่าศพมารดัดแปลงคนของพวกมันให้เป็นรูปลักษณ์ของแต่ละเผ่า แล้วแฝงตัวเข้าไปในเผ่าต่างๆ ลึกเข้าไปถึงระดับสูงๆ"
วานอมองหลินอี้ด้วยสีหน้าหวาดหวั่น "แกรู้ไหมว่านี่หมายความว่ายังไงสำหรับร้อยเผ่า?"
ลองนึกภาพดูสิ ถ้าวันนึงที่เผ่ามารบุกมาขนานใหญ่ ในจังหวะที่ร้อยเผ่ากำลังต่อสู้กับเผ่ามารอย่างดุเดือด จู่ๆ คนในของร้อยเผ่าเกิดทรยศหักหลังขึ้นมาพร้อมๆ กัน...
นั่นหมายความว่ายังไง? หลินอี้คอแห้งผาก พ่นคำออกมาแค่สองคำ: "หายนะ!"
"แต่ว่า!"
ในขณะที่ทุกคนกำลังใจสั่นกับภาพในจินตนาการของตัวเอง จางซินอิ่งกลับโพล่งถามขึ้นมาหน้าตาเฉย: "เรื่องสำคัญขนาดนี้ ทำไมพวกมันถึงยอมให้แกรู้ได้ล่ะ? พวกมันไม่น่าจะฆ่าปิดปากแกเหรอ?"
"เอ่อ..."
คำถามของจางซินอิ่งทำเอาทุกคนใบ้แดกไปเลย
เทียนซื่อหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก "นั่นไม่น่าจะใช่ประเด็นสำคัญปะ?"
แต่พอลองคิดดูดีๆ หลินอี้ก็รู้สึกว่าสิ่งที่จางซินอิ่งพูดมันก็ถูก เลยหันไปถามวานอ:
"แกรู้เรื่องพวกนี้ได้ยังไง แล้วทำไมแกถึงรอดมาได้?"
จุดประสงค์ที่หลินอี้ถามแบบนี้มันก็ชัดเจนอยู่แล้ว แต่วานอกลับตอบแบบไม่แยแสว่า:
"อย่างแรกเลยคือ พวกมันไม่กลัวพวกแกจะรู้หรอก"
วานอมองหน้าหลินอี้ "ครั้งสองครั้งแกอาจจะใช้ลางสังหรณ์ดูออก แต่พอคนร้อยเผ่ามาอยู่รวมกันเยอะๆ แกยังมั่นใจในลางสังหรณ์ของตัวเองว่าจะหาพวกมันเจออยู่ไหม?"
"แล้วแกจะมั่นใจได้ยังไงว่าคนที่แกสงสัย จะต้องเป็นพวกที่โดนดัดแปลงมาจริงๆ?"
เห็นสีหน้าจริงจังของวานอ หลินอี้ก็อยากจะตอบสวนกลับไปว่า: ฉันทำได้
แต่ประโยคถัดมาของวานอกลับทำเอาหลินอี้สะอึก "แล้วแกดูออกไหมล่ะ ว่าฉันก็เป็นพวกที่โดนพวกมันดัดแปลงมาเหมือนกัน?"
"อะไรนะ?"
มั่นคงดั่งขุนเขาตกใจสุดขีด เตรียมจะดึงหลินอี้ถอยหลัง แต่หลินอี้ห้ามไว้ก่อน: "อย่าเพิ่งลงมือ"
วานอมองดูคนอื่นๆ ที่กำลังหน้าถอดสี แล้วยิ้มเยาะ: "ไม่งั้นพวกแกคิดว่า ด้วยอายุขัยของก็อบลินธรรมดาๆ อย่างฉัน จะอยู่รอดมาจนถึงตอนนี้ได้ยังไง?"
ทีนี้ทุกคนก็เข้าใจแล้วว่าเรื่องนี้มันซีเรียสแค่ไหน
"และนี่ก็คือเหตุผลที่พวกมันไม่ฆ่าฉัน"
จู่ๆ วานอก็ลุกขึ้นยืน เดินลึกเข้าไปในถ้ำ พลางอธิบายไปว่า:
"ไม่ใช่ก็อบลินทุกตัวที่โดนดัดแปลงจะถูกควบคุมความคิดหรอกนะ ฉันคือข้อยกเว้น เพียงแต่หลายปีมานี้ฉันเสแสร้งเก่ง พวกมันก็เลยจับไม่ได้"
"ถึงตอนนี้พวกเผ่าศพมารส่วนใหญ่จะถอนตัวออกไปนานแล้ว แต่ที่นี่ยังมีเนโครแมนเซอร์คลาส 3 หลงเหลืออยู่อีกตัวนึง ยัยนั่นไม่ใช่คู่ต่อสู้ที่พวกแกจะรับมือได้ง่ายๆ หรอกนะ"
"วิธีเดียวที่พวกแกจะออกไปจากที่นี่ได้แบบเป็นๆ ก็คือ..."
"วาร์ปกลับเมืองไง!"
วานอชะงักไปนิด "อะไรนะ?"
เทียนซื่อหัวเราะแห้งๆ: "ล้อเล่นน่า พูดต่อเลย"
วานอไม่ได้สนใจอะไร พูดต่อไปว่า: "พวกยามเฝ้าที่นี่ส่วนใหญ่อยู่เลเวลคลาส 2 (เลเวล 20) กว่าๆ ดูจากฝีมือพวกแกเมื่อกี้แล้ว ฆ่าพวกมันคงไม่ใช่ปัญหาหรอก"
"ตัวปัญหาหลักๆ ก็คือเนโครแมนเซอร์นั่นแหละ ถ้าไม่ฆ่ายัยนั่น พวกแกก็ไม่มีทางรอดออกไปจากที่นี่ได้หรอก"
"และโอกาสที่จะฆ่ายัยนั่น มีแค่ครั้งเดียวเท่านั้น ตามฉันมาสิ"
…………
เงามายาคารูน่า (บอส) เลเวล 15: "ไอ้พวกผู้บุกรุกหน้าเหม็น ผืนดินที่ไหม้เกรียมแห่งนี้จะเป็นสุสานของพวกแก"
"คารูน่า?"
บาบิลอนก้าวออกมาจากรอยแยกมิติ ขมวดคิ้วมองคารูน่าที่กำลังกางกรงเล็บแยกเขี้ยวพุ่งเข้ามาหา
จากนั้นบาบิลอนก็ยกมือขึ้น คารูน่าก็เหมือนถูกแม่เหล็กดูด ลอยไปอยู่ในกำมือของบาบิลอนทันที
บาบิลอนถาม:
"เจ้าตายไปแล้วนี่ ทำไมถึงมาอยู่ที่นี่ได้?"
คารูน่าพยายามดิ้นรน:
"แกสิตาย ไอ้ผู้บุกรุกชั้นต่ำ รีบปล่อยองค์หญิงคารูน่าผู้ยิ่งใหญ่เดี๋ยวนี้นะ!"
คราวนี้บาบิลอนอึ้งไปเลย
"เจ้าจำข้าไม่ได้เหรอ?"
"ไม่ใช่สิ!"
บาบิลอนมองคารูน่าที่ดิ้นพล่านอยู่ในมือ "ตอนนั้นข้าเห็นเจ้าถูกฝังไปกับตา เจ้าไม่มีทางเป็นคารูน่าแน่!"
พอบาบิลอนเหวี่ยงคารูน่าลงพื้น ร่างของคารูน่าก็ระเบิดออกทันที ราดิซแห่งเผ่าศพมารหน้าตาน่าเกลียดน่ากลัวพุ่งออกมาจากร่างนั้น
"ไอ้ผู้บุกรุก ไปตายซะ!"
เห็นเหตุการณ์ตรงหน้า บาบิลอนก็มีสีหน้าเคร่งเครียด: "มีอะไรแอบแฝงอยู่จริงๆ ด้วย"
"เหอะ!"
แค่เสียงแค่นจมูกเบาๆ บอสที่ทำให้พวกหลินอี้ต้องออกแรงตั้งนานกว่าจะโค่นได้ ก็ระเบิดตู้มกลายเป็นหมอกเลือดในพริบตา
บาบิลอนก้มมองพื้นดิน จมอยู่ในห้วงความคิด
………………