เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 30 บันทึกมุ่งสู่เซียน หนทางแสนยากลำบาก

บทที่ 30 บันทึกมุ่งสู่เซียน หนทางแสนยากลำบาก

บทที่ 30 บันทึกมุ่งสู่เซียน หนทางแสนยากลำบาก


บันทึกมุ่งสู่เซียน ... ?

ฉีอู๋ฮั่วทอดสายตามองตัวอักษรจีนโบราณที่จารึกอยู่บนหน้ากระดาษใบสีเหลืองเก่าแก่ ลายเส้นตวัดเฉียบคมและทรงพลังยิ่งนัก แม้ว่าคราบรอยหมึกบางส่วนจะเริ่มเลือนรางจางหายไปตามกาลเวลา ทว่าก็ยังคงมองเห็นความหยิ่งทะนงและความฮึกเหิมเปี่ยมด้วยอุดมการณ์ของเด็กหนุ่มผู้รังสรรค์มันขึ้นมาได้อย่างแจ่มชัด ยามเมื่อพลิกเปิดอ่านหน้าต่อไป ก็พบว่าตำราเล่มนี้เป็นเพียงสมุดบันทึกส่วนตัวที่บันทึกรวบรวมขั้นตอนและประสบการณ์ในการบำเพ็ญเพียรเท่านั้น มิเพียงแต่จะบันทึกจุดสำคัญและเคล็ดลับในการฝ่าด่านบำเพ็ญเพียรในแต่ละขั้นเอาไว้อย่างละเอียดลออ ทว่าเคียงข้างกันยังเขียนอธิบายอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดและการตกผลึกส่วนตัวของผู้เขียนเอาไว้ครบถ้วน ซึ่งนับว่ามีประโยชน์และช่วยส่งเสริมความรู้ความเข้าใจให้แก่ฉีอู๋ฮั่วในยามนี้มิต่ำต้อยเลยทีเดียว

นอกจากนี้ ยังมีการจารึกเรื่องราวเหตุการณ์ต่างๆ ในชีวิตประจำวันของตนเองเอาไว้ด้วย

'วันที่สิบสาม เดือนเจ็ด ท้องฟ้าแจ่มใส ลมปราณชี้นำเกิดมรรคาสำเร็จธรรม บำเพ็ญลมปราณแรกเริ่มจนสำเร็จสมบูรณ์ในวัยเพียงสิบสามปี หากมองดูในรุ่นราวคราวเดียวกัน ข้านี่แหละคือยอดอัจฉริยะเหนือผู้คน!'

'ทั้งท่านพ่อและท่านปู่ ล้วนมีตบะบารมีมิอาจเทียบเคียงข้าได้เลยแม้แต่ปลายก้อย!'

'กวัดแกว่งกระบี่ท่องยุทธจักร จ้องมองโลกมนุษย์อันแสนต่ำเตี้ย ฮ่าๆ ใครเล่าจะมีบารมีสง่างามและน่าเกรงขามเท่ากับข้าผู้นี้ได้อีก?!'

'ฮ่าๆ ยามเมื่อข้าบำเพ็ญเพียรจนบรรลุมรรคผลสำเร็จเป็นเซียน ข้าควรจะหยิบยกบันทึกเล่มนี้ไปเป็นหลักฐานอ้างอิงและจุดเริ่มต้นของการเดินทางขึ้นสู่สรวงสวรรค์ของข้า เพื่อจารึกไว้ให้ลูกหลานรุ่นหลังของสำนักได้อ่านและภาคภูมิใจในตัวข้า'

'เช่นนั้น ข้าขอตั้งชื่อตำราเล่มนี้ว่า บันทึกมุ่งสู่เซียน!'

ตัวอักษรแต่ละแถวเขียนตอกย้ำด้วยน้ำหนักมืออันมั่นคง ปลอดโปร่งและสะใจยิ่งนัก ทำให้ฉีอู๋ฮั่วที่กำลังอ่านอยู่ถึงกับเผยรอยยิ้มจางๆ ออกมาอย่างหักห้ามใจมิได้

ทว่าเมื่อหวนนึกถึงท่าทาง พฤติกรรม และการกระทำอันแสนชั่วช้าเลวทรามของต้านไถเซวียนขึ้นมา คิ้วพลันขมวดมุ่นขึ้นมาทันที

ม้วนตำราเล่มนี้ หรือว่าจะเป็นของที่ต้านไถเซวียนใช้วิธีเข่นฆ่าสังหารยอดอัจฉริยะวัยเยาว์คนหนึ่งแล้วแย่งชิงสมุดบันทึกบำเพ็ญเพียรเล่มนี้มาครองกันแน่

หรือว่านี่คือของใช้ส่วนตัวของเจ้าของป้ายไม้สมาพันธ์เต๋าหมิงเจินคนดั้งเดิมคนนั้น?

ยามเมื่อพลิกเปิดหน้าต่อไป เป็นการจารึกคาถาและเวทมนตร์ขั้นพื้นฐานง่ายๆ สองสามประเภท และก็ยังคงเป็นลายมือบันทึกส่วนตัวของเด็กหนุ่มผู้หยิ่งทะนงคนเดิมจารึกไว้ว่า 'ยามเมื่อลมปราณชีวิตของผู้บำเพ็ญเพียรยังมิอาจผสานรวมกับแก่นแท้ดั้งเดิมจนมิอาจควบคุมปล่อยออกนอกร่างกายได้ ย่อมมิสามารถขับเคลื่อนพลังชักนำตราอักขระคาถาได้โดยตรง ทว่าในระดับขั้นนี้ หากผู้บำเพ็ญจัดเตรียมความพร้อมของอุปกรณ์แท่นพิธีเป็นอย่างดี ก็จะสามารถสำแดงปาฏิหาริย์ที่ละม้ายคล้ายคลึงกับอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ขึ้นมาได้สำเร็จเช่นกัน'

'ดังนั้น จึงสมควรเรียกคนกลุ่มนี้ว่า นักพรต เพื่อเป็นหลักฐานชี้ชัดว่ามิใช่ปุถุชนคนธรรมดาทั่วไปอีกต่อไปแล้ว'

และยังมีข้อความประทับสั้นเขียนต่อท้ายว่า 'เมื่อวานนี้ตาแก่รุมทุบตีทำร้ายข้า รอให้เขาแก่เฒ่าลงเมื่อใด ข้าจะคอยป้อนยาสมุนไพรวิเศษรสชาติขมคอและยากจะกลืนกินที่สุดให้เขาดื่มทุกวัน ฮ่าๆ และห้ามเติมน้ำตาลโดยเด็ดขาด!'

ทว่าข้อความในบรรทัดต่อมากลับถูกขีดฆ่าทำลายจนเลอะเลือน คล้ายกับเด็กหนุ่มถูกญาติผู้ใหญ่ของตระกูลจับตัวได้แล้วรุมสั่งสอนลงทัณฑ์อีกรอบ บนหน้ากระดาษสีขาวสะอาดตาพลันปรากฏรอยคราบเปื้อนที่ดูคล้ายกับแก้มของเด็กหนุ่มโดนกดทับลงบนหน้ากระดาษจนเกิดเป็นรูปทรงเลือนราง

จากนั้นจึงมีการเขียนข้อความเพิ่มเติมต่อท้ายไว้ว่า ...

'หลังจากโดนรุมสั่งสอนอย่างหนักแล้ว คาดว่าเพิ่มน้ำตาลก้อนเล็กๆ ให้สักหนึ่งก้อนก็น่าจะพอกลืนลงคอได้อยู่'

ฉีอู๋ฮั่วอดมิได้ที่จะอมยิ้มกว้างขึ้นมาทันที

เขาทอดสายตากวาดมองผ่านๆ พบว่าหน้ากระดาษหน้านี้บันทึกวิธีการทำพิธีอักขระคาถาเอาไว้สามประเภท ประกอบด้วย คาถาห้ามโลหิต คาถาสยบปราบสิ่งชั่วร้าย และคาถาพรางกายบังตารวมอยู่ด้วย

หลังจากอ่านทำความเข้าใจอย่างละเอียดแล้ว ก็สัมผัสได้ถึงความรู้ความเข้าใจอันลึกซึ้งยิ่งนัก

ทว่าในส่วนหน้าต่อๆ ไป กลับจารึกคำบ่นที่เด็กหนุ่มโกรธแค้นและโมโหโกรธาเพราะโดนบุพการีและบิดาบังคับให้ออกไปทำงานแรงงานหนัก

จนกระทั่งกระทืบเท้าตะโกนกู่ร้องระบายความคับแค้นใจออกมาอย่างเป็นบ้าเป็นหลัง

'บดเต้าหู้ บดเต้าหู้ บดเต้าหู้อันใดกันนักกันหนาเหลวไหลสิ้นดี!'

'ข้าคือจอมยุทธกระบี่ ข้าคือจอมยุทธกระบี่ผู้เก่งกาจนะ ข้าหาใช่ตาแก่คนบดเต้าหู้ไม่!'

'ตาแก่ช่างน่ารังเกียจที่สุด พล่ามบอกข้าอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันว่าหากยังมิอาจก้าวเข้าสู่โลกมนุษย์ได้สำเร็จ แล้วจะสามารถบรรลุหนทางหลุดพ้นจากโลกมนุษย์ไปได้อย่างไรกัน ช่างเป็นเรื่องเหลวไหลไร้สาระที่สุด!'

'มีที่ใดในใต้หล้าที่จอมยุทธกระบี่ต้องออกไปนั่งบดเต้าหู้กลิ่นเหม็นคาวอยู่ทุกค่ำคืนบ้างเล่า!'

'กลิ่นเถั่วเหลืองโชยแตะจมูกรุนแรงจนข้าอยากจะอาเจียนออกมาแล้วนะ ฮือๆ ... '

'ภาพลักษณ์จอมยุทธกระบี่ผู้สวมชุดสีขาวปลิวไสวประดุจดังยอดเซียนลอยลมของข้า ความหล่อเหลาสง่างามของข้าพังพินาศหมดสิ้นแล้ว! นี่ข้าต้องสวมเสื้อผ้าประณีต แบกกระบี่คู่กายไว้บนบ่า แล้วไปนั่งก้มหน้าก้มตาบดเต้าหู้เช่นนั้นจริงๆ หรือนี่?'

'ไม่ได้การแล้ว ไม่ได้การเด็ดขาด ข้าคือยอดอัจฉริยะที่หาตัวจับยากในรอบร้อยปีนะ! ข้าต้องคิดค้นยอดวิชาอิทธิฤทธิ์สำหรับบดเต้าหู้ขึ้นมาใช้งานแทนให้ได้!'

'ตัดสินใจเรียบร้อยแล้ว!'

'ข้าคือยอดอัจฉริยะผู้เก่งกาจที่สุด!'

ฉีอู๋ฮั่วคล้ายกับมองเห็นภาพของเด็กหนุ่มในวัยไล่เลี่ยกับตนเองแบกกระบี่คู่กายไว้บนแผ่นหลัง นั่งกัดฟันกรอดด้วยความโกรธแค้นอยู่ข้างเตาต้มถั่วเหลือง ก่อนจะฝืนใจลุกขึ้นไปหมุนโม่หินบดเต้าหู้ เสื้อผ้าของจอมยุทธวัยเยาว์ที่เพิ่งจะตัดเย็บมาใหม่เปรอะเปื้อนไปด้วยกลิ่นเต้าหู้โชยคาวฟุ้งกระจายจนอยากจะร้องไห้แต่ก็ไม่มีน้ำตาจะไหล สุดท้ายด้วยความโกรธแค้นจึงตัดสินใจคิดค้นคาถาอาคมแปรสภาพขึ้นมาใช้งานแทนแรงงานตนเองจริงๆ

ยามเมื่อฉีอู๋ฮั่วพลิกเปิดหน้ากระดาษแผ่นต่อมา ก็ถึงกับเบิกตากว้างนิ่งงันไปทันควัน เมื่อเห็นข้อความพาดหัวกระดาษเขียนกำกับไว้เด่นชัดว่า——

'คาถาแปรโม่เต้าหู้'

ชื่อคาช่างเรียบง่ายสุภาพสมถะ ทว่ารายละเอียดคาถากลุ่มคำสวดกลับแฝงความหยอกล้อทีเล่นทีจริงตามวิสัยของเด็กหนุ่มจนน่าขันยิ่งนัก บ่งบอกอย่างชัดเจนว่าเป็นสิ่งที่เด็กหนุ่มจงใจเขียนบันทึกขึ้นมาเพื่อความสนุกสนานและแกล้งปั่นหัวผู้อื่นเป็นหลัก

บทสวดร่ายมนตร์กล่าวไว้ว่า 'หนึ่งสองสามสี่ห้าปรมาจารย์ผู้ก่อตั้ง ทองไม้ไฟน้ำดินเบญจเทพารักษ์สถิต ศิษย์เลื่อมใสสวดท่องคาถาในใจ'

'ต้มถั่วเผาต้นถั่ว ถั่วร้องไห้อยู่ในหม้อ แท้จริงเกิดจากรากเหง้าเดียวกัน เหตุใดจึงต้องเร่งร้อนแผดเผาเข่นฆ่าทำลายล้างกันถึงเพียงนี้ แม้นมิสะอาดหมดจดก็ช่างมัน แม้นมิแปรเปลี่ยนรูปก็ช่างมัน'

'ขอแปรเปลี่ยนน้ำเต้าหู้กลายเป็นน้ำเปล่าหนึ่งอ่าง ทวีอิทธิฤทธิ์หมื่นแสนปาฏิหาริย์ สำแดงเดชฉับพลันทันใจนึก!'

"ถึงกับมีคาถาประเภทนี้บันทึกเอาไว้ใช้งานจริงๆ หรือนี่?"

มิเพียงแต่จะมีคาถาประเภทนี้เท่านั้น ทว่าในหน้ากระดาษถัดไปกลับมี 'คาถาล้มหมู' บันทึกเอาไว้ด้วย โดยเขียนอธิบายเหตุผลประกอบไว้สั้นๆ ว่า จอมยุทธกระบี่ผู้ยิ่งใหญ่น่าเกรงขามหากต้องก้มหน้าก้มตาไปกุมตัวหมูป่าล้มคว่ำเพื่อทำอาหาร ช่างดูน่าเวทนาและเสื่อมเกียรติเกินไป

แถมยังบันทึกไว้อีกว่า เคยโดนหมูป่าพุ่งชนเข้ากลางหน้าท้องจนจุกเสียดแทบสิ้นสติและต้องกลิ้งหลุนๆ ไปตามพื้นดินช่างน่าขายหน้ายิ่งนัก

ดังนั้นจึงจำต้องคิดค้นคาถาอาคมบทนี้ขึ้นมาเพื่อกู้หน้าคืนมาแทน!

และแน่นอนว่า ยอดคนที่โดนหมูป่าพุ่งชนเข้าหน้าท้องจนจุกเสียดผู้นั้น หาใช่ข้าพเเจ้าจอมยุทธกระบี่ผู้เก่งกาจผู้นี้ไม่!

มี 'คาถาต้มสุราต้มเนื้อ' บันทึกไว้ด้วย—เหตุผลหลักคือฝีมือการปรุงอาหารของตนเองย่ำแย่ทารุณและไร้รสชาติสิ้นดีจนแทบอยากจะอาเจียนออกมาทุกครั้งที่กิน

มี 'คาถาแก้เคล็ดกลั่นแกล้ง' บันทึกไว้ด้วย—วัตถุประสงค์หลักคือนำไปใช้สําหรับกลั่นแกล้งคนหนุ่มสาวในงานมงคลสมรสโดยเฉพาะ

มี 'คาถาละลายก้างกลืนเข็ม' บันทึกไว้ด้วย—เนื่องจากยอดจอมยุทธกระบี่เดินทางขึ้นไปทางตอนเหนือ และนี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ได้ลิ้มลองรสชาติของปลา ทว่ากลับโชคร้ายโดนก้างปลาทิ่มแทงติดแน่นอยู่ในลำคอ ดื่มน้ำส้มสายชูเข้าไปเท่าใดก็มิอาจลบล้างความเจ็บปวดแสนสาหัสลงได้ จึงจำต้องคิดค้นคาถาอาคมบทนี้ขึ้นมาแก้ปัญหาด้วยตัวเองอย่างเร่งด่วน!

ยามเมื่อพลิกเปิดอ่านหน้าต่อๆ ไป ฉีอู๋ฮั่วคล้ายกับมองเห็นเด็กหนุ่มผู้หนึ่งที่ชอบพูดจาหยอกเย้าทีเล่นทีจริง แสดงท่าทีหยิ่งทะนงหยิ่งยโส ดำเนินชีวิตบำเพ็ญเพียรและฝึกซ้อมเพลงกระบี่อย่างสง่างามฮึกเหิมเปี่ยมด้วยอุดมการณ์ความหวัง อายุสิบสามปีลมปราณชีวิตแปรเปลี่ยนบรรลุผลสำเร็จธรรม อายุสิบเจ็ดปีหยั่งรู้จิตกระบี่ คมกระบี่คมกริบไร้ผู้ต่อต้าน อายุยี่สิบเอ็ดปีฝึกฝนลมปราณแรกเริ่มได้สำเร็จ จนทึกทักเอาเองว่าเป็นยอดฝีมืออันดับหนึ่งในใต้หล้า รายละเอียดการสืบทอดวิชาความรู้ คาถาอาคม และยอดวิชาอิทธิฤทธิ์ทั้งหมดที่เขาเคยฝึกฝนเล่าเรียนมา ล้วนได้รับการเขียนบันทึกอธิบายไว้ในนี้อย่างละเอียดถี่ถ้วนยิ่งนัก

ฉีอู๋ฮั่วค่อยๆ อ่านทำความเข้าใจทีละหน้า ในใจพลันบังเกิดความรู้สึกเข้าใจและร่องรอยการสอดประสานกันของจิตวิญญาณดั้งเดิม ค่อยๆ จดจำขั้นตอนและหลักการแปรเปลี่ยนของคาถาอาคมเหล่านั้นเอาไว้ในใจทีละน้อย

มีทั้งศาสตร์แห่งเพลงกระบี่ ศาสตร์แห่งคาถาอาคมจิปาถะ ศาสตร์แห่งการสยบภูตผีปีศาจปราบสิ่งชั่วร้าย ศาสตร์แห่งการแพทย์ยาสมุนไพร ศาสตร์แห่งการพยากรณ์ชะตาชีวิต และศาสตร์แห่งตราอักขระคาถา ล้วนได้รับการบันทึกไว้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์

เขาเพิ่งจะจดจำขั้นตอนและวิธีการขับเคลื่อนพลังปราณชีวิตของตนเองเพื่อนำไปปรับปรุงสภาพร่างกายและลมปราณของผู้อื่น

เพื่อความมุ่งหมายในการสร้างสมดุลประคองพลังรักษาอาการบาดเจ็บทั่วไป ยามเมื่อพลิกเปิดอ่านหน้ากระดาษแผ่นต่อมา ดวงตาพลันสั่นไหวเบิกกว้างขึ้นมาทันควัน

'ปีที่สิบแปด วันนี้จงเวยเข้าพิธีแต่งงานมงคลสมรสกับผู้อื่นแล้ว'

'ข้ารู้ดีว่าผู้ที่นางรักมั่นในก้นบึ้งของหัวใจแท้จริงคือข้า ข้ารู้เรื่องนี้ดี'

'ทว่าในดวงใจของข้ามีเพียงวิถีมรรคาธรรมอันยิ่งใหญ่เท่านั้น ไร้ซึ่งห้องว่างสำหรับบรรจุเรื่องราวความรักใคร่อื่นใดอีกต่อไป ท่ามกลางสายฝนโปรยปราย ข้ายืนตระหง่านอยู่บนจุดสูงสุดของยอดเขา เฝ้ามองดูนางก้าวเข้าสู่พิธีมงคลสมรสของผู้อื่นอย่างเงียบสงบ ก่อนจะหมุนตัวก้าวเดินจากไปโดยมิหันหลังกลับมามองอีกเลย'

'ออกเดินทางจาริกท่องเที่ยวไปทั่วหล้า เสาะแสวงหาครูบาอาจารย์เพื่อศึกษาเล่าเรียนวิถีธรรม บำเพ็ญจิตใจและสติปัญญาควบคู่ไปกับการฝึกฝนร่างกายประคองพลังชีวิต'

'ปีที่สามสิบเอ็ด เดือนเจ็ด—'

'เดินทางผ่านอารามโบราณรกร้างแห่งหนึ่ง ตรวจพบวิญญาณผีร้ายอสุรกายกวัดแกว่งทำชั่วเข่นฆ่าผู้คนไปทั่ว ข้าจึงกวัดแกว่งกระบี่คู่กายออกปราบปรามขจัดภัยพิบัติ มีปีศาจต้นไม้ตนหนึ่งที่มีตบะบารมีแก่กล้าและมีพลังอิทธิฤทธิ์มิต่ำต้อยรวมอยู่ด้วย'

'กวัดแกว่งกระบี่ไล่ล่าสังหารหลบหนีเป็นระยะทางไกลนับร้อยลี้ ปลิดชีพสังหารอสุรกายผีร้ายได้ทั้งหมดหนึ่งร้อยสามสิบเอ็ดตน ทั่วร่างกายของข้าได้รับบาดแผลฉกรรจ์นับสิบแห่ง ช่วยเหลือชีวิตผู้คนให้รอดพ้นความตายมาได้ทั้งหมดสิบสามคน'

'ยามที่แสงตะวันสีทองเริ่มส่องสว่างขอบฟ้า ข้าประคองคนโทสุราหันหน้าเผชิญหน้ากับแสงอัสดงสีม่วงพรั่งพรูร่ำสุราจนมึนเมามายสะใจยิ่งนัก ช่างเป็นชีวิตที่ปลอดโปร่งไร้ความกังวลเสียจริง!'

'ปีที่สามสิบหก เดือนแปด—'

'หนทางสู่อายุวัฒนะช่างแสนยากลำบากยิ่ง ตรวจพบภัยแล้งคุกคามราษฎรข้าจึงขับเคลื่อนอิทธิฤทธิ์แปรสายน้ำจากระยะไกลนับร้อยลี้มาชุบชีวิตช่วยเหลือชีวิตราษฎรประทังชีวิตคุ้มครองราษฎร'

'ซื้อสุรามาหนึ่งคนโท ร่ำสุราอย่างสง่างามปลอดโปร่งแล้วก้าวเดินจากไปอย่างเงียบสงบ'

'ปีที่สี่สิบเอ็ด เดือนหก—'

'พบเจอนักพรตนอกรีตชั่วช้ากระทำการชั่วร้ายเข่นฆ่าปุถุชนคนเป็นเพื่อนำมาหลอมสร้างของวิเศษ ข้าบังเกิดความโกรธแค้นประทุเดือดจึงกวัดแกว่งกระบี่ไล่ล่าสังหารอย่างไม่ลดละ แม้ร่างกายในยามนั้นจะได้รับบาดแผลบดขยี้แสนสาหัส ทว่าสุดท้ายก็สามารถสังหารขจัดปัดเป่าภัยพิบัติลงได้สำเร็จ ทว่าต้องสูญเสียและลดทอนอายุขัยดั้งเดิมไปถึงสิบสามปี'

'นักพรตนอกรีตชั่วช้าผู้นั้นเอ่ยคำสาปแช่งในวาระสุดท้ายก่อนตายว่า ในวันข้างหน้าตัวข้าเองก็หลีกเลี่ยงมิพ้นที่จะต้องตกลงสู่หนทางเดียวกับมันเช่นกัน'

'ฮ่าๆ ช่างเป็นเรื่องเหลวไหลไร้สาระสิ้นดี ผู้บำเพ็ญเพียรในวิถีธรรมอันยิ่งใหญ่เช่นพวกเรา ย่อมต้องมั่นคงเด็ดเดี่ยวเปรียบเสมือนดั่งเพลงกระบี่อันคมกริบ ยืนตระหง่านท้าทายฟ้าดินอย่างไร้รอยมลทินกิเลส หากมีวันเวลาที่ข้าต้องกลายเป็นคนชั่วช้าเช่นนั้นจริง มิสู้ข้าใช้คมกระบี่ของตนเองปลิดชีวิตสังหารตนเองไปเสียยังจะดีกว่า!'

'กล้าดีอย่างไรถึงมาเอ่ยคำพูดปั่นหัวทำลายจิตใจดวงใจรักมั่นในมหาธรรมของข้า'

'พวกลัทธิมารนอกรีตชั่วร้าย สรรพชีวิตในใต้หล้าล้วนมีหน้าที่ต้องเข่นฆ่าทำลายล้างให้หมดสิ้น!'

'ปีที่ห้าสิบ—'

'พยายามทะลวงผ่านระดับบำเพ็ญเพียร ... ทว่าประสบความล้มเหลว ฮ่าๆ มิเป็นไรหรอก วันนี้ขอละทิ้งเรื่องการบำเพ็ญเพียรเอาไว้ชั่วคราว แล้วออกไปร่ำสุรากราบคารวะสรวงสวรรค์ให้สะใจดีกว่า!'

'ปีที่ห้าสิบเอ็ด—'

'พยายามทะลวงผ่านระดับบำเพ็ญเพียรประสบความล้มเหลวอีกครา ... ช่างเถอะ ช่างมันเถิด'

'ปีที่ห้าสิบสาม—'

'ประสบความล้มเหลว'

'ปีที่หกสิบ—เดินทางกลับสู่บ้านเกิดอันแสนห่างไกล'

'จงเวยล่วงลับตกตายไปเสียแล้ว ข้ามองเห็นเถ้ากระดูกและร่างอันไร้วิญญาณของนางถูกขนส่งผ่านหน้าสายตาของข้าไปทีละก้าว'

'ในอกพลันบังเกิดความเจ็บปวดลึกล้ำแสนสาหัส จิตใจว้าวุ่นล่องลอยไร้จุดหมาย จึงได้แต่ก้าวเดินย่ำเท้าขึ้นไปบนขุนเขาดั้งเดิมอีกครั้ง'

'ณ สถานที่แห่งนี้ ข้าเคยเฝ้ามองนางก้าวเข้าสู่พิธีมงคลสมรส และ ณ สถานที่แห่งนี้ ข้าเฝ้ามองนางล่วงลับดับสูญไปจากโลก ข้าเฝ้ามองดูภาพชีวิตตลอดทั้งชีวิตของนางล่วงลับผ่านพ้นไป'

'ในค่ำคืนนั้น ข้าประคองสุราร่ำสุราเพียงลำพังจนมึนเมามาย ท่ามกลางความฝันอันเลือนราง คล้ายกับมองเห็นภาพความหลังในวัยเยาว์ของตัวข้าและนางยืนเคียงข้างส่งยิ้มให้กัน ในอกพลันบังเกิดความอาลัยอาวรณ์ลึกซึ้ง ยามตื่นขึ้นมาในโสตประสาทก็หลงเหลือเพียงความว่างเปล่า ยามนั้นข้าทบทวนตัวเองดูว่า บางทีในวันเวลาเหล่านั้น ข้าควรจะปฏิบัติตนตรงตามความต้องการของก้นบึ้งหัวใจ พานางออกเดินทางร่วมหัวจมท้ายเคียงคู่กันไปจนแก่เฒ่า ... ชีวิตบำเพ็ญธรรมตลอดทั้งชีวิตของข้า สุดท้ายแล้วกลับว่างเปล่ามิอาจประสบความสำเร็จอันใดได้เลย'

'ตัวข้า ... กระทำเรื่องราวผิดพลาดไปจริงๆ ใช่หรือไม่?'

ยามเมื่อฉีอู๋ฮั่วพลิกเปิดอ่านหน้ากระดาษแผ่นต่อๆ ไป จอมยุทธกระบี่ผู้เคยหยิ่งทะนงหยิ่งโสและมีคุณธรรมล้นเหลือผู้นั้น บัดนี้ได้ผ่านโลกพานพบเรื่องราวยากลำบากมากเกินไป มิตรสหายร่วมรบพากันล่วงลับดับสูญไปทีละคนจนหมดสิ้น ทว่าตัวเขาเองไม่ว่าจะพยายามเร่งบำเพ็ญเพียรฝึกฝนอย่างไร ก็ยังคงติดขัดและขาดขั้นตอนสุดท้ายไปเพียงก้าวเดียวเสมอ ขาดไปเพียงก้าวเดียวตลอดกาล ในปีที่หกสิบ ปีที่เจ็ดสิบ และปีที่แปดสิบ ล้วนเป็นเช่นนี้ทั้งสิ้น จนกระทั่งมาถึงบันทึกความทรงจำปีที่หนึ่งร้อย ตัวอักษรและพู่กันที่บันทึกเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นสับสนวุ่นวาย บ้าคลั่ง สะเปะสะปะ และไร้ระบบระเบียบอย่างรุนแรง

'ล้มเหลวอีกแล้ว! ล้มเหลวอีกแล้ว! ประสบความล้มเหลวอีกคราแล้ว!'

'หรือว่าจะเป็นเพราะยามวัยเยาว์ข้าออกต่อสู้เข่นฆ่าและเผชิญหน้าบาดแผลบดขยี้มากเกินควร จนทำลายรากฐานปฐพีปฐมมลทินของร่างกายไปจริงๆ?! หากหยั่งรู้เรื่องนี้ล่วงหน้า หากหยั่งรู้ล่วงหน้า ... '

'หากหยั่งรู้ล่วงหน้า ข้าไม่มีวันลงมือยื่นมือเข้าช่วยชีวิตคนไร้ค่าเหล่านั้นเด็ดขาด!'

'สมควรปล่อยให้พวกมันตกตายพินาศสลายตัวไปให้สิ้นซาก!'

'ปีที่หนึ่งร้อยสิบ'

'ล้มเหลวล้มเหลวล้มเหลวล้มเหลว!!'

'ปีที่หนึ่งร้อยสิบเจ็ด'

'พยายามหลอมยาเม็ดอสูรโลหิต ข้าเพียงแต่ขอยืมดูดกลืนเลือดสดของมนุษย์คนเป็นมาใช้ประกอบยาปรุงยาเล็กน้อยเท่านั้น ย่อมมิส่งผลกระทบอันใดต่ออายุขัยและชีวิตดั้งเดิมของพวกเขาหรอก ไม่มีวันส่งผลกระทบเด็ดขาด'

'ได้ผล ยอดเยี่ยมมาก ... ฮ่าๆๆๆ ได้ผลจริงๆ ได้ผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยมจริงๆ!'

'ข้าสัมผัสได้ว่ารากฐานปฐพีของร่างกายเริ่มฟื้นฟูคืนสภาพกลับมาบ้างแล้ว พลังปราณชีวิต พลังปราณกำลังเดือดพล่าน กำลังเดือดพล่านพุ่งทะยาน!'

'มีโอกาสสำเร็จแล้ว มีโอกาสสำเร็จธรรมบรรลุมรรคผลแล้ว ข้ายังมิอยากตาย ข้ายังมิอยากตกตายพินาศไปเด็ดขาด!'

ฉีอู๋ฮั่วทอดสายตามองดูหน้ากระดาษหน้านี้ บัดนี้เขาเข้าใจแจ่มแจ้งชัดเจนดีแล้วว่าม้วนตำราเล่มนี้แท้จริงแล้วสถิตสืบทอดเป็นของใช้ส่วนตัวของใคร

เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ คราหนึ่ง ก่อนจะเร่งรีบพลิกเปิดอ่านหน้าต่อไปอย่างรวดเร็ว ตัวอักษรพู่กันจีนโบราณราวกับคมดาบที่สลักลึก จารึกเรื่องราวเหตุการณ์ของยอดอัจฉริยะผู้เปี่ยมด้วยคุณธรรมและความฮึกเหิมเปี่ยมอุดมการณ์ในอดีต ค่อยๆ ก้าวตกเหวร่วงหล่นลงสู่ก้นบึ้งของพวกลัทธิมารชั่วร้ายทีละก้าว เริ่มต้นจากการดูดกลืนเลือดสดคนเป็นเพื่อนำมาหลอมยารักษาตัว ต่อมาเริ่มลงมือดูดกลืนอายุขัยของมนุษย์ และท้ายที่สุดเป็นการเข่นฆ่าทำลายชีวิตแย่งชิงวาสนา อุปนิสัยใจคอก็ค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นดุร้าย บ้าคลั่ง หวาดระแวง และระวังตัวจนเกินเหตุ เพื่อประคองอายุขัยของตนเองให้อยู่ต่อพร้อมกระทำการชั่วร้ายได้ทุกวิถีทางอย่างไร้ขีดจำกัด จนกระทั่งฉีอู๋ฮั่วพลิกเปิดมาถึงหน้ากระดาษแผ่นสุดท้าย บันทึกความทรงจำสุดท้ายที่จารึกไว้เด่นชัดคือ——

'ฤดูใบไม้ผลิ ปีที่หนึ่งร้อยสามสิบเอ็ด'

'หลานชายของจงเวยก็ล่วงลับตกตายดับสูญไปจากโลกมนุษย์เรียบร้อยแล้วเช่นกันสินะ'

'บ้านเกิดเมืองนอนอันแสนห่างไกลสำหรับข้าในยามนี้ ช่างไร้ความหมายและไร้ค่าใดๆ สิ้นดี ร่างกายอันร่วงโรยนี้ช่างละม้ายคล้ายกับใบไม้ที่ร่วงหล่นร่อนเร่ไปตามสายลม หรือเปรียบเสมือนดั่งแมลงร้ายที่คืบคลานอยู่ท่ามกลางซอกมุมของฟ้าดิน สรรพสิ่งรอบข้างและสรรพชีวิตในใต้หล้า ดูคล้ายกับมิได้มีสายสัมพันธ์หรือข้อผูกมัดอันใดเชื่อมโยงกับตัวข้าอีกต่อไปแล้ว ญาติสนิทมิตรสหายรักล้วนพากันล่วงลับดับสูญไปสิ้น ในอกพลันบังเกิดความเงียบเหงาเปล่าเปลี่ยวใจยิ่งนัก'

'ข้าร่ำสุราจนมึนเมามาย ยามค่ำคืนก้าวเดินท่องเที่ยวเพียงลำพัง ทอดสายตามองสายน้ำไหลพาดผ่าน ลำคอพลันรู้สึกแห้งผากกระหายน้ำยิ่งนัก จึงค้อมตัวลงหวังจะดื่มน้ำดับกระหาย'

'คืนนี้แสงจันทร์วันเพ็ญสว่างไสวแจ่มชัดยิ่งนัก ยามเมื่อข้าก้มหน้าลงมองผิวน้ำ ก็ถึงกับสะดุ้งเบิกตากว้างนิ่งงันไปทันควัน'

'ท่ามกลางเงาสะท้อนของแสงจันทร์บนผิวน้ำ เงาร่างที่สะท้อนย้อนกลับคืนมาคล้ายกับเป็นตัวข้า ทว่าก็คล้ายกับไม่ใช่ตัวข้าในยามนี้ ... ภาพเงาร่างนั้นคือชายหนุ่มรูปงามหมดจด แววตาคมกริบดั่งดวงดารากำลังจ้องเขม็งมองตรงมาที่ตัวข้าด้วยความโกรธแค้นแสนสาหัส ราวกับภาพเงาของตัวข้าเองในยามเยาว์วัยผู้นั้น กำลังตั้งท่าจะชักกระบี่คู่กายออกมาเข่นฆ่าล้างมารปราบปรามสิ่งชั่วร้ายสังหารตัวข้าในยามนี้ให้สิ้นซาก ข้านิ่งอึ้งตะลึงลาน ความโกรธแค้นสะสมพลันปะทุเดือดขยายตัวขึ้นมาในอกอย่างรุนแรง'

'ข้าขับเคลื่อนควบคุมอัญเชิญกล่องดาบวิเศษออกมากวดแกว่งพลังกระบี่ ฟาดฟันระบายโทสะจนผืนน้ำกระจัดกระจายพังทลายสลายตัวออกไปอย่างบ้าคลั่ง หอบหายใจโรยแรง ทว่า ... ตัวข้ากลับสัมผัสได้เลือนรางว่า ตัวข้าในยามเยาว์วัยผู้นั้นยังคงยืนตระหง่านอยู่ท่ามกลางสายหมอกสีขาวส่งสายตาเพ่งมองจ้องมองตรงมาที่ตัวข้า คล้ายกับทอดยาวห่างไกล ทว่าก็คล้ายกับยืนสถิตอยู่ข้างกายข้าเช่นกัน'

'ดวงตาของเขาสว่างไสวแจ่มกระจ่างเกินไปแล้ว ช่างเป็นแววตาที่ข้ารู้สึกรังเกียจและขยะแขยงที่สุด'

'เขาลั่นวาจาเอ่ยเตือนสะท้อนก้องว่า "พวกลัทธิมารนอกรีต สมควรตายสถานเดียว!"'

'ข้าเดินทางกลับมาแล้ว และตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา คมกระบี่คู่กายที่ข้าเคยใช้ท่องยุทธจักรอย่างหยิ่งทะนงหยิ่งโสในยามเยาว์วัยเล่มนั้น ไม่รู้ด้วยเหตุใด จึงมักจะสวดคำรามอสุนีหวีดหวิวออกมาท่ามกลางค่ำคืนอันเงียบสงัดอยู่เสมอ'

'มันคือกระบี่อัปมงคล กระบี่ชั่วช้าเลวทรามอย่างแท้จริง'

'คาดว่าตัวข้าเองก็คงใกล้จะล่วงลับตกตายไปจากโลกแล้วกระมัง ... '

'ข้าคิดอยากจะทำลายล้างบดขยี้มันทิ้งไปเสีย ทว่าฝ่ามือกลับสั่นระริกจนมิอาจทำใจลงมือสังหารทำลายได้สำเร็จ ข้าจึงได้แต่จัดเตรียมนำเอาเชือกสีแดงมงคลจำนวนมหาศาลมารัดรึงปิดผนึกสะกดคมกระบี่เล่มนั้นเอาไว้แน่นหนา เพื่อปิดผนึกสะกดเงาร่างของ "ตัวข้าในยามเยาว์วัย" ผู้นั้นให้อยู่ในความมืดมิดชั่วนิรันดร์'

'ตัวข้าต้องการ ... อายุวัฒนะความเป็นอมตะชั่วนิรันดร์'

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 30 บันทึกมุ่งสู่เซียน หนทางแสนยากลำบาก

คัดลอกลิงก์แล้ว