- หน้าแรก
- หงษ์อัคคีมารผลาญพิภพ
- ตอนที่ 16 การฝึกฝน ประลองยุทธ์หลี่อวี้ซง
ตอนที่ 16 การฝึกฝน ประลองยุทธ์หลี่อวี้ซง
ตอนที่ 16 การฝึกฝน ประลองยุทธ์หลี่อวี้ซง
ตอนที่ 16 การฝึกฝน ประลองยุทธ์หลี่อวี้ซง
“ฮ่าๆๆๆ~”
“ขำจะตายอยู่แล้ว ไส้กรอกของเอ้าซือข่าอร่อยไหมนะ~”
หม่าหงจวิ้นและไต้มู่ไป๋ต่างใช้มือข้างหนึ่งกุมท้อง ส่วนอีกข้างยันกำแพงเอาไว้ พลางหัวเราะลั่นจนน้ำตาเล็ด
เอ้าซือข่ามองดูทั้งสองคนด้วยใบหน้ามืดมน อยากจะร้องไห้ทว่าไม่มีน้ำตาไหลออกมา
เมื่อเห็นดังนั้น ทั้งสองคนจึงค่อยๆ หยุดหัวเราะ จากนั้นหม่าหงจวิ้นก็แนะนำให้เอ้าซือข่ารู้จัก:
“เอ้าซือข่า นี่คือนักเรียนที่โรงเรียนรับเข้ามาในปีนี้ เขาชื่อไต้มู่ไป๋ จากนี้ไปเขาจะเป็นรูมเมทคนใหม่ของเจ้า”
ไต้มู่ไป๋ก้าวไปข้างหน้าและเอ่ยกับเอ้าซือข่าว่า:
“สวัสดี ข้าชื่อไต้มู่ไป๋ อายุสิบเอ็ดปี เป็นวิญญาจารย์สายต่อสู้ระดับ 25 จากนี้ไปเจ้าจะเรียกว่ามู่ไป๋หรือไต้มู่ไป๋ก็ได้”
“ฮ่าๆ สวัสดีมู่ไป๋ ข้าชื่อเอ้าซือข่า อายุเก้าขวบ เป็นวิญญาจารย์สายอาหารระดับ 22 เจ้าเรียกข้าว่าเสี่ยวเอ้าก็ได้”
“อายุเก้าขวบ! ระดับ 22!! สายอาหาร!!!”
ไต้มู่ไป๋เอ่ยออกมาด้วยความตกตะลึง ตัวเขาไม่เคยพบเห็นวิญญาจารย์สายอาหารคนใดที่สามารถฝึกฝนจนบรรลุถึงระดับมหาวิญญาจารย์ได้ก่อนอายุสิบขวบมาก่อนเลย
“เป็นไปได้ยังไง!! วิญญาจารย์สายอาหารจะฝึกฝนได้รวดเร็วปานนี้ได้อย่างไรกัน!”
หม่าหงจวิ้นจึงเอ่ยขึ้นว่า:
“เพราะว่าเสี่ยวเอ้าคือผู้ที่มีพลังวิญญาณสมบูรณ์แต่กำเนิดสายอาหารคนแรกในประวัติศาสตร์ของทวีปน่ะสิ”
“พลังวิญญาณสมบูรณ์แต่กำเนิด! พลังวิญญาณสมบูรณ์แต่กำเนิดสายอาหารงั้นรึ!”
ไต้มู่ไป๋อุทานด้วยความตกตะลึงอีกครั้ง
ในใจของเขาพลันเกิดความรู้สึกหดหู่ขึ้นมาอีกครา เอ้าซือข่าอายุน้อยกว่าเขาถึงสองปี ทว่าระดับพลังวิญญาณกลับต่ำกว่าเขาเพียงสามระดับเท่านั้น และที่สำคัญที่สุด อีกฝ่ายยังเป็นวิญญาจารย์สายอาหารอีกด้วย
เดิมทีเขาเดินทางมายังจักรวรรดิเทียนโต่วก็เพราะไม่อยากเผชิญหน้ากับไต้เว่ยซือผู้เป็นพี่ชาย ทว่าเมื่อมาถึงที่นี่แล้ว เขากลับถูกคนอื่นบดขยี้อย่างไร้ทางสู้เช่นกัน
หม่าหงจวิ้นมองดูไต้มู่ไป๋ที่กำลังยืนเหม่อลอยอยู่กับที่ เขาตบไหล่อีกฝ่ายเบาๆ แล้วเอ่ยว่า:
“มู่ไป๋ อย่าได้ดูถูกตัวเองไปเลย ตอนนี้เจ้าได้ก้าวเข้ามาในสื่อไหลเค่อแล้ว ถึงแม้สิ่งอำนวยความสะดวกในการฝึกฝนของสื่อไหลเค่อจะไม่ได้ดีเด่นอะไร ทว่าอาจารย์ทุกคนที่นี่ต่างก็ทุ่มเทและมีความรับผิดชอบอย่างยิ่ง ตราบใดที่เจ้ามุ่งมั่นฝึกฝนในอนาคต เจ้าจะต้องทำลายพันธนาการและฝันร้ายของเจ้าได้อย่างแน่นอน”
“การจะก้าวขึ้นเป็นยอดฝีมือในท้ายที่สุดย่อมไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไร การเชื่อมั่นในตัวเองคือสิ่งที่สำคัญที่สุด!”
เมื่อได้ยินคำพูดของหม่าหงจวิ้น ไต้มู่ไป๋ก็พยักหน้ารับอย่างหนักแน่น แววตาของเขาเต็มเปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่น
หลังจากผ่านไปครู่หนึ่ง ไต้มู่ไป๋ก็เอ่ยถามหม่าหงจวิ้นว่า:
“จริงสิหงจวิ้น เจ้าอายุเท่าไหร่ และอยู่ระดับไหนงั้นรึ? นี่เป็นครั้งแรกที่ข้าได้ประลองวิญญาณกับคนอื่น ทว่าข้ากลับพ่ายแพ้ทั้งที่คู่ต่อสู้ยังไม่ได้ใช้ทักษะวิญญาณเลยด้วยซ้ำ?”
“ระดับ 23 อายุแปดขวบ วิญญาณยุทธ์ หงสาเพลิงโลหิต”
“ข้า...”
ไต้มู่ไป๋รู้สึกเหมือนโดนฟาดเข้าอย่างจังอีกครั้ง เขาเจ็บปวดจนรู้สึกราวกับว่าการฝึกฝนตลอดหลายปีที่ผ่านมาของตนเองนั้นช่างไร้ค่าสิ้นดี
หลังจากที่ทั้งสามคนพูดคุยกันอยู่พักหนึ่ง หม่าหงจวิ้นก็เดินกลับไปยังหอพักของตน การรับสมัครนักเรียนใหม่ในปีนี้ก็คล้ายคลึงกับปีก่อนๆ ไม่มีใครผ่านการคัดเลือกเลยนอกจากไต้มู่ไป๋เพียงคนเดียว
———— เช้าวันรุ่งขึ้น ณ ลานกว้างของโรงเรียน
ฟู่หลันเต๋อได้รวบรวมพวกเขาทั้งสามคนมาอยู่พร้อมหน้ากัน และประกาศถึงแผนการจัดเตรียมการฝึกฝนในอนาคต
“ก่อนอื่น ขอต้อนรับไต้มู่ไป๋เข้าสู่โรงเรียนสื่อไหลเค่อในฐานะสมาชิกคนหนึ่งของโรงเรียน ประการที่สอง เกี่ยวกับการฝึกฝนในอนาคตของพวกเจ้า การฝึกซ้อมจะถูกแบ่งออกเป็นสามรูปแบบด้วยกัน คือ ประสบการณ์การต่อสู้จริง ความรู้ทางทฤษฎี และการเสริมสร้างสมรรถภาพทางกาย”
“สำหรับการฝึกฝนร่างกาย อาจารย์เจ้าอู๋จี๋จะเป็นคนนำพวกเจ้า ส่วนความรู้ทางทฤษฎีข้าจะเป็นผู้อธิบายเอง สำหรับการฝึกต่อสู้จริงจะแบ่งออกเป็นการประลองในสนามประลองวิญญาจารย์และการรวมทีมต่อสู้กับเหล่าอาจารย์เพื่อเพิ่มพูนความพร้อมเพรียงซึ่งกันและกัน เอาล่ะ ทั้งหมดก็มีเท่านี้ พวกเจ้าทั้งสามคนมีคำถามอะไรหรือไม่?”
เอ้าซือข่าและไต้มู่ไป๋ต่างส่ายหัว บ่งบอกว่าไม่มีคำถาม ทว่าหม่าหงจวิ้นกลับเอ่ยขึ้นว่า:
“ท่านอาจารย์ ข้าคิดว่าพวกเราสามารถเพิ่มการเอาชีวิตรอดในป่าเข้าไปในส่วนของการต่อสู้จริงได้ขอรับ โดยจัดขึ้นทุกปีหรือทุกครึ่งปี สิ่งนี้จะช่วยหล่อหลอมทักษะการเอาชีวิตรอดในป่าสัตว์วิญญาณให้แก่พวกเรา และยังสามารถทดสอบความคืบหน้าในการฝึกฝนในช่วงเวลาที่ผ่านมาได้อีกด้วยขอรับ”
“การเอาชีวิตรอดในป่างั้นรึ อืม... นั่นนับว่าเป็นข้อเสนอแนะที่ดีและคุ้มค่าที่จะนำมาปรับใช้จริงๆ เดี๋ยวข้าจะไปหารือกับอาจารย์คนอื่นๆ ดู แล้วพวกเราค่อยเริ่มลงมือปฏิบัติกัน”
ฟู่หลันเต๋อครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะยอมเห็นพ้องกับข้อเสนอของหม่าหงจวิ้น
จากนั้น ทั้งสามคนก็เริ่มต้นการฝึกซ้อมประจำวัน ไต้มู่ไป๋เดินตามทั้งสองคนไปยังลานกว้าง ซึ่งเจ้าอู๋จี๋ได้ยืนรอคอยอยู่เป็นเวลานานแล้ว เมื่อทั้งสามคนตั้งท่าเตรียมพร้อมเสร็จสรรพ เจ้าอู๋จี๋ก็เริ่มปลดปล่อยแรงโน้มถ่วงทันที
หม่าหงจวิ้นปรับตัวเข้ากับแรงโน้มถ่วงสองเท่าได้เรียบร้อยแล้ว ในยามนี้เขาจึงฝึกอยู่ที่ระดับแรงโน้มถ่วงสามเท่า ส่วนเอ้าซือข่ายังคงอยู่ที่แรงโน้มถ่วงหนึ่งเท่า เนื่องจากนี่เป็นครั้งแรกของไต้มู่ไป๋ในการฝึกซ้อมภายใต้แรงโน้มถ่วงของเจ้าอู๋จี๋ ผ่านกระบวนการปรับตัวอย่างต่อเนื่อง ในที่สุดเขาก็บรรลุถึงระดับแรงโน้มถ่วงสองเท่า ด้วยพละกำลังของเจ้าอู๋จี๋ มันย่อมเพียงพอที่จะควบคุมแรงโน้มถ่วงให้แก่พวกเขทั้งสามคนได้อย่างแม่นยำ
ทั้งสามคนออกวิ่งไปรอบลานกว้างอย่างต่อเนื่อง หนึ่งชั่วโมงต่อมา ภายใต้แสงแดดอันแผดเผา ทั่วร่างของไต้มู่ไป๋ชุ่มโชกไปด้วยหยาดเหงื่อ ทว่าเมื่อเห็นหม่าหงจวิ้นและเอ้าซือข่ายังคงกัดฟันอดทนกัดไม่ปล่อย เขาจึงได้แต่ขบกรามแน่นและก้าววิ่งตามต่อไป
เมื่อสังเกตเห็นภาพนั้น มุมปากของหม่าหงจวิ้นก็ยกโค้งขึ้นพลางลอบคิดในใจ: ไต้มู่ไป๋ จงเปลี่ยนแปลงตัวเองซะ เจ้าคือเทพสงครามในอนาคต!
สองชั่วโมงต่อมา ทั้งสามคนก็นอนแผ่หลาอยู่บนพื้นด้วยความเหนื่อยล้า พลางหอบหายใจกระชั้นชิด ถึงแม้จะเหน็ดเหนื่อย ทว่าบนใบหน้าของพวกเขากลับเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้ม
ไต้มู่ไป๋เข้าใจแจ่มแจ้งแล้วว่าเหตุใดหม่าหงจวิ้นและเอ้าซือข่าถึงได้แข็งแกร่งกว่าตน ไม่ใช่ว่าเขาไม่เคยฝึกซ้อมเช่นนี้ในพระราชวังอาณาจักรซิงหลัว ทว่าตัวเขามักจะหยุดพักทันทีที่รู้สึกเหนื่อยล้า ในทางตรงกันข้าม การฝึกซ้อมที่นี่คือการทลายขีดจำกัดของตัวเอง เขารู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ก้าวเข้ามาในสื่อไหลเค่อ
ในยามนี้ ไต้มู่ไป๋สัมผัสได้ว่าการจะก้าวข้ามพี่ชายของตนนั้นไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้อีกต่อไป
หลังจากที่ทั้งสามคนพักผ่อนจนหายเหนื่อยดีแล้ว ฟู่หลันเต๋อก็ได้อบรมสั่งสอนความรู้ทางทฤษฎีให้แก่พวกเขา: ประเภทของสัตว์วิญญาณ วิธีการประเมินอายุของพวกมัน วิธีการเอาชีวิตรอดในป่าสัตว์วิญญาณ พร้อมทั้งตอบข้อสงสัยในการฝึกฝนของพวกเขาไปทีละข้อ
สิ่งที่ทั้งสามคนได้รับไปในครั้งนี้นับว่ามากมายมหาศาลอย่างยิ่ง
จากนั้น ทั้งสามคนก็แยกย้ายกลับไปยังหอพักของตนเองและเริ่มก้าวเข้าสู่การฝึกปรือพลังวิญญาณประจำวัน
วันเวลาผ่านไปอย่างคุ้มค่าและเต็มอิ่ม ซึ่งเป็นสิ่งที่ไต้มู่ไป๋ไม่เคยได้สัมผัสมาก่อนยามอยู่ในวังหลวง ถึงแม้จะเหน็ดเหนื่อย ทว่าเขากลับรู้สึกเพลิดเพลินใจยิ่งนัก
ในยามค่ำคืน ไต้มู่ไป๋ยืนอยู่ตรงระเบียง จ้องมองดวงจันทร์วันเพ็ญบนฟากฟ้า สองมือกำหมัดแน่นพลางลอบเอ่ยในใจว่า: “ไต้เว่ยซือ ข้าจะเป็นฝ่ายชนะ!”
หลังจากนั้น ไต้มู่ไป๋ก็ติดตามพวกหม่าหงจวิ้นไปยังสนามประลองวิญญาจารย์เมืองสั่วทัวเพื่อเข้าร่วมการประลองวิญญาณและขัดเกลาแลกเปลี่ยนทักษะวิญญาณ พละกำลังของเขาพัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็ว บดขยี้ตัวเองในอดีตไปอย่างสิ้นเชิง
———— หกเดือนต่อมา ณ ลานกว้างโรงเรียนสื่อไหลเค่อ
“ทักษะวิญญาณที่สาม: กวาดล้างไพร่พล!”
“ทักษะวิญญาณที่หนึ่ง: โโล่คุ้มภัยพยัคฆ์ขาว!”
“ทักษะวิญญาณที่หนึ่ง: แปลงกายลายมารหงสา!”
“ไส้กรอกฟื้นฟูอันใหญ่ยักษ์~”
พวกหม่าหงจวิ้นทั้งสามคนกำลังรวมทีมกันเพื่อท้าทายอาจารย์หลี่อวี้ซง หลังจากผ่านการฝึกซ้อมและร่วมมือประลองกันมานานกว่าสามเดือน ความพร้อมเพรียงของพวกเขาก็เข้าขั้นรู้ใจอย่างที่สุด และสามารถบีบให้อาจารย์หลี่อวี้ซงต้องงัดทักษะวิญญาณที่ห้าออกมาได้แล้ว
จากนั้น หม่าหงจวิ้นและไต้มู่ไป๋ก็จับจังหวะช่องโหว่ในการป้องกันของอาจารย์หลี่อวี้ซงได้ และระเบิดพลังโจมตีออกไปอย่างสุดกำลัง
“ทักษะวิญญาณที่สอง: คลื่นแสงพยัคฆ์ขาว!!”
“ทักษะวิญญาณที่สอง: ลำแสงหงสาทำลายล้าง!!”
ลำแสงหงสาทำลายล้างและคลื่นแสงพยัคฆ์ขาวพุ่งเข้าโจมตีจากสองทิศทาง ขนาบข้างเล่นงานอาจารย์หลี่อวี้ซงจากทั้งทางด้านหน้าและด้านหลัง อาจารย์หลี่อวี้ซงตอบสนองทันควัน ทว่าการโจมตีทั้งสองสายกลับบีบกระชั้นชิดเข้ามาหาตัวเขาอย่างรวดเร็ว
เมื่อเห็นดังนั้น วงแหวนวิญญาณวงที่หกบนร่างของอาจารย์หลี่อวี้ซงก็ส่งแสงวาบ ทักษะวิญญาณระดับหมื่นปีถูกกระตุ้นใช้งานในทันที:
“ทักษะวิญญาณที่ก: มังกรคะนองสะท้านขวัญ!!”
แสงสีแดงสาดส่องออกมาจากคทาลายมังกรในมือของอาจารย์หลี่อวี้ซง จากนั้น สองมือของเขาก็กระแทกคทาลายมังกรลงบนพื้นอย่างแรง เงาร่างมังกรสีแดงพุ่งทะยานออกมาจากตัวคทา หมวนวนไปรอบบริเวณ พร้อมกับเสียงคำรามของมังกร คลื่นแสงสีแดงอันทรงพลังก็บดขยี้ทำลายทักษะวิญญาณของทั้งสองคนจนแตกสลายไปโดยตรง
พวกหม่าหงจวิ้นปลิวกระเด็นถอยหลังไปตามแรงปะทะ หลังจากร่อนลงพื้นและพยุงร่างให้มั่นคง ใบหน้าของพวกเขาก็ซีดเผือดลงทันตาและหยุดการโจมตี พลังวิญญาณของทั้งสองคนเหือดแห้งไปจนหมดสิ้น
ทั้งสองคนไม่ได้บาดเจ็บสาหัสอะไรมากมาย เด่นชัดว่าอาจารย์หลี่อวี้ซงจงใจออมมือให้แก่พวกเขา
เอ้าซือข่าเดินเข้ามาหาพร้อมกับยื่นไส้กรอกฟื้นฟูให้พวกเขาทั้งสองคนละชิ้น หลังจากกลืนลงคอไป สีเลือดก็เริ่มกลับคืนมาบนใบหน้าของพวกเขาบ้าง
อาจารย์หลี่อวี้ซงเก็บวิญญาณยุทธ์กลับคืนก้าวเดินเข้ามาหา และเอ่ยปากชมเชยพวกเขาทั้งสามคนอย่างไม่ขาดสาย:
“ไม่เลว ไม่เลวเลยจริงๆ ภายในเวลาสามเดือน พวกเจ้าทั้งสามคนกลับสามารถบีบให้ข้าต้องงัดทักษะวิญญาณที่หกออกมาได้ ดี ยอดเยี่ยมมาก”
“ดูเหมือนว่าพละกำลังของพวกเจ้าจะเพียงพอสำหรับการเดินทางไปยังป่าล่าวิญญาณแล้วล่ะ” เมื่อได้ยินคำพูดนี้ ใบหน้าของทั้งสามคนก็เปี่ยมไปด้วยความยินดี ในที่สุด...
จบตอน