เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 431 ฉันคือป้าสะใภ้ใจยักษ์ (18)

บทที่ 431 ฉันคือป้าสะใภ้ใจยักษ์ (18)

บทที่ 431 ฉันคือป้าสะใภ้ใจยักษ์ (18)


สวีเอ้อร์หยาร้องไห้ คราวนี้อารมณ์ความเสียใจของเธอเป็นของจริง

ทองของเธออันตรธานหายไปแล้ว

ใช่แล้ว สวีเอ้อร์หยาเพิ่งจะตรวจสอบในมิติส่วนตัวเมื่อครู่ จึงได้รู้ว่าทองคำแท่งนั้นอันตรธานหายไปแล้วจริงๆ และตอนนี้มันตกไปอยู่ในมือของฮูหยินเฒ่าสวีเรียบร้อยแล้ว

เธอไม่เข้าใจเลยสักนิดว่าเหตุใดทองคำที่เก็บรักษาไว้ในมิติฝังวิญญาณอย่างดี ถึงโผล่ไปอยู่ที่รูหนูซ้ำยังโดนยายเฒ่าสวีค้นเจอได้

ยามนี้เธอจมดิ่งอยู่กับความโศกเศร้าจนทำอะไรไม่ถูก

ไม่เพียงแต่สูญเสียทองคำแท่งนั้นไป แต่เธอยังต้องมาเสียชื่อเสียงจนป่นปี้ โดนคนทั้งบ้านก่นด่ารังเกียจ วันข้างหน้าชีวิตคงมีแต่จะดิ่งลงเหว

ความปรารถนาที่จะแยกบ้านของเธอกลายเป็นจริงแล้วก็จริง ทว่ารูปแบบมันกลับไม่เป็นไปตามที่เธอจินตนาการไว้เลยสักนิด

เดิมทีสวีเอ้อร์หยาคำนวณเอาไว้ดิบดี หลังจากสวีจื้อหย่งขาหัก คนตระกูลสวีจะต้องโวยวายขอแยกบ้าน เธอก็จะอาศัยจังหวะนี้สาดน้ำมันเข้ากองเพลิง บีบให้ครอบครัวของสวีจื้อหย่งโดนขับออกจากบ้านโดยไม่ได้ทรัพย์สินติดตัวไปเลยแม้แต่น้อย

พอถึงตอนนั้นเธอค่อยนำทองคำแท่งออกช่วยจุนเจือครอบครัวให้ลืมตาอ้าปากได้ ซ้ำยังตั้งใจจะป่าวประกาศให้ทั่วว่าคนตระกูลสวีน่ะใจดำอำมหิต ทนเห็นบ้านรองลำบากไม่ได้จนต้องขับไสไล่ส่ง

หากเป็นไปตามแผนนี้ เธอย่อมได้ประโยชน์ไปเต็มๆ ทั้งเงินทองและชื่อเสียงความเป็นคนกตัญญู

ทว่าตอนนี้ล่ะ?

การกระทำของอันหนิง บีบให้เธอต้องตกอยู่ในสภาพโดนคนรอบข้างหันหลังให้จนสิ้นเชิง ในทางกลับกัน กลายเป็นอันหนิงที่ได้ทั้งเงินและชื่อเสียงสรรเสริญไปครองแต่เพียงผู้เดียว

แยกบ้านงั้นหรือ?

ตอนนี้สวีเอ้อร์หยาไม่อยากแยกบ้านอีกต่อไปแล้ว

ทองคำก็ตกไปอยู่ในมือของฮูหยินเฒ่าสวีแล้ว ตัวเธอในตอนนี้ไม่มีเงินติดตัวเลยแม้แต่อีแปะเดียว ยิ่งเธอก่อเรื่องงามไส้ไว้ขนาดนี้ บ้านรองย่อมต้องโดนขับออกจากตระกูลโดยไม่มีทรัพย์สินติดตัวแน่ แล้วเธอจะเอาปัญญาที่ไหนไปเลี้ยงดูคนทั้งบ้าน? เกรงว่าลำพังแค่หาข้าวเลี้ยงตัวเองก็ยังเอาตัวไม่รอดด้วยซ้ำ

ทว่าคราวนี้ฮูหยินเฒ่าสวีกลับโกรธจัดจนฟิวส์ขาดไปแล้ว

ฝ่ายท่านผู้เฒ่าเองก็โมโหจนอกแทบแตกเช่นกัน

ในตอนที่ฮูหยินเฒ่าสวีแผดเสียงร้องโวยวายเรื่องแยกบ้าน ท่านผู้เฒ่าก็ส่งคนไปเชิญพวกผู้อาวุโสในตระกูลมาทันที การแยกบ้านในครั้งนี้ย่อมไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้อีก

เฟิงซื่อลนลานจนทำอะไรไม่ถูก สวีจื้อหย่งเองก็ทั้งโกรธทั้งหวาดหวั่น ส่วนสวีเอ้อร์หยาก็โดนทุบตีจนลุกไม่ขึ้น ได้แต่นอนกระวนกระวายใจอยู่บนเตียง

และในจังหวะนั้นเอง อันหนิงก็อาศัยโอกาสเปลี่ยนทองคำแท่งในมือของฮูหยินเฒ่าสวีให้กลายเป็นเงินก้อนแทน

ฮูหยินเฒ่าสวีเข้าใจความต้องการของอันหนิงเป็นอย่างดี

ทองคำแท่งมันสะดุดตาเกินไป หากเรื่องแดงออกไปย่อมส่งผลเสียต่อชื่อเสียงตระกูลสวี สู้เปลี่ยนเป็นเงินก้อนจะปลอดภัยกว่า

เมื่อพวกผู้อาวุโสในตระกูลเดินทางมาถึง ฮูหยินเฒ่าสวีก็นั่งทรุดตัวร้องไห้คร่ำครวญอยู่หน้าประตูเรือนฝั่งตะวันตกเรียบร้อยแล้ว

"ข้าไม่อยากอยู่แล้ว! เหตุใดข้าถึงเลี้ยงดูหลานสาวที่จิตใจเน่าเฟะเห็นแก่ตัวได้ถึงเพียงนี้ ลูกชายผู้อาภัพของข้า แต่งงานได้เมียล้างผลาญไม่พอ ยังให้กำเนิดลูกสาวนิสัยแบบนี้อีก วันข้างหน้าจะอยู่ต่อไปอย่างไรดี!"

นางร้องห่มร้องไห้เสียงดังลั่น จนพวกเพื่อนบ้านที่ได้ยินต่างพากันวิ่งเข้ามาช่วยปลอบ

หญิงรุ่นป้ารุ่นน้าสองสามคนเข้ามาประคองพลางปลอบฮูหยินเฒ่าสวี "เอาเถอะ อย่าร้องไห้ไปเลย เรื่องมันบานปลายมาถึงขั้นนี้แล้ว ก็อย่าตรอมใจไปเลยนะ เกิดล้มหมอนนอนเสื่อไปจะทำอย่างไร"

"ใช่แล้ว สะใภ้ใหญ่บ้านเจ้าน่ะเป็นคนดีขนาดนั้น เจ้าไม่คิดถึงคนอื่น ก็ต้องเห็นแก่บ้านใหญ่บ้างนะ หากเจ้าเป็นอะไรไปขึ้นมา แล้วใครจะคอยเป็นร่มโพธิ์ร่มไทรให้พวกเขาล่ะ"

คำปลอบโยนอื่นฮูหยินเฒ่าสวีล้วนฟังไม่เข้าหู ทว่าพอได้ยินเรื่องที่เป็นห่วงบ้านใหญ่ นางก็รีบรับมุกเด้งตัวขึ้นมาทันควัน

"จริงด้วย ข้าจะมัวมาโกรธจนล้มป่วยไม่ได้ ข้าต้องคิดถึงสะใภ้ใหญ่ให้มาก เฮ้อ พวกเจ้าไม่รู้อะไร สะใภ้ใหญ่ของข้าน่ะเป็นคนซื่อเกินไปจริงๆ ไฉนถึงได้มีคนซื่อสัตย์จริงใจขนาดนี้ก็ไม่รู้ นางจำคำสั่งเสียของเจ้าใหญ่ไว้ขึ้นใจ หลายปีมานี้กตัญญูต่อพวกข้าสองเฒ่าไม่เคยขาดตกบกพร่อง ขนาดเจ้าสองขาหัก นางยังยอมควักทั้งเงินทั้งแรงออกมาช่วยเหลือ ทว่าผลลัพธ์ที่ได้กลับเป็น..."

ฮูหยินเฒ่าสวีพ่นคำพูดมาถึงตรงนี้ก็เริ่มยกชายเสื้อขึ้นซับน้ำตาอีกรอบ

พอนางร้องไห้คร่ำครวญเช่นนี้ พวกหญิงรุ่นป้ารุ่นน้าที่พอจะรู้เบื้องลึกเบื้องหลังของตระกูลสวีอยู่บ้าง ก็พลอยก่นด่าสาปแช่งผสมโรงไปด้วย

คราวนี้ชื่อเสียงของเฟิงซื่อและสวีเอ้อร์หยาจึงพังพินาศย่อยยับอย่างสมบูรณ์

เพราะอย่างไรเสีย บ้านไหนๆก็ย่อมรับไม่ได้กับสะใภ้ประเภทที่แต่งงานออกมาแล้วแต่ในใจยังคิดถึงแต่บ้านเดิม แอบขนเงินขนทองของฝั่งสามีไปประเคนให้ครอบครัวตนเอง และยิ่งไม่มีทางรับได้กับลูกสาวประเภทที่กำเงินก้อนโตไว้ในมือแท้ๆ แต่กลับนั่งมองพ่อบังเกิดเกล้าทนทุกข์ทรมานโดยไม่ยอมหยิบยื่นความช่วยเหลือ

พวกผู้อาวุโสในตระกูลที่นั่งอยู่ตรงนั้นต่างเห็นพ้องต้องกันอย่างไร้ข้อกังขา พวกเขาหันไปบอกกับท่านผู้เฒ่าทันทีว่าให้จัดการแยกบ้านเสียให้จบเรื่องไป

เมื่อเรื่องราวฉาวโฉ่ถูกเปิดโปงออกมาเช่นนี้ ก็ไม่มีใครหน้าไหนกล้าออกตัวขอร้องไม่ให้แยกบ้านแทนบ้านรองอีก ไม่แยกน่ะสิจะแปลก! หรือจะยอมปล่อยให้บ้านรองลากคนทั้งตระกูลไปพังพินาศด้วยกัน

ส่วนเรื่องสัดส่วนการแบ่งสมบัตินั้น แน่นอนว่าต้องให้ท่านผู้เฒ่าเป็นผู้ตัดสินใจ

สวีจื้อหย่งถูกคนหามออกมาจากห้อง

เขาหดหู่และอับอายขายหน้าจนรู้สึกว่าไม่มีหน้าจะสู้ท่านผู้เฒ่าและฮูหยินเฒ่าสวีได้อีก

พอมีคนเอ่ยปากถามว่าเขาอยากแบ่งสมบัติอย่างไร สวีจื้อหย่งก็ตอบเสียงอู้อี้ "ทุกอย่างแล้วแต่ท่านพ่อท่านแม่ขอรับ"

เขายังหันไปบอกกับคนอื่นอีกว่า "เรื่องนี้เป็นความผิดของเอ้อร์หยาบ้านข้าเอง ข้าละอายใจจนแทบไม่มีหน้าจะมองใคร แต่นั่นก็ลูกสาวข้า ข้าคงปล่อยทิ้งขว้างไม่ได้ กระนั้นข้าก็จะไม่ยอมให้นางลากคนทั้งบ้านไปเดือดร้อนด้วย การแยกบ้านน่ะดีแล้ว เพียงแต่ช่วงนี้ทำให้พี่สะใภ้ใหญ่ต้องลำบาก... เรื่องทั้งหมดนี้ข้าผิดต่อพี่สะใภ้ใหญ่จริงๆ"

พอเขาออกปากเช่นนี้ ชื่อเสียงของอันหนิงก็ยิ่งดีงามขึ้นไปอีกระดับ

ตามหลักแล้ว เรื่องใหญ่อย่างการแยกบ้าน สตรีไม่มีสิทธิ์เข้าแทรกแซง

แต่อันหนิงกลับรวบรวมความกล้าก้าวเท้าออกมาเบื้องหน้า "ท่านลุงท่านอาทั้งหลาย จะยอมให้ข้าพูดอะไรสักคำได้หรือไม่เจ้าคะ"

ด้วยแต้มบุญและชื่อเสียงอันดีงามที่อันหนิงสะสมมาตลอดช่วงนี้ พวกผู้อาวุโสจึงค่อนข้างโอนอ่อนและยอมผ่อนปรนให้นางเป็นพิเศษ

"ว่ามาสิ"

อันหนิงเผยรอยยิ้มบาง "น้องรองขาหัก วันหน้าต้องใช้เงินรักษาตัวอีกเท่าไหร่ก็ไม่อาจรู้ได้ ลูกชายบ้านรองก็ยังเล็กนัก ยังไม่เป็นโล้เป็นพาย หาเงินเข้าบ้านไม่ได้ หากแยกบ้านไปแล้ว ข้ากลัวว่าน้องรองจะไม่มีเงินรักษาขา ข้าคิดว่าเรื่องอื่นข้าจะไม่ก้าวก่าย แต่เพื่อไม่ให้ท่านพ่อท่านแม่ต้องไม่สบายใจ วันหน้าข้าจะช่วยรับผิดชอบค่ายาของน้องรองเอง เพียงแต่... ข้าจะไม่มอบเงินก้อนให้บ้านรองโดยตรง ข้าจะซื้อเป็นตัวยาแล้วฝากท่านพ่อเป็นคนนำไปส่งให้ พวกท่านเห็นว่าอย่างไรเจ้าคะ"

พวกผู้อาวุโสในตระกูลได้ยินดังนั้นต่างก็พากันยกย่องชมเชยไม่ขาดปาก

แม้บางคนจะแอบคิดว่าอันหนิงทำตัวเป็นแม่พระใจดีเกินเหตุไปบ้าง แต่ก็อดชื่นชมในความใจกว้างและมีคุณธรรมของนางไม่ได้ พลอยชวนให้คิดว่าวันหน้าควรผูกมิตรและไปมาหาสู่กับนางให้มากขึ้น

ค่านิยมของโลกยุคนี้ก็เป็นเช่นนี้เอง

หากอันหนิงเลือกที่จะนิ่งดูดาย ปล่อยให้บ้านรองโดนขับไสไล่ส่งออกจากตระกูลไปเฉยๆ แม้ตอนแรกทุกคนจะเห็นพ้องว่าสมควรแล้ว แต่พอนานวันเข้าเมื่อบ้านรองตกอับจนสิ้นเนื้อประดาตัว ก็คงไม่พ้นมีคนหันมาเวทนาสงสารพวกเขา แล้วพาลคิดไปว่าบ้านใหญ่กับเฒ่าชราทั้งสองใจดำอำมหิตไร้น้ำใจ

"ได้ยินที่พี่สะใภ้แกพูดไหม!"

ฮูหยินเฒ่าสวีหวดไม้ใส่เฟิงซื่อไปอีกสองสามที "พวกเจ้าทำเรื่องบัดซบพรรค์นั้นลงไป พี่สะใภ้เขาก็ยังอุตส่าห์เป็นห่วง กลัวว่าพวกเจ้าจะอยู่กันอย่างยากลำบาก ถึงขั้นยอมเหมาค่ายาของเจ้าสองให้ทั้งหมด พี่สะใภ้แกจิตใจประเสริฐขนาดนี้ แต่ดูลูกไม้ของตัวเองสิ! วันๆเอาแต่บีบน้ำตาทำท่าทางสะดีดสะดิ้งเหมือนโดนพี่สะใภ้รังแก ลับหลังก็เอาเรื่องไปนินทาป้ายสีหาว่าข้าใจจืดใจดำ หาว่าพี่สะใภ้เจ้าโหดเหี้ยม ถุย! ข้าว่าไม่มีใครใจคออำมหิตเกินเจ้าอีกแล้ว!"

เฟิงซื่อโดนทุบตีก็ไม่กล้าหลบเลี่ยง ได้แต่ก้มหน้าซับน้ำตาเงียบๆ

ทว่าในส่วนลึกของดวงตากลับพาดผ่านรอยประกายแห่งความเคียดแค้น

นางเกลียดอันหนิงที่มาแฉเรื่องสวีเอ้อร์หยา และฉุดลากเอาเงินที่สวีเอ้อร์หยาซ่อนไว้ออกมา จนทำให้นางกับลูกสาวไม่เหลืออะไรติดตัวเลยสักอย่าง

หากไม่ใช่วิธีสกปรกของอันหนิง ป่านนี้พอแยกบ้านเสร็จพวกนางก็คงมีเงินก้อนโตไว้ในมือ ถึงตอนนั้นนางยังสามารถเจียดเงินไปจุนเจือบ้านเดิมได้อีก

แต่แผนการแสนหวานทั้งหมดกลับถูกอันหนิงพังพินาศย่อยยับ

กระบวนการแยกบ้านตระกูลสวีดำเนินไปอย่างราบรื่น

ท่านผู้เฒ่าไม่ได้ใจร้ายถึงขั้นขับไสให้บ้านรองออกไปแต่ตัว

เขาเจียดเงินให้บ้านรองไปสองสามตำลึง แบ่งที่ดินทำกินให้ผืนหนึ่ง ส่วนเรื่องบ้านนั้น... ไม่มีให้จริงๆ

ตามคำพูดของท่านผู้เฒ่าก็คือ ช่วงนี้บ้านรองก่อเรื่องลากคนอื่นให้เดือดร้อนจนเงินกองกลางแทบไม่เหลือ ตอนนี้ไม่มีปัญญาจะซื้อหรือสร้างบ้านใหม่ให้หรอก ให้บ้านรองไปหาเช่าบ้านร้างไม่มีคนอยู่ของคนในหมู่บ้านซุกหัวนอนไปก่อน วันหน้าหากมีความสามารถพอค่อยสร้างบ้านของตัวเอง

ขนาดแบ่งให้แค่นี้ พวกผู้อาวุโสในตระกูลยังออกปากชมว่าท่านผู้เฒ่ามีเมตตาธรรมมากแล้ว

เดิมทีการแบ่งสมบัติควรจะจบลงด้วยดี รออีกสองสามวันบ้านรองก็เตรียมย้ายออกไปได้

ทว่าในจังหวะนั้นเอง สวีต้าหยากลับทรุดฮวบลงคุกเข่าต่อหน้าฮูหยินเฒ่าสวีและอันหนิงเสียงดังปัง

"ท่านย่า ท่านป้าใหญ่เจ้าคะ ข้าไม่อยากย้ายออกไป ข้าอยากอยู่ปรนนิบัติดูแลพวกท่านที่นี่เจ้าค่ะ ตอนนี้น้าสามก็แยกบ้านไปแล้ว ท่านพ่อก็ต้องแยกออกไปอีก ท่านปู่ท่านย่าก็แก่ชราลงทุกวัน ท่านป้าใหญ่เองก็ยังมีน้องๆที่ต้องคอยดูแล ซ้ำท่านป้ายังต้องตรากตรำปักผ้าหาเงินเข้าบ้าน ไม่อาจเจียดเวลามาทำงานบ้านได้ ส่วนท่านย่าก็อายุมากแล้ว ร่างกายไม่เอื้ออำนวยให้ทำงานหนัก หากบ้านเราไม่มีคนคอยช่วยหยิบจับเลยย่อมไม่ได้ แม้ข้าจะยังเด็ก แต่ข้าทำอาหาร กวาดเช็ดบ้านเรือนได้ ซ้ำยังช่วยเลี้ยงน้องๆได้ด้วยนะเจ้าคะ..."

สวีต้าหยาละล่ำละลักพรั่งพรูความในใจปนเสียงสะอื้น "ท่านย่า เรื่องที่เอ้อร์หยาทำ ข้าเองก็อับอายจนแทบไม่มีหน้าจะสู้คน แต่อย่างไรข้าก็วางใจพวกท่านไม่ลงจริงๆ น้ำใจและพระคุณที่ท่านป้าใหญ่มีต่อครอบครัวเรา ข้าไม่มีสิ่งใดจะทดแทนได้ ยามนี้จึงได้แต่ขออยู่รับใช้ทำงานหนักที่นี่เพื่อตอบแทนพระคุณสักเศษเสี้ยวก็ยังดีเจ้าค่ะ"

จบบทที่ บทที่ 431 ฉันคือป้าสะใภ้ใจยักษ์ (18)

คัดลอกลิงก์แล้ว