- หน้าแรก
- บ้าไปแล้วหรือ ศิษย์ของจักรพรรดินีจะมาขออยู่ร่วมชายคากับข้าเนี่ยนะ
- ตอนที่ 819: เปิดโลกใบเล็ก จิ้งจอกสาวปลุกสายเลือดจิ้งจอกเทวะ
ตอนที่ 819: เปิดโลกใบเล็ก จิ้งจอกสาวปลุกสายเลือดจิ้งจอกเทวะ
ตอนที่ 819: เปิดโลกใบเล็ก จิ้งจอกสาวปลุกสายเลือดจิ้งจอกเทวะ
ตอนที่ 819: เปิดโลกใบเล็ก จิ้งจอกสาวปลุกสายเลือดจิ้งจอกเทวะ
ใครเล่าจะปฏิเสธหญิงงามไร้ที่เปรียบผู้กำลังจ้องมองมาด้วยดวงตาคู่สวยอันหยาดเยิ้ม พร้อมกับคาดหวังการสนับสนุนจากเขาอยู่เบื้องหลังได้ลงคอ?
ยิ่งไปกว่านั้น จิ้งจอกสาวตรงหน้ายังเป็นคนของเผ่าจิ้งจอกเทวะอีกด้วย
การได้เปิดอกพูดคุยกับปีศาจจิ้งจอก นับเป็นความใฝ่ฝันในใจของชายชาตรีนับไม่ถ้วน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อลู่ฉางเกอเป็นผู้ทะลุมิติมา ภายในใจของเขาจึงเต็มไปด้วยความคาดหวัง
เพราะผู้ชายหลายคนในโลกดาวเคราะห์สีน้ำเงินที่ลู่ฉางเกอเคยอาศัยอยู่ในชาติก่อน มักจะซื้อชุดคอสเพลย์จิ้งจอกให้ภรรยาหรือแฟนสาวของตน
แล้วให้พวกนางสวมใส่มัน
จากนั้น บนดาดฟ้าที่ถูกจัดเตรียมไว้อย่างดี พวกเขาก็จะพูดคุยเรื่องราวชีวิตท่ามกลางแสงจันทร์และหมู่ดาว มันช่างเป็นความรู้สึกที่สุขสมจนเกินจะบรรยายออกมาเป็นคำพูดได้จริงๆ
ดังนั้น ลู่ฉางเกอจึงได้รับอิทธิพลจากสภาพแวดล้อมเช่นนั้นมาด้วย
ในหัวของเขามักจะมีความคิดวูบหนึ่งที่อยากจะเปิดศึกกับจิ้งจอกสาวอยู่เสมอ
"นายท่าน ถ้าเช่นนั้นพวกเรามาเริ่มกันตอนนี้เลยเถอะเจ้าค่ะ แต่แล้วองค์ชายน้อยเผิงทองล่ะ?" จิ้งจอกสาวเอ่ยถามขึ้นในเวลานี้
ในยามนี้ จิ้งจอกสาวไม่สนอะไรอีกแล้ว
ภายในใจของนางมีเพียงเสียงเดียวดังก้องอยู่ นั่นคือการแข็งแกร่งขึ้น และแข็งแกร่งขึ้นไปอีก
เพราะการเดินทางครั้งนี้ทำให้จิ้งจอกสาวเข้าใจแล้วว่า สิ่งที่เรียกว่าเยื่อพรหมจรรย์นั้นเป็นเพียงของนอกกาย
ความแข็งแกร่งเท่านั้นคือทางรอดที่แท้จริง
หากไร้ซึ่งความแข็งแกร่ง ก็เป็นได้เพียงตัวหมากไร้ค่าบนโลกใบนี้
"ไม่ต้องห่วงหรอก เขาคงยังไม่ฟื้นขึ้นมาในเร็วๆ นี้แน่!" ลู่ฉางเกอกล่าว
อันที่จริง เมื่อตอนที่องค์ชายน้อยเผิงทองเปิดโลงศพสำริดยักษ์เมื่อครู่นี้ ลู่ฉางเกอก็คาดเดาไว้แล้วว่าจะต้องเกิดเรื่องไม่ดีขึ้น
ทว่า ลู่ฉางเกอก็ไม่ได้เข้าไปห้ามปราม
นั่นก็เพราะแรงกดดันจากกู่เยว่จะนำพาสิ่งดีๆ มาสู่องค์ชายน้อยเผิงทองมากมาย
เมื่อองค์ชายน้อยเผิงทองตื่นขึ้นมา ความแข็งแกร่งของเขาก็จะเพิ่มพูนขึ้นอย่างมหาศาล
"ถ้าอย่างนั้นพวกเรามาเริ่มกันเถอะเจ้าค่ะ นายท่าน!" จิ้งจอกสาวไม่อยากรอช้าไปมากกว่านี้อีกแล้ว
ทว่า จิ้งจอกสาวเองก็ไม่รู้ว่าจะต้องเริ่มต้นอย่างไร
เพราะนี่เป็นครั้งแรกของนางที่ต้องเผชิญหน้ากับบุรุษผู้ทรงพลังที่นางเคารพเทิดทูนอย่างสุดหัวใจ
"ดีมาก เพื่ออนาคตของเจ้า ข้าคงต้องยอมเสียสละตัวเองเพื่อเติมเต็มให้เจ้าเสียแล้ว!" ลู่ฉางเกอพยักหน้าแล้วกล่าว
จากนั้น
ลู่ฉางเกอก็เริ่มชี้แนะให้จิ้งจอกสาวร่วมทำสิ่งที่ชายหญิงมักจะชอบทำด้วยกัน
...
เวลาล่วงเลยผ่านไปเช่นนี้
ส่วนผู้บำเพ็ญเพียรที่รอคอยอยู่ด้านนอก เมื่อเห็นเวลาค่อยๆ ผ่านพ้นไป
ต่างก็รู้สึกหงุดหงิดใจอยู่บ้าง
"บัดซบ ทำไมสามคนนั้นยังไม่ออกมาอีก? พวกเขากำลังทำอะไรอยู่ข้างในกันแน่?"
"นั่นสิ! ถ้ารอนานกว่านี้ ดอกไม้คงเหี่ยวเฉาหมดแล้ว!"
"ไม่ต้องกังวลไป พวกเขาจะต้องออกมาแน่ พระหนีได้แต่วัดหนีไม่ได้หรอก หากพวกเขายังไม่ออกมา ก็แสดงว่าข้างในนั้นต้องมีวาสนาซ่อนอยู่อีกมาก!"
ผู้บำเพ็ญเพียรหลายคนที่รออยู่ด้านนอกอดไม่ได้ที่จะพูดคุยถกเถียงกัน
สิ่งที่ผู้บำเพ็ญเพียรเหล่านี้ไม่รู้เลยก็คือ ลู่ฉางเกอและจิ้งจอกสาวกำลังเข้าสู่การบำเพ็ญเพียรคู่อย่างบ้าคลั่ง
หางทั้งสามของจิ้งจอกสาวร่ายรำอย่างงดงามอยู่เบื้องหลังของนาง
พลางฮัมบทเพลงที่ไพเราะที่สุดในโลกหล้า
หนึ่งบทเพลงบีบคั้นหัวใจ
หนึ่งบทเพลงแห่งความคะนึงหา
หนึ่งบทเพลงจบลง
อีกหนึ่งบทเพลงก็เริ่มต้นขึ้น
ไม่นานนัก
เวลาสามวันก็ผ่านพ้นไปเช่นนี้
ในช่วงเช้าตรู่หลังจากผ่านไปสามวัน
"ตู้ม!"
พร้อมกับเสียงคำรามกึกก้องที่ปะทุออกมาจากภายในร่างกายของนาง
ในเวลาเดียวกัน ร่างทั้งร่างของจิ้งจอกสาวก็ถูกห่อหุ้มด้วยแสงสว่างอันเจิดจ้าในชั่วพริบตา
ในยามนี้ หางทั้งสามของจิ้งจอกสาวร่ายรำอยู่กลางอากาศ
มอบความรู้สึกราวกับนางเซียนผู้ไร้ทัดเทียม
"ในที่สุดก็ปลุกสายเลือดสำเร็จเสียที ช่างไม่ง่ายเลยจริงๆ ผ่านไปตั้งสามวัน สมแล้วที่เป็นเผ่าจิ้งจอกเทวะที่สูบพลังชีวิตผู้คนจนแห้งเหือดได้โดยไม่ต้องรับผิดชอบ!" ลู่ฉางเกอที่นั่งอยู่ด้านข้างมองดูจิ้งจอกสาวพลางอดไม่ได้ที่จะพึมพำออกมา
ตลอดสามวันที่ผ่านมานี้
ลู่ฉางเกอไม่ได้อยู่นิ่งเฉยเลย
เรียกได้ว่าเหนื่อยแต่ก็มีความสุข
ลู่ฉางเกอได้ลิ้มรสอย่างแท้จริงแล้วว่าปีศาจจิ้งจอกนั้นเป็นเช่นไร
จิ้งจอกตัวนี้เป็นปีศาจน้อยจอมยั่วสวาทอย่างแท้จริง
มันทำให้เขาไม่สามารถหยุดยั้งตัวเองได้เลย
"ตู้ม! ตู้ม!"
ขณะที่ลู่ฉางเกอกำลังคิดเช่นนั้น
จากภายในร่างกายของจิ้งจอกสาวก็บังเกิดเสียงคำรามกึกก้องปะทุขึ้นมาอีกสองระลอก
จากนั้นระดับการบำเพ็ญเพียรของนางก็เริ่มพุ่งทะยานขึ้นอย่างรวดเร็ว
ระดับเทพราชันย์ขั้นต้น
ระดับเทพราชันย์ขั้นกลาง
ในขณะเดียวกัน บริเวณด้านหลังของจิ้งจอกสาวก็เริ่มมีหางงอกเงยออกมา
หางที่สี่
หางที่ห้า
...
หางที่เก้า
มันหยุดงอกก็ต่อเมื่อจำนวนหางเพิ่มขึ้นมาถึงหางที่เก้า
"ฟู่..." หลังจากที่หางทั้งหมดงอกออกมาจนครบ จิ้งจอกสาวก็สูดลมหายใจเข้าลึกๆ
และค่อยๆ ลืมตาขึ้นมา
วินาทีที่นางเปิดเปลือกตาขึ้น
ห้วงมิติที่จิ้งจอกสาวสถิตอยู่ก็สั่นสะเทือนอย่างรุนแรง
ในเวลานี้ จิ้งจอกสาวดูเย้ายวนใจอย่างเหลือเชื่อ
ต้องบอกเลยว่า
จิ้งจอกสาวที่เติบโตจากจิ้งจอกเทวะวัยเยาว์กลายเป็นหญิงสาวเต็มตัวนั้น ดูงดงามสะพรั่งมากยิ่งขึ้น
และดึงดูดสายตามากยิ่งกว่าเดิม
"ขอบคุณเจ้าค่ะ นายท่าน!" จิ้งจอกสาวยิ้มแย้มและเอ่ยขอบคุณลู่ฉางเกอ
จากนั้นนางก็เตรียมตัวลุกขึ้นยืน
แต่วินาทีต่อมา
จิ้งจอกสาวก็ร้องอุทานออกมาด้วยความเจ็บปวด
เพราะนางพบว่าในตอนนี้แผ่นหลังของนางปวดร้าวไปหมด แถมขาก็ยังเป็นตะคริวอีกด้วย
จิ้งจอกสาวย่อมเข้าใจดี
นี่คงเป็นเพราะการบำเพ็ญเพียรคู่อย่างดุเดือดรุนแรงกับลู่ฉางเกอตลอดสามวันที่ผ่านมา
ทว่า ในตอนนี้จิ้งจอกสาวก็ยังคงรู้สึกไม่หนำใจอยู่บ้าง
การบำเพ็ญเพียรคู่กันนั้นช่างเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นเร้าใจอย่างแท้จริง
แม้ว่าในช่วงแรกจะรู้สึกเจ็บปวดอยู่บ้าง
แต่ในเวลาต่อมามันก็ยิ่งกระตุ้นอารมณ์ และยิ่งทำให้รู้สึกเพลิดเพลินมากขึ้นเรื่อยๆ
หากไม่ใช่เพราะมีองค์ชายน้อยเผิงทองอยู่ด้วย
จิ้งจอกสาวคงจะอ้อนวอนขอให้ลู่ฉางเกอร่วบบำเพ็ญเพียรกันอีกสักรอบอย่างแน่นอน
"มา กินโอสถเม็ดนี้เสียสิ!" ลู่ฉางเกอขยับความคิด เพียงพลิกฝ่ามือ โอสถต้าหยวนเม็ดหนึ่งก็ปรากฏขึ้นในมือของเขา
"ขอบคุณเจ้าค่ะ นายท่าน!" จิ้งจอกสาวกล่าวด้วยความซาบซึ้งใจ
จากนั้นนางก็รับโอสถมาจากมือของลู่ฉางเกอแล้วกลืนลงไป
ในชั่วพริบตา
จิ้งจอกสาวก็รู้สึกสดชื่นและเปี่ยมไปด้วยพละกำลัง
แผ่นหลังของนางไม่ปวดอีกต่อไป ขาก็ไม่เจ็บ และเท้าก็ไม่เป็นตะคริวแล้ว หากเป็นไปได้ นางถึงกับสามารถบำเพ็ญเพียรคู่กับลู่ฉางเกอต่อไปได้อีกสิบวันสิบคืนโดยไม่มีปัญหาใดๆ เลย
"อิ๋ง!" ทันใดนั้น เสียงร้องแผ่วเบาก็ทำลายความเงียบงันภายในวิหารเทพโบราณลง