- หน้าแรก
- โลกของผมกลายเป็นเกมออนไลน์ไปแล้ว
- บทที่ 131: การเข้าพบของพวกถังเสียนเซิ่ง(ชดเชยลืมลง)
บทที่ 131: การเข้าพบของพวกถังเสียนเซิ่ง(ชดเชยลืมลง)
บทที่ 131: การเข้าพบของพวกถังเสียนเซิ่ง(ชดเชยลืมลง)
บทที่ 131: การเข้าพบของพวกถังเสียนเซิ่ง
วันต่อมา หลังจากหลู่หยางกับหานเวยเวยทานอาหารกลางวันเสร็จ สัญญาณกริ่งที่หน้าประตูก็ดังขึ้น
คนที่มาไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นผู้นำของสามตระกูลใหญ่แห่งเมืองเทียนไห่ นำโดยถังเสียนเซิ่งและพรรคพวกของเขานั่นเอง
เมื่อวานนี้ตอนที่หานเวยเวยกลับมาหาหลู่หยาง เธอก็ได้แจ้งเรื่องที่หลู่หยางกลับมาให้พวกเขาทราบแล้ว แต่เมื่อวานนี้พวกถังเสียนเซิ่งไม่ได้เดินทางมาเข้าพบ เนื่องจากพวกเขาต้องการเหลือเวลาส่วนตัวให้หลู่หยางและหานเวยเวยได้อยู่ด้วยกันก่อน
ไม่ได้เจอกันตั้งนาน ย่อมต้องมีเรื่องพูดคุยกันมากมาย พวกเขาจึงไม่มีทางมาทำตัวเป็นก้างขวางคอแน่ๆ
“คุณหนูหาน”
ถังเสียนเซิ่งกับซ่งหยวนกล่าวทักทายด้วยรอยยิ้มทันที ที่เห็นหานเวยเวยเปิดประตูออกมา
ทว่าพอสิ้นเสียงคำพูดของพวกเขา ทั้งหมดพากันชะงักงัน
เนื่องจากพวกเขาสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายปราณแท้อันน่าสะพรึงกลัวสายหนึ่งจากตัวของหานเวยเวย
กลิ่นอายปราณแท้ระดับนี้ ย่อมต้องเป็นพลังของขอบเขตปรมาจารย์ พวกเขาไม่มีทางมองพลาดไปได้เด็ดขาด
เพราะได้รับยาเพิ่มพลังชีวิตขนาดเล็กจากหลู่หยาง นอกจากถังเสียนเซิ่งแล้ว พวกซ่งหยวนต่างก็ก้าวเข้าสู่ขอบเขตปรมาจารย์อย่างเป็นทางการแล้วเช่นกัน
หากมีเพียงคนเดียวที่สัมผัสได้ก็อาจคิดว่ามองพลาดไป แต่นี่ทั้งสามคนต่างก็สัมผัสได้พร้อมกันย่อมไม่มีทางผิดพลาดอย่างแน่นอน
“คุณหนูหาน? คุณ? ปราณแท้ในร่างกายของคุณอยู่ในขอบเขตปรมาจารย์งั้นเหรอ?” ถังเสียนเซิ่งเอ่ยถามหานเวยเวยด้วยความตื่นตะลึงเป็นคนแรก
“ใช่ค่ะ พี่หยางกลับมาคราวนี้ได้นำยามาให้ฉันเม็ดหนึ่ง พอฉันกินเข้าไปก็เข้าสู่ขอบเขตปรมาจารย์ทันทีเลยค่ะ เพราะก่อนหน้านี้ฉันยังเป็นแค่คนธรรมดา ตอนนี้เลยยังควบคุมปราณแท้ในร่างกายได้ไม่ค่อยสมบูรณ์น่ะ” หานเวยเวยกล่าวพลางแลบลิ้นน้อยๆ อย่างเขินอาย
เมื่อได้ยินคำพูดของหานเวยเวย พวกถังเสียนเซิ่งต่างพากันตกตะลึงอย่างถึงที่สุด
นี่มันขอบเขตปรมาจารย์เชียวนะ! ยาเพียงเม็ดเดียวกลับทำให้คนก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดได้ในก้าวเดียวเลยเรอะ!?
ยิ่งไปกว่านั้น ดูจากลักษณะของหานเวยเวยแล้ว มันไม่ใช่การฝืนยกระดับขึ้นมาแน่ๆ แต่นี่เป็นปราณแท้ที่บริสุทธิ์ที่สุด ยาชนิดใดกันที่มีอานุภาพวิเศษขนาดนี้? ถึงขนาดทำให้คนธรรมดาก้าวขึ้นเป็นปรมาจารย์ได้ในพริบตา?
ต่อให้มีอยู่จริง ยาชนิดนี้ก็ต้องมีค่าควรเมืองอย่างแน่นอน ยาล้ำค่าขนาดนี้ หลู่หยางกลับยินดีมอบให้หานเวยเวยกิน ดูท่าทางหลู่หยางน่าจะรักและทะนุถนอมหานเวยเวยอย่างแท้จริงสินะ?
โชคดีที่ในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมาพวกเขาไม่ได้แสดงความไม่เคารพต่อหานเวยเวยเลยแม้แต่น้อย ไม่อย่างนั้นหากหานเวยเวยพูดเป่าหูข้างหมอน พวกเขาคงต้องพากันซวยแน่ๆ!
“เอาละ พวกคุณอย่ามัวแต่ยืนอยู่ตรงประตูเลย เข้ามาก่อนเถอะค่ะ พี่หยางรอพวกคุณอยู่ข้างในแล้ว” หานเวยเวยมองพวกถังเสียนเซิ่งพลางยิ้มกล่าว
หลังจากพูดจบเธอก็หันหลังเดินกลับเข้าไปในบ้าน มายืนเคียงข้างหลู่หยางตามเดิม
“คารวะนายท่าน” พวกถังเสียนเซิ่งเดินตามเข้ามาหลังจากหานเวยเวยหันหลังเดินนำไป เมื่อเห็นหลู่หยางที่นั่งอยู่บนโซฟา ทั้งหมดก็รีบทำความเคารพอย่างนอบน้อมสูงสุดทันที
หลังจากทำความเคารพเสร็จ สัญชาตญาณความอยากรู้อยากเห็นอย่างรุนแรงก็ผุดขึ้นในใจของพวกเขาทันที
หลู่หยางในตอนนี้กับหลู่หยางก่อนที่จะจากไปเมื่อคราวก่อน ราวกับเป็นคนละคนกันเลยทีเดียว
พลังฝีมือของหลู่หยางนั้น พวกเขาไม่สามารถสัมผัสได้ สิ่งที่พวกเขาสัมผัสได้มีเพียงแค่กลิ่นอายและสง่าราศีเท่านั้น
หากบอกว่าเมื่อก่อนสง่าราศีของหลู่หยางดูเหนือล้ำกว่าคนทั่วไป เช่นนั้นหลู่หยางในเวลานี้ก็เปรียบเสมือนราชาท่ามกลางคนธรรมดา
ราวกับเป็นผู้ที่ถูกลิขิตมาให้ยืนอยู่เหนือคนธรรมดาทั้งปวงเลย!
ในเวลานี้ ต่อให้หลู่หยางจะไม่มีพลังฝีมืออันน่าสะพรึงกลัวใดๆ และเป็นเพียงคนธรรมดาคนหนึ่ง พวกเขาก็ไม่กล้าแสดงความไม่เคารพ เพราะแรงกดดันของหลู่หยางช่างน่ากลัวเหลือเกิน ราวกับมังกรสวรรค์บนนภาที่ผู้คนมิอาจเอื้อมถึง!
ท่าทางของพวกถังเสียนเซิ่ง หลู่หยางย่อมมองเห็นได้อย่างทะลุปรุโปร่ง นับตั้งแต่เขาสวมใส่หยกเหอซื่อปี้ ค่าเสน่ห์ของเขาก็เพิ่มขึ้นโดยตรงถึง 30 แต้ม บวกกับน้ำยาเพิ่มสถานะทั้งหมด 30 แต้มที่ดรอปมาจากกุ่ยฮวากงกง และการเพิ่มขึ้นจากน้ำยาเพิ่มสถานะอื่นๆ ค่าเสน่ห์ของหลู่หยางในตอนนี้จึงทะลุเกินร้อยแต้มไปแล้ว
ค่าเสน่ห์ของหลู่หยางที่เพิ่มขึ้นมานั้นแปรเปลี่ยนเป็นสง่าราศี สง่าราศีนี้สามารถแสดงออกมาเป็นความน่าเกรงขามหรือรูปแบบอื่นๆ ก็ได้
พวกถังเสียนเซิ่งเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของเขา สิ่งที่สัมผัสได้ย่อมเป็นความน่าเกรงขามอันทรงพลังเป็นธรรมดา
ความน่าเกรงขามที่เกินกว่าร้อยแต้มนั้น ย่อมทำให้ผู้คนรู้สึกว่าสูงส่งจนมิอาจเอื้อมถึงอย่างแน่นอน
ความน่าเกรงขามระดับนี้ ต่อให้หลู่หยางไม่มีพลังฝีมือเลยแม้แต่น้อย เขาก็สามารถใช้เสน่ห์ดึงดูดใจเฉพาะตัวนี้ในการสยบและรวบรวมเหล่าผู้ใต้บังคับบัญชาที่แข็งแกร่งจำนวนมากมาไว้ในอาณัติได้
ค่าเสน่ห์ย่อมเทียบได้กับรัศมีแห่งราชัน
แน่นอนว่าเมื่อเทียบกับเสน่ห์ดึงดูดใจแล้ว หลู่หยางยังคงชื่นชอบการใช้พลังฝีมือในการสยบผู้คนมากกว่า การใช้เพียงค่าเสน่ห์ในการรวบรวมคนนั้นช้าเกินไป หากใช้ร่วมกับพลังฝีมืออันแข็งแกร่งด้วยแล้ว ย่อมเป็นการประสานสองแรงแข็งขัน ค่าความภักดีของพวกลูกน้องจะเพิ่มสูงขึ้นในพริบตาอย่างแน่นอน
“เอาละ ตามสบายเถอะ ช่วงครึ่งปีที่ฉันไม่อยู่ พวกนายทำหน้าที่ได้ดีมาก” หลู่หยางโบกมือยิ้มๆ ให้พวกถังเสียนเซิ่งแล้วกล่าว
เรื่องราวในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมา หานเวยเวยได้เล่าให้หลู่หยางฟังเกือบทั้งหมดแล้ว
พวกถังเสียนเซิ่งทำผลงานได้ไม่เลวเลยทีเดียว พวกเขาแทบจะตอบสนองต่อคำขอของหานเวยเวยในทุกๆ เรื่อง และในยามที่หานเวยเวยยังไม่มีความรู้เรื่องการบริหารจัดการ พวกเขาก็ยังส่งผู้บริหารระดับหัวกะทิของแต่ละตระกูลมาคอยช่วยเหลือและให้คำแนะนำอยู่ข้างกาย เพื่อช่วยให้หานเวยเวยสามารถพัฒนาความสามารถของตนเองได้อย่างรวดเร็ว
การที่หานเวยเวยสามารถยืนหยัดและแบกรับหน้าที่ได้เพียงลำพังในตอนนี้ ย่อมแยกไม่ออกจากความช่วยเหลือของทั้งสามตระกูลใหญ่
ดังนั้นด้วยเหตุนี้ ท่าทีของหลู่หยางที่มีต่อพวกถังเสียนเซิ่งจึงนับว่าดีมากทีเดียว
“นี่เป็นสิ่งที่พวกเราสมควรทำอยู่แล้วครับ ผมไม่บังอาจรับคำชม ไม่ทราบว่าครึ่งปีที่นายท่านหายตัวไปนั้น ท่านเดินทางไปที่ไหนมาเหรอครับ?” ถังเสียนเซิ่งได้ยินคำพูดของหลู่หยาง จึงรีบถามด้วยรอยยิ้มทันที
“กลับไปรับสืบทอดตำแหน่งผู้นำตระกูลน่ะ” หลู่หยางได้ยินคำถามของถังเสียนเซิ่งก็นิ่งคิดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะนำเรื่องที่เขาใช้บอกกับหานเวยเวยมาบอกแก่พวกถังเสียนเซิ่งด้วยเช่นกัน
เมื่อได้ยินคำพูดของหลู่หยาง พวกถังเสียนเซิ่งต่างก็มีสีหน้าทำนองว่า “เป็นอย่างที่คิดไว้จริงๆ” ด้วยพลังฝีมือระดับหลู่หยาง จะเป็นเพียงตัวคนเดียวไม่มีตระกูลหนุนหลังได้ยังไง ใช่ไหม?
การที่นักยุทธ์คนหนึ่งจะเติบโตขึ้นมาได้นั้น จำเป็นต้องใช้ทรัพยากรมากมายมหาศาล ยิ่งเป็นนักยุทธ์ที่แข็งแกร่งเหนือล้ำขีดจำกัดอย่างหลู่หยางด้วยแล้ว ย่อมต้องการทรัพยากรมากกว่าคนทั่วไปหลายเท่า ไม่มีทางที่จะตัวคนเดียวไร้ญาติขาดมิตร ด้านหลังของเขาต้องมีตระกูลอันแข็งแกร่งหนุนหลังอยู่แน่ๆ
และยังต้องเป็นตระกูลระดับสุดยอดที่สุด ไม่อย่างนั้นไม่มีทางบ่มเพาะนักยุทธ์ระดับนี้ขึ้นมาได้
การที่หลู่หยางกลับไปรับสืบทอดตำแหน่งผู้นำตระกูล มันก็อยู่ในความคาดหมายของพวกเขาเช่นกัน เพราะด้วยอายุและพลังฝีมือระดับนี้ของหลู่หยาง ต่อให้อยู่ในขุมกำลังใดก็ต้องเป็นผู้สืบทอดอันดับหนึ่งอยู่แล้ว
เพียงแต่ตอนนี้หลู่หยางได้สืบทอดตำแหน่งผู้นำตระกูล และครอบครองพลังอันแข็งแกร่งของตระกูลตนเองแล้ว ในอนาคตพวกเขาควรจะเดินหน้าต่อไปยังไง? ตระกูลของหลู่หยางยังต้องการให้ตระกูลของพวกเขาคอยช่วยเหลืออยู่อีกไหม?
ท้ายที่สุด ด้วยอิทธิพลของตระกูลที่อยู่เบื้องหลังหลู่หยาง เพียงแค่เศษเสี้ยวเดียวก็อาจจะเหนือกว่าสามตระกูลใหญ่ของพวกเขาเป็นสิบเท่าร้อยเท่าแล้ว!