- หน้าแรก
- แกล้งใบ้สิบแปดปี เพื่อมาเป็นที่หนึ่งในวันสิ้นโลก
- แกล้งใบ้มา 18 ปี 180 ดวงจิตวิญญาณไม่มีทางโกหก
แกล้งใบ้มา 18 ปี 180 ดวงจิตวิญญาณไม่มีทางโกหก
แกล้งใบ้มา 18 ปี 180 ดวงจิตวิญญาณไม่มีทางโกหก
แกล้งใบ้มา 18 ปี 180 ดวงจิตวิญญาณไม่มีทางโกหก
“น่าสนใจดีนี่”
เจียงหนานวางถ้วยชาลงบนโต๊ะเบา ๆ
พร้อมกับกระดาษโน้ตแผ่นหนึ่งที่ร่วงหล่นลงบนโต๊ะ
[เวลายังเช้าอยู่ ไปเลือกอาชีพกันเถอะ]
เมื่อเห็นคำสั่งของลูกพี่ ทั้งสามคนก็ยืดตัวตรงทันที แล้วตะโกนพร้อมกัน “รับทราบลูกพี่!”
ถูเสี่ยวอู้เห็นดังนั้น ก็รีบใช้แขนเสื้อเช็ดน้ำตาจนแห้ง แล้วพูดอย่างรู้ความ
“ท่าน ถนนในเมืองนี้ฉันคุ้นเคยดี ให้ฉันนำทางพวกคุณไปเถอะ”
ในตอนนั้นเอง ก็มีเสียงฝีเท้าดังมาจากทางบันได
ถูเสี่ยวกังเจ้าของร้านถือถาดใบใหญ่เดินขึ้นมา
บนนั้นเต็มไปด้วยหัวกระต่ายหม่าล่าร้อน ๆ เนื้อกระต่ายผัดเผ็ด และสุราเกาเหลียงอีกสองป้าน
“โอ้โห แขกทุกท่าน นี่กำลังจะไปทำอะไรกันเหรอ?”
ถูเสี่ยวกังวางถาดลง มองดูทุกคนที่เตรียมตัวจะออกไปข้างนอกด้วยความสงสัยเต็มประดา
ถูเสี่ยวอู้ก้าวไปข้างหน้า อธิบายว่า “พ่อ ฉันจะพาท่านเจ้าบ่าวกับเพื่อน ๆ ของเขาไปที่สำนักงานจัดสรรอาชีพ”
“ไปจัดสรรสถานะอาชีพสักหน่อย”
“พ่อยุ่งไปก่อนนะ เดี๋ยวพวกเราก็กลับมาแล้ว!”
ถูเสี่ยวกังพอได้ยินว่าจะไปทำธุระสำคัญ ก็รีบเช็ดมือกับผ้ากันเปื้อน แล้วกำชับว่า
“งั้นพวกเธอต้องรีบหน่อยนะ! เนื้อกระต่ายนี่ถ้าเย็นแล้วมันจะเหม็นสาบ ไม่อร่อยนะ!”
ถูเสี่ยวอู้ไม่ได้ตอบอะไรอีก ทำเพียงพยักหน้าอย่างว่าง่าย
หันกลับไปจับมือถังซือรุ่ยไว้แน่น แล้วพาพวกเจียงหนานเดินลงบันไดไป
ที่นั่งส่วนตัวบนชั้นสองเงียบสงบลง
ถูเสี่ยวกังยืนอยู่ข้างโต๊ะเพียงลำพัง มองส่งแผ่นหลังของลูกสาวและลูกเขยที่ราวกับศพเดินได้จากไป
ความกระตือรือร้นบนใบหน้าของเขาค่อย ๆ จางหายไป ก่อนจะเผยให้เห็นถึงความไร้เรี่ยวแรงและโศกเศร้า
ถูเสี่ยวกังรินเหล้าขาวให้ตัวเองจนเต็มแก้ว
“อึก”
สุราแรงหนึ่งอึกไหลลงคอ บาดคอจนขอบตาของเขาแดงก่ำ
“ถ้า... ฉันไปถึงให้เร็วกว่านี้...”
ถูเสี่ยวกังบีบแก้วสุราแน่น
“ถ้าฉันแข็งแกร่งกว่านี้อีกสักหน่อย สามารถฟันไอ้เดรัจฉานสองตัวนั้นให้ตายได้ในดาบเดียว...”
“เสี่ยวอู้กับเสี่ยวซือรุ่ย ก็จะได้อยู่ด้วยกันดี ๆ ใช่ไหม?”
“ใช่ไหม...”
“จะได้ไม่ต้องเผชิญกับการพลัดพรากจากตายที่แสนเจ็บปวดเหมือนกับฉัน?”
เขาพึมพำกับตัวเอง เงยหน้าขึ้น มองออกไปนอกหน้าต่างสู่ท้องฟ้า
“สิ่งที่เรียกว่าความเป็นอมตะนี้... เป็นพรจากทวยเทพจริง ๆ งั้นเหรอ?”
“หรือว่า...”
“มันเป็นเพียงคำสาปอันชั่วร้ายที่สวมเสื้อคลุมแห่ง [ความรัก] เพื่อจองจำทุกคนไว้ตลอดกาล?”
……
ในขณะเดียวกัน บนถนนอันเจริญรุ่งเรืองของเมืองคืนวิญญาณ
ถูเสี่ยวอู้กำลังจูงมือถังซือรุ่ยเดินอยู่หน้าสุด พาพวกเจียงหนานมุ่งหน้าไปยัง [สำนักงานจัดสรรอาชีพ]
บนถนนมีผู้คนเดินขวักไขว่ เสียงร้องขายของดังไม่ขาดสาย
ในตอนนั้นเอง ร่างในชุดสูทสีม่วงร่างหนึ่ง กำลังก้มหน้าก้มตา เดินจ้ำอ้าวเลี้ยวมาจากมุมถนน
เป็น [ตัวตลก] ที่เพิ่งจะหนีรอดเงื้อมมือของเยว่เทียนมาได้อย่างทุลักทุเลนั่นเอง
ฟันเฟืองแห่งโชคชะตาขัดกันในวินาทีนี้
ในวินาทีที่ทั้งสองฝ่ายเดินสวนกัน!
ตัวตลกเงยหน้าขึ้นตามสัญชาตญาณ สายตาประสานเข้ากับเจียงหนานที่เดินอยู่กลางกลุ่มพอดี
ใบหน้าของเจียงหนานยังคงเย่อหยิ่ง
เพราะเขาไม่เคยเห็นโฉมหน้าที่แท้จริงของตัวตลกมาก่อน
ดังนั้นเจียงหนานจึงจำเขาไม่ได้ในทันที
แต่ว่า...
ตัวตลกรู้จักเขานี่นา!
ผู้ชายคนที่เคยทำลายแผนการของเขาด้วยมือตัวเองที่โรงพยาบาลเมตตาธรรมซีหย่า!
หัวใจของตัวตลกแทบจะหยุดเต้นไปตรงนั้น!
“เป็นเขา!”
“ทำไมเขาถึงมาถึงเมืองคืนวิญญาณได้เร็วขนาดนี้?!”
“แถมดูจากท่าทางแล้ว เขาก็มุ่งหน้ามาเพื่อการคัดเลือกเจ้าบ่าวเหมือนกัน!”
“จะปล่อยให้เขามาทำลายแผนการที่พวกเราบ่มเพาะมาตั้งนานไม่ได้เด็ดขาด!”
ความคิดนับไม่ถ้วนแล่นผ่านเข้ามาในหัวของตัวตลก รูม่านตาขยายกว้าง
“ฉวยโอกาสที่ตอนนี้เขายังไม่รู้จักโฉมหน้าที่แท้จริงของฉัน ฉันต้องรีบเผ่นแล้ว!”
“ต้องรีบไปหานักปราชญ์เพื่อปรึกษาหาทางรับมือ!”
ตัวตลกพยายามแสร้งทำเป็นไม่มีอะไรเกิดขึ้น แล้วเร่งฝีเท้าจากไป
ทว่า เขาประเมินสัญชาตญาณของยอดฝีมือระดับเลิศล้ำต่ำเกินไป
ในเสี้ยววินาทีที่สายตาของทั้งสองประสานกัน และแววตาของตัวตลกเกิดความผันผวนอย่างรุนแรงเพียงศูนย์จุดศูนย์หนึ่งวินาทีนั้น!
ในหัวของเจียงหนาน ก็มีความทรงจำช่วงหนึ่งแล่นผ่านเข้ามา
นั่นคือตอนที่เขาอยู่ในคาสิโนของโรงพยาบาลเมตตาธรรมซีหย่า และกำลังกวาดล้างทุกทิศทาง
แววตาที่เต็มไปด้วยความบ้าคลั่งและหยอกล้อที่เขาเคยจับสังเกตได้
ถึงแม้จะเปลี่ยนหน้าไปแล้ว
แต่แววตาที่ฝังลึกถึงกระดูกแบบนั้น ไม่มีทางผิดแน่!
ในขณะเดียวกัน [โคมราชามนุษย์] ที่แขวนอยู่ข้างเอวของเจียงหนาน ก็ส่งเสียงหึ่ง ๆ ออกมาด้วยความตื่นเต้นอย่างถึงที่สุด!
ดวงจิตวิญญาณ... ไม่มีทางโกหก!
เจียงหนานเผยรอยยิ้ม
“ที่แท้... ก็เป็นแกนี่เอง”
เมื่อได้ยินน้ำเสียงของอีกฝ่าย ร่างกายของตัวตลกก็แข็งทื่อ
เขารู้ตัวแล้ว ว่าตัวเองถูกจำได้แล้ว!
“ในเมื่อถูกจับได้แล้ว งั้นก็ไปตายซะเถอะ!”
ตัวตลกหันขวับกลับมา
ในมือพลันปรากฏก้อนเนื้อที่มีใบหน้าคนบิดเบี้ยวสามก้อนขึ้นมาในพริบตา!
“ฟิ้ว ฟิ้ว ฟิ้ว!”
จากนั้นก็ปาใส่หน้าของเจียงหนาน!
“ชวนชวน! ลุย!”
กัวซ่วยคำรามลั่น
“รับทราบปะป๊า!”
ใบหน้าของชวนชวนกลายเป็นรูปน้ำวนในทันที
ก้อนเนื้อสองก้อนถูกชวนชวนกลืนลงท้องไปโดยตรง
“โอ๊ย! ชวนชวนกินไม่ไหวแล้ว! อิ่มเกินไปแล้ว!”
ชวนชวนลูบท้องกลมป่อง ร้องตะโกนด้วยความน้อยใจ
ยังเหลือก้อนเนื้ออีกหนึ่งก้อน พุ่งตรงเข้าหาเจียงหนานพร้อมกับเสียงแหวกอากาศ!
ในตอนนั้นเอง ร่างสูงโปร่งร่างหนึ่งก็มาขวางอยู่ตรงหน้าเจียงหนาน
หานเฝ่ยยื่นฝ่ามือออกไป!
[ช่วงชิง]!
ก้อนเนื้อที่กำลังจะระเบิดถูกหานเฝ่ยแย่งชิงมาไว้ในมือจากระยะไกล
เธอไม่แม้แต่จะชายตามอง พลิกมือขว้างกลับไปอย่างแรง ปาก้อนเนื้อกลับไปอัดหน้าตัวตลกตามเส้นทางเดิม!
“คืนให้แก!”
เมื่อเผชิญกับก้อนเนื้อที่ถูกปาหลับมา ตัวตลกไม่เพียงแต่ไม่หลบหลีก ทว่ารอยยิ้มบนใบหน้ากลับยิ่งกำเริบเสิบสานมากขึ้น
“หึหึ... พวกแกหลงกลแล้ว!”
เขาดีดนิ้ว
“ปัง!”
ก้อนเนื้อก้อนนั้นระเบิดออกกลางอากาศในพริบตา!
แต่กลับไม่ได้มีการระเบิดทำลายล้างอะไร ทว่ากลับปล่อยควันสีเลือดออกมา บดบังทัศนวิสัยของทุกคน!
“ฮ่าฮ่าฮ่า! ลาก่อนนะ ทุกคน!”
ตัวตลกอาศัยควันอำพราง รีบหันหลังกลับ แล้ววิ่งหนีสุดชีวิต!
ทว่า เขาคำนวณผิดไปเรื่องหนึ่ง
ในพจนานุกรมของผู้ชายคนนี้ ไม่เคยมีตัวเลือกที่ว่า [ปล่อยให้หนีไปได้โดยไร้รอยขีดข่วน]
ท่ามกลางหมอกหนาทึบ เจียงหนานได้เล็งเป้าหมายไปที่เขาตั้งนานแล้ว ตอนนี้ไม่จำเป็นต้องใช้สายตาเลยด้วยซ้ำ
มือขวาของเขากำทวนสังหารเทพไว้แน่น จากนั้นก็ขว้างออกไปอย่างแรง!
“ปัง!”
พร้อมกับเสียงระเบิดโซนิคบูม!
ทวนสังหารเทพแหวกม่านควัน พุ่งตรงไปยังตัวตลกที่กำลังวิ่งหนีสุดชีวิต!
เมื่อได้ยินเสียงหวีดหวิวที่ดังมาจากด้านหลัง ตัวตลกก็หันขวับกลับไป รูม่านตาหดเกร็ง!
“แย่แล้ว!”
“ฉึก!”
เลือดสด ๆ สาดกระเซ็น!
ทวนสังหารเทพทะลวงหน้าอกขวาของตัวตลก พาเขาลอยกระเด็นไปไกลกว่าสิบเมตร แล้วตอกติดกับกำแพงหิน!
ประมาณห้าวินาทีต่อมา
ควันก็ค่อย ๆ จางหายไป
เจียงหนานเดินออกมาจากม่านควันด้วยใบหน้าไร้อารมณ์
หน้ากำแพงหิน เหลือเพียงทวนสังหารเทพที่ชุ่มไปด้วยเลือดสด ๆ ตอกติดอยู่บนกำแพง
แต่ร่างของตัวตลก กลับหายวับไปกับตาแล้ว
เห็นได้ชัดว่า เขาฝืนหนีรอดไปได้
เจียงหนานเดินไปที่หน้ากำแพง ยกเท้าขึ้นเตะทวนสังหารเทพขึ้นไปกลางอากาศอย่างลวก ๆ จากนั้นก็คว้าไว้ในมือ
เขามองดูรอยเลือดบนพื้นที่ลากยาวไปจนถึงปากซอย แล้วหายไปในที่สุด ก่อนจะแค่นเสียงเย็นชา
“ไม่เป็นไร วันหน้ายังอีกยาวไกล... พวกเราค่อย ๆ เล่นกันไป”
สิ้นเสียง เขาก็หันหลังกลับ แล้วเก็บทวนสังหารเทพ
พวกกัวซ่วยถึงเพิ่งจะวิ่งออกมาจากม่านควัน
“ลูกพี่ ไม่เป็นไรใช่ไหม?”
กัวซ่วยถามด้วยความตึงเครียด
“ไปกันเถอะ”
เจียงหนานส่ายหน้า
ถูเสี่ยวอู้ที่อยู่ด้านข้างอยู่ในสภาวะงุนงงตลอดเวลา
เธอไม่สามารถเข้าใจได้เลยว่าเมื่อกี้เกิดอะไรขึ้น
และก็ไม่รู้ด้วยว่า คนที่ถูกเจียงหนานใช้ทวนตอกติดกำแพงคนนั้น ก็คือหนึ่งในตัวการที่ทำร้ายสามีของเธอ
เมื่อได้ยินเจียงหนานเร่งเร้า เธอจึงทำได้เพียงพยักหน้าอย่างเหม่อลอย “อ้อ... อ้อ ได้”
“เลี้ยวตรงข้างหน้า ก็ถึงสำนักงานจัดสรรอาชีพแล้ว”
ทุกคนออกเดินทางอีกครั้ง ไม่นานก็หายไปที่สุดปลายถนน
……
ในซอยตันอันเร้นลับแห่งหนึ่ง
ตัวตลกกำลังกุมรูเลือดที่หน้าอกขวาซึ่งสามารถมองทะลุจากด้านหน้าไปเห็นทิวทัศน์ด้านหลังได้
เขาเดินโซเซ ทุกย่างก้าวทิ้งรอยเลือดไว้บนพื้น
“ไอ้เผ่ามังกรบ้าเอ๊ย... ไอ้ไร้วาจาบ้าเอ๊ย!”
ตัวตลกสบถด่าอย่างเคียดแค้น “ไม่ช้าก็เร็ว... ฉันจะฆ่าล้างเผ่าพันธุ์พวกสัตว์ประหลาดอย่างพวกแกให้หมด!”
ในตอนนั้นเอง เหนือหัวของเขาก็มีเสียงที่คุ้นเคยดังขึ้นกะทันหัน
“หึหึ”
“มีเวลามาพูดจาโอ้อวดอยู่ที่นี่ สู้รีบไปขโมยของบนถนนเพื่อเก็บเงินไปเข้าร่วมการแข่งขันดีกว่า”
ตัวตลกเงยหน้าขึ้น
ก็เห็นว่าบนขอบหน้าต่างชั้นสองของตึกร้างข้าง ๆ [นักปราชญ์] กำลังนั่งกอดอกอยู่ตรงนั้น
เสื้อคลุมยาวที่เดิมทีเคยสะอาดสะอ้านของเขา ตอนนี้กลับขาดวิ่นจนดูไม่ได้
ตัวตลกพอเห็นสภาพของเขา ก็อดไม่ได้ที่จะพูดจาประชดประชัน
“แหม ๆ นี่ไม่ใช่ท่านนักปราชญ์ผู้วางแผนการรบของพวกเราหรอกเหรอ?”
“ไม่เจอกันไม่กี่ชั่วโมง ทำไมแกถึงได้ดูทุลักทุเลกว่าฉันอีกล่ะ?”
นักปราชญ์ไม่ได้โกรธเพราะคำเยาะเย้ยของเขา ทำเพียงตอบกลับอย่างสงบ
“ก็แค่โชคไม่ดีเท่านั้นแหละ”
“ดันบังเอิญถูกผู้ตรวจการสอบสวนของหัวเซี่ยคนนั้นใช้การแกะรอยวงกว้างค้นหาที่ซ่อนจนเจอ เลยต้องปะทะกันไปยกหนึ่ง”
“แต่ว่า เขาก็เจ็บหนักเหมือนกัน”
“โดนกระบวนท่าของฉันเข้าไป ในสถานการณ์ที่ไม่มีพลังพิเศษสายแสงระดับเลิศล้ำและโลหิตมังกร”
“คาดว่าไม่ถึงสองวัน เขาคงได้กลายเป็นหนึ่งในสมาชิกของสุสานเมืองคืนวิญญาณแห่งนี้แน่”
ตัวตลกพิงกำแพง เจ็บจนสูดปาก แต่ก็ยังคงปากแข็ง
“ชิ พูดจาโอ้อวดใคร ๆ ก็พูดได้”
“ตอนที่ฉันเจอเขา เขายังถือกระบองสามท่อนกระโดดโลดเต้นอยู่เลย”
“เว้นเสียแต่ว่า...”
“ไม่ต้องเว้นเสียแต่ว่าแล้ว”
นักปราชญ์ขัดจังหวะเขาโดยตรง
“แกถูกแผนกลเมืองว่างของจิ้งจอกเฒ่านั่นหลอกเข้าให้แล้ว”
“ตอนนั้นเขาเป็นแค่หน้าไม้ที่หมดแรงแล้ว ก็แค่หลอกแกเท่านั้นแหละ”
ตัวตลกชะงัก สีหน้าแข็งค้าง
การถูกแฉว่าโดนบดขยี้ทางสติปัญญาแบบนี้ ย่อมทำให้เขารู้สึกหงุดหงิดในใจ
“ขึ้นมาสิ ฉันจะพิสูจน์ให้แกดู”
นักปราชญ์เอนตัวไปด้านหลังเล็กน้อย หลีกทางให้ตรงขอบหน้าต่าง
ตัวตลกแค่นเสียงเย็นชา “ได้สิ ฉันก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าแกจะเล่นลูกไม้ไหน”
เขาฝืนทนความเจ็บปวด พลิกตัวไม่กี่ครั้งก็ปีนเข้าหน้าต่างไปในบ้าน
ทันทีที่เท้าแตะพื้น เขาก็เห็น [หวงฮุน] ถูกมัดแน่นหนาโยนทิ้งไว้ที่มุมห้อง แถมยังนอนกรนหลับไปแล้วด้วย
นักปราชญ์ชี้ไปที่มือของตัวตลกที่กุมหน้าอกอยู่ “ปล่อยมือ”
ตัวตลกมองเขาอย่างระแวดระวัง แต่ก็ยอมเอามือออกอย่างว่าง่าย
“พูดตามตรง นี่เป็นครั้งแรกเลยนะที่ฉันเห็นแกใช้พลังพิเศษ”
ตัวตลกจ้องเขม็งไปที่ดวงตาที่ถูกปิดด้วยผ้าสีเทาของนักปราชญ์ “ตกลงแล้วแกลำดับอะไรกันแน่?”
นักปราชญ์เผยรอยยิ้มชั่วร้าย “ดูจบ... แกก็จะรู้เอง”
สิ้นเสียง นักปราชญ์ก็ค่อย ๆ ยื่นมือขวาออกมา
หมอกทมิฬสายหนึ่ง พวยพุ่งขึ้นมาจากฝ่ามือของเขา!
ในวินาทีที่เห็นปราณทมิฬสายนี้!
ความขี้เล่นในแววตาของตัวตลก ก็หายวับไปอย่างไร้ร่องรอยในชั่วพริบตา!
บนใบหน้าเต็มไปด้วยความไม่อยากจะเชื่อ!
“แก... กลิ่นอายนี้...”
ตัวตลกถอยหลังไปครึ่งก้าวตามสัญชาตญาณ “ตกลงแล้วแกเป็นใครกันแน่?!”
รอยยิ้มบนใบหน้าของนักปราชญ์ยิ่งชั่วร้ายมากขึ้น เขาถอดผ้าปิดตาของตัวเองออก
เผยให้เห็นเบ้าตาที่ไร้ลูกตาราวกับห้วงอเวจี!
“พวกเรา... คือผู้นำทางของพวกแก”
ยังไม่ทันสิ้นเสียง มือข้างที่ถูกล้อมรอบด้วยปราณทมิฬของนักปราชญ์ ก็ตบลงบนบาดแผลของตัวตลก!
บาดแผลกลับเริ่มขยับเขยื้อนอย่างรวดเร็วภายใต้การหล่อเลี้ยงของปราณทมิฬ!
ในเวลาเพียงไม่กี่วินาทีสั้น ๆ
เลือดเนื้อก็ประกอบกันใหม่ ผิวหนังก็สมานเข้าด้วยกัน
…
ในขณะเดียวกัน
อีกด้านหนึ่งของเมืองคืนวิญญาณ
หน้าประตู [สำนักงานจัดสรรอาชีพ]
กัวซ่วยกำลังต่อแถวตามหลังเจียงหนานด้วยความเบื่อหน่าย
ในใจกำลังคิดคำนวณว่าเดี๋ยวถ้าจับได้อาชีพคนตักอุจจาระ จะไปขอค่าชดเชยจากลูกพี่เพิ่มยังไงดี
ทันใดนั้น!
[เนตรแห่งหายนะ] ของเขา ก็ลืมตาขึ้นมาเอง!
“เวรเอ๊ย!”
กัวซ่วยรีบคำรามลั่นในหัว
“ตาแก่! คุณเป็นอะไรไป?!”
“ตกลงกันแล้วไม่ใช่เหรอว่าห้ามทำอะไรตามอำเภอใจ?”
ทว่า สิ่งที่ตอบกลับเขาในหัว กลับไม่ใช่เทพแห่งเวทมนตร์ที่เคยทำตัวสูงส่งและชอบคุยโวเหมือนเมื่อก่อน
น้ำเสียงของอัลเบิร์ต ในเวลานี้ตื่นตระหนกมาก กระทั่ง...
ยังมีความหวาดกลัวอยู่ด้วย!
“ไอ้หนู... เลิกต่อแถวได้แล้ว!”
“รีบให้ลูกพี่ของแกเตรียมชักทวนออกมา!”
“พวกเรากำลังจะซวยหนักแล้ว...”
“กายาของฉันที่หายไปเมื่อตอนนั้น...”
“กายาครึ่งเทพที่มีจิตสำนึกเป็นของตัวเอง...”
“ดูเหมือนว่า...”
“จะอยู่ในเมืองนี้!”
[จบตอน]