เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 1 ในกระเป๋าเดินทางมีปืน! หรือว่าคิดจะจี้เครื่องบิน?

ตอนที่ 1 ในกระเป๋าเดินทางมีปืน! หรือว่าคิดจะจี้เครื่องบิน?

ตอนที่ 1 ในกระเป๋าเดินทางมีปืน! หรือว่าคิดจะจี้เครื่องบิน? 


ตอนที่ 1 ในกระเป๋าเดินทางมีปืน! หรือว่าคิดจะจี้เครื่องบิน?

“ท่านผู้โดยสารโปรดทราบ”

“เที่ยวบินที่ 123 มุ่งหน้าสู่สหรัฐอเมริกากำลังเปิดให้ผู้โดยสารขึ้นเครื่องแล้ว”

“กรุณานำสัมภาระติดตัวและเตรียมบัตรโดยสารให้พร้อม เพื่อขึ้นเครื่องที่ประตูทางออกหมายเลข 4”

“ขอให้ท่านเดินทางโดยสวัสดิภาพ! ขอบคุณค่ะ!”

ท่าอากาศยานนานาชาติจิงตู

ที่นี่คือสนามบินที่ใหญ่ที่สุดในประเทศจีน

มีปริมาณผู้โดยสารสัญจรไปมาสูงถึงหนึ่งล้านคนต่อวัน

ผู้คนในห้องผู้โดยสารขาออกแน่นขนัดราวกับคลื่นมนุษย์

บริเวณประตูทางออกขึ้นเครื่องแต่ละจุดมีผู้โดยสารนั่งรอเครื่องบินออกเดินทางจนเต็มพื้นที่

แต่หากจะพูดถึงจุดที่คึกคักที่สุด ก็คงหนีไม่พ้นจุดตรวจความปลอดภัยบริเวณทางเข้า

ในขณะนั้นเอง ชายหน้าตาดุดัน ผิวคล้ำ และมีหนวดเคราเฟิ้มเต็มหน้าคนหนึ่ง กำลังเดินผ่านประตูตรวจจับโลหะด้วยท่าทีเรียบเฉย

พร้อมกับรับการตรวจสอบอย่างละเอียดจากไม้ตรวจจับโลหะในมือของพนักงาน

ข้างกันนั้น มีตู้สแกนสัมภาระและเจ้าหน้าที่คนอื่นๆ ที่กำลังจ้องมองหน้าจอคอมพิวเตอร์อยู่

บนหน้าจอแสดงภาพกระเป๋าเดินทางของผู้โดยสารแต่ละคน

ภาพทะลุทะลวงจากเครื่องสแกนทำให้เห็นได้ชัดเจนว่าภายในกระเป๋ามีสิ่งของอะไรอยู่บ้าง

โดยทั่วไปแล้ว...

เสื้อผ้าชิ้นเดียว ถุงพลาสติก หรือกระดาษจำนวนไม่มาก จะแสดงเป็นสีเหลืองอ่อน

สีส้มมักจะเป็นพวกสบู่ วัตถุระเบิด เครื่องหอม เครื่องไม้ เครื่องหนัง เป็นต้น

เงินสด กระดาษ หนังสือจำนวนมาก รวมถึงของเหลวความเข้มข้นสูง หรือข้าวสารแป้งถุงใหญ่ จะแสดงเป็นสีส้มเข้ม

นอกจากนี้ยังมีสีฟ้า สีเขียว สีแดง ซึ่งแต่ละสีก็จะระบุถึงสิ่งของประเภทต่างๆ แตกต่างกันไป

ทันใดนั้นเอง!

ณ วินาทีนั้น...

ภายในกระเป๋าบนหน้าจอตู้สแกนสัมภาระ กลับปรากฏภาพของปืนพกกระบอกหนึ่งขึ้นมา!

ทว่า เจ้าหน้าที่ตรวจความปลอดภัยกลับไม่ได้ส่งสัญญาณเตือนภัยใดๆ

และไม่ได้มีท่าทีว่าจะกักตุนกระเป๋าใบนั้นเอาไว้เลย

เขาเพียงแค่ใช้เมาส์คลิกเบาๆ หนึ่งครั้ง...

ภาพของปืนพกกระบอกนั้นก็อันตรธานหายไปในพริบตา

หลังจากทำเรื่องทั้งหมดนี้เสร็จ เขาก็ยังคงเงยหน้าขึ้นไปมองกล้องวงจรปิดด้วยท่าทีเรียบเฉย

แล้วหันกลับมาจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์ต่อไปทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

ช่างบังเอิญเหลือเกินที่กระเป๋าใบนี้ เป็นของชายหนวดเคราเฟิ้มที่เพิ่งเดินผ่านจุดตรวจความปลอดภัยไปเมื่อครู่นี้เอง

ชายคนนั้นถือกระเป๋าเดินจากไปโดยไม่แม้แต่จะหันกลับมามอง

ฉากอันชวนพิศวงนี้...

ดันไปตกอยู่ในสายตาของ 'ฟางหยาง' และช่างภาพที่กำลังพักผ่อนอยู่ด้านหลังพอดี

ทั้งสองคนอดไม่ได้ที่จะหันมามองหน้ากัน

และต่างก็มองเห็นความตื่นตระหนกในแววตาของอีกฝ่าย

ช่างภาพกระซิบถามเสียงเบา "พี่? เมื่อกี้พี่เห็นเหมือนกันไหม?"

"ถามได้ ก็ต้องเห็นสิ ชัดขนาดนั้น"

"ทำไมล่ะ? ทำไมเขาถึงไม่แจ้งตำรวจ?"

ฟางหยางขมวดคิ้ว "นายว่ามันเป็นไปได้ไหม ที่พนักงานตรวจคนนั้นจะเป็นพวกเดียวกับชายคนนั้น เลยแกล้งทำเป็นมองไม่เห็นเพื่อร่วมมือกัน?"

"เป็นไปได้สูงมาก! แล้วตอนนี้จะทำยังไงดี? เขาคงไม่ได้คิดจะจี้เครื่องบินใช่ไหม..."

ช่างภาพไม่กล้าพูดต่อแล้ว

หัวใจที่หวาดกลัวแทบจะกระดอนออกมาจากคอหอย

พอคิดถึงสิ่งที่มีโอกาสเกิดขึ้นต่อไป...

เหงื่อเย็นๆ ก็ผุดซึมออกมาทั่วทั้งตัว

[ความนิยม] +1+1+1+1.

[ความนิยม] +1+1+1+1....

ในขณะเดียวกัน ชาวเน็ตในห้องถ่ายทอดสดรายการ "ยอดคนร้อยอาชีพ" ก็เดือดพล่านขึ้นมาทันที!

...

—— [พระเจ้าช่วย! เมื่อกี้ฉันยังนึกว่าตัวเองตาฝาด ที่แท้ก็เป็นปืนจริงๆ ด้วย! น่ากลัวมาก!]

—— [แค่เสี้ยววินาทีเดียว ก็ถูกพนักงานตรวจคนนั้นลบภาพทิ้งไปเลย นี่มันมีเกลือเป็นหนอนชัดๆ พวกนี้มันจะกล้าเกินไปแล้วมั้ง? รีบแจ้งตำรวจเถอะ ไม่งั้นถ้าโดนจี้เครื่องบินขึ้นมาจริงๆ คงจบเห่แน่]

—— [แจ้งตำรวจตอนนี้คงไม่ทันแล้วล่ะ ฉันเห็นเขาเหมือนกำลังจะขึ้นเครื่องแล้ว ถ้าขืนชักช้าต่อไปเกรงว่าจะเกิดเรื่องใหญ่ เรียกคนมาช่วยเลยดีกว่า!]

—— [เรียกคนเหรอ? บ้าไปแล้ว อีกฝ่ายมีปืนนะ ถ้าไปต้อนให้จนมุม เขาอาจจะยิงปืนจับคนเป็นตัวประกันตรงนั้นเลยก็ได้ คนในสนามบินเยอะขนาดนี้ ต้องเกิดความโกลาหลครั้งใหญ่แน่ๆ]

...

ฟางหยางมองดูชายหนวดเคราเดินตรงดิ่งไปยังประตูทางออกขึ้นเครื่องของเที่ยวบิน 123

ภายในใจปั่นป่วนราวกับคลื่นพายุ

ทำยังไงดี!!

จะช้าเกินไปแล้ว!

หากปล่อยให้เขาขึ้นเครื่องไปได้ ถึงตอนนั้นจะมาเสียใจก็สายไปแล้ว

แต่ปัญหาคืออีกฝ่ายมีปืนนี่สิ

เกิดไปทำให้เขาโมโห แล้วโดนยิงแสกหน้าขึ้นมา...

เขาคงได้กลายเป็นผู้ข้ามมิติที่น่าอนาถที่สุดในประวัติศาสตร์แน่ๆ

ความขัดแย้งภายในใจทำให้เหงื่อเย็นผุดพรายเต็มหน้าผาก ลมหายใจเริ่มหอบถี่

ความจริงแล้ว เขาสามารถทำเป็นมองไม่เห็นก็ได้

ยังไงซะเรื่องนี้ก็ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเขาอยู่แล้ว

แต่ถ้าจะให้เขายืนทนดูผู้โดยสารทั้งลำต้องพบกับหายนะ...

เกรงว่าช่วงชีวิตที่เหลืออยู่ของเขาคงกินไม่ได้นอนไม่หลับเป็นแน่

ท้ายที่สุด!!

ฟางหยางก็กัดฟันกรอด ตัดสินใจอย่างเด็ดขาด

เขาหันไปสั่งการช่างภาพ "นายรีบไปแจ้งตำรวจลาดตระเวนนะ ฉันจะไปสกัดเขาไว้ ต้องเร็วนะ ในมือเขามีปืน ถ้านายมาล่าช้า ฉันได้ไปเฝ้ายมบาลแน่"

เมื่อได้ยินดังนั้น ช่างภาพก็พยักหน้าอย่างแรง "ตกลง พี่ระวังตัวด้วยนะ!"

พูดจบ ทั้งสองคนก็แยกย้ายกันไปปฏิบัติการ

ฟางหยางรีบเร่งฝีเท้าไล่ตามชายหนวดเคราไปทันที

สาเหตุที่เขาไม่เรียกคนมาช่วย เป็นเพราะส่วนหนึ่งคือไม่มีเวลาอธิบาย

และอีกส่วนหนึ่งก็กลัวว่าจะแหวกหญ้าให้งูตื่น

ถ้าเกิดไปต้อนให้จนมุม แล้วเขาชักปืนออกมา เรื่องราวคงบานปลายและซับซ้อนยิ่งกว่าเดิม

ดังนั้น เขาจึงทำได้เพียงบุกเดี่ยวเข้าไปเผชิญหน้าเท่านั้น

แม้ทั้งสองคนจะมีระยะห่างกันไม่ถึงสามสิบเมตร...

แต่ในสายตาของฟางหยาง มันกลับดูยาวไกลราวกับสามกิโลเมตร

ในเวลานี้ สีหน้าของเขาเคร่งเครียดเป็นอย่างมาก

ในหัวเอาแต่คิดจำลองสถานการณ์ ว่าเดี๋ยวจะควบคุมตัวชายหนวดเคราคนนี้ได้อย่างไร

หยาดเหงื่อบนหน้าผากหยดแหมะลงมาราวกับเม็ดถั่ว

แต่โชคดีที่ชายหนวดเคราไม่ได้สังเกตเห็นเขาเลยแม้แต่น้อย

เขายังคงเดินหน้าต่อไปด้วยท่าทีเรียบเฉย

คนหนึ่งเร็ว คนหนึ่งช้า...

ระยะห่างของทั้งสองคนหดสั้นลงเรื่อยๆ

ยี่สิบเมตร!

สิบห้าเมตร!

สิบเมตร!

...

ห้าเมตร!

อากาศรอบด้านเริ่มตึงเครียดขึ้นมาจนทำให้รู้สึกอึดอัดแทบหายใจไม่ออก

เมื่อเห็นว่าชายหนวดเครากำลังจะก้าวเข้าสู่ทางเดินขึ้นเครื่อง...

ฟางหยางถึงกับกลั้นลมหายใจ

และไม่รู้ว่าไปเอาความกล้ามาจากไหน…

เขาพุ่งตัวโถมเข้าใส่อย่างแรง!

สวมกอดชายหนวดเคราเอาไว้แน่น

ก่อนจะออกแรงกดอีกฝ่ายลงไปกองกับพื้น

ทั้งสองคนกอดรัดฟัดเหวี่ยงกันอยู่ตรงนั้น

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันนี้ ทำเอาผู้โดยสารรอบข้างถึงกับงุนงง

แต่ละคนได้แต่ยืนนิ่งอึ้งด้วยความสับสน

เมื่อฟางหยางได้จังหวะ เขาก็รีบตะโกนร้องขอความช่วยเหลือจากฝูงชนรอบข้าง "เร็วเข้า มาช่วยกันหน่อย! ในมือเขามีปืน เขาคิดจะจี้เครื่องบิน!"

ซี้ด~~

ทันทีที่คำพูดนี้หลุดออกมา

ผู้คนทั่วทั้งบริเวณต่างตกตะลึงกันถ้วนหน้า

ผู้ชายหลายคนที่ตั้งสติได้ไว รีบพุ่งตัวเข้ามาช่วยเหลือเป็นกลุ่มแรก

พวกเขากระโดดทับซ้อนกันราวกับต่อตัวมนุษย์ในชั่วพริบตา

คนห้าหกคนกดทับลงบนตัวของชายหนวดเคราอย่างสุดแรง

ประจวบเหมาะกับที่ช่างภาพวิ่งกระหืดกระหอบกลับมาพอดี

ด้านหลังของเขามีหน่วยปฏิบัติการพิเศษที่สวมชุดเกราะเต็มยศตามมาด้วยอีกห้านาย

พวกเขาพุ่งเข้าไปควบคุมตัวชายหนวดเคราอย่างรวดเร็ว

พร้อมกับสวมกุญแจมือให้เขาทันที

ผู้โดยสารรอบข้างต่างพากันชี้ไม้ชี้มือพูดคุยกันยกใหญ่

ทุกคนมองชายหนวดเคราด้วยความหวาดหวั่นใจ

ผู้โดยสารในห้องโถงที่เห็นความวุ่นวายทางฝั่งนี้ ต่างก็ลุกขึ้นยืนกันเป็นแถว

และมองมาด้วยความอยากรู้อยากเห็น

ทว่า ในจังหวะนั้นเอง...

ชายหนวดเคราที่มึนงงมาตลอดทั้งเหตุการณ์ ในที่สุดก็ตั้งสติได้

เขาเอ่ยถามด้วยใบหน้าสับสน "เกิดอะไรขึ้นเนี่ย? จับฉันทำไม? ฉันทำผิดกฎหมายข้อไหนเหรอ?"

จบบทที่ ตอนที่ 1 ในกระเป๋าเดินทางมีปืน! หรือว่าคิดจะจี้เครื่องบิน?

คัดลอกลิงก์แล้ว