- หน้าแรก
- พระสนมหงสาเคียงเทพจักรพรรดิ
- บทที่ 3 หมอกสีครามลึกลับ
บทที่ 3 หมอกสีครามลึกลับ
บทที่ 3 หมอกสีครามลึกลับ
บทที่ 3 หมอกสีครามลึกลับ
หมอกสีครามแผ่ปกคลุมไปทั่วบริเวณอย่างเลือนราง
หลัวโย่วอิงนอนเหงื่อกาฬแตกพลั่กอยู่บนพื้นอันเย็นเยียบเป็นเวลานาน นางไม่อาจเข้าใจได้เลยว่าทำไมวินาทีที่แล้วนางยังปฏิบัติภารกิจอย่างห้าวหาญอยู่เลย แต่วินาทีต่อมากลับกลายมาเป็นเด็กสาวร่างผอมบางอ่อนแอที่มีชื่อเดียวกัน ซ้ำยังต้องมารับรู้ความทรงจำอันน่าสมเพชของร่างนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ไม่มีสัญญาณเตือน ไม่มีความตาย มีเพียงอาการวิงเวียนศีรษะวูบหนึ่งเท่านั้น
เมื่อได้สติ นางก็กลายเป็นคุณหนูรองแห่งตระกูลหลัวในเมืองเฉียนมู่แห่งราชวงศ์เถี่ยเยว่ นามว่า... หลัวโย่วอิง
ราชวงศ์เถี่ยเยว่... ไม่สิ ทั่วทั้งทวีปแห่งนี้ต่างเป็นสถานที่ที่ผู้คนฝึกฝนวิทยายุทธ์และให้ความเคารพต่อผู้ฝึกยุทธ์ เจ้าของร่างเดิมยังไม่ตื่นรู้พรสวรรค์ จึงยังคงเป็นคนนอกที่ไม่สามารถฝึกยุทธ์ได้
การถูกผู้ฝึกยุทธ์ทุบตีอย่างโหดเหี้ยมด้วยร่างกายของคนธรรมดา ย่อมส่งผลเลวร้ายอย่างแน่นอน
"ซี๊ด..." ไม่ต้องตรวจดูก็รู้ หลัวโย่วอิงสัมผัสได้ว่าร่างกายนี้เต็มไปด้วยอาการบาดเจ็บภายใน หญิงงามใจดำสองคนนั้นลงมือหนักขนาดนี้กับเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ ได้อย่างไร?
นางโซเซพยุงตัวลุกขึ้นยืน พยายามหาทางออก
ความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมมีไม่มากนัก แต่หมอกสีครามนี้กินพื้นที่ความทรงจำไปแล้วถึงหนึ่งในสาม ซึมลึกฝังแน่นอยู่ในหัวของนาง
"นังตัวซวยที่เกิดในหมอกสีคราม ทำไมแกกับแม่ของแกถึงไม่ตายๆ ไปในนั้นซะ?"
"ท่านแม่บอกว่าในหมอกสีครามมีปีศาจและสัตว์ประหลาดซ่อนอยู่ ตอนเกิดแกคงถูกช่วงชิงจิตวิญญาณไป ถึงได้กลายเป็นคนปัญญาอ่อนแบบนี้"
"นังเด็กทึ่ม นังโง่ที่ออกมาจากหมอกสีคราม ไสหัวไปให้พ้น"
"ตอนที่หมอกสีครามเปลี่ยนภูเขาเฉียนมู่ให้กลายเป็นภูเขาหมอก ข้างในนั้นก็เต็มไปด้วยความน่าสะพรึงกลัว แกคือร่างจำแลงของความน่าสะพรึงกลัวนั้น รีบไปให้ห่างจากพวกเราเดี๋ยวนี้เลยนะ"
"อย่าเอาความโชคร้ายมาติดพวกเรา ไสหัวไป ไปให้พ้น ไปซะ..."
...
หลัวโย่วอิงนึกถึงตำนานของหมอกสีครามขณะที่กำลังมองหาทางลงเขา แต่เนื่องจากหมอกหนาทึบที่ปกคลุมอยู่ ทำให้ทุกอย่างดูเลือนรางและไม่ชัดเจนจนยากจะคาดเดาทิศทาง
ในขณะเดียวกัน หลัวโย่วโหรวและคนอื่นๆ ได้หนีออกจากภูเขาเฉียนมู่แล้ว พวกนางยืนอยู่ไม่ไกลจากตีนเขา จ้องมองภูเขาเฉียนมู่ที่ถูกปกคลุมไปด้วยหมอกสีครามจนมิด ทุกคนยังคงมีอาการอกสั่นขวัญแขวน
ตำนานเล่าว่าผู้ที่ยังคงอยู่ภายในภูเขาเฉียนมู่ยามที่หมอกสีครามเข้าปกคลุม หากไม่ตายหรือหายสาบสูญก็กลายเป็นบ้า สรุปก็คือไม่มีใครมีจุดจบที่ดีเลยสักคน
ยุคสมัยที่หมอกสีครามปรากฏขึ้นนั้นเก่าแก่เกินกว่าจะตรวจสอบได้ แต่บรรพบุรุษนับไม่ถ้วนได้เตือนคนรุ่นหลังด้วยบทเรียนเลือดว่า เมื่อใดที่เห็นหมอกสีคราม จงรีบถอยห่าง ถอยห่าง และถอยห่างให้ไกลที่สุด อย่าได้คิดลองดีกับมันเด็ดขาด
"เฮ้อ นึกว่าจะไม่รอดซะแล้ว!" หลัวโย่วโหรวพรูลมหายใจยาว
เฟิงอู่ขมวดคิ้ว "หมอกสีครามปรากฏขึ้นครั้งล่าสุดเมื่อ 13 ปีก่อนใช่ไหม?"
"ใช่แล้ว นังเด็กทึ่มนั่นก็เกิดในหมอกสีครามไม่ใช่หรือ?" เฟิงฮุ่ยเอ๋อร์พยักหน้า ก่อนจะเบิกตากว้างและอุทานออกมา "อ๊ะ! แย่แล้ว นังเด็กทึ่มนั่นยังอยู่ข้างในนั้นนี่"
เฟิงอู่กล่าวอย่างเฉยเมย "นั่นไม่วิเศษไปเลยหรือ? นางร่อแร่ใกล้ตายอยู่แล้ว การไปตายในหมอกสีครามก็เหมือนได้กลับบ้านเกิดนั่นแหละ" อีกทั้งยังช่วยประหยัดแรงพวกเขาไม่ต้องลงมือเอง ทำให้เรื่องราวทุกอย่างง่ายดายขึ้น
หลัวโย่วโหรวได้ยินดังนั้นก็พยักหน้าเห็นด้วย "จริงด้วย แทนที่จะพากลับไปในสภาพครึ่งผีครึ่งคน ให้ตายอยู่ข้างในนั้นย่อมเป็นผลดีต่อทุกคนมากกว่า ติงซื่อ เจ้าอยู่เฝ้าที่นี่ให้ข้า"
ติงซื่อรีบรับคำ "ขอรับ คุณหนู!"
เฟิงอู่ปรายตามองลูกน้องสองคนของตน ทั้งสองจึงรั้งอยู่เพื่อคอยช่วยติงซื่อ
"ไปกันเถอะ ไปแจ้งติงซานให้ยกเลิกแผนการก่อน"
ติงซื่อมองดูพวกเขาจากไป จากนั้นจึงจ้องมองหมอกสีครามด้วยสายตามาดร้าย "นังเด็กทึ่ม คุณหนูรอง แกตายไปเองซะเถอะ อย่าเปิดโอกาสให้ข้าต้องลงมือ ไม่อย่างนั้นแกจะต้องทรมานอย่างแสนสาหัส"
ในขณะเดียวกัน หลัวโย่วอิงที่กำลังเดินสะเปะสะปะหาทางออกกลับถูกดึงดูดด้วยแสงสีแดงประหลาด นางคิดว่าไหนๆ ก็หาทางออกไม่เจออยู่แล้ว ลองไปดูสักหน่อยก็คงไม่เสียหายอะไร จึงลากสังขารอันบอบช้ำเดินตรงไปยังทิศทางของแสงสีแดงนั้น
15 นาที... 30 นาที... 1 ชั่วโมง...
ขาทั้งสองข้างของนางหนักอึ้ง ศีรษะก็วิงเวียนไปหมด
ในที่สุด นางก็เห็นแสงสีแดงนั้นอยู่ตรงหน้า และเอื้อมมือออกไปคว้ามันไว้
'แสงสีแดง' นั้นเย็นเฉียบเมื่อสัมผัสลงบนฝ่ามือ ความเย็นยะเยือกแผ่ซ่านไปทั่วร่างอย่างรวดเร็วและพุ่งตรงขึ้นสู่กระหม่อม
อาการวิงเวียนมลายหายไป ทัศนียภาพเบื้องหน้ากลับมากระจ่างชัด หลัวโย่วอิงต้องตื่นตระหนกสุดขีดเมื่อพบว่าปลายเท้าครึ่งหนึ่งของตนกำลังยืนหมิ่นเหม่ยื่นออกไปนอกหน้าผา