- หน้าแรก
- จากวารีสู่เมฆา
- บทที่ 820 นี่อาจจะมีความเข้าใจผิดอะไรบางอย่าง
บทที่ 820 นี่อาจจะมีความเข้าใจผิดอะไรบางอย่าง
บทที่ 820 นี่อาจจะมีความเข้าใจผิดอะไรบางอย่าง
บทที่ 820 นี่อาจจะมีความเข้าใจผิดอะไรบางอย่าง
“เซียนดินห้าคน ขอบเขตกลืนนภาสี่คน ขอบเขตหมื่นวิถีหนึ่งคน”
ร่างของกงซุนสวินซ่อนเร้นอยู่ในห้วงสุญญากาศ มุ่งหน้าไปอย่างรวดเร็ว ความเร็วของเขาเร็วกกว่าเรือวิญญาณลำนั้นมาก
แม้เขาจะอ่อนแอเพียงใด แต่ก็ยังเป็นถึงเซียนสวรรค์ พลังฝีมือย่อมอยู่เหนือกว่าเซียนดินอย่างมาก
“หากนี่ไม่ใช่เหยื่อล่อ การจัดการก็คงไม่ยากนัก”
ในใจของกงซุนสวินเกิดความลังเลขึ้นมา แม้ว่าตอนนี้เขาจะไม่มีของวิเศษที่ใช้ถนัดมือ แต่การจัดการเซียนดินเพียงไม่กี่คนก็ยังเป็นเรื่องง่ายดายราวพลิกฝ่ามือ
เมื่อถึงระดับเซียนสวรรค์ กฎเกณฑ์จะควบแน่นเป็นหนึ่งเดียว เพียงยกมือขยับเท้าก็สามารถดึงพลังอันยิ่งใหญ่ของฟ้าดินมาใช้ได้ ไม่เหมือนกับเซียนดินที่ยังอยู่ในช่วงทำความเข้าใจกฎเกณฑ์ แม้จะสามารถอาศัยกฎเกณฑ์มาปลดปล่อยพลังที่แข็งแกร่งได้เช่นกัน แต่สุดท้ายก็ยังต้องใช้พลังเวทของตนเองชักนำกฎเกณฑ์ ความเร็วระดับนั้นช้าเกินไป เมื่ออยู่ในสายตาของเซียนสวรรค์ จึงเต็มไปด้วยช่องโหว่ทุกหนแห่ง
ยิ่งไปกว่านั้น เซียนดินทั้งห้าคนที่อยู่ตรงหน้าส่วนใหญ่ยังเป็นเซียนดินขอบเขตกลืนนภา ซึ่งยังไม่เคยสัมผัสกับกฎเกณฑ์ด้วยซ้ำ หากเขาลงมือสังหาร ก็ง่ายดายราวกับเชือดไก่ฆ่าสุนัข
“เอ๊ะ ไม่สิ ทำไมตาแก่แซ่เหอ… เหอฉ่าน ถึงได้ปะปนอยู่ในคนกลุ่มนี้ด้วยล่ะ?”
“บนเรือนี้ยังมีคู่รักนกยวนยางอาภัพคู่นั้นอีก นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?”
สัมผัสเทวะของกงซุนสวินแผ่ล่องลอยออกไป เรือวิญญาณทั้งลำไม่มีความลับใด ๆ ในสายตาของเขา ทุกสิ่งทุกอย่างภายในล้วนปรากฏชัดเจนต่อหน้า ทว่าคนบนเรือกลับไม่พบตัวเขาเลยแม้แต่น้อย
เมื่อเห็นเหอฉ่าน คิ้วของกงซุนสวินก็ขมวดเข้าหากัน
เขาจำได้ว่าก่อนหน้านี้ เยี่ยหรูเจินสั่งให้เหอฉ่านไปหาวิธีล่อลวงโหยวหมิงเข้ามาในห้วงสุญญากาศอันไร้ขอบเขต เหตุใดไม่เพียงแต่ล่อคนมาไม่ได้ แต่กลับพาคนอื่นมาแทน?
หรือว่าตาแก่นี่แต่แรกก็ไม่คิดจะช่วยพวกเขาล่อโหยวหมิงอยู่แล้ว แต่ตั้งใจจะตลบหลัง แล้วหาคนมาจัดการพวกเขา?
ในหัวของกงซุนสวินเริ่มคาดเดาอย่างส่งเดชไปต่าง ๆ นานา อย่างไรเสียเขาก็ไม่ได้มาจากนิกายไท่เวย ไม่สามารถทำนายคำนวณได้อย่างแม่นยำ ทำได้เพียงคาดเดาไปเรื่อยเท่านั้น
ขณะที่ในใจของเขากำลังมีความคิดนับไม่ถ้วนผุดขึ้น ก็เห็นเพียงโลกอันยิ่งใหญ่และโอ่อ่าปรากฏขึ้นเบื้องหน้า
ความเร็วของเรือวิญญาณลำนั้นรวดเร็วมาก เพียงชั่วพริบตา ก็เข้าใกล้แดนเซียนดินแล้ว
ความลังเลในใจของกงซุนสวินพุ่งขึ้นถึงขีดสุด หากปล่อยให้คนกลุ่มนี้เข้าไปในแดนเซียนดิน เขาก็จะสูญเสียการควบคุมพวกเขาไปโดยสิ้นเชิง
เช่นนี้ ตนเองก็จะไม่มีวันได้ธงวิเศษกลับคืนมาตลอดกาลเลยไม่ใช่หรือ?
แดนเซียนดินแห่งนี้ไม่เป็นมิตรกับผู้มาเยือนจากภายนอกเอาเสียเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้บำเพ็ญเพียรระดับเซียนสวรรค์ขึ้นไป เมื่อเข้าสู่ภายในโลก พลังจะถูกบีบอัดอย่างรุนแรง อีกทั้งกฎเกณฑ์ที่มีอยู่ทุกหนทุกแห่งระหว่างสวรรค์และปฐพี พวกเขาก็ยากที่จะเรียกใช้ได้
มิฉะนั้น พวกเขาคงพุ่งเข้าไปในแดนเซียนดิน แล้วไปจับตัวโหยวหมิงโดยตรงตั้งนานแล้ว จะต้องมาเสียเวลาคิดหาวิธีมากมายเช่นนี้ไปทำไม
ระหว่างที่เขากำลังลังเล เรือวิญญาณก็พุ่งชนเข้ากับพลังที่มองไม่เห็นชั้นหนึ่งซึ่งปกคลุมอยู่นอกแดนเซียนดินแล้ว ดูเหมือนกำลังเตรียมจะเจาะทะลวงมิติ และเข้าสู่แดนเซียนดินโดยตรง
บัดซบ!
เอาก็เอา!
กงซุนสวินกัดฟัน ในที่สุดเขาก็ตัดสินใจได้
เขายื่นมือออกไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว โดยไม่ทันเห็นว่าฝ่ามือของเขาเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร ก็เห็นเพียงสัดส่วนขนาดระหว่างฝ่ามือของเขากับเรือวิญญาณเปลี่ยนแปลงไปอย่างต่อเนื่อง
ไม่รู้ว่าเป็นฝ่ามือของเขาที่ขยายใหญ่ขึ้นอย่างรวดเร็ว หรือเป็นเรือวิญญาณที่หดเล็กลงอย่างรวดเร็วกันแน่
ชั่วพริบตา ฝ่ามือของเขาก็ตะปบเข้าใส่เรือวิญญาณอย่างแรง
“ตูม!”
เรือวิญญาณที่เดิมทีกำลังแล่นไปข้างหน้าด้วยความเร็วสูงสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง บริเวณที่ตัวเรือสัมผัสกับฝ่ามือ บังเกิดประกายไฟกระเด็นออกมานับไม่ถ้วน
“ผู้ใดกัน!”
ทุกคนที่อยู่ในเรือวิญญาณต่างผละออกจากกันในทันที มือข้างหนึ่งของฟู่เสวียนจียังคงจับจ้าวอิงหรูไว้ และแน่นอนว่า ย่อมจับเหออวิ๋นหลงติดมือมาด้วย
อย่างไรเสีย คนทั้งสองยังถูกมัดติดกันอยู่
“ธงวิเศษของข้า!”
ใบหน้าของกงซุนสวินเต็มไปด้วยความยินดี เขาเป็นคนแรกที่สังเกตเห็นจ้าวอิงหรูกับเหออวิ๋นหลงที่ถูกมัดรวมกัน แน่นอนว่าหากพูดให้ถูก ก็คือสังเกตเห็นเศษผ้าธงกับเชือกที่ห่อหุ้มตัวทั้งสองคนต่างหาก
นี่ล้วนเป็นวัสดุบนธงวิเศษของเขาทั้งนั้น!
ด้วยความตื่นเต้น เขายื่นมือออกไป หมายจะกระชากผ้าธงกับเชือกกลับมาโดยตรง
แต่เมื่อตกอยู่ในสายตาของฟู่เสวียนจีและคนอื่น ๆ ชายประหลาดที่จู่ ๆ ก็ปรากฏตัวขึ้นผู้นี้ ย่อมต้องมาแย่งชิงตัวจ้าวอิงหรูอย่างแน่นอน พวกเขาจึงลงมือสกัดกั้นทันที
“ค่ายกลหมากดารา!”
ฟู่เสวียนจีสัมผัสได้ถึงพลังอันน่าสะพรึงกลัวที่วนเวียนอยู่บนฝ่ามือซึ่งจู่ ๆ ก็ปรากฏขึ้นในห้วงสุญญากาศ นางไม่อาจรับมือตรง ๆ ได้อย่างเด็ดขาด จึงทำได้เพียงขยับความคิด ยันต์หยกนับไม่ถ้วนก็ปรากฏออกมาจากแขนเสื้อของนาง
ยันต์หยกแต่ละแผ่นเหล่านี้กลายเป็นจุดเชื่อมต่อของค่ายกลในพริบตา จากนั้นก็เชื่อมโยงเข้าหากัน กลายเป็นค่ายกลขนาดใหญ่ที่ครอบคลุมพื้นที่รัศมีร้อยลี้
ภายในค่ายกล มิติถูกตัดขาด กลายเป็นกระแสสุญญากาศที่ปั่นป่วนและไร้ระเบียบจำนวนนับไม่ถ้วน
หากมีใครเข้าไปอยู่ภายในนั้น ก็จะหลงทางไปในทันที
“วิชาตื้นเขิน!”
กงซุนสวินเพียงแค่นเสียงหัวเราะเย็นชา ค่ายกลนี้ดูมีลูกเล่นแพรวพราว แต่หารู้ไม่ว่า ต่อหน้าการโจมตีที่กฎเกณฑ์ควบแน่นเป็นหนึ่งเดียวของเขา ค่ายกลทั้งหมดนี้ก็เป็นเหมือนของเล่นเด็ก
ฝ่ามือของเขาฉีกออกไปด้านข้าง ค่ายกลตรงหน้าก็ถูกฉีกขาดออกโดยตรง
“เซียนสวรรค์!”
ในดวงตาของเจ้าสำนักเป่ยหมิงที่อยู่ด้านข้างปรากฏแววตื่นตระหนก เมื่อครู่นี้เขายังไม่ทันสังเกตเห็น อย่างไรเสีย แดนเซียนดินแห่งนี้ก็แทบจะไม่มีผู้แข็งแกร่งระดับเซียนสวรรค์ขึ้นไปปรากฏตัว ยิ่งไม่ต้องพูดถึงในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่โลกกำลังเลื่อนระดับเช่นนี้
แต่ในเมื่อเซียนสวรรค์ผู้นี้ปรากฏตัวขึ้นแล้ว ก็หมายความว่า มีคนที่จะส่งผลกระทบต่อความสมดุลอย่างแน่นอนปรากฏตัวขึ้นแล้ว
ส่วนเหอฉ่านที่อยู่อีกด้านหนึ่ง ดวงตาก็เบิกกว้างด้วยความหวาดกลัว นี่ไม่ใช่ท่านเซียนสวรรค์กงซุนสวินหรอกหรือ? ทำไมเขาถึงจู่โจมเรือวิญญาณของพวกเราอย่างกะทันหันเล่า?
ข้าก็แค่ทำภารกิจของท่านไม่สำเร็จเท่านั้น ไม่น่าจะถึงขั้นต้องมาฆ่าปิดปากกันเลยนี่นา
“เรื่องนี้… อาจจะมีความ… เข้าใจผิดอะไรบางอย่าง”
เหอฉ่านเห็นว่าสถานการณ์ดูเหมือนจะเลวร้ายจนยากจะรับมือ จึงรีบออกมาไกล่เกลี่ย
แม้เขาจะไม่เห็นนักพรตเยี่ยที่มาจากนิกายเสวียนอินป้ายเยว่ แต่ก่อนหน้านี้เขาก็เคยเผยโฉมหน้าต่อหน้ากงซุนสวินมาแล้ว
ทว่าเขายังพูดไม่ทันจบ เจ้าสำนักเป่ยหมิงก็กระตุกเข็มขัดของตน แล้วโยนไปข้างหน้าอย่างกะทันหัน
เข็มขัดเส้นนั้นแปรสภาพในชั่วพริบตา มันม้วนพันเป็นชั้น ๆ ราวกับมังกรที่กำลังขดตัว และสูงตระหง่านราวกับกำแพงเมือง เพียงชั่วพริบตา มันก็กลายเป็นเมืองขนาดมหึมา ห่อหุ้มกงซุนสวินเอาไว้ตรงกลาง
“[เมืองวงแหวนเก้าคดเคี้ยว]!”
เหอฉ่านย่อมจำที่มาของเข็มขัดเส้นนี้ได้ สำนักเป่ยหมิงคือผู้สืบทอดวิถีไท่ซวี เชี่ยวชาญพลังมิติ พลังแม่เหล็ก และอื่น ๆ
[เมืองวงแหวนเก้าคดเคี้ยว] ชิ้นนั้นแม้จะเป็นเพียงของวิเศษระดับเซียนดิน แต่เมื่อแสดงอานุภาพออกมาแล้ว ก็จะกลายเป็นเมืองที่ซ้อนทับกันเป็นชั้น ๆ ภายในนั้นมีมิตินับไม่ถ้วน ชั้นหนึ่งซ้อนทับอีกชั้นหนึ่ง เจ้าไม่มีทางแยกแยะออกเลย และยิ่งยากที่จะหลบหนีออกมาได้
แม้เจ้าต้องการจะทำลายจากภายในก็ไม่มีทางทำได้ เพราะมันไม่มีการป้องกันทางกายภาพ มันอาศัยเพียงมิติที่ถูกบีบอัดอย่างต่อเนื่อง ใช้มิติมาแลกกับการป้องกัน
เห็นเพียงว่า ภายในเมืองมายาที่ซ้อนทับกันเป็นชั้น ๆ เหล่านั้น มีเงาร่างขนาดเท่าเมล็ดงากำลังเคลื่อนย้ายอย่างบ้าคลั่ง การเคลื่อนย้ายแต่ละครั้งไปได้ไกลมาก แต่ก็ไม่อาจบินไปถึงจุดสิ้นสุดได้เสียที
มิติภายใน [เมืองวงแหวนเก้าคดเคี้ยว] อยู่ในสภาวะเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เว้นแต่เจ้าจะใช้พลังอันแข็งแกร่งไร้เทียมทานทำลายมัน มิฉะนั้นก็จะเหมือนแมลงที่ตกลงไปในใยแมงมุม ภายใต้การครอบคลุมของมิติที่เปลี่ยนแปลงเป็นชั้น ๆ ย่อมไม่มีวันหลุดพ้นไปได้
“ต่อให้มีความเข้าใจผิดอะไร ก็รอให้พวกเราชนะแล้วค่อยว่ากัน”
เจ้าสำนักเป่ยหมิงชำเลืองมองเหอฉ่าน สีหน้าเคร่งเครียดอย่างยิ่ง