- หน้าแรก
- เซียนแพทย์ลิขิตชะตาฟ้า
- บทที่ 789 สิบวัน!
บทที่ 789 สิบวัน!
บทที่ 789 สิบวัน!
หนึ่งวันต่อมา ในที่สุดหยวนชิงก็เดินออกมาจากสมาคมการค้าชิงหลงและมุ่งหน้าไปยังส่วนลึกที่สุดของหุบเขาชิงหลง
ที่นั่น ผู้เฒ่าจู้ได้ออกมาต้อนรับเขา
"อาจารย์หยวน ท่านมาทำอะไรที่นี่งั้นหรือ?" ผู้เฒ่าจู้ถามด้วยความประหลาดใจ
"ข้าต้องการพบท่านเจ้าหุบเขา" หยวนชิงกล่าว
"ท่านต้องการพบท่านเจ้าหุบเขา?" ผู้เฒ่าจู้ถึงกับชะงักไป เขาขมวดคิ้วแน่นและยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นอยู่นาน ก่อนที่ในที่สุดจะส่ายหัวด้วยความจนใจและยิ้มขมขื่น "หยวนชิงเอ๋ย ครั้งนี้เรื่องราวมันใหญ่โตเกินไปแล้ว หากใครกล้าสอดมือเข้ามายุ่งเพื่อขัดขวาง ค่าตอบแทนที่ต้องจ่ายมันมหาศาลเกินไป..."
"ข้ารู้" หยวนชิงเอ่ยแทรกเสียงเรียบ "ข้าเพียงต้องการทำหน้าที่ในส่วนของข้าเป็นครั้งสุดท้ายเท่านั้น ส่วนผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร ก็สุดแท้แต่โชคชะตาเถิด"
"ท่าน... เฮ้อ! เช่นนั้นก็ได้ ท่านเจ้าหุบเขาอยู่ด้านใน ท่านเข้าไปเองเถอะ" ผู้เฒ่าจู้ส่ายหัวอย่างจนใจและหลีกทางให้หยวนชิงเข้าไปยังส่วนลึกที่สุดของหุบเขาชิงหลง
อีกหนึ่งวันผ่านไป ยอดฝีมือนับยี่สิบคนเดินทางมารวมตัวกันที่หุบเขาชิงหลงเพื่อสมทบกับเผยเสวียนตงและซือหม่าคุน! เหตุการณ์นี้สร้างความตื่นตระหนกไปทั่วหล้า พายุฝนกำลังจะก่อตัวขึ้นแล้ว
เพราะมีคนเห็นร่างของเผยเผิงเซียวท่ามกลางยอดฝีมือเหล่านั้น เขามาพร้อมกับความเย็นชาและจิตสังหารที่แผ่ซ่าน
เผยเผิงเซียว อาวุโสสองแห่งตระกูลเผยแห่งผาเหยี่ยวโจน ยอดฝีมือขอบเขตสร้างฐานขั้นที่หนึ่งจุดสูงสุด! เขาแข็งแกร่งและเก่งกาจยิ่งกว่าเผยเสวียนตงเสียอีก
ฟึ่บ! ฟึ่บ! ฟึ่บ...
ณ ทางเข้าคฤหาสน์ฝึกตนในหุบเขาชิงหลง พลันมีลมพายุหมุนวนขึ้นมาหลายจุด ตามมาด้วยเงาร่างหลายสายที่ปรากฏตัวขึ้น ในจำนวนนั้นมีร่างสามสายที่โดดเด่นและน่าเกรงขามที่สุด!
ทันทีที่ทั้งสามปรากฏตัวขึ้น ทุกสิ่งรอบข้างดูเหมือนจะเป็นเพียงสิ่งประดับชิ้นหนึ่งเท่านั้น มันคือสนามพลังที่น่าหวาดกลัวซึ่งม้วนตัวเป็นพายุหมุน ทำให้สายตาของทุกคนต้องจับจ้องไปที่พวกเขาโดยไม่อาจควบคุมได้
"ซี้ด! แข็งแกร่งเหลือเกิน..." ฝูงชนที่อยู่ไม่ไกลอดไม่ได้ที่จะสูดลมหายใจเข้าลึกๆ แววตาเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและสั่นสะท้านอย่างยิ่ง
การปรากฏตัวของเงาร่างมากมายและคนทั้งสามนั้นราวกับรูปปั้นที่ตั้งอยู่ตรงนั้น แม้จะไม่ได้ปลดปล่อยกลิ่นอายพลังการฝึกตนที่รุนแรงออกมา ทว่ามันกลับทำให้หัวใจของคนดูต้องเต้นระรัวด้วยความหวาดผวา!
นี่คือรัศมีของยอดฝีมือ! สนามพลังที่น่าหวาดกลัวของผู้ที่มีอำนาจเหนือกว่า เพียงเท่านี้ก็เพียงพอที่จะคาดเดาได้ว่าพลังฝีมือของพวกเขานั้นน่าสยดสยองเพียงใด
ฟึ่บ!
ทว่าในตอนนั้นเอง ที่ทางเข้ากลับมีร่างชราสายหนึ่งปรากฏขึ้น เมื่อมองไปยังผู้มาเยือน ดวงตาของร่างชรานั้นก็หดเกร็งทันที สีหน้ากลายเป็นเคร่งขรึม ก่อนจะค่อยๆ เอ่ยปากออกมาว่า "ที่แท้ก็คือท่านอาวุโสเผยเผิงเซียว ท่านอาวุโสเผยเสวียนตง และสหายซือหม่า... ไม่ทราบว่าทุกท่านยกขบวนกันมาใหญ่โตเช่นนี้ มีธุระอันใดหรือ?"
"นั่นผู้เฒ่าจู้นี่ !" หลายคนที่เห็นร่างชราผู้นั้นต่างพากันรูม่านตาหดเกร็งและเอ่ยด้วยความตกใจ
การมาเยือนของคนตระกูลเผยในครั้งนี้ เจตนาของพวกเขาย่อมเป็นที่ประจักษ์แก่ผู้บำเพ็ญเพียรในหุบเขาชิงหลงทุกคนอยู่แล้ว ทว่าผู้เฒ่าจู้กลับยังคงปรากฏตัวออกมาและถามราวกับไม่รู้เรื่องรู้ราวเช่นนั้น! หรือว่า...
"ในคฤหาสน์ฝึกตนเบื้องหลังเจ้านั้น มีคนสังหารคนของตระกูลเผยของข้า และยังแย่งชิงของตกทอดของบรรพบุรุษข้าไปอีก! วันนี้ข้ามาเพื่อทวงของคืนและจับตัวคน เหตุผลเพียงเท่านี้เพียงพอหรือไม่?" เบื้องหน้าของเผยเสวียนตงและซือหม่าคุน คือชายชราหลังค่อมที่มีผมเหลืออยู่เพียงไม่กี่เส้นราวกับเศษหญ้าแห้ง
เขาจ้องมองผู้เฒ่าจู้อย่างไร้อารมณ์ ดวงตาเย็นเยียบดุจน้ำแข็ง มีแรงกดดันอันมหาศาลแผ่ซ่านออกมา สนามพลังนั้นทำให้ผู้คนรอบข้างรู้สึกสั่นสะท้านในจิตใจ แม้แต่ผู้เฒ่าจู้เองก็ยังหน้าถอดสี
นี่คือเผยเผิงเซียว อาวุโสสองคนปัจจุบันแห่งตระกูลเผยแห่งผาเหยี่ยวโจน เขาบรรลุขอบเขตสร้างฐานมาเกือบร้อยปีแล้ว! และในยามนี้เขาก็ได้ก้าวเข้าสู่ขอบเขตสร้างฐานขั้นที่หนึ่งจุดสูงสุด พลังฝีมือแข็งแกร่งไร้เปรียบและมีสนามพลังที่น่าตกใจยิ่งนัก
ในเวลานี้ แม้แต่เฉินเฟยที่อยู่ในคฤหาสน์ฝึกตนก็ยังต้องหรี่ตาลง แววตาของเขาทอประกายแหลมคม
ตระกูลเผยเพื่อที่จะจับตัวเขา ถึงกับไปตามคนแก่ที่เก่งกาจระดับนี้มาเลยหรือ...
"เจ้าถ้ำ พวกเราควรออกไปดูหน่อยดีหรือไม่? ด้วยพลังของข้า ข้าสามารถขวางคนผู้นั้นไว้ได้..." ในตอนนั้นเอง สิงโตเหล็กเหยียนโจวก็ปรากฏตัวขึ้น เขามองเฉินเฟยด้วยสีหน้าที่เคร่งขรึมและนอบน้อมยิ่ง
หลังจากที่ได้เห็นกับตาว่าเฉินเฟยหลอมโอสถทหารอสูรสำเร็จ ความยำเกรงและความศรัทธาในใจของเขาที่มีต่อเฉินเฟยก็เพิ่มพูนขึ้นจากเดิมนับสิบเท่า!
โอสถระดับสุดยอดเช่นนั้น และนักหลอมโอสถที่เก่งกาจเพียงนี้ แม้แต่ในเมืองโยวหลางก็ย่อมเป็นตัวตนที่หาได้ยากยิ่งนัก!
ดังนั้นเขาจึงรู้ดีว่าตนเองควรยืนอยู่ตำแหน่งใด ไม่ว่าจะเพื่อน้องชายของเขา หรือเพื่อตัวเขาเองก็ตาม...
"ไม่ต้องรีบร้อน รอดูไปก่อน" ทว่าเฉินเฟยกลับส่ายหัวแล้วเอ่ยช้าๆ เขาไม่นึกเลยว่าอีกฝ่ายจะมาถึงเร็วขนาดนี้ ซึ่งมันเกินความคาดหมายของเขาไปเล็กน้อย
เพราะตอนนี้ชิงคุนและหลันจิงยังไม่จบการปิดด่าน หากต้องปะทะกันจริงๆ โอกาสชนะของพวกเขายังมีไม่มากนัก
และตอนนี้ยังมีผู้เฒ่าจู้คอยขวางอยู่ข้างนอก แม้จะถือว่าเป็นการติดค้างน้ำใจทางอ้อม ทว่าเขาก็อยากจะรู้ว่าทางผู้เฒ่าจู้จะสามารถทำให้เขาได้ถึงระดับไหน! นี่อาจจะเป็นความประสงค์ของท่านเจ้าหุบเขาที่ยังไม่ยอมปรากฏตัวผู้นั้นกระมัง?
"หลีกไป!"
ทันใดนั้น เผยเผิงเซียวก็พ่นลมหายใจเย็นชาออกมา ฝ่ามือของเขาสะบัดวูบ พลังที่น่าหวาดกลัวสายหนึ่งพุ่งเข้าหาผู้เฒ่าจู้ทันที ผู้เฒ่าจู้รู้สึกราวกับถูกพันธนาการด้วยพลังที่มองไม่เห็น อากาศรอบตัวบีบคั้นเข้าหาเขาอย่างบ้าคลั่ง อานุภาพนั้นช่างน่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก
ปัง! ปัง! ปัง...
เสียงระเบิดดังสนั่นแผ่กระจายไปในอากาศ ผู้เฒ่าจู้ถูกกระแทกเข้าที่หน้าอกอย่างจังจนลมปราณปั่นป่วน ใบหน้าเปลี่ยนเป็นย่ำแย่ทันที
"พวกเจ้าชักจะสามหาวเกินไปแล้วหรือไม่?" ทว่าในตอนนั้นเอง เสียงที่เยือกเย็นสายหนึ่งก็ดังแว่วมา ราวกับเสียงอสนีบาตที่บาดแก้วหูท่ามกลางราตรีที่มืดมิด มันเย็นเยียบจนเสียดแทงกระดูก พร้อมกับแรงกดดันอันมหาศาลที่แผ่ซ่านออกมา!
พลันปรากฏร่างของชายวัยกลางคนที่ดูอ่อนแอและมีใบหน้าซีดขาวคนหนึ่งเดินออกมาอย่างช้าๆ รอบกายเขามีหมอกหนาปกคลุม แววตาน่าเกรงขามยิ่งนัก
"ท่าน... ท่านเจ้าหุบเขา!?"
"หร่วน... หร่วนชิงหลง?" เผยเผิงเซียวรูม่านตาหดเล็กลงทันที แววตาฉายชัดถึงความยำเกรงอย่างลึกซึ้ง
ส่วนเผยเสวียนตง ซือหม่าคุน และคนอื่นๆ ต่างก็หน้าถอดสีด้วยความวิตกกังวล พวกเขานึกไม่ถึงเลยว่าหร่วนชิงหลงผู้นี้จะสอดมือเข้ามายุ่งเรื่องของคนอื่น และออกหน้าแทนไอ้สัตว์นรกเฉินเฟยนั่น!?
"เผยเผิงเซียว เผยเสวียนตง ซือหม่าคุน พวกเจ้าทั้งสามคน ช่างยกขบวนกันมาใหญ่โตดีแท้? ทว่า พวกเจ้าลืมไปแล้วหรือว่า หุบเขาชิงหลงของข้า ไม่อนุญาตให้ใครมาก่อความวุ่นวาย?" แม้หร่วนชิงหลงจะอยู่ในท่าทางของบัณฑิตผู้อ่อนแอ ทว่าร่างกายของเขากลับเปี่ยมไปด้วยพลังอำนาจที่พลุ่งพล่าน ราวกับมีไอเย็นที่น่าหวาดกลัวร่วงหล่นลงมาจากฟากฟ้า!
สนามพลังและกลิ่นอายเช่นนี้ช่างน่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก จนแม้แต่คนอย่างเผยเผิงเซียวยังต้องเปลี่ยนสีหน้า
"หร่วนชิงหลง พวกข้าไม่ได้มาที่นี่เพื่อหาเรื่องอย่างไร้เหตุผล เจ้าเด็กนั่นสังหารศิษย์อัจฉริยะของตระกูลเผยเรา และยังแย่งชิงของตกทอดอย่างเรือรบทองแดงดำและแผนที่ขุมทรัพย์ของท่านบรรพบุรุษชิงเยว่ไป ข้าในฐานะตัวแทนของตระกูลเผย จำเป็นต้องมาจับกุมตัวเขา" จากนั้น เผยเผิงเซียวก็สงบอารมณ์ลงและมองไปที่หร่วนชิงหลง ในเมื่อพวกเขายอดฝีมือขอบเขตสร้างฐานถึงสามคนมาถึงที่นี่แล้ว ย่อมต้องเตรียมใจที่จะเผชิญหน้ากับหร่วนชิงหลงไว้เป็นธรรมดา
แม้หร่วนชิงหลงจะเก่งกาจ แต่ตระกูลเผยของพวกเขาก็ไม่ใช่พวกลูกพลับนิ่มที่ใครจะมารังแกได้ง่ายๆ!
"เรื่องเพียงเท่านี้ ก็นับว่าคู่ควรให้พวกเจ้าทั้งสามคนลงมือเองแล้วงั้นหรือ?" หร่วนชิงหลงยิ้มอย่างเย็นชาพลางกวาดตามองคนทั้งสาม แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เด็ดขาดและราบเรียบว่า "พวกเจ้ามีความคิดเห็นอย่างไร ข้าไม่พูดออกมาแต่พวกเราต่างก็รู้ดีอยู่ในใจ ทว่าเรื่องไร้สาระของพวกเจ้านั้นข้าไม่อยากเข้าไปยุ่ง แต่หากพวกเจ้าคิดจะมาทำลายกฎของหุบเขาชิงหลงของข้า เช่นนั้นก็อย่าหาว่าข้าหร่วนผู้นี้ไร้ความเมตตาก็แล้วกัน"
"เจ้า!" เผยเผิงเซียวหน้าถอดสีด้วยความโกรธแค้น หร่วนชิงหลงผู้นี้ถึงกับกล้าข่มขู่พวกเขาเชียวหรือ!?
"เช่นนั้น แผนที่ขุมทรัพย์ของบรรพบุรุษชิงเยว่แห่งตระกูลเผยเรา ก็คงต้องปล่อยไปเฉยๆ อย่างนั้นหรือ? เจ้าน่าจะรู้ดีว่าของสิ่งนี้ ไม่ว่าอย่างไรตระกูลเผยของเราก็ไม่มีวันเลิกลา" เสียงชราที่แสนเย็นเยียบดังมาจากที่ใดสักแห่ง ทำเอาหร่วนชิงหลง สิงโตเหล็กเหยียนโจว และแม้แต่เฉินเฟยต้องสีหน้าเปลี่ยนไป
"เป็น... เป็นท่านงั้นหรือ?" หร่วนชิงหลงพึมพำด้วยใบหน้าอันเคร่งขรึม
"นายท่าน..." ภายในคฤหาสน์ฝึกตน สิงโตเหล็กเหยียนโจวมีสีหน้าที่เคร่งเครียดและกังวลยิ่งนัก เพราะในวินาทีที่เสียงชราอันเย็นเยียบนั้นดังขึ้น เขากลับสัมผัสได้ถึงอันตรายบางอย่าง นั่นย่อมหมายความว่า...
"ข้ารู้แล้ว" เฉินเฟยหรี่ตาลงพลางพึมพำด้วยใบหน้าที่มืดมน พวกมันช่างให้เกียรติเขาจริงๆ นะ? ไม่ใช่สิ คงจะเห็นแก่แผนที่ขุมทรัพย์ใบนั้นมากกว่า
"สิ่งที่คนรุ่นหลังของตระกูลเผยข้าทำลงไปนั้นมันไม่งาม หากต้องตายไป ตระกูลเผยข้ายอมรับได้ ถือว่าฝีมือยังไม่ถึงขั้นเอง ทว่า เรือรบทองแดงดำและแผนที่ขุมทรัพย์ของท่านบรรพบุรุษนั้น ตระกูลเผยข้าต้องได้มาให้ได้ ต่อให้ไม่ได้ลงมือในหุบเขาชิงหลงของเจ้าหร่วนชิงหลง แต่เมื่อออกไปจากที่นี่แล้ว ผลลัพธ์มันก็ไม่ต่างกันมิใช่หรือ?"
ในตอนนั้นเอง เสียงชราที่แสนเย็นเยียบก็ดังขึ้นอีกครั้ง คำพูดนี้ทำให้หลายคนต้องชะงักไปและรู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างยิ่ง
เพราะความหมายจากคำพูดของยอดฝีมือที่ซ่อนอยู่ในเงามืดผู้นี้ มิใช่ว่าหากเฉินเฟยยอมส่งแผนที่ขุมทรัพย์และเรือรบทองแดงดำออกมา เรื่องอื่นๆ อย่างการตายของคุณชายฉางหงก็จะถูกยกโทษให้และเลิกรากันไปงั้นหรือ?
"ท่านประมุข..." เผยเสวียนตงและซือหม่าคุนต่างก็มีสีหน้าที่เปลี่ยนไป หากเฉินเฟยรู้จักกาลเทศะและยอมส่งของคืนให้ เช่นนั้นพวกเขาก็จะเสียที่พึ่งพาอันยิ่งใหญ่ของตระกูลเผยไปน่ะสิ?
ในอนาคตหากเฉินเฟยคิดจะล้างแค้นพวกเขา ต่อให้ตระกูลเผยจะยืนอยู่ฝ่ายพวกเขา แต่ก็ย่อมไม่ให้ความสำคัญและทุ่มเทกำลังให้เท่ากับตอนนี้แน่นอน
ผู้คนจำนวนมากต่างนิ่งเงียบ แววตาสั่นไหวด้วยความตกใจ พวกเขานึกไม่ถึงเลยว่าพายุใหญ่ในครั้งนี้จะลงเอยแบบ 'หัวมังกรหางงู' เช่นนี้?
มันช่างกะทันหันจนตั้งตัวไม่ติดและยากจะเชื่อยิ่งนัก ตระกูลเผยตั้งแต่เมื่อไหร่กันที่พูดจาง่ายถึงเพียงนี้?
"บางทีพวกเขาอาจจะคำนึงถึงเบื้องหลังที่เป็นนักหลอมโอสถของเจ้าเด็กนั่น?" บางคนเริ่มคิดถึงจุดนี้และเอ่ยพึมพำด้วยความสงสัย
ได้ยินมาว่า เฉินเฟยคือนักหลอมโอสถที่เก่งกาจยิ่งนัก แม้แต่อาจารย์หยวนชิงยังยอมคบหากับเขาแบบคนระดับเดียวกัน และยังยอมให้ยืมหินวิญญาณระดับต่ำถึงแปดพันก้อน เมื่อพิจารณาถึงอายุของเฉินเฟยที่ยังหนุ่มแน่นเพียงนั้น...
บางทีตระกูลเผยอาจจะนึกถึงจุดนี้และรู้สึกว่าเป็นเรื่องยุ่งยาก จึงได้ยอมเจรจาได้ง่ายดายเช่นนี้
ท้ายที่สุดแล้ว อาชีพนักหลอมโอสถหากต้องไปล่วงเกินจนถึงขั้นเป็นศัตรูแบบไม่เผาผีกัน ย่อมต้องเผชิญกับปัญหาใหญ่หลวงตามมาในภายหลัง
ยกตัวอย่างเช่น หากขุมกำลังใดเคยสังหารนักหลอมโอสถที่เก่งกาจไปสักคน หากท่านเป็นนักหลอมโอสถด้วยกัน ท่านจะยินดีคบค้าสมาคมหรือร่วมมือกับขุมกำลังเช่นนั้นหรือไม่?
หากเป็นเช่นนั้น ค่าตอบแทนที่ตระกูลเผยต้องจ่ายย่อมมหาศาลเกินไป! มันช่างไม่คุ้มค่าเอาเสียเลย
"ส่งมอบเรือรบทองแดงดำและแผนที่ขุมทรัพย์งั้นหรือ?" เมื่อได้ยินเช่นนั้น แม้แต่เฉินเฟยเองก็ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง หากเพียงส่งมอบของสองสิ่งนี้ออกไป เขาก็จะสามารถสงบเรื่องทุกอย่างลงได้ และยังได้รับกำไรสุทธิถึงหนึ่งหมื่นสี่พันหินวิญญาณระดับต่ำ ซึ่งนับว่าเป็นข้อเสนอที่ไม่เลวเลยจริงๆ
ทว่าภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ อีกฝ่ายกำลังบีบบังคับให้เขาต้องส่งของที่เขาประมูลมาได้อย่างถูกต้องตามกฎกติกาของงานประมูล ของเหล่านี้เป็นสิ่งที่เขาควรจะได้รับตามความชอบธรรม เรื่องนี้มันคือเรื่องของศักดิ์ศรี
เขาไม่อาจกลืนศักดิ์ศรีนี้ลงคอได้
..........