เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 446 บุคลิกภาพ

บทที่ 446 บุคลิกภาพ

บทที่ 446 บุคลิกภาพ


“อ้างอิงจากบันทึกการรักษาของจิตแพทย์ประจำตัวฟุคุจิน ฮิราฮาระ ก่อนหน้านี้เขาป่วยเป็นโรคบุคลิกภาพแตกแยกในระดับเริ่มต้น

ความทรงจำที่ฝังใจในวัยเด็กน่าจะเป็นสาเหตุหลัก อาการปวดหัวไมเกรนที่เป็นกรรมพันธุ์ของครอบครัว รวมถึงความเครียดจากการใช้ชีวิต เป็นตัวกระตุ้นให้อาการของโรครุนแรงยิ่งขึ้น”

หมอถอนหายใจพลางเอ่ยอธิบาย

“โดยทั่วไปแล้ว บุคลิกภาพที่อยู่ภายในตัวของผู้ป่วยโรคบุคลิกภาพแตกแยก จะมีความเป็นอิสระ มีความสามารถในการตัดสินใจด้วยตัวเอง ดำรงอยู่เสมือนเป็นตัวตนที่สมบูรณ์แบบตัวตนหนึ่ง และในช่วงเวลาหนึ่งๆ จะมีเพียงบุคลิกหลักบุคลิกเดียวเท่านั้นที่สามารถควบคุมร่างกายได้

มักจะเกิดขึ้นเมื่อได้รับการกระตุ้นทางจิตใจ ผู้ป่วยจะเปลี่ยนสถานะกลายเป็นอีกคนหนึ่งที่แตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง และจะลืมเลือนตัวตนในอดีตไปจนหมดสิ้น ซึ่งนั่นก็คือการสลับไปใช้อีกบุคลิกหนึ่งนั่นเอง

และเมื่อสลับกลับมาเป็นบุคลิกหลัก บุคลิกหลักจะไม่รับรู้เรื่องราวใดๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่บุคลิกที่สองกำลังควบคุมร่างกายอยู่เลย

แต่สภาพจิตใจของฟุคุจิน ฮิราฮาระนั้นมีความซับซ้อนและพิเศษมาก ตั้งแต่สมัยวัยเด็ก เขาก็เริ่มสร้างบุคลิกแฝงขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อใช้บุคลิกเหล่านั้นในการหลีกหนีจากความทรงจำในวัยเด็กและปลดปล่อยความเครียด

อัตราการดับสูญของบุคลิกแฝงเหล่านี้รวดเร็วมาก มักจะถูกลบเลือนไปก่อนที่จะทันได้เติบโตหรือพัฒนาเป็นบุคลิกภาพที่เป็นอิสระอย่างเต็มตัว

พวกมันถูกจิตใต้สำนึกของฟุคุจิน ฮิราฮาระกำจัดทิ้ง จนกลายเป็นเพียงเศษเสี้ยวความทรงจำที่เต็มไปด้วยจินตนาการและไม่สมเหตุสมผลกับความเป็นจริง

ด้วยเหตุนี้ ฟุคุจิน ฮิราฮาระจึงไม่สามารถจดจำเรื่องราวหลายอย่างในวัยเด็กได้ ความทรงจำในช่วงเวลานั้นสำหรับเขาช่างดูเลือนรางและสับสน”

หลี่อังเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย “ยาที่พวกคุณฉีดเข้าไปในแขนของผมก่อนหน้านี้ ก็คงเอาไว้ใช้สำหรับขุดคุ้ยความทรงจำเลือนรางพวกนั้นสินะ?”

หมอพยักหน้ารับ “ก่อนหน้านี้ตอนที่จับกุมตัวฟุคุจิน ฮิราฮาระได้ ทางตำรวจพบว่าเขาอยู่ในสภาพที่ไร้สติสัมปชัญญะ เหม่อลอย และไม่สามารถให้การใดๆ ได้เลย

เราจึงสันนิษฐานว่า คนที่ก่อคดีฆ่าล้างครัวครั้งนี้ อาจจะเป็นตัวฟุคุจิน ฮิราฮาระเอง หรือไม่ก็เป็นบุคลิกใดบุคลิกหนึ่งในตัวเขา

การช่วยคนก็เหมือนการดับไฟที่กำลังลุกลาม เราไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องทำตามคำแนะนำของจิตแพทย์ ด้วยการทดลองใช้ยาตัวใหม่ของบริษัทยาแห่งหนึ่งฉีดให้กับฟุคุจิน ฮิราฮาระ

ทั้งเพื่อปลุกบุคลิกที่มีสติสัมปชัญญะมากพอที่จะให้การได้ และเพื่อขุดค้นความทรงจำในวัยเด็กของฟุคุจิน ฮิราฮาระ เพื่อหาตรรกะเบื้องหลังพฤติกรรมอาชญากรรมของเขา และตามหาเบาะแสเพื่อช่วยเหลือเอมอน ชิออนที่ถูกซ่อนตัวไว้”

หลี่อังคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วกางมือออก “แล้วทำไมพวกคุณไม่เชิญจิตแพทย์ประจำตัวฟุคุจิน ฮิราฮาระมาที่นี่ซะเลยล่ะ? ให้เขาเป็นคนจัดการ ผลลัพธ์น่าจะออกมาดีกว่านี้เยอะเลยไม่ใช่หรือไง”

“เรื่องนั้น...”

สีหน้าของหมอเปลี่ยนไปเล็กน้อย หลังจากสบตากับผู้กองแล้ว ก็ตอบด้วยความจนใจว่า “จิตแพทย์ประจำตัวฟุคุจิน ฮิราฮาระ มีชื่อว่า เอมอน ยูโตะ ทำงานอยู่ที่สถานพักฟื้นเมืองคายามะ

เขาคือสามีของเอมอน เคียวโกะและเป็นลูกเขยของฟุคุจิน ฮิราฮาระ

ในเวลาที่เกิดเหตุ ฟุคุจิน ฮิราฮาระได้บอกให้เอมอน เคียวโกะพาสามีและลูกสาวมาเยี่ยมที่บ้าน แต่เอมอน ยูโตะออกไปข้างนอกพอดี เอมอน เคียวโกะเลยพาลูกสาวไปเยี่ยมพ่อเพียงลำพัง”

“...โอเค”

หลี่อังถอนหายใจออกมายาวๆ ความรู้สึกของเอมอน ยูโตะที่เพิ่งจะสูญเสียภรรยาไปเพราะน้ำมือของพ่อตาตัวเอง การจะขอให้เขามาช่วยสืบสวนในตอนนี้ มันก็ดูจะไม่ค่อยเหมาะสมเท่าไหร่นักจริงๆ “ก็ได้ ผมยินดีที่จะร่วมมือกับพวกคุณ

ถึงแม้ผมจะเป็นแค่บุคลิกที่เพิ่งเกิดขึ้นมาใหม่ แต่ก็นับว่าเป็นหนึ่งเดียวกับฟุคุจิน ฮิราฮาระ หลานสาวของเขาก็คือหลานสาวของผม ยังไงก็ต้องช่วยอยู่แล้ว”

“ฟู่ แบบนั้นก็เยี่ยมไปเลย”

หมอถอนหายใจด้วยความโล่งอก แล้วเอ่ยถามต่อ “งั้นคาวะซัง ก่อนหน้านี้ในความทรงจำ คุณเห็นอะไรบ้าง?”

“ก็แค่ภาพหลอนที่น่ากลัวพอๆ กับเรื่องเล่าสยองขวัญนั่นแหละ”

หลี่อังอธิบายคร่าวๆ เกี่ยวกับมนุษย์โมจิหัวขาด คณะนักร้องประสานเสียงสุดสยอง และเรื่องเล่าสยองขวัญสองเรื่องในงานทดสอบความกล้า “พวกนี้น่าจะเป็นความทรงจำในวัยเด็กของฟุคุจิน ฮิราฮาระใช่ไหม แล้วต้นแบบของพวกมันคืออะไรล่ะ?”

หมอตอบว่า “ฟุคุจิน ยามาโตะเป็นนักคติชนวิทยาที่มีชื่อเสียงพอสมควร และเป็นที่นับหน้าถือตาในต่างประเทศ เขาได้รับความเคารพยกย่องจากชาวบ้านในบ้านเกิด และเป็นไอดอลของฟุคุจิน ฮิราฮาระ

ในเดือนมีนาคม ปีโชวะที่ 52 เขาเดินทางกลับบ้านเกิดเพื่อศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับตำนานพื้นบ้าน และดูเหมือนว่าในระหว่างนั้น อาการปวดหัวไมเกรนที่เป็นกรรมพันธุ์ของเขาจะกำเริบ จนเกิดอาการจิตเภท และไปสาปแช่งชาวบ้านต่อหน้าธารกำนัลว่าจะต้องตกนรก

ในที่สุด คืนวันที่ 26 มีนาคม เขาก็ทำฮาราคีรีปลิดชีพตัวเองในบ้านเก่าของปู่ของฟุคุจิน ฮิราฮาระ

สองเดือนต่อมา ฟุคุจิน ยุย น้องสาวของฟุคุจิน ฮิราฮาระ ซึ่งตอนนั้นอายุเพียง 8 ขวบ ก็ได้หายตัวไปอย่างลึกลับในชนบท ตำรวจท้องที่และชาวบ้านได้ร่วมมือกันปูพรมค้นหาอย่างหนักเป็นเวลากว่าสิบวัน แต่ก็ไม่พบร่องรอยใดๆ

ชาวบ้านต่างพากันลือว่า ฟุคุจิน ยุยเผชิญกับปรากฏการณ์ 'คามิกาคุชิ' หรือถูกเทพเจ้าซ่อนตัวไป

ส่วนฟุคุจิน ฮิเดโยริ ลูกพี่ลูกน้องของฟุคุจิน ฮิราฮาระ ก็ทนรับความกดดันทางจิตใจจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นติดต่อกันไม่ไหว จนกลายเป็นคนเสียสติ หลังจากพักรักษาตัวอยู่ที่บ้านนอกได้ระยะหนึ่ง เขาก็ถูกส่งตัวไปรับการรักษาที่สถานพักฟื้นเมืองคายามะ ซึ่งเป็นสถานที่เดียวกับที่เอมอน ยูโตะเคยทำงานอยู่”

“อืม... ถ้าอย่างนั้น มนุษย์โมจิหัวขาดในความทรงจำแรก ก็น่าจะเป็นฟุคุจิน ฮิเดโยริที่เสียสติไปแล้วสินะ

ส่วนเด็กผู้หญิงที่สวมชุดชิโรมุกุและถูกห้อมล้อมด้วยคณะนักร้องประสานเสียง ก็คือฟุคุจิน ยุยที่หายตัวไปอย่างลึกลับ

ฟุคุจิน ฮิราฮาระรับไม่ได้กับสิ่งที่เกิดขึ้น เลยบิดเบือนความทรงจำของตัวเอง แต่งแต้มสีสันของความสยดสยองและเวทมนตร์คาถาลงไปอย่างรุนแรง”

หลี่อังพึมพำ “ส่วนงานทดสอบความกล้าในสมัยมัธยมปลาย น่าจะเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในโลกแห่งความเป็นจริง

ตอนนั้นฟุคุจิน ฮิราฮาระใกล้จะโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว เขาคงทบทวนความทรงจำในอดีตมานับครั้งไม่ถ้วน

ถึงแม้เขาจะไม่อยากนึกถึงมัน แต่สมองก็หาคำอธิบายที่สมเหตุสมผลให้เขาจนได้

น้องสาวหายตัวไป เพราะเขาไปเปิด 'กล่องที่บรรจุชิ้นส่วน' ส่วนฮิเดโยริ ก็เสียสติเพราะไปเห็นเงาร่างสีขาวบิดเบี้ยวในนาข้าว

คำอธิบายนี้ ช่วยให้ฟุคุจิน ฮิราฮาระเปลี่ยนสถานะตัวเองจากผู้ที่เผชิญกับเหตุการณ์จริง กลายมาเป็นเพียงผู้เล่าเรื่อง หรือผู้สังเกตการณ์ในเรื่องเล่าสยองขวัญ เพื่อปลดปล่อยความกดดันทางจิตใจ

แน่นอนว่าคำอธิบายนี้มันดูฝืนธรรมชาติเกินไป ในฐานะเด็กมัธยมปลาย เขาคงไม่เชื่อความทรงจำที่เริ่มปะติดปะต่อเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้นเรื่อยๆ นี้แน่ เลยทำได้แค่มองว่ามันเป็นเรื่องเล่าสยองขวัญเรื่องหนึ่ง”

หลี่อังเงยหน้าขึ้นมองจิตแพทย์ “ผมขอดูไดอารี่ของฟุคุจิน ฮิราฮาระหน่อย ตำรวจต้องเก็บมันมาแล้วแน่ๆ เอามาให้ผมดูสิ”

ผู้กองเหลือบมองหมอแวบหนึ่ง เมื่อเห็นหมอพยักหน้าอนุญาต เขาจึงหยิบสมุดไดอารี่ปกหนังสีน้ำตาลออกมาจากแฟ้มเอกสารปึกหนา แล้วยื่นให้หลี่อัง

หลี่อังรับสมุดไดอารี่มาตรวจสอบดู เมื่อแน่ใจว่าเป็นเล่มเดียวกับก่อนหน้านี้ เขาก็พลิกไปที่หน้าซึ่งสิงเหอโฉ่วอ่านค้างไว้ แล้วเริ่มอ่านต่อ

อันที่จริง ก่อนที่สิงเหอโฉ่วจะถูกเทเลพอร์ตเข้าไปในความทรงจำแรก หลี่อังก็ใช้วิธีเปิดอ่านอย่างรวดเร็ว จนเห็นเนื้อหาไปเยอะพอสมควรแล้ว การที่เขาเอ่ยปากถามจิตแพทย์เกี่ยวกับเรื่องนี้ ก็เพื่อทดสอบว่าอีกฝ่ายพูดโกหกหรือไม่ต่างหาก

“[1986/08/01] ได้รับจดหมายตอบรับเข้าเรียนจากมหาวิทยาลัยในโตเกียว พ่อดีใจมาก ดื่มเหล้าไปเยอะ คุยกันหลายเรื่อง พอตอนท้ายๆ แกน่าจะเมาแล้ว แกบอกว่าอยากให้ผมไปเรียนที่โตเกียว และใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นตลอดไป อย่าโง่เหมือนอา ที่สุดท้ายก็ซมซานกลับมาที่หมู่บ้านนี้อีก ผมตัดสินใจว่าจะกลับมาเขียนไดอารี่อีกครั้ง จะเขียนตั้งแต่อายุสิบแปดไปจนถึงแปดสิบเลย ถ้าเป็นแบบนั้น หน้ากระดาษในไดอารี่คงไม่พอแน่ๆ งั้นก็คงไม่เขียนแบบวันละหน้าแล้วล่ะ”

หลี่อังหยิบไดอารี่ขึ้นมาอ่านอย่างรวดเร็ว เขาขอให้ผู้กองหยิบกระดาษกับปากกามาให้ แล้วจดบันทึกช่วงเวลาสำคัญๆ ในไดอารี่ลงไป

..........

จบบทที่ บทที่ 446 บุคลิกภาพ

คัดลอกลิงก์แล้ว