เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 451 - การจลาจลที่ทาบริซ (ตอนที่สอง)

บทที่ 451 - การจลาจลที่ทาบริซ (ตอนที่สอง)

บทที่ 451 - การจลาจลที่ทาบริซ (ตอนที่สอง)


บทที่ 451 - การจลาจลที่ทาบริซ (ตอนที่สอง)

ตำรวจได้ตั้งแถวเรียงหน้ากระดานเป็นกำแพงมนุษย์เพื่อสกัดกั้นการพุ่งชนที่อาจเกิดขึ้นกับหน่วยงานของรัฐ เมื่อเห็นรัฐบาลได้รับการคุ้มกันอย่างแน่นหนาจากกองกำลังตำรวจ คาฟซึ่งถูกเลือกให้เป็นตัวแทนในการนำเสนอข้อเรียกร้องก็เดินเข้าไปหาตำรวจแล้วเอ่ยขึ้น "การมาเรียกร้องของพวกเราในครั้งนี้เป็นไปอย่างสันติ พวกเราหวังจากใจจริงว่าประเทศชาติจะเจริญก้าวหน้ายิ่งขึ้น ขอองค์ชาห์โปรดทรงเข้าพระทัยพวกเราด้วยเถิด"

เมื่อเผชิญกับฎีกาเรียกร้องที่ถูกยื่นมาให้ เจ้าหน้าที่ศาลาว่าการผู้หนึ่งก็รับไว้แล้วกล่าวว่า "ท่านทั้งหลาย พวกท่านน่าจะทราบดีว่าการเดินขบวนของพวกท่านไม่ได้รับการอนุมัติจากรัฐบาล จึงถือเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย แต่ด้วยความเห็นใจต่อประชาชน พวกเราจึงพยายามทำความเข้าใจ หวังว่าพวกท่านจะช่วยควบคุมคนของท่านไม่ให้ก่อความวุ่นวาย มิฉะนั้นทางรัฐบาลก็คงไม่อาจเพิกเฉยได้อีกต่อไป"

คาฟรู้สึกว่าเขาบรรลุเป้าหมายแล้ว ทั้งสองฝ่ายต่างก็ยังคงรักษาสถานการณ์ไว้ได้ หากเบื้องบนยังคงไม่รับฟัง พวกเขาก็จะจัดการเดินขบวนประท้วงต่อไป ตราบใดที่ยังไม่ได้รับคำตอบที่แน่ชัด การประท้วงจะไม่มีวันยุติลง

ในขณะที่คาฟกำลังเจรจากับเจ้าหน้าที่รัฐอยู่นั้น ภายในอาคารรัฐบาลก็มีคนหลายคนกำลังจับตามองพวกเขาอยู่เช่นกัน

"ดีแล้ว ดีเหลือเกินที่พวกเขาไม่แสดงพฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรงออกมา ตอนนี้พวกเราปลอดภัยชั่วคราวแล้ว"

อาห์หมัดเจ้าหน้าที่ระดับสูงเอ่ยกับซูบาร์ผู้บัญชาการตำรวจที่เพิ่งเดินเข้ามาทางประตูหลัง พร้อมกับเอ่ยถามว่าเขาจะปล่อยให้คนพวกนี้สลายตัวไปเมื่อไหร่

"พอพวกเขาเหนื่อยล้า เดี๋ยวก็แยกย้ายกันไปเอง พวกเขาก็มีเรื่องต้องไปทำเหมือนกัน คงไม่..."

ทันใดนั้นในระหว่างที่พวกเขากำลังสนทนากันอยู่ เสียงปืนหลายนัดก็ดังแหวกอากาศขึ้นมา เลือดสีแดงฉานสาดกระเซ็นออกจากร่างของคาฟ เจ้าหน้าที่รัฐคนนั้น และผู้คนรอบข้างอีกหลายคน

"มีคนฉวยโอกาสก่อเรื่อง!"

เสียงปืนที่ดังสนั่นทำให้ทุกคนตกใจสุดขีด ความคิดนี้แล่นวาบเข้ามาในหัวของพวกเขาพร้อมกันในทันที

ส่วนที่จัตุรัสด้านนอก ผู้คนนับหมื่นต่างเบิกตากว้างมองเลือดที่สาดกระเซ็นออกจากร่างของคาฟผู้เป็นตัวแทนเจรจา เสียงปืนได้จุดชนวนความโกลาหลให้เกิดขึ้นในกลุ่มผู้ชุมนุมประท้วง บางคนหวาดกลัวและอยากจะถอนตัว บางคนก็มีแววตาที่ลุกโชนไปด้วยไฟแห่งความโกรธแค้น แต่ผู้คนส่วนใหญ่กลับแสดงสีหน้ามึนงง พวกเขาไม่รู้เลยว่าควรจะทำอย่างไรต่อไป

ในตอนนั้นเองเสียงตะโกนด้วยความโกรธแค้นก็ดังกึกก้องขึ้น "พวกคนของรัฐบาลยิงท่านประธานคาฟตายแล้ว พวกเราต้องแก้แค้นให้ท่าน!"

จากนั้นผู้คนจำนวนมากก็คล้อยตามเสียงนั้นและเริ่มพุ่งเข้าปะทะกับหน่วยงานของรัฐ

เมื่อเผชิญกับคลื่นฝูงชนที่ถาโถมเข้ามา ตำรวจแนวหน้าก็ไม่สนผลลัพธ์ที่จะตามมาอีกต่อไป ในเวลาแบบนี้ไม่มีใครมานั่งพูดคุยด้วยเหตุผลกันแล้ว ต้องวัดกันที่กำลังเท่านั้น และนับว่าโชคดีที่พวกเขาได้เตรียมพร้อมปืนและอาวุธอื่นๆ ไว้ล่วงหน้าเพื่อรับมือกับอันตรายที่อาจเกิดขึ้น

"ยิง!"

แม้ว่านายตำรวจผู้คุมกำลังจะไม่เข้าใจว่าทำไมสถานการณ์ถึงไม่เป็นไปตามแผนที่วางไว้ แต่เขาก็เลือกที่จะใช้กำลังปราบปรามเป็นอันดับแรก

"ปัง ปัง ปัง"

เสียงปืนของตำรวจดังสนั่นหวั่นไหว ผู้คนที่พุ่งเข้ามาอยู่แถวหน้าสุดล้มลงจมกองเลือด ชะตากรรมของคนกลุ่มแรกทำให้หลายคนเริ่มได้สติและอารมณ์เย็นลง ในวินาทีนี้พวกเขาเริ่มรู้สึกหวาดกลัว การพุ่งทะลวงของฝูงชนจึงถูกสกัดกั้นเอาไว้ได้

"ไปส่งโทรเลขถึงกองทหารนอกเมือง สั่งให้พวกเขานำกำลังเข้ามาในเมือง ด่วนที่สุด... แล้วก็ส่งข่าวไปที่เมืองหลวงด้วยว่าเกิดการจลาจลขึ้นที่ทาบริซแล้ว"

มาถึงขั้นนี้แล้วจะปิดบังอย่างไรก็คงไม่มิด ทำได้เพียงกราบทูลสถานการณ์ตามความจริงให้องค์ชาห์ทรงทราบ ส่วนตัวเขาเองก็คงต้องเตรียมตัวเก็บข้าวของออกจากตำแหน่งนี้แล้ว ช่างน่าเศร้าเสียจริง

คนบางกลุ่มพยายามจะแย่งชิงปืนจากมือตำรวจ จัตุรัสตกอยู่ในความสับสนวุ่นวาย กองทหารจากนอกเมืองเริ่มเคลื่อนพลเข้าสู่ตัวเมืองและประกาศกฎอัยการศึกในทาบริซ ร้านค้าทุกแห่งต้องปิดทำการ ผู้ใช้รถใช้ถนนถูกตรวจค้นตัวและสั่งให้กลับบ้านทันที ภายใต้การควบคุมอย่างเข้มงวดของกองทัพ ทั่วทั้งเมืองก็เงียบสงัดลงในพริบตา สองข้างทางมีแต่บ้านเรือนที่ปิดประตูหน้าต่างมิดชิด บนท้องถนนก็มองไม่เห็นผู้คนสัญจรไปมาแม้แต่คนเดียว

ทหารภายใต้การนำของนายทหารออกคำสั่งให้ทุกคนเอามือกุมหัวแล้วนั่งยองๆ ใครที่ไม่ยอมทำตามคำสั่งก็จะถูกพานท้ายปืนฟาดเข้าให้อย่างจัง การกระทำของพวกเขาทำให้กลุ่มผู้ประท้วงที่กำลังหลบหนีตกอยู่ในสถานการณ์ที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก เพราะพวกเขามีจำนวนมากและเป็นที่สะดุดตา แถมตอนนี้บนถนนก็ไม่มีใครอื่นอีกเลย พวกเขาจึงโดดเด่นราวกับปลาที่มาเกยตื้นอยู่บนชายหาด ด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงถูกกองทัพจับตัวได้แบบไม่มีพลาด ส่วนคนที่มีบ้านอยู่ในเมืองก็ใช่ว่าจะรอดตัว เพราะมีคนเห็นพวกเขาเข้าร่วมการประท้วงมากเกินไป ซ้ำตำรวจท้องที่ที่ดูแลแต่ละเขตก็ยังจดจำใบหน้าของพวกเขาไว้ขึ้นใจตั้งแต่ตอนอยู่ริมถนนแล้ว รอให้จัดการกับผู้ประท้วงจากต่างถิ่นเสร็จเมื่อไหร่ก็ถึงคิวของพวกเขาแน่

ภายในอาคารรัฐบาล สายสืบคนหนึ่งกำลังรายงานผลการสืบสวนสาเหตุการจลาจลให้กับเจ้าหน้าที่ระดับสูง ผู้บัญชาการตำรวจ และพลตรีนาสเซอร์ที่เพิ่งมาถึงอย่างรวดเร็วฟัง "จากการสืบสวนของเรา เสียงปืนนัดนี้ถูกยิงมาจากตึกข้างจัตุรัสขอรับ คนของเราพบปืนและปลอกกระสุนถูกทิ้งไว้ในที่เกิดเหตุ และจากการสอบถามชาวบ้านละแวกนั้นก็พบว่า พวกมันขึ้นตึกไปตอนที่ขบวนประท้วงกำลังจะมาถึงจัตุรัส และหลังจากเกิดเหตุยิงปืน พวกมันก็นั่งรถม้าหลบหนีไปแล้วขอรับ"

พลตรีนาสเซอร์พูดแทรกขึ้นมาในตอนนั้น "พวกมันยังไม่น่าจะออกไปพ้นเมืองนะ เพราะหลังจากเกิดเหตุยิงปืนก็มีการประกาศกฎอัยการศึกทันที ตอนนี้ทำได้แค่เข้าเมืองแต่ห้ามออก คนพวกนี้น่าจะยังติดอยู่ในเมือง"

"ถ้าอย่างนั้น ท่านหมายความว่าอย่างไร"

"เริ่มทำการค้นหาแบบปูพรมทุกบ้านทันที ต่อให้ต้องพลิกเมืองทาบริซก็ต้องหาพวกมันให้เจอ ถ้าปล่อยให้พวกมันหนีรอดไปได้ พวกเราทุกคนมีความผิดฐานบกพร่องต่อหน้าที่แน่"

เจ้าหน้าที่ระดับสูงเองก็เริ่มร้อนรนแล้ว เพื่อเป็นการไถ่โทษ เขาจึงเห็นด้วยกับคำพูดของนาสเซอร์ทันที

"ถ้างั้นก็จัดการตามที่ท่านว่าเลย"

ตอนนี้เขาต้องรอฟังผลลัพธ์เท่านั้น หากจับตัวได้ก็ถือเป็นการไถ่โทษ ตัวเขาอาจจะถูกย้ายไปประจำที่อื่น แต่ถ้าจับไม่ได้ล่ะก็จบเห่แน่ ไร้น้ำยาขนาดนี้ แค่ไม่โดนส่งเข้าคุกก็ถือว่าบุญพาวาสนาส่งแล้ว

เมื่อคำสั่งถูกถ่ายทอดลงไป การตรวจค้นอย่างเข้มงวดก็เริ่มต้นขึ้น ทว่าการตรวจค้นทั่วทั้งเมืองทาบริซนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ในฐานะเมืองแรกๆ ที่เข้าสู่ยุคอุตสาหกรรม ประชากรของทาบริซพุ่งสูงขึ้นถึงห้าแสนคน จำนวนถนนหนทางและตรอกซอกซอยภายในเมืองก็มีมากขึ้นตามไปด้วย นอกจากนี้ยังมีแหล่งกบดานอีกมากมายนับไม่ถ้วน ข้อดีเพียงอย่างเดียวก็คือที่นี่ไม่มีแม่น้ำ พวกมันจึงไม่สามารถหลบหนีไปทางน้ำได้

ในขณะที่พวกเขากำลังตรวจค้นไปทีละบ้าน ดอสโตเยฟสกีและพรรคพวกก็ถูกปิดล้อมจนไม่สามารถหาทางออกจากเมืองทาบริซได้ ไม่มีใครคาดคิดเลยว่ากองทัพจะเคลื่อนไหวได้รวดเร็วปานนี้ พวกเขาเข้ายึดประตูเมืองทุกบานไว้หมดแล้ว อีกแค่นิดเดียวพวกเขาก็จะหนีรอดออกไปได้อยู่แล้วเชียว

"เป็นไงบ้าง พอจะหาทางออกไปได้ไหม"

"ไม่ได้เลย ตอนนี้ทหารและตำรวจประกาศกฎอัยการศึกอย่างเข้มงวด คนเดินถนนทุกคนถูกตรวจค้นอย่างละเอียด รถทุกคันก็ถูกเรียกจอดเพื่อตรวจค้นอย่างถี่ยิบ ตอนนี้ไม่มีทางออกไปได้เลย"

ดอสโตเยฟสกีครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วกล่าวว่า "ไม่ว่าจะยังไง สิ่งสำคัญที่สุดในตอนนี้คือพวกเราต้องหาทางออกไปให้ได้ก่อน การที่เราทำไม่ได้ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีใครทำได้ พวกเจ้ารู้จักพ่อค้าใต้ดินที่คอยลักลอบขนส่งของเถื่อนบ้างไหม บางทีพวกเขาอาจจะมีวิธีแก้ปัญหาก็ได้ ขืนเราติดอยู่ที่นี่ มีหวังโดนทหารกับตำรวจจับตรวจค้นครั้งใหญ่แน่ อันตรายเกินไป"

เมื่อได้รับคำแนะนำ ลูกน้องก็รีบนึกถึงใครคนหนึ่งขึ้นมาในหัวทันที ครั้งนี้เขาตั้งใจจะลองไปขอความช่วยเหลือจากอีกฝ่ายดู "ข้ารู้จักอยู่คนหนึ่ง เจ้านี่เป็นพ่อค้าใต้ดินรายใหญ่ที่สุดในเมือง สินค้าหนีภาษีมากมายล้วนผ่านมือมันทั้งนั้น บางทีมันอาจจะพอมีหนทาง"

"ถ้าอย่างนั้นเจ้าก็ไปเถอะ ระวังตัวด้วยล่ะ"

ภายใต้คำกำชับของเขา ลูกน้องก็ก้าวออกจากประตูไปอีกครั้ง ครั้งนี้เขาเลือกที่จะเดินลัดเลาะไปตามเส้นทางอันเปลี่ยวร้างและห่างไกลผู้คน เชื่อว่าอีกไม่นานคงจะได้รับข่าวดีแน่

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 451 - การจลาจลที่ทาบริซ (ตอนที่สอง)

คัดลอกลิงก์แล้ว