- หน้าแรก
- ขังตนในคุกสวรรค์ เริ่มต้นลงชื่อรับวิชาเทพคชสารสยบนรก
- บทที่ 30 กับดักนิกายบัวโลหิต อานุภาพแห่งปรมาจารย์!
บทที่ 30 กับดักนิกายบัวโลหิต อานุภาพแห่งปรมาจารย์!
บทที่ 30 กับดักนิกายบัวโลหิต อานุภาพแห่งปรมาจารย์!
บทที่ 30 กับดักนิกายบัวโลหิต อานุภาพแห่งปรมาจารย์!
กำลังพลหลายร้อยนายที่ถูกเกณฑ์มาปฏิบัติภารกิจในครั้งนี้ ผู้ที่อ่อนแอที่สุดก็ยังอยู่ในระดับผู้คุมคุก
ภายใต้การนำทัพของหวังป๋อผิง ความเร็วในการเดินทัพถือว่าฉับไวไม่เลวเลยทีเดียว
ใช้เวลาไม่ถึงชั่วยาม ขบวนทัพก็มาหยุดพักรบกันที่บริเวณชานหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ห่างจากตัวเมืองว่านเซี่ยงไปทางทิศใต้หลายสิบลี้
เห็นได้ชัดว่าฐานที่มั่นสำคัญของนิกายบัวโลหิตที่เจียงซานเตาเคยเกริ่นไว้ ก็คือสถานที่แห่งนี้นี่เอง
หวังป๋อผิงยกมือส่งสัญญาณให้ทุกคนหยุดบุก ทัพฝั่งหน่วยปราบมารเองก็กระทำเช่นเดียวกัน
ดูเหมือนว่าพวกเขาน่าจะวางแผนการรบกันมาระหว่างทางเรียบร้อยแล้ว
ผู้นำทัพของหน่วยปราบมารและหวังป๋อผิงเพียงแค่สบตากันแวบเดียว ก่อนจะนำกำลังพลของตนแยกย้ายไปอีกเส้นทางหนึ่ง และลอบดักซุ่มอยู่อย่างเงียบเชียบ
ส่วนหวังป๋อผิงได้แบ่งกำลังพลของหน่วยคุกเทียนอวี้ออกเป็นสองกอง กองหนึ่งเขาเป็นผู้นำทัพเอง ซุ่มรอดักตีอยู่ที่ประตูใหญ่ทางทิศเหนือ
ส่วนอีกกองหนึ่ง ให้ไปดักซุ่มสกัดกั้นอยู่นอกประตูทิศตะวันตก
เพียงชั่วอึดใจ กองกำลังผสมระหว่างหน่วยคุกเทียนอวี้และหน่วยปราบมารก็ทำการปิดล้อมหมู่บ้านแห่งนี้ไว้อย่างแน่นหนาทุกทิศทาง
จงฉางเซิงเดินตามหลังเจียงซานเตา ย่องเข้าไปใกล้เป้าหมายทีละก้าว
ยิ่งเข้าใกล้เป้าหมายมากเท่าไหร่ สีหน้าของเขาก็ยิ่งดูไม่จืดมากเท่านั้น
ไม่มีเหตุผลอื่นใด
ภารกิจครั้งนี้ พวกเขานำเอาผู้คุมคุกระดับล่างมาเป็นผู้ติดตามมากมาย
ด้วยระดับการบ่มเพาะเพียงขั้นก่อเกิดของพวกสวะเหล่านี้ ต่อให้จะพยายามเดินย่องให้เบาแค่ไหน แต่ในระยะประชิดขนาดนี้ คนในหมู่บ้านไม่มีทางที่จะไม่รู้สึกตัวเลยเด็ดขาด
อย่าลืมสิว่า ภายในนิกายบัวโลหิตนั้นอัดแน่นไปด้วยยอดฝีมือมากมาย
ในจำนวนนั้นยังมียอดฝีมือระดับปรมาจารย์และมหาปรมาจารย์ปะปนอยู่ด้วย
พัศดีต๊อกต๋อยระดับก่อเกิด ต่อให้จะเป็นระดับก่อเกิดขั้นเก้าก็เถอะ เข้ามาใกล้ขนาดนี้ พวกยอดฝีมือไม่มีทางที่จะสัมผัสไม่ได้
"ใต้เท้าเจียง สถานการณ์ดูทะแม่งๆ นะขอรับ!" จงฉางเซิงขยับริมฝีปาก ส่งเสียงผ่านลมปราณกระซิบเตือน
เจียงซานเตาส่ายหน้าให้จงฉางเซิง เป็นเชิงบอกให้เชื่อฟังการบัญชาการของท่านมหาพัศดีแต่เพียงผู้เดียว
จงฉางเซิงจึงได้แต่หุบปากรอเงียบๆ ไม่กล้าพูดอะไรให้มากความ
เขาเองก็รู้ดีว่า สิ่งที่เขามองเห็น มีหรือที่คนเจนสนามอย่างเจียงซานเตาและมหาพัศดีหวังป๋อผิงจะดูไม่ออกถึงความผิดปกติ
ในตอนนี้หวังป๋อผิงเองก็ขมวดคิ้วมุ่น จ้องมองไปยังประตูใหญ่ของหมู่บ้าน
เห็นได้ชัดว่าเขาเองก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายความไม่ชอบมาพากลเช่นกัน
ทว่า ปฏิบัติการในครั้งนี้ เป็นการประสานงานกันระหว่างหน่วยคุกเทียนอวี้และหน่วยปราบมาร ขนยอดฝีมือมาเป็นกระบุงโกย ซ้ำยังมีเขาและมหาปรมาจารย์จากหน่วยปราบมารอีกคนเป็นแกนนำ
หวังป๋อผิงมั่นใจในพลังของตนเอง ต่อให้ต้องปะทะกันซึ่งหน้า ตราบใดที่ไม่โชคร้ายไปเจอเข้ากับเจ้าลัทธิหรือรองเจ้าลัทธิผู้ลึกลับแห่งนิกายบัวโลหิต ด้วยฝีมือระดับเขา ย่อมสามารถบดขยี้กากเดนบัวโลหิตคนไหนก็ได้แบบสบายๆ
คิดได้ดังนั้น เขาจึงเปล่งเสียงตวาดกร้าว "เหล่าผู้คุ้มกันคุกจงประจำการคุ้มกันอยู่ที่นี่ ซานเตา นำกำลังคนพังประตูเข้าไป!"
"รับทราบ!"
เจียงซานเตาพยักหน้ารับ โบกมือสั่งการ
ปัง!
เพล้ง!
กลุ่มพัศดีบุกทะลวงทำลายประตูทิศเหนือ พุ่งพรวดเข้าไปในหมู่บ้านทันที
จุดแรกที่ก้าวผ่านประตูเข้ามา คือระเบียงทางเดินไม้แคบยาวที่เดินเรียงหน้ากระดานได้แค่สามสี่คน ความยาวทอดลึกไปหลายสิบเมตร
ในช่วงแรก เหล่าผู้คุมคุกและพัศดีค่อยๆ เดินบุกทะลวงเข้าไปอย่างช้าๆ ไม่พบเจออุปสรรคใดๆ ขัดขวาง ทุกอย่างราบรื่นเกินคาด
ทว่าภายในหมู่บ้านแห่งนั้น กลับเงียบสงัดราวกับป่าช้า ไร้ซึ่งร่องรอยสิ่งมีชีวิต
ความเงียบงันจนน่าขนลุก ทำให้ทุกคนเริ่มสงสัยว่า สถานที่แห่งนี้มีคนอยู่จริงหรือ? และมันใช่ฐานที่มั่นสำคัญของนิกายบัวโลหิตตามที่สายข่าวรายงานมาจริงๆ หรือเปล่า?
แม้แต่เจียงซานเตาเห็นสภาพเช่นนั้น ก็ยังแอบเกิดความกังขาในใจ
'หรือว่าพวกนิกายบัวโลหิตจะรู้ตัวก่อน เลยเผ่นหนีไปหมดแล้ว?'
'หรือไม่ก็... ที่นี่ไม่ใช่ฐานที่มั่นอะไรของนิกายบัวโลหิตตั้งแต่แรก พวกเราโดนไอ้ผู้คุ้มกฎนิกายบัวโลหิตนั่นหลอกเข้าให้แล้ว?'
จนกระทั่งกองกำลังหน่วยคุกเทียนอวี้เกินครึ่งหลุดเข้าไปอยู่ในช่องระเบียงทางเดินแคบๆ นั่น
ฟุ่บ! ฟุ่บ! ฟุ่บ! ฟุ่บ!
ทันใดนั้นเอง ลูกธนูอาบยาพิษสีเขียวอี๋และอาวุธลับนานาชนิด ก็ถูกระดมยิงมาจากหน้าต่างห้องพักรอบด้านและบนหลังคา พุ่งทะลวงเข้าใส่ราวกับห่าฝน!
เหล่าผู้คุมคุกและพัศดีถูกโจมตีแบบไม่ทันตั้งตัว ได้แต่ตวัดอาวุธในมือปัดป้องอย่างทุลักทุเลสุดชีวิต
แต่ถึงกระนั้น ก็ยังมีคนจำนวนไม่น้อยที่ต้องสังเวยชีวิตไปกับการระดมยิงอาวุธลับระลอกแรก
บางคนที่รอดตายมาได้ ก็ถูกอาวุธลับและลูกธนูเฉี่ยวจนเกิดแผลถลอก พิษร้ายแล่นเข้าสู่กระแสเลือด
เพียงไม่กี่อึดใจ พิษก็กำเริบ ทำให้พวกเขาสิ้นใจตายคาที่ โดยไม่มีโอกาสแม้แต่จะกินยาถอนพิษ
"บัดซบ ลุยเข้าไปฆ่าพวกมันให้หมด!"
เจียงซานเตาแผดเสียงคำรามลั่น อาศัยจังหวะที่ห่าอาวุธลับขาดห้วง สั่งการบุกโจมตีทันที
การถูกพวกนิกายบัวโลหิตลอบกัดจนสูญเสียกำลังพลไปไม่น้อย ทำให้ทุกคนต่างเดือดดาลจนแทบคลั่ง
"ฆ่า!"
"ฆ่ามัน!"
เมื่อสบโอกาสที่การโจมตีด้วยอาวุธลับชะงักลง พวกเขาก็รีบดีดตัวพุ่งทะยานขึ้นไปบนหลังคากระเบื้อง เข้าห้ำหั่นกับพวกสาวกนิกายบัวโลหิตที่ดักซุ่มอยู่อย่างดุเดือด
บรรดาพัศดีต่างก็พุ่งทะยานเข้าสู่สมรภูมิ เข่นฆ่าสาวกนิกายบัวโลหิตอย่างบ้าคลั่ง พร้อมกับรับมือการจู่โจมจากพวกผู้ตรวจการนิกายบัวโลหิตไปในตัว
การต่อสู้ปะทุขึ้นสู่จุดเดือดปุดๆ ในชั่วพริบตา
จงฉางเซิงคอยประกบติดเจียงซานเตาไม่ห่าง
จนกระทั่งเจียงซานเตาพยักหน้าให้สัญญาณ เขาจึงค่อยชักดาบยาวที่เอวออกมา แล้วพุ่งทะยานเข้าสู่วงล้อมของศัตรู
ด้วยพลังแห่งเคล็ดมังกรเร้นกาย จงฉางเซิงสะกดข่มพลังที่แท้จริงของตนไว้มิดชิด แสร้งทำเป็นใช้เพียงพลังระดับกำเนิดก่อนขั้นต้นเข้าต่อกร
ทว่าในระหว่างที่แกล้งสู้ เขากลับใช้ค่ายกลเท้าเคลื่อนย้ายสลับตำแหน่ง ลัดเลาะแฝงตัวไปตามจุดต่างๆ ในสนามรบ แอบไล่แตะตัวพวกสาวกและผู้ตรวจการนิกายบัวโลหิตเพื่อลงชื่อรับรางวัลอย่างเมามัน
พวกสาวกระดับก่อเกิดและผู้ตรวจการระดับกำเนิดก่อนเหล่านี้ ให้แต้มกรรมน้อยนิดแทบไม่พอยาไส้
วิชาที่เช็คอินได้จากตัวพวกมัน ส่วนใหญ่ก็เป็นแค่วิชาระดับเจ็ดหรือแปดเท่านั้น
แม้บางครั้งจะฟลุคได้วิชาระดับหกมาบ้าง แต่มันก็แทบไม่มีประโยชน์อะไรกับจงฉางเซิงในตอนนี้เลย
โชคยังดีที่พวกสาวกนิกายบัวโลหิตมีจำนวนเยอะหยุบหยับราวกับฝูงมด แม้แต่ละคนจะให้แต้มกรรมเพียงน้อยนิด แต่เมื่อจงฉางเซิงวิ่งวนไล่เก็บเกี่ยวไปรอบๆ ก็กอบโกยแต้มกรรมมาได้เป็นกอบเป็นกำ
ในจังหวะที่จงฉางเซิงคิดว่าพวกเขากำลังจะกวาดล้างและสยบสาวกนิกายบัวโลหิตทั้งหมดลงได้นั้น จู่ๆ ภายในหมู่บ้านที่ดูว่างเปล่า ก็มีกองทัพสาวกนิกายบัวโลหิตโผล่พรวดพราดมาจากไหนก็ไม่รู้ มืดฟ้ามัวดิน!
ซ้ำร้าย จำนวนของผู้ตรวจการนิกายบัวโลหิตที่เป็นแกนนำ ยังมีมากถึงสามสิบกว่าคน!
ชั่วพริบตาเดียว ความได้เปรียบที่หน่วยคุกเทียนอวี้เพิ่งกอบกู้มาได้ ก็มลายหายวับไปกับตา
ฝูงสาวกนิกายบัวโลหิตกรูกันเข้ามาล้อมกรอบ เริ่มปฏิบัติการรุมทึ้ง!
แม้กองกำลังฝั่งหน่วยคุกเทียนอวี้จะล้วนเป็นหัวกะทิที่ถูกคัดสรรมาอย่างดี แต่ก็ต้องมาพ่ายแพ้ให้กับสาวกนิกายบัวโลหิตที่มีกำลังพลมากกว่าเป็นเท่าตัว ซ้ำยังมีผู้ฝึกยุทธ์ระดับกำเนิดก่อนปะปนอยู่อีกเพียบ
ยิ่งสู้รบ กองกำลังหน่วยคุกเทียนอวี้ก็ยิ่งเพลี่ยงพล้ำ!
ผู้คุมคุกหลายคนถูกรุมสับจนตายคาที่
บรรดาพัศดีที่ฝีมือฉกาจฉกรรจ์ ตอนนี้ก็ต้องตกอยู่ในสภาพถูกรุมกินโต๊ะ
พัศดีแต่ละคนถูกผู้ตรวจการนิกายบัวโลหิตและลูกสมุนรุมล้อมโจมตี สถานการณ์ดูเข้าตาจนสุดๆ
เจียงซานเตาขมวดคิ้วแน่น สีหน้าเคร่งเครียดถึงขีดสุด
มีเพียงจงฉางเซิงคนเดียวเท่านั้น ที่ไม่เพียงไม่กังวล แต่กลับลิงโลดอยู่ลึกๆ
ยิ่งศัตรูเยอะ เป้าหมายให้เขากดเช็คอินก็ยิ่งแยะ ซึ่งนั่นก็หมายถึงกองภูเขาแต้มกรรมที่รอให้เขากวาดต้อนเข้ากระเป๋า
เขาแสร้งทำเป็นตวัดดาบฟันสาวกนิกายบัวโลหิตสองสามคนที่เพิ่งกดเช็คอินเสร็จ พุ่งทะยานขึ้นไปเป็นแนวหน้า อาบเลือดพุ่งเข้าปะทะกับพวกผู้ตรวจการนิกายบัวโลหิตที่ล้อมกรอบเข้ามา แท้จริงแล้วก็เพื่อหาจังหวะฟาร์มแต้มให้เนียนขึ้นนั่นเอง
"บัดซบ!"
เมื่อเห็นท่าไม่ดี พัศดีฝ่ายคุกเทียนอวี้หลายคนกำลังตกอยู่ในอันตรายถึงชีวิต เจียงซานเตารู้ดีว่ารอช้าไม่ได้อีกต่อไป เขากระโดดลอยตัวพุ่งเข้าสู่ใจกลางสมรภูมิทันที
"เก้าวิบัติเหมันต์ศิขริน!"
เจียงซานเตาชักดาบยาวที่แผ่ไอเย็นยะเยือกออกจากฝัก คมดาบตวัดวาดก่อเกิดเป็นรังสีดาบน้ำแข็งเก้าสายพุ่งทะยานออกไป ร่างของผู้ตรวจการนิกายบัวโลหิตทั้งเก้าคนถูกฟันขาดสะบั้นเป็นสองท่อนพร้อมกันในดาบเดียว!
อานุภาพแห่งปรมาจารย์ ข่มขวัญสั่นประสาททุกคนในสมรภูมิ!