- หน้าแรก
- อสูรพันธสัญญามันกากไป ยุคนี้เขาใช้โปเกมอนกันแล้ว
- บทที่ 650 - 'เทพเจ้า' ที่ถูกกลืนกิน
บทที่ 650 - 'เทพเจ้า' ที่ถูกกลืนกิน
บทที่ 650 - 'เทพเจ้า' ที่ถูกกลืนกิน
บทที่ 650 - 'เทพเจ้า' ที่ถูกกลืนกิน
★★★★★
"'เทพเจ้า'... กำลังถูกกลืนกินงั้นเหรอ?!?"
ซูไป๋ลุกพรวดขึ้นมา เขามองอาร์เซอุสด้วยความหวาดหวั่น ในหัวประมวลผลเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วก่อนจะโพล่งออกมาประโยคหนึ่ง "ท่านศาสดา... กำลังกลืนกิน 'เทพเจ้า' องค์หนึ่งอยู่เหรอ!?!"
เขามองอาร์เซอุสอย่างไม่อยากจะเชื่อสายตา "คุณแน่ใจนะว่าไม่ได้กำลังล้อผมเล่น?!"
มนุษย์คนหนึ่ง... กำลังกลืนกินเทพเจ้า!?
มันจะโหดเกินไปแล้วมั้ง?!
"ฉันไม่ถนัดเรื่องพูดล้อเล่นหรอกนะ แล้วฉันก็ไม่ได้คิดว่าเรื่องนี้มันน่าตลกด้วย"
อาร์เซอุสพยักหน้าเบาๆ "สำหรับเผ่าพันธุ์มนุษย์แล้วนายถือว่าฉลาดมากทีเดียว"
"คนที่กำลังกลืนกิน 'เทพเจ้า' ก็คือตัวตนที่นายเรียกว่าท่านศาสดานั่นแหละ"
"บางทีในพลังที่พระองค์ทิ้งเอาไว้ 'แสงสว่าง' กับ 'ความมืด' อาจจะเป็นสิ่งที่เท่าเทียมกันมาตั้งแต่แรกเริ่ม"
"แต่ในความเป็นจริงแล้ว ภายในขอบเขตของโลกใบนี้ 'ความมืด' มันมีมากกว่า 'แสงสว่าง' มาตั้งนานแล้ว ซึ่งนั่นก็ทำให้จุดเริ่มต้นของพลังทั้งสองฝั่งบนโลกนี้ไม่ได้อยู่ในระดับเดียวกันมาตั้งแต่แรก"
"บางทีในสายตาของพระองค์ปัญหาแบบนี้อาจจะไม่ใช่เรื่องที่ต้องเอามาใส่ใจ"
"เพราะไม่ว่าฝั่งไหนจะเป็นผู้ชนะ ท้ายที่สุดพวกเขาก็จะสร้างอารยธรรมที่เป็นของตัวเองขึ้นมา จะสืบทอดเส้นทางของอารยธรรมเดิมหรือบุกเบิกเส้นทางสายใหม่ สำหรับพระองค์แล้วมันก็ไม่ได้มีความแตกต่างอะไรกันเลย"
"ความจริงแล้ว... วิธีการแบบนี้มันก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรหรอก"
"แต่ฉันก็บอกไปก่อนหน้านี้แล้วไงว่าการดัดแปลงกฎเกณฑ์ของโลกมันเป็นเรื่องที่ยากมาก สำหรับ 'มือใหม่' แล้วการทิ้งช่องโหว่เอาไว้บ้าง... มันก็ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้"
"และพระองค์ก็คงไม่มีทางคาดคิดเลยว่า ในช่วงเวลาที่พระองค์กำลังหลับใหล เด็กหนุ่มตัวแทนแห่ง 'ความมืด' ที่พระองค์เป็นผู้เลือก จะสามารถใช้ช่องโหว่นั้นสืบสาวราวเรื่องจนไปพบกับแก่นแท้ของโลกใบนี้เข้า แถมยังคิดการใหญ่หวังจะแทนที่พระองค์เพื่อกลายเป็น 'เทพเจ้า' องค์ใหม่อีกด้วย!"
"ความปรารถนาของมนุษย์... มักจะเป็นแบบนี้เสมอ ไม่มีที่สิ้นสุดเลยจริงๆ"
น้ำเสียงของอาร์เซอุสยังคงราบเรียบเหมือนเช่นเคย แต่ซูไป๋ที่นั่งฟังอยู่กลับเหงื่อแตกซิก!
ที่แท้มันก็เป็นแบบนี้นี่เอง!
"ดังนั้น... พระองค์เลยส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือเหรอ?"
ซูไป๋ถามด้วยอาการคอแห้งผาก "แล้ว... คุณก็เป็นคนตอบรับการขอความช่วยเหลือของพระองค์?"
อาร์เซอุสพยักหน้า "ใช่ ฉันเคยบอกไปแล้วไงว่าพวกเราโหยหาคนที่มีอุดมการณ์เดียวกัน"
"แต่ถ้าหาก 'คนที่มีอุดมการณ์เดียวกัน' คนนี้เป็นมนุษย์ที่พกพาความปรารถนาดั้งเดิมของมนุษย์ติดตัวมาด้วยล่ะก็ สิ่งนี้จะกลายเป็นหายนะอย่างแน่นอน เป็นหายนะสำหรับ 'เทพเจ้า' ทุกองค์เลยล่ะ"
เรื่องนี้พอจะทำให้ซูไป๋ทำความเข้าใจได้บ้าง ดูเหมือนว่าความสัมพันธ์ระหว่าง 'เทพเจ้า' จะไม่ได้เป็นอย่างที่เขาคิดเอาไว้
พวกพระองค์ไม่ได้มานั่งทำสงครามเข่นฆ่ากันเพื่อหวังจะกลืนกินอีกฝ่าย แต่พวกพระองค์กลับพยายามอย่างเต็มที่เพื่อช่วยเหลือกันและกันในการก้าวข้ามไปสู่ระดับชีวิตที่สูงขึ้น
ดังนั้นหากในหมู่ 'เทพเจ้า' เกิดมีตัวประหลาดอย่างท่านศาสดาโผล่ขึ้นมา... มันก็คงจะเหมือนกับมีเสือหลุดเข้ามาในฝูงแกะ... ผลที่ตามมาคงยากจะจินตนาการได้เลยล่ะ!
"มนุษย์คนหนึ่ง... กลับสามารถปั่นป่วนระบบนิเวศของเหล่า 'เทพเจ้า' ได้เชียวเหรอ..."
ซูไป๋ถึงกับเหม่อลอย เขาแทบจะจินตนาการไม่ออกเลยว่ามนุษย์เพียงคนเดียวจะสามารถทำให้ตัวตนระดับอาร์เซอุสเกิดความหวาดระแวงขึ้นมาได้
ต่อให้มันจะเป็นเพียงความหวาดระแวงในเชิงแนวคิด แต่สำหรับซูไป๋แค่นี้มันก็เพียงพอที่จะทำให้เขาช็อกจนพูดไม่ออกแล้ว!
พี่ชายของคุณปู่รอง... ถ้าไม่ได้อยู่ฝั่งตรงข้ามกันล่ะก็ หมอนี่มัน... โคตรจะสุดยอดเลยนะ!
"ฉันย่อมไม่มีทางปล่อยให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นแน่... การยื่นมือเข้าช่วยน่ะเป็นเรื่องที่ต้องทำอยู่แล้ว แต่จะช่วยยังไงต่างหากล่ะที่เป็นปัญหา"
"ระหว่างโลกกับโลกมันมีกำแพงกั้นที่เฉพาะตัวอยู่"
"การสื่อสารระหว่าง 'เทพเจ้า' ไม่ได้สะดวกสบายเหมือนเพื่อนบ้านเดินไปมาหาสู่กันหรอกนะ"
"การบีบอัดและการปะทะกันของกฎเกณฑ์ระดับโลกจะส่งผลให้เกิดความปั่นป่วนอย่างรุนแรง ดังนั้นฉันจึงไม่สามารถมาที่โลกใบนี้โดยตรงเพื่อลบตัวตนของมนุษย์ที่มีความปรารถนาอันน่าสะพรึงกลัวคนนี้ทิ้งได้ เว้นเสียแต่ว่าฉันจะไม่รังเกียจที่จะทำลายโลกใบนี้ทิ้งไปพร้อมกับแลกด้วยโลกใบเล็กๆ ของฉันสักใบ..."
คำพูดของอาร์เซอุสแต่ละประโยคนั้นน่าตกใจขึ้นเรื่อยๆ แต่มันก็สมเหตุสมผลอย่างคาดไม่ถึง
เพราะในเมื่อเหล่า 'เทพเจ้า' ไม่ได้ทำสงครามกันเอง การลงมือทำลายโลกของอีกฝ่ายก็ดูเหมือนจะไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์อะไรกับตัว 'เทพเจ้า' เลยแม้แต่น้อย มิหนำซ้ำยังต้องสูญเสียพลังของตัวเองไปอีกต่างหาก
"แต่ก็เป็นเพราะ 'เทพเจ้า' องค์นี้ได้ทำการดัดแปลงกฎเกณฑ์ของโลกนี่แหละ มันถึงทำให้ฉันสามารถหาวิธีการอื่นได้"
อาร์เซอุสเงยหน้าขึ้นมองซูไป๋ที่กำลังยืนอ้าปากค้าง
"นั่นก็คือนาย... ซูไป๋"
"ผมเหรอ?"
ซูไป๋ชี้นิ้วเข้าหาตัวเองด้วยความตกใจ "งั้นต่อไปคุณกำลังจะบอกเหตุผลที่เลือกผมใช่ไหม?"
อาร์เซอุสพยักหน้า "ใช่ เป็นเพราะนาย... ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของโลกที่ฉันสร้างขึ้น ดังนั้นบนตัวนายจึงไม่มีรอยประทับของฉันอยู่"
"แต่โลกที่ฉันสร้างขึ้นมันมีบางส่วนที่ฉายภาพสะท้อนไปยโลกของนาย ซึ่งมันก็ทำให้โลกของนายมีการสร้างเรื่องราวที่เกี่ยวข้องขึ้นมา"
"ดังนั้นนายที่เพิ่งจะตายและมีจิตสำนึกล่องลอยไปในจักรวาลอันไร้ที่สิ้นสุด จึงกลายเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด"
"เดี๋ยวก่อน การฉายภาพสะท้อนอะไรนั่น... มันหมายความว่ายังไงกันแน่?!"
ซูไป๋มองอาร์เซอุสด้วยความตกใจ เขาเริ่มจะจับต้นชนปลายไม่ถูกแล้ว
"ระหว่างจักรวาลกับจักรวาล บางครั้งก็มักจะเกิดการฉายภาพสะท้อนซึ่งกันและกันได้"
อาร์เซอุสอธิบายอย่างใจเย็น "โลกที่ฉันสร้างขึ้นมันมีอยู่จริง"
"เมื่อข้อมูลของโลกใบนี้เล็ดลอดไปยังโลกของนายและเข้าไปอยู่ในสมองของใครบางคน ข้อมูลเหล่านี้ก็อาจจะก่อให้เกิดแนวคิดแปลกใหม่ซึ่งจะไปกระตุ้นให้คนๆ นั้นสร้างสรรค์บางสิ่งบางอย่างขึ้นมาได้"
"ในโลกของนายสิ่งเหล่านี้ถูกแสดงออกมาในรูปแบบที่เรียกว่าอนิเมะและเกมไงล่ะ"
ซูไป๋พยักหน้าอย่างเข้าใจทะลุปรุโปร่ง ที่แท้มันก็เป็นแบบนี้นี่เอง!
จักรวาลนี่... โคตรจะมหัศจรรย์เลยแฮะ... และนี่ก็คือเหตุผลที่โลกของเขามีการสร้างเรื่องราวของโลกโปเกมอนขึ้นมา!
"อันที่จริงเรื่องแบบนี้ไม่ได้หาได้ยากอะไรหรอกนะ การที่จักรวาลส่งอิทธิพลและฉายภาพสะท้อนถึงกันมันก็เหมือนกับการแลกเปลี่ยนอารยธรรมนั่นแหละ ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรเลย ระหว่าง 'เทพเจ้า' ด้วยกันก็มักจะยินดีที่ได้เห็นเรื่องพวกนี้เกิดขึ้น"
อาร์เซอุสไม่ได้เจาะลึกในประเด็นนี้มากนัก แต่วกกลับไปพูดเรื่องที่ยังค้างอยู่ก่อนหน้านี้แทน
"จิตสำนึกของนายที่หลุดลอยมาจากความตายในโลกใบนั้นมีรอยประทับจากโลกทัศน์ของโปเกมอนฝังรากลึกอยู่... ดังนั้นนายจึงถูกฉันจับตัวมา แล้วก็... ถูกยัดเข้ามาในโลกใบนี้"
"และนี่ก็คือเหตุผลที่อธิบายว่าทำไมตอนนี้นายถึงมายืนอยู่ในโลกใบนี้ได้"
ซูไป๋ปาดเหงื่อที่ไม่มีอยู่จริง สำหรับตัวตนระดับอาร์เซอุสแล้ว ตัวเขาก็เป็นเหมือนของเล่นชิ้นหนึ่งที่อยากจะยัดไปไว้ตรงไหนก็ทำได้ตามใจชอบเลยสินะ!
ความรู้สึกแบบนี้มันไม่ค่อยจะดีเท่าไหร่เลยแฮะ...
แต่ก็เพราะแบบนี้แหละเขาถึงได้ใช้ชีวิตที่สอง เอาจริงๆ เขาก็ควรจะขอบคุณอาร์เซอุสนะ... แอบรู้สึกลำบากใจแฮะ
"เดี๋ยวก่อน... แล้วไอ้ระบบนั่นมันยังไงกันล่ะ?"
จู่ๆ ซูไป๋ก็นึกถึงระบบของตัวเองขึ้นมาได้ แน่นอนว่ามันต้องเป็นฝีมือของอาร์เซอุสชัวร์
อาร์เซอุสนี่ตามเทรนด์ขนาดนั้นเลยเหรอ?
"ก็แค่เอาพลังมามอบให้นายในรูปแบบที่นายสามารถทำความเข้าใจได้ง่ายที่สุดก็เท่านั้นแหละ อันที่จริงจะมีระบบหรือไม่มีมันก็ไม่ได้สำคัญอะไรหรอกนะ"
อาร์เซอุสพูดอย่างเรียบเฉย "พูดให้ถูกก็คือ ระบบนั่นนายเป็นคนสร้างมันขึ้นมาเอง ไม่ใช่ฉันหรอก"
"ฉันก็แค่มอบเมล็ดพันธุ์แห่งพลังให้กับนายเท่านั้นเอง"
[จบแล้ว]