- หน้าแรก
- สั่งให้จำลองคดี แต่นายดันก่ออาชญากรรมสมบูรณ์แบบซะงั้น
- บทที่ 3: แผนการในใจ การทำลายหลักฐาน
บทที่ 3: แผนการในใจ การทำลายหลักฐาน
บทที่ 3: แผนการในใจ การทำลายหลักฐาน
เฉินซูยืนอยู่กลางห้องโถง สายตาจดจ้องไปยังร่างไร้วิญญาณของหลิวเลี่ยง
เมื่อเทียบกับท่าทีลุกลี้ลุกลนทำอะไรไม่ถูกของซูเสี่ยวเสี่ยวแล้ว เขากลับดูเยือกเย็นกว่ามาก
บังเอิญว่างานอดิเรกที่เขาโปรดปรานที่สุดก่อนที่จะทะลุมิติมาที่นี่ คือการดูหนัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาพยนตร์แนวอาชญากรรมระทึกขวัญ
เมื่อต้องมาเผชิญกับสถานการณ์ชวนตื่นตะลึงเช่นนี้ เขาก็อดไม่ได้ที่จะนึกถึงประโยคหนึ่งจากภาพยนตร์เรื่องหนึ่งขึ้นมา
'เมื่อคุณดูหนังมาเป็นพันเรื่อง คุณจะพบว่าบนโลกใบนี้ไม่มีอะไรแปลกประหลาดอีกต่อไป'
ความคิดในหัวของเขาแล่นปรู๊ดปร๊าด
เขากำลังคิดทบทวนว่า กลอุบายการก่ออาชญากรรมจากในหนังที่เคยดูในชาติที่แล้ว จะสามารถนำมาปรับใช้กับสถานการณ์ตรงหน้านี้ได้หรือไม่
ทว่าฉากนี้กลับถูกถ่ายทอดสดเข้าสู่ห้องไลฟ์ผ่านกล้องที่ติดอยู่บนตัวของซูเสี่ยวเสี่ยว เรียกเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างดุเดือดจากผู้ชม
[ช็อกไปแล้วสิ ฮ่าๆ ตอนนี้คงขนลุกซู่ไปทั้งหัวแล้วมั้ง? ทำอะไรไม่ถูกเลยล่ะสิ?]
[ก็แค่คนธรรมดาแหละนะ จะให้อินกับบทบาททันทีได้ยังไง ดูเหมือนจะใจเย็น แต่ที่จริงในใจคงสับสนวุ่นวายไปหมดแล้ว]
[ขอเรียกร้องให้ทีมงานเอาเหลียงเหว่ยกลับมาเถอะ ไอ้หมอนี่ไม่มีความรู้อะไรเลย ดีแต่เก๊กหน้าไปวันๆ แถมเมื่อกี้ยังฉวยโอกาสกอดซูเสี่ยวเสี่ยวอีก เข้ามาเกาะกระแสชัดๆ]
[ฆ่าคนน่ะมันง่าย แต่การทำลายหลักฐานน่ะไม่ง่ายเลย ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าหลิวเลี่ยงหายตัวไป ทันทีที่ครอบครัวไปแจ้งความ ทีมสืบสวนก็จะตามรอยมาถึงที่นี่ได้อย่างรวดเร็ว]
[ไม่ไหวๆ เปลี่ยนคนเถอะ ฉันไม่อยากดูแล้ว!]
...คอมเมนต์เริ่มบางตาลง และความนิยมของไลฟ์สดก็ลดฮวบลงอย่างกะทันหัน ผู้ชมจำนวนมากที่เข้ามาดูเพราะการเปลี่ยนตัวนักแสดงกลางคัน ต่างพากันกดปิดหน้าจอไลฟ์สดไปโดยตรง
ก็แน่ล่ะ ก่อนหน้านี้ยังโปรโมตชื่อเหลียงเหว่ยอยู่หยกๆ แต่พริบตาต่อมากลับกลายเป็นมือสมัครเล่นที่ไหนก็ไม่รู้มาแทน
ใครมันจะไปรับได้?
อีกอย่าง เมื่อไม่มีบารมีของนักแสดงระดับรางวัลการันตี เขาจะแสดงต่อไปได้อีกนานแค่ไหน?
ต่อให้เขารับบทเป็นพี่ชายได้ดี แล้วหลังจากนี้ล่ะ?
เขาจะยังคงรักษาความเยือกเย็นเอาไว้ได้ไหม เมื่อต้องเผชิญหน้ากับการซักไซ้และตรวจสอบอย่างเข้มงวดจากทีมสืบสวน?
สมาชิกทีมสืบสวนของรายการ ล้วนแต่เป็นพวกตำรวจสืบสวนอาชญากรรมมือเก๋าจากกรมตำรวจประจำเมืองทั้งนั้น
ถ้าไม่มีฝีมือจริงๆ เขาไม่มีทางรับมือกับคนพวกนี้ได้เลย
ดังนั้น จุดจบของเรื่องนี้จึงถูกกำหนดเอาไว้แล้ว
อย่าว่าแต่จะยื้อให้ถึงครึ่งเดือนเลย เผลอๆ รายการอาจจะต้องประกาศปิดกล้องตั้งแต่วันที่ครอบครัวของผู้ตายไปแจ้งความด้วยซ้ำ...
ครู่ต่อมา เฉินซูก็พ่นลมหายใจออกมายาวๆ
เขาคิดหาวิธีแก้ปัญหาออกแล้ว
"พี่คะ" ซูเสี่ยวเสี่ยวเอ่ยเรียกเบาๆ อยู่ข้างกาย
เฉินซูลูบหัวเธอเบาๆ "ไม่เป็นไรนะ พี่อยู่นี่ เธอจะต้องปลอดภัยแน่นอน"
"อืม" ซูเสี่ยวเสี่ยวพยักหน้าอย่างหนักแน่น เธออินกับบทบาทไปเรียบร้อยแล้ว แววตาของเธอเปี่ยมไปด้วยความหวาดกลัว ความกระวนกระวายใจ และความเชื่อใจในตัวพี่ชายที่ผสมปนเปกันไป
เฉินซูนั่งยองๆ ลงไป แล้วล้วงเอาโทรศัพท์มือถือกับกุญแจรถออกมาจากกระเป๋าเสื้อผ้าของหลิวเลี่ยง
เขาเลือกที่จะไม่ปิดเครื่องโทรศัพท์ เพราะถ้าครอบครัวของหลิวเลี่ยงโทรมาแล้วไม่มีคนรับสาย พวกเขาก็คงคิดว่าเจ้าตัวแค่ไม่ได้ยิน
แต่ถ้าโทรศัพท์ถูกปิดเครื่องจนติดต่อไม่ได้ เมื่อนั้นแหละที่คนรอบตัวจะเริ่มสงสัย
สถานการณ์ตอนนี้กำลังเร่งด่วน การซื้อเวลาได้แม้เพียงวินาทีเดียวก็มีค่ามหาศาล
แน่นอนว่าเฉินซูย่อมรู้ดี อย่างมากที่สุดก็แค่สองวัน หากพ่อแม่ของหลิวเลี่ยงยังไม่ได้รับการติดต่อจากลูกชาย พวกเขาจะต้องไปแจ้งความกับตำรวจอย่างแน่นอน และนั่นจะเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุด
และสิ่งที่ต้องทำในตอนนี้ก็คือ การเคลียร์สถานที่เกิดเหตุ
ลบร่องรอยการปรากฏตัวของเขาทั้งหมดทิ้งซะ!
รวมถึงศพของหลิวเลี่ยงด้วย!
"น้องไปล้างคราบเลือดออกซะ แล้วก็ปิดประตูหน้าต่างให้มิดชิด อย่าออกไปไหนล่ะ รอพี่กลับมา"
ซูเสี่ยวเสี่ยวลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้ารับ
"อ้อ จริงสิ" จู่ๆ เฉินซูก็เรียกเธอเอาไว้ "ห้ามเอาเรื่องนี้ไปบอกใครเด็ดขาด ฝังมันไว้ในใจตลอดไปซะ"
"อืม"
ในตอนนั้นเอง หน้าจอไลฟ์สดก็มืดสนิทลง เนื่องจากอุปกรณ์ถ่ายทำเพียงชิ้นเดียวถูกติดตั้งไว้บนตัวของซูเสี่ยวเสี่ยว
เมื่อเธอเดินจากไป สถานที่แห่งนี้ซึ่งเดิมทีไม่ได้ถูกจัดเตรียมไว้เป็นสถานที่ถ่ายทำ จึงไม่มีอุปกรณ์สำรองใดๆ เลย
ทำให้ชั่วขณะหนึ่ง ทุกคนต่างก็ไม่รู้เลยว่าเฉินซูกำลังจะทำอะไร
ห้องไลฟ์สดตกอยู่ในความโกลาหล
บรรดาคนที่อยากเห็นเฉินซูทำเรื่องขายหน้า ต่างพากันเรียกร้องหาผู้กำกับอย่างบ้าคลั่ง
จางเซิงเองก็ร้อนรนไม่แพ้กัน
"พวกนายมัวทำอะไรกันอยู่? ป่านนี้แล้วยังติดตั้งอุปกรณ์ถ่ายทำไม่เสร็จอีกเหรอ!"
"ฉันให้เวลาอีกสามสิบนาที!"
"ไม่สิ สามสิบนาทีมันนานเกินไป เรารอไม่ได้หรอก!"
"เร็วเข้า รีบเอาโดรนถ่ายภาพกลางคืนขึ้นบินเดี๋ยวนี้!"
เขาถือโทรศัพท์ไว้ในห้องส่ง พร้อมกับออกคำสั่งไปทีละเรื่อง
ราวๆ สิบนาทีต่อมา โดรนถ่ายภาพมุมสูงในเวลากลางคืนก็ปรากฏขึ้นเหนือบ้านหลังเล็กริมถนนของเฉินซู
ภาพการไลฟ์สดจึงกลับมาฉายอีกครั้ง
ทว่าดูเหมือนเวลาจะสายเกินไปเสียแล้ว
เฉินซูที่กลับมาปรากฏตัวบนหน้าจออีกครั้ง กำลังยืนอยู่หลังบ้าน ในมือถือพลั่วและกำลังใช้มันตบหน้าดินอย่างแรง เพื่อปรับสภาพพื้นดินให้กลับมาเรียบเนียนดังเดิม
[โง่ โง่เง่าที่สุด! เขาฝังศพไว้ในสวนหลังบ้านตัวเองเนี่ยนะ พอทีมสืบสวนมาถึงแล้วค้นบ้านอย่างละเอียด พวกเขาต้องเจอแน่ๆ]
[ก็จริงแหละนะ คนธรรมดาก็คงมีปัญญาคิดได้แค่นี้ เอาศพไปทิ้งในป่าเขาไม่ดีกว่าเอามาฝังไว้หลังบ้านตัวเองหรือไง?]
[ใช่ ถ้าทีมสืบสวนไปเจอศพในป่า พวกเขาก็ยังพอหาข้อแก้ตัวได้ แต่ถ้าถูกขุดขึ้นมาจากสวนหลังบ้านตัวเองล่ะก็ เขาโดนตัดสินคดีโดยตรงเลยนะ]
[พวกคุณจะไปรู้อะไร? สถานที่ที่อันตรายที่สุดก็คือสถานที่ที่ปลอดภัยที่สุดต่างหาก]
[ปลอดภัยงั้นเหรอ? นี่นึกว่าตัวเองหลุดเข้ามาในนิยายหรือไง? คิดว่าพวกทีมสืบสวนเป็นไอ้โง่เหรอ?]
...หลังจากจัดการกับศพเสร็จเรียบร้อย เฉินซูก็เหลือบไปเห็นรถเก๋งคันหนึ่งจอดอยู่ริมถนนหน้าบ้าน
นั่นคือรถของหลิวเลี่ยง
เฉินซูไม่ได้รีบร้อนเดินเข้าไปหา เขากวาดสายตามองไปรอบๆ ก่อนจะลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก เนื่องจากบ้านของเขาตั้งอยู่ในเขตชานเมืองทางตะวันตกของเมืองไห่เฉิง ซึ่งค่อนข้างห่างไกลความเจริญ บนถนนหน้าบ้านจึงไม่มีกล้องวงจรปิดติดตั้งไว้ ดังนั้นตำรวจจึงไม่มีทางรู้ได้เลยว่าหลิวเลี่ยงได้ลงจากรถที่นี่ก่อนตายหรือไม่
เมื่อตรวจสอบจนแน่ใจแล้วว่าไม่มีใครอยู่แถวนั้น เขาก็เข้าไปนั่งในรถ แล้วสตาร์ตเครื่องขับออกไปตามถนน มุ่งหน้าไปยังพื้นที่ที่รกร้างห่างไกลผู้คนมากยิ่งขึ้น
ในวินาทีนี้ เหนือตัวรถขึ้นไป มีโดรนคอยบินบันทึกทุกการเคลื่อนไหวของเขาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งภาพทั้งหมดถูกถ่ายทอดสดเข้าสู่ห้องไลฟ์
[รายการนี้ก็ปรานีมากพอแล้วนะ ที่อุตส่าห์เลือกพื้นที่รกร้างชานเมืองแถมยังไม่มีกล้องวงจรปิดแบบนี้ แต่พี่ชาย อย่างน้อยก็ใส่ถุงมือหน่อยเถอะ! นี่กะจะอำนวยความสะดวกให้ทีมสืบสวนหารอยนิ้วมือได้ง่ายๆ หรือไง?!]
[ห่วยแตก ไม่มีความเป็นมืออาชีพเอาซะเลย ถ้าให้เหลียงเหว่ยมาแสดงล่ะก็ มันต้องออกมาสนุกตื่นเต้นกว่านี้แน่ๆ]
[การตามหารถน่ะเป็นเรื่องกล้วยๆ เลย ง่ายกว่าการตามหาศพตั้งเยอะ ทันทีที่เจอกรุถ หมอนี่ก็จบเห่แน่]
...ในขณะเดียวกัน ทางด้านห้องส่ง
จางเซิงที่เห็นเหตุการณ์นี้ถึงกับทิ้งตัวลงบนเก้าอี้อย่างหมดอาลัยตายอยาก
"ผู้กำกับคะ ผู้กำกับ เราสืบประวัติของมือสมัครเล่นคนนั้นมาได้แล้วค่ะ" ทีมงานสาวในชุดกระโปรงรัดรูปเดินเข้ามาพร้อมกับเอกสารปึกหนึ่งในมือ แล้ววางมันลงบนโต๊ะของจางเซิง
จางเซิงหยิบมันขึ้นมาเปิดดู
ยิ่งอ่าน คิ้วของเขาก็ยิ่งขมวดเข้าหากันแน่นขึ้นเรื่อยๆ
"เฉินซู อายุยี่สิบแปดปี"
"อาศัยเงินมรดกที่พ่อแม่ทิ้งไว้ให้ วันๆ ไม่ทำอะไร เป็นแค่คนว่างงานที่เอาแต่กิน นอน และรอวันตายอยู่บ้าน!"
ข้อมูลสั้นๆ ง่ายๆ เพียงไม่กี่ประการนี้ ทำเอาจางเซิงรู้สึกหนาวเหน็บไปถึงขั้วหัวใจราวกับตกลงไปในห้องเก็บน้ำแข็ง
นี่อธิบายได้เลยว่าทำไมเฉินซูถึงยอมให้ความร่วมมือในการแสดงกับซูเสี่ยวเสี่ยว
ที่แท้หมอนี่ก็แค่คนว่างงานที่มาเล่นสนุกฆ่าเวลาไปงั้นๆ เหรอ?
ก่อนหน้านี้ จางเซิงยังแอบคิดว่าหมอนี่เริ่มการแสดงได้สมจริงทีเดียว แถมความห่วงใยและเอาใจใส่ที่แสดงต่อซูเสี่ยวเสี่ยวก็ดูไม่เหมือนเสแสร้งเลย เขาถึงกับสงสัยว่าเจ้าหนุ่มนี่อาจจะจบมาจากโรงเรียนสอนการแสดงด้วยซ้ำ
อย่างแย่ที่สุด ก็คงจะมีความเกี่ยวข้องกับวงการนี้อยู่บ้าง
ทว่าผลการตรวจสอบกลับทำให้จางเซิงพูดไม่ออกเลยทีเดียว
ยิ่งไปกว่านั้น จุดอ่อนของเขากำลังค่อยๆ ปรากฏให้เห็นชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ต่อให้ทักษะการแสดงของเฉินซูจะพอถูไถไปได้ แต่เมื่อพูดถึงความรู้เรื่องอาชญากรรมแล้ว หมอนี่ก็ขาวสะอาดราวกับกระดาษเปล่า
พัง พังพินาศหมดแล้ว รายการที่อุตส่าห์ทุ่มเทเตรียมงานมานานนับเดือน
ต้องมาพังทลายลงง่ายๆ แบบนี้เลยเหรอเนี่ย
แน่นอนว่าเขารู้ดีว่าไม่สามารถไปโทษเฉินซูได้
ตอนนี้เขาได้แต่หวังว่าเฉินซูจะยืนหยัดได้นานกว่านี้อีกสักหน่อย อย่างน้อยก็เพื่อยืดระยะเวลาออกอากาศของรายการออกไป
ถ้าหมอนี่สามารถประคองตัวอยู่ได้สักสี่วัน จางเซิงก็แทบจะกราบขอบคุณสวรรค์แล้ว!