- หน้าแรก
- ราชันย์ทหารชายแดน
- บทที่ 936 ตำนานที่ถูกปิดผนึกนับร้อยปี
บทที่ 936 ตำนานที่ถูกปิดผนึกนับร้อยปี
บทที่ 936 ตำนานที่ถูกปิดผนึกนับร้อยปี
แน่นอนว่า การที่ทหารเว่ยอู่จูเคยสั่นสะเทือนสมรภูมิและสร้างตำนานทหารราบขึ้นมาได้นั้น ย่อมต้องมีวิธีรับมือกับสถานการณ์เช่นนี้อย่างแน่นอน
ทันใดนั้น ที่สองฝั่งของค่ายกล พลดาบโมเตาจำนวนมหาศาลพลันทะลักออกมา พวกเขาสวมชุดเกราะหนัก ในมือถือดาบโมเตาที่หนาและหนักราวกับบานประตู พุ่งเข้าใส่ปีกข้างของทหารม้าหูเจี๋ยโดยตรง
"ฉัวะ!"
ดาบโมเตาอันหนักอึ้งฟาดฟันลงมาจากกลางอากาศ ภายใต้แสงสะท้อนของตะวันยามเย็น คมดาบลากเส้นแสงสีเลือดสายหนึ่ง ผ่าทะลวงชุดเกราะของทหารม้าหูเจี๋ยจนขาดสะบั้น สิ่งที่ถูกผ่าตามมาคือร่างกายของพวกมัน ตลอดจนม้าศึกที่อยู่ใต้หว่างขาของพวกมันด้วย
ดาบเดียว ทั้งคนทั้งม้า ล้วนถูกผ่าออกเป็นสองซีก!
อานุภาพอันดุดันก้าวร้าวของดาบโมเตา เป็นที่ประจักษ์อย่างชัดเจนในวินาทีนี้
แน่นอนว่า ต่อให้เอาดาบโมเตาในมือของพวกเขาไปมอบให้กองทหารอื่น ส่วนใหญ่ก็คงไม่อาจสร้างสภาวะที่น่าเกรงขามเช่นนี้ออกมาได้ เพราะท้ายที่สุดแล้ว สิ่งนี้จำเป็นต้องอาศัยพละกำลังที่แข็งแกร่งอย่างยิ่งยวดเป็นตัวรองรับ
อันที่จริง ดาบโมเตาเดิมทีก็เป็นอาวุธเฉพาะของทหารเว่ยอู่จูอยู่แล้ว กองทัพอื่นๆก็เคยพยายามจะจัดสรรให้ใช้ ทว่าสุดท้ายก็ล้วนต้องล้มเลิกไปเพราะข้อจำกัดด้านพละกำลัง ที่ไม่อาจจะใช้อาวุธที่หนักอึ้งเช่นนี้ได้เป็นเวลานาน
ยามนี้ นอกเหนือจากทหารชั้นยอดบางส่วนในกองกำลังพิทักษ์เมืองหลวงภายใต้สังกัดของหลานเส้าถัง และแม่ทัพบางคนที่มีชื่อเสียงด้านพละกำลังมหาศาลแล้ว ก็แทบไม่มีผู้ใดใช้อีก
เมื่อเว่ยฉงซานลงมือสร้างทหารเว่ยอู่จู ดาบโมเตานั้นย่อมเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ เพียงแต่ไม่รู้ว่า ดาบโมเตาจะสามารถติดตามทหารเว่ยอู่จูกองกำลังใหม่เอี่ยมกองนี้ เพื่อทวงคืนเกียรติภูมินับร้อยปีก่อน ให้กลับมาปรากฏอีกครั้งได้หรือไม่
หากจะบอกว่า เว่ยอู่จูคือทหารกล้าที่ผ่านการศึกมานับร้อยที่ถูกคัดเลือกมาจากกองทัพแดนเหนือสี่แสนนาย เช่นนั้น กองทหารโมเตาก็คือจอมพลังไร้เทียมทานที่ถูกคัดเลือกซ้ำอีกครั้ง จากทหารยอดฝีมือเว่ยอู่จูนับหนึ่งหมื่นนายนี้
ชุดเกราะหนักบนร่างของพวกเขาไม่ได้ด้อยไปกว่าเกราะหนักของค่ายเกราะทมิฬแห่งหยุนโจวเลยแม้แต่น้อย ดาบโมเตาในมือยิ่งมีน้ำหนักถึงสี่สิบห้าสิบจิน (ประมาณ 20-25 กก.) ทหารทั่วไปเพียงแค่ต้องแบกน้ำหนักของชุดเกราะและอาวุธชุดนี้ ก็คงถูกทับจนก้าวขาไม่ออกแล้ว
ทว่า กองทหารโมเตากลับสามารถเปิดฉากสู้รบฟาดฟันอย่างดุเดือดได้ ภายใต้สถานการณ์ที่ต้องแบกรับน้ำหนักอันน่าตื่นตะลึงเช่นนี้
เมื่อดาบโมเตาที่เรียงเป็นแถวหน้ากระดานฟาดฟันลงไป ทหารม้าเบื้องหน้าก็ถูกผ่าร่างขาดกระจุยทั้งคนทั้งม้า ซากศพของคนและม้าปะปนกันมั่วซั่ว เลือดสดๆ สาดกระเซ็นไปทั่วสารทิศ ย้อมเกราะหนักบนร่างของพวกเขาจนแดงฉานไปหมด ทำให้พวกเขาดูราวกับอสูรกายที่ก้าวออกมาจากบ่อเลือด
ทว่า พวกเขากลับราวกับเทพสังหารที่ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยและไร้ซึ่งความรู้สึก ยังคงรักษาจังหวะเดิมเอาไว้ ใช้ดาบโมเตาอันหนักอึ้งในมือเก็บเกี่ยวชีวิตศัตรูอย่างต่อเนื่อง
เวลาผ่านไปไม่ถึงหนึ่งก้านธูป คนกว่าสามพันคนก็ล้มตายบาดเจ็บไปกว่าครึ่ง ส่วนที่เหลือก็ถูกทำให้ตกใจจนขวัญหนีดีฝ่ออย่างสมบูรณ์ ทำได้เพียงถอยร่นอย่างลุกลี้ลุกลน
กองทหารโมเตาไม่ได้ไล่ล่าตามไป เกราะหนักบนร่างของพวกเขาไม่เอื้ออำนวยให้พวกเขาทำการวิ่งไล่ล่าในระยะทางไกลอยู่แล้ว
การปะทะกันในคราวนี้ จบลงด้วยความพ่ายแพ้อย่างยับเยินของฝั่งหูเจี๋ยอีกครั้ง อู้เลี่ยมีสีหน้ามืดครึ้มถึงขีดสุด มันแทบไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้า
เมื่อสองปีก่อน ศึกที่สันเขาชิงหมั่ง ยอดฝีมือใต้บัญชาการของมันสูญเสียอย่างหนักหน่วง กองกำลังชุดนี้ในปัจจุบันแม้จะเป็นพวกที่เกณฑ์เข้ามาใหม่ในภายหลัง แต่ก็ผ่านการขัดเกลามาถึงสองปี แม้จะนำไปเทียบกับกองทัพยอดฝีมือในอดีตไม่ได้ ทว่าก็เพียงพอที่จะยืนหยัดรับมือได้เพียงลำพัง
ทว่าตอนนี้ เมื่อเผชิญหน้ากับกองกำลังทหารราบกองหนึ่ง กลับถูกกดข่มจนไร้กำลังจะโต้ตอบ สำหรับมันแล้ว นี่คือความอัปยศครั้งใหญ่ที่แทบจะเหลือเชื่ออย่างแท้จริง
ในขณะเดียวกัน มันก็สงสัยใคร่รู้ยิ่งนัก ว่าแม่ทัพผู้นำทัพของอีกฝ่ายมีที่มาที่ไปอย่างไร เหตุใดก่อนหน้านี้ถึงไม่เคยเห็นหน้าค่าตาในแดนเหนือมาก่อนเลย
ในตอนนั้นเอง ตรงกลางค่ายกลของทหารเว่ยอู่จูก็มีแท่นบัญชาการไม้สูงกว่าหนึ่งจั้งถูกยกตั้งขึ้น เว่ยฉงซานผู้มีท่วงท่าสูงตระหง่านยืนอยู่บนแท่น เบื้องหลังเขายังมีธงผืนใหญ่ถูกชูขึ้นมา บนผืนธง ปักอักษรคำว่า 'อู่' ขนาดมหึมาเอาไว้
อู้เลี่ยชะงักไปชั่วครู่ ในความทรงจำของมัน กองทัพฝ่ายเหนือของต้าโจว ไม่น่าจะมีแม่ทัพแซ่ 'อู่' นี่นา
ทันใดนั้น จู่ๆ ก็เหมือนมีสายฟ้าแลบแปลบปลาบเข้ามาในหัวของมัน สาดส่องตำนานบทหนึ่งที่ถูกผนึกฝุ่นไว้ในส่วนลึกของความทรงจำให้สว่างไสวขึ้นมาอย่างกะทันหัน ในแววตายิ่งสาดประกายความตกตะลึงที่ยากจะปกปิดและความหวาดหวั่นอย่างลึกซึ้ง
"เว่ยอู่จู!"
อู้เลี่ยเค้นสามคำนี้ลอดไรฟันออกมาอย่างยากลำบากและหนักอึ้ง ราวกับว่าทุกตัวอักษรล้วนแฝงไว้ด้วยความหนักอึ้งของประวัติศาสตร์และจิตสังหารอันคาวคลุ้ง
หน้าไม้ทรงพลัง โล่หนา เกราะหนัก ดาบโมเตา...
นี่ไม่ใช่เว่ยอู่จู กองกำลังที่ถูกกลบฝังอยู่ในฝุ่นผงของหน้าประวัติศาสตร์มาเนิ่นนานแล้วหรอกหรือ?
ทว่า เว่ยอู่จูไม่ใช่หายไปจากสมรภูมิมาเกือบร้อยปีแล้วหรือไง?
นับตั้งแต่ความพ่ายแพ้อย่างย่อยยับเมื่อร้อยปีก่อน กองทัพนี้ก็เร้นกายหายสาบสูญ ไม่เคยปรากฏตัวบนสมรภูมิใดๆอีกเลย เหตุใดในวันนี้ ถึงได้มาปรากฏอยู่ที่ทุ่งหญ้าแห่งนี้ แล้วเผยคมเขี้ยวอันดุร้ายของมันออกมาอีกครั้ง?
แม้มันจะไม่เคยเห็นทหารเว่ยอู่จูของจริงด้วยตาตัวเองมาก่อน ทว่าสำหรับผลงานการรบอันรุ่งโรจน์ของกองทัพระดับตำนานแห่งต้าโจวเมื่อร้อยปีก่อนนี้ กลับเป็นที่ได้ยินจนชินหู
ผลงานการรบอันรุ่งโรจน์ของการใช้ทหารราบพิชิตทหารม้า รบร้อยครั้งไม่เคยพ่ายแพ้เหล่านั้นถูกเล่าขานสืบต่อกันมาในกองทัพรุ่นแล้วรุ่นเล่า แทบจะกลายเป็นแบบอย่างการรบระดับพื้นฐานที่แม่ทัพทุกคนล้วนต้องเคยศึกษาเล่าเรียน
ต่อให้เว่ยอู่จูจะหายสาบสูญไปถึงหนึ่งร้อยปีเต็ม แต่ผลงานการรบอันรุ่งโรจน์ของพวกเขาก็ยังคงดังกึกก้องสะเทือนสนามรบดุจเสียงอัสนีบาต ทำให้ผู้คนรุ่นหลังนับไม่ถ้วนปรารถนาจะเดินตาม และยำเกรงอย่างหาที่สุดไม่ได้
สิ่งนี้ก็พอจะแสดงให้เห็นแล้วว่า ทหารเว่ยอู่จูในอดีตนั้นน่าสะพรึงกลัวเพียงใด ถึงกับทำให้ศัตรูขวัญหนีดีฝ่อได้เพียงแค่ยินชื่อ แม้จะหายสาบสูญไปนับร้อยปีแล้วก็ตาม
"ทหารเว่ยอู่จูฟังคำสั่ง!"
ในตอนนั้นเอง บนแท่นบัญชาการ เสียงของเว่ยฉงซานก็ระเบิดก้องประดุจสายฟ้าฟาด สั่นสะเทือนแก้วหูของทุกคน
แสงสว่างสายสุดท้ายของตะวันยามเย็นสาดส่องเฉียงลงมา บนชุดเกราะหนักบนร่างของเขาราวกับถูกเคลือบด้วยชั้นทองคำที่กำลังไหลเวียน ทอแสงเจิดจ้าบาดตาจนแทบจะลืมตาไม่ขึ้น
"รับคำสั่ง!"
ทุกคนแผดเสียงคำรามกึกก้องพร้อมกัน คลื่นเสียงหลอมรวมเข้าด้วยกันดุจเสียงฟ้าร้องที่กำลังม้วนตัวแผ่ซ่านไปทั่วทุกสารทิศ ราวกับว่าฟ้าดินทั้งผืนกำลังสั่นสะเทือนตามไปด้วย ธงผืนใหญ่ที่ปักอักษร "อู่" ขนาดมหึมาก็โบกสะบัดส่งเสียงพรึ่บพรั่บ ร่ายรำอย่างบ้าคลั่งในสายลม
"เคลื่อนทัพทั้งหมด บุกโจมตี!"
สิ้นคำสั่งของเว่ยฉงซาน ค่ายกลของทหารเว่ยอู่จูก็เริ่มผลักดันไปข้างหน้าทั้งขบวน หากมองลงมาจากบนฟ้า ภาพนั้นก็ไม่ต่างอะไรกับเมืองอันสูงตระหง่าน ที่กำลังเคลื่อนที่ไปเบื้องหน้าด้วยสภาวะที่ไม่อาจขัดขวางได้
ความเร็วไม่ได้รวดเร็วเลย กระทั่งเรียกได้ว่าเชื่องช้าด้วยซ้ำ ทว่าทุกย่างก้าวที่เหยียบย่ำลงไป ผืนดินใต้ฝ่าเท้าล้วนสั่นสะเทือนตามไปด้วย ราวกับว่าแม้แต่ทุ่งหญ้าผืนนี้ ก็ยังทนแบกรับน้ำหนักนี้ไว้ไม่ไหว
แรงกดดันที่มองไม่เห็นสายหนึ่งม้วนตลบเข้ามาดุจขุนเขาพังทลายและทะเลพลิกคว่ำ กดทับลงบนหัวใจของทหารม้าหูเจี๋ยทุกคน
ต่อให้เป็นอู้เลี่ยที่ผ่านสมรภูมิมาอย่างโชกโชน คุ้นชินกับความเป็นความตายมามากแค่ไหน เมื่อได้เห็นภาพการรุกคืบที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันและแข็งแกร่งดั่งหินผาเช่นนี้ ภายในใจก็ยังต้องตื่นตระหนก แผ่นหลังมีเหงื่อเย็นซึมออกมาลางๆ
พลหน้าไม้ดำเนินการยิงกดข่มด้วยลูกศรหน้าไม้อันถี่ยิบ ห่าฝนลูกศรพุ่งว่อนดุจสายฝน พลโล่และพลหอกร่วมมือกันสร้างกำแพงเหล็กกล้า ก้าวเดินไปข้างหน้าทีละก้าว กองทหารโมเตาแยกออกเป็นสองปีก ราวกับกรงเล็บแหลมคมทั้งสองข้างของสัตว์ร้ายขนาดยักษ์ เตรียมพร้อมที่จะจู่โจมฉีกกระชากค่ายกลศัตรูได้ทุกเมื่อ
อู้เลี่ยฝืนบังคับตัวเองให้สงบสติอารมณ์ลง สะกดข่มความกังวลที่พุ่งพล่านในใจ ออกคำสั่งอย่างเด็ดขาด "พลธนู ยิงกดหัวพวกมันไว้! อย่าปล่อยให้พวกมันเข้ามาใกล้เด็ดขาด!"
แม้จะดูออกแล้วว่ากองกำลังนี้ก็คือเว่ยอู่จูในตำนาน ทว่ามันก็ยังคงไม่ยอมถอดใจถอยร่นไปง่ายๆเช่นนี้
ครั้งนี้ที่มันร่วมมือกับกองกำลังอีกาโลหิตของเซวียฉาน ก็เพื่อถอนรากถอนโคนพลสอดแนมต้าโจวที่มาอย่างไร้ร่องรอยไปอย่างไร้เงาเหล่านั้นบนทุ่งหญ้าทาราให้สิ้นซาก กวาดล้างอุปสรรคให้แก่กองทัพใหญ่ที่จะรุกรานลงใต้
ในแผนการเดิมของพวกมัน กองกำลังอีกาโลหิตจะเป็นฝ่ายลงมือบดขยี้ค่ายเย่เซียวที่กระจายกำลังอยู่บนทุ่งหญ้าทาราให้พินาศย่อยยับไปก่อน
จากนั้น ตัวมันก็จะนำทหารม้ายอดฝีมือหนึ่งหมื่นนายมาเก็บกวาดสถานการณ์ที่เหลือ นี่ไม่เพียงแต่เป็นการเชือดไก่ให้ลิงดู สร้างความหวาดหวั่นอันนองเลือดให้แก่กองทัพต้าโจวก่อนจะเปิดศึกใหญ่ แต่ยังเป็นการปลุกขวัญและกำลังใจให้แก่ฝ่ายตนเองอีกด้วย