- หน้าแรก
- สไนเปอร์ของฉันที่มีปากกระบอกกว้างสามกิโลเมตร
- บทที่ 51 - แบบนี้สิถึงจะดูเหมือนผู้รุกรานหน่อย
บทที่ 51 - แบบนี้สิถึงจะดูเหมือนผู้รุกรานหน่อย
บทที่ 51 - แบบนี้สิถึงจะดูเหมือนผู้รุกรานหน่อย
ไม่นานนัก
เฟิ่งจิ่วเทียนก็เดินทางมาถึงจุดพิกัดที่เหยียนพั่วเหมินให้ไว้
เขาลงมือโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย
ทำลายแห่งที่หนึ่ง ยอดสังหาร +2,983
ทำลายแห่งที่สอง ยอดสังหาร +2,763
เพียงชั่วพริบตา เขาก็กวาดล้าง 'หุบเขาฟาร์มเนื้อ' ทั้ง 23 แห่งที่เหยียนพั่วเหมินมอบให้จนราบเป็นหน้ากลอง
ยอดสังหารเพิ่มขึ้นมาทั้งหมด 64,321 ราย
และยอดสังหารรวมของเขาก็พุ่งทะยานไปถึง 95,560 ราย!!!
อีกแค่นิดเดียว ก็จะทะลุหนึ่งแสนแล้ว!
ยอดสังหารต่างเผ่าพันธุ์ภายในวันเดียว เกือบจะทะลุหนึ่งแสนคน!
นี่มันเป็นตัวเลขที่น่าสะพรึงกลัวมาก น่ากลัวขนาดที่ว่าต่อให้เป็นการเชือดไก่ วันเดียวยังเชือดไม่ถึงแสนตัวเลย!
เขาไม่เก็บซ่อนฝีมืออีกต่อไป ถล่มหุบเขาเนื้อทั้งหมดที่ได้มาในคราวเดียว!
เฟิ่งจิ่วเทียนจ้องมองส่วนต่างของตัวเลขบนกระดานจัดอันดับที่ห่างชั้นกันอย่างสุดกู่ ในที่สุดเขาก็เผยรอยยิ้มอย่างพึงพอใจออกมา
「กระดานจัดอันดับการสังหารเผ่าพันธุ์」
「อันดับ 1 : ผู้เล่นเผ่าจักรกล, เฟิ่งจิ่วเทียน」
「จำนวนต่างเผ่าพันธุ์ที่สังหาร : 95,560 ราย」
「อันดับ 2 : ผู้เล่นเผ่ามนุษย์, เฉินเจียง」
「จำนวนต่างเผ่าพันธุ์ที่สังหาร : 53,429 ราย」
และตอนนี้เหลือเวลาอีกเพียงแค่ 2 ชั่วโมงตรงเท่านั้นก็จะหมดวัน
เขาไม่เชื่อหรอกว่า ภายในเวลาแค่สองชั่วโมง ผู้เล่นเผ่ามนุษย์คนนั้นจะมีปัญญาตามเขาทัน!
ส่วนต่างของตัวเลขที่เวอร์วังขนาดนี้ ถูกกำหนดมาเพื่อให้ทุกคนได้รับรู้ถึงความแข็งแกร่งของเผ่าจักรกล และได้ประจักษ์ถึงความยิ่งใหญ่ของเขา เฟิ่งจิ่วเทียน!
“เกือบแสนเลยงั้นเหรอ…”
ซูวิลจ้องมองยอดสังหารที่สูงลิ่วจนน่าตกใจนั้นด้วยใบหน้าที่แทบไม่อยากเชื่อสายตา “ท่านผู้นำ... ศัตรูระดับนี้ เป็นตัวตนที่เผ่ามนุษย์วานรของเราจะสามารถต่อกรด้วยได้จริงๆ น่ะหรือ?”
ผู้นำเผ่าที่ยืนอยู่ด้านข้าง ก็มีสีหน้าย่ำแย่ไม่แพ้กันเมื่อมองดูตัวเลขที่นำโด่งแบบม้วนเดียวจบนั้น “ได้สิ มหาปราชญ์วานรจะคุ้มครองพวกเรา ศัตรูหน้าไหนก็เป็นได้แค่ไก่รองบ่อนเท่านั้น”
“ท่านผู้นำ... ท่านคิดว่าในจำนวนเหยื่อเกือบแสนคนที่เฟิ่งจิ่วเทียนฆ่าไป จะมีคนของเผ่ามนุษย์วานรเราอยู่ด้วยไหม?”
“น่าจะมีนะ”
“แล้ว... ผู้เล่นเผ่ามนุษย์คนนั้น วันนี้เขายังจะชนะได้อีกไหม?”
“คงหมดหวังแล้วล่ะ”
ผู้รู้ที่ยืนอยู่ข้างๆ ถอนหายใจออกมา “ความห่างชั้นมันมากเกินไป น่าเสียดายนะ ผู้เล่นเผ่ามนุษย์คนนั้นก็ถือว่าเก่งกาจมากแล้ว สังหารต่างเผ่าพันธุ์ไปตั้งห้าหมื่นกว่าคน”
“ต้องรู้ไว้นะว่าเมื่อวานนี้ แค่ฆ่าไปพันกว่าคนก็ได้ที่หนึ่งของกระดานจัดอันดับแล้ว”
“การแข่งขันชิงอันดับของวันนี้มันดุเดือดเกินไปจริงๆ”
“น่าเสียดายแทนผู้เล่นเผ่ามนุษย์คนนั้น อุตส่าห์ทำผลงานได้ดีขนาดนี้แต่ก็ยังชิงอันดับหนึ่งมาไม่ได้ เดาว่าคงกระทบกระเทือนจิตใจน่าดู”
ขณะเดียวกัน ภายในจุดรวมตัวของเผ่ามนุษย์แห่งหนึ่งในลานประลองหมื่นเผ่าพันธุ์
หลี่ซิ่วเหมยกำลังจ้องมองหน้าต่างสถานะของเฉินเจียงที่ยอดสังหารพุ่งพรวดๆ ด้วยใบหน้าดำทะมึน เธอเน้นเสียงทีละคำ “เกิดเป็นมนุษย์แท้ๆ แต่กลับเอาเผ่ามนุษย์ไปย่างบนกองไฟ”
“ทำเอาเผ่ามนุษย์ที่ควรจะได้ใช้ชีวิตพัฒนาตัวเองอย่างสงบสุข ต้องกลายเป็นที่จดจำและถูกเพ่งเล็งจากทุกเผ่าพันธุ์!”
“ไอ้หมอนี่ สมควรถูกจารึกไว้ในเสาประจานความอัปยศของเผ่ามนุษย์!”
แต่ภายในใจของเธอกลับรู้สึกหวั่นวิตกอยู่เล็กน้อย
เฉินเจียงใช้วิธีไหนกันแน่ ถึงสามารถฆ่าต่างเผ่าพันธุ์ได้มากมายขนาดนี้ภายในวันเดียว?
ไปเหยียบขี้หมาโชคดีมาจากไหนกัน?
เมื่อนึกถึงคำสั่งล่าสังหารเนตรสวรรค์ที่เฉินเจียงเพิ่งใช้กับเธอไปเมื่อเช้า ในใจก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกหวาดหวั่นขึ้นมา หมอนั่นคงไม่บ้าจี้ตามมาหาเธอจริงๆ หรอกใช่มั้ย?
แต่พอคิดได้ว่าตัวเองกำลังหลบอยู่ใจกลางจุดรวมตัวของเผ่ามนุษย์ เธอก็โล่งใจขึ้น
ต่อให้มันมาจริงๆ แล้วจะทำอะไรเธอได้ล่ะ?
“พี่เจียง”
ปาโก่วที่มองดูหน้าต่างกระดานจัดอันดับ ชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดด้วยความประหลาดใจว่า “ไอ้เฟิ่งจิ่วเทียนนี่มันเกิดอะไรขึ้นเนี่ย จู่ๆ ยอดฆ่าก็พุ่งพรวดขึ้นมาหกหมื่นกว่าคน”
“ยอดรวมปาไปเก้าหมื่นกว่า เกือบจะแสนแล้ว”
“ทิ้งห่างพี่เจียงไปไกลลิบเลย นี่มัน...”
เขาเหลือบมองเวลาที่เหลืออยู่ ตอนนี้เหลืออีกแค่หนึ่งชั่วโมงห้าสิบนาทีเท่านั้น เวลาแค่นี้ไม่รู้ว่าจะทันหรือเปล่า
หรือว่าจะปล่อยให้ไอ้เฟิ่งจิ่วเทียน ยึดอันดับหนึ่งไปได้จริงๆ?
“อืม”
เฉินเจียงเอามือเท้าคางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า “แบบนี้มันช้าไปจริงๆ เวลามันชักจะไม่พอแล้วสิ”
ตอนนี้คนในเมือง 18 ส่วนใหญ่หนีไปซ่อนตัวอยู่แถวใจกลางเมืองกันหมดแล้ว ระยะยิงของป้อมปืนเขาสาดไปไม่ถึง
จะให้ขับรถหุ้มเกราะบุกเข้าไปเลยก็คงไม่ค่อยเข้าท่า
หนึ่งเลยคือ พื้นที่รอบนอกมันถูกเขาบอมบ์จนกลายเป็นซากปรักหักพังไปหมดแล้ว รถหุ้มเกราะขับเข้าไปไม่ได้
สองคือ ข้างในนั้นมีแต่ควันปืนปกคลุมไปทั่ว ทัศนวิสัยย่ำแย่มาก ถ้าขืนทะเล่อทะล่าเข้าไปแล้วไปเหยียบกับดักหรือกับระเบิดเข้าล่ะก็ คงได้วุ่นวายแน่
สิ่งที่ทำได้ตอนนี้คือต้องอัปเกรดระยะยิงให้ไกลขึ้นไปอีก แต่ทว่าตอนนี้เขาไม่มีไอเทมมากพอที่จะเอามาใช้เป็นวัตถุดิบเสริมประสิทธิภาพได้เลย
“ถ้างั้น... ลองใช้นี่ดูแล้วกัน”
พูดจบ เฉินเจียงก็หันไปมองไอเทมชิ้นหนึ่งในร้านค้าแต้มเกียรติยศเผ่ามนุษย์
「ชื่อไอเทม : โทรโข่งระดับภูมิภาค」
「ระดับไอเทม : 1 ดาว」
「เอฟเฟกต์ไอเทม : เมื่อเปิดใช้งาน สามารถส่งเสียงของคุณให้ทุกเผ่าพันธุ์ในรัศมี 50 ตารางกิโลเมตรได้ยิน จำกัดความยาวไม่เกิน 200 คำ」
「คำอธิบายไอเทม : ไอเทมที่... ดูเหมือนจะไร้สาระ แต่บางครั้งก็มีประโยชน์เอาเรื่อง」
「ราคา : 100 แต้มเกียรติยศ」
วินาทีต่อมา—
เสียงหนึ่งก็ดังก้องกังวานอยู่ข้างหูของคนเผ่าจักรกลทุกคนในเมือง 18
「โทรโข่งระดับภูมิภาค」
「ผู้เล่นเผ่ามนุษย์ เฉินเจียง : ฉันคือผู้เล่นเผ่ามนุษย์ เฉินเจียง ขอเวลาครึ่งชั่วโมง ให้คนเผ่าจักรกลในเมือง 18 ทั้งหมดออกจากเมือง แล้วมารวมตัวกันที่ชานเมืองฝั่งตะวันตก」
「ใครที่ยอมสมัครใจมาเป็นทาสรับใช้ฉัน ทำงานให้ฉัน ฉันจะละเว้นชีวิตให้」
「หลังจากครึ่งชั่วโมง ฉันจะเริ่มปูพรมทิ้งระเบิดเมือง 18 แบบไม่เลือกหน้า」
「เมื่อถึงตอนนั้น ไม่ว่าจะเป็นชาย หญิง คนแก่ หรือเด็ก... ฉันจะไม่ปล่อยให้รอดไปแม้แต่คนเดียว」
สิ้นเสียงประกาศ
ความตื่นตระหนกก็ก่อตัวขึ้นในเมือง 18 อย่างรวดเร็ว
หลายคนเริ่มคิดหนักในใจ แม้การเป็นทาสจะเป็นเรื่องที่น่าอดสู แต่ถ้าเทียบกับความตายแล้ว มันก็อาจจะไม่ได้น่าอัปยศขนาดนั้น
อีกอย่าง หลังจากมีเสียงโทรโข่งประกาศออกมา ห่าฝนระเบิดที่ถล่มลงมาตลอดก็หยุดชะงักลงจริงๆ นี่แสดงให้เห็นถึงความจริงใจของผู้เล่นเผ่ามนุษย์คนนั้น
อย่างมากก็แค่แกล้งยอมจำนนไปก่อน วันหลังค่อยหาทางหนีออกจากเมืองก็ยังได้
เฉินเจียงกับปาโก่วไม่มีทางรู้หรอกว่า คนในเมือง 18 คิดยังไงกับเสียงประกาศนั้น
พวกเขาเห็นแค่ว่า ผ่านไปได้สิบกว่านาที ก็มีคนชูธงขาวผืนใหญ่โบกสะบัดอยู่ในอากาศ จากนั้นฝูงชนมืดฟ้ามัวดินก็พากันแหวกม่านควันออกมา วิ่งหน้าตั้งไปตามถนนที่เต็มไปด้วยซากปรักหักพัง มุ่งตรงมายังชานเมืองฝั่งตะวันตกด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัว
ใช่แล้ว พวกเขาวิ่งหนีตายกันมา
เพราะเวลาที่เฉินเจียงให้มีแค่ครึ่งชั่วโมง ไม่มีใครอยากถูกทิ้งไว้ข้างหลังและโดนระเบิดฝังกลบไปพร้อมกับเมืองหรอก
ทันทีที่คนแรกโผล่หัวออกมา มันก็เหมือนเป็นการจุดชนวน ผู้คนจำนวนมหาศาลก็แห่แหนทะลักออกจากม่านควันปืน จนถึงขั้นทำให้ควันไฟจางลงไปได้บ้าง
มุมปากของเฉินเจียงยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย เขายืนรออยู่นิ่งๆ อย่างใจเย็น
ไม่นานนัก
หนึ่งชั่วโมงก็ผ่านไป
ตอนนี้เหลือเวลาอีกไม่ถึงหนึ่งชั่วโมงก่อนที่กระดานจัดอันดับการสังหารจะถูกคำนวณผล
และที่ห่างออกไปหลายร้อยเมตรด้านหน้า ก็มีคนเผ่าจักรกลจำนวนมหาศาลกำลังเบียดเสียดยัดเยียดกันอยู่ด้วยสีหน้าหวาดหวั่น พวกเขามองซ้ายมองขวาอย่างกระวนกระวายใจ
กะด้วยสายตาคร่าวๆ ก็ปาเข้าไปเกือบแสนคนแล้ว
เฉินเจียงที่ยืนอดทนรอมาพักใหญ่ มองไปยังชายชราคนหนึ่งที่เดินชูสองมือโผล่ออกมาจากฝูงชน ปากก็ตะโกนโหวกเหวกว่าต้องการเจรจา มุมปากของเขาแสยะยิ้มกว้างขึ้น
เขายกมือขึ้นตบลงบนป้อมปืนเบาๆ
วินาทีต่อมา—
ลวดลายสีแดงบนลำกล้องปืนก็สว่างวาบขึ้นมาทันที
ป้อมปืนที่เงียบสงบมาเกือบชั่วโมง จู่ๆ ก็คำรามกึกก้องขึ้นมาอีกครั้ง!
กระสุนปืนใหญ่สีน้ำเงินเข้มที่พ่วงด้วยเปลวไฟสีแดงบริเวณหาง พุ่งแหวกอากาศตรงไปยังฝูงชนมหาศาลที่อยู่ห่างออกไปหลายร้อยเมตรอย่างลื่นไหลและไร้ซึ่งการหยุดยั้ง!
ชั่วพริบตาเดียว!
กระสุนปืนใหญ่นับพันนัดที่พุ่งแหวกอากาศราวกับขีปนาวุธขนาดย่อม ก็ครอบคลุมร่างของคนเหล่านั้นจนมิด!
เสียงระเบิดดังกึกก้องกัมปนาท ควันไฟพวยพุ่งระเบิดกระจาย เศษเนื้อและหยาดเลือดสาดกระเซ็นระเหยกลายเป็นไอคละคลุ้งไปทั่วอากาศ!
เฉินเจียงผ่อนลมหายใจออกมาช้าๆ สัมผัสถึงสายลมยามค่ำคืนที่พัดพาความเย็นสบายมาให้ เขามองดูภาพเหตุการณ์เบื้องหน้าด้วยสีหน้าพึงพอใจและหัวเราะออกมาเบาๆ
“แบบนี้สิถึงจะดูเหมือนผู้รุกรานหน่อย”
“ผู้รุกรานบ้าอะไรโดนไล่ฆ่าหัวซุกหัวซุนมาตั้งสามเดือน”
(จบแล้ว)