- หน้าแรก
- ชีวิตประจำวันของคนงานก่อสร้างรุ่นลุง
- บทที่ 68 โทรศัพท์กลับบ้าน
บทที่ 68 โทรศัพท์กลับบ้าน
บทที่ 68 โทรศัพท์กลับบ้าน
“พี่คุน ผมคุยเสร็จแล้ว พี่จะโทรไหมครับ?” หยางหยวนหงยื่นหูโทรศัพท์ในมือให้หยางหยวนคุนพลางเอ่ยถามปนยิ้ม
“โทรสิ” หยางหยวนคุนรับหูโทรศัพท์มา ปลายสายยังคงเป็นเสียงของอาสาม “หยวนคุน ฉันให้เจ้าใหญ่ที่บ้านไปตามคนทีบ้านแกมาให้แล้วล่ะ น่าจะใกล้เดินมาถึงแล้ว”
“ครับ งั้นขอบคุณมากครับอาสาม” หยางหยวนคุนถือหูโทรศัพท์แนบหูไว้แบบนั้น มือก็ถือบุหรี่คอตตอนที่เพิ่งแกะซีล พลันโยนบุหรี่แยกให้หยางหยวนหงสองซอง “เอาไปสูบสิ”
“แหม... แบบนี้จะเกรงใจแย่นะครับพี่คุน” หยางหยวนหงปากก็บอกเกรงใจ แต่ท่าทางกลับซื่อตรงมาก เขารีบยัดซองบุหรี่ใส่กระเป๋าเสื้อของตัวเองทันที
ไม่นานนัก ปลายสายก็มีเสียงของจ้าวเสี่ยวฟ่งดังขึ้นมา “ฮัลโหล ยังอยู่ไหมจ๊ะ?”
“อยู่จ้ะ เมียจ๋า” หยางหยวนคุนไม่มีความขัดเขินเลยสักนิด เขาเอ่ยปากเรียกสรรพนามนี้ออกมาต่อหน้าหยางหยวนหงตรง ๆ เลย
“คิก... คุณถึงเมื่อคืนนี้เหรอ?” จ้าวเสี่ยวฟ่งโดนหยางหยวนคุนเรียกแบบนั้นก็รู้สึกเขินอายขึ้นมาบ้าง โดยเฉพาะตอนนี้ข้างตัวเธอยังมีแม่สามี (แม่ของหยางหยวนคุน) กับลูก ๆ อีกสองคนยืนอยู่ด้วย เธอจึงทำได้เพียงรีบเปลี่ยนประเด็น ในยุคสมัยนี้ผู้คนน้อยนักที่จะเรียกคำว่า 'เมีย' ออกสื่อตรง ๆ แบบนี้ ส่วนใหญ่ถ้าไม่เรียกชื่อจริง ก็มักจะเรียกว่า 'แม่ของลูก' อะไรทำนองนั้นมากกว่า
“ใช่จ้ะ เมื่อคืนถึงตอนประมาณสองทุ่มกว่า ๆ น่ะ” หยางหยวนคุนตอบไปตามตรง
“งั้นวันนี้คงยังไม่ได้เริ่มงานใช่ไหม ได้พักผ่อนสักวันหรือเปล่า ไม่งั้นจะเหนื่อยเกินไปนะ” จ้าวเสี่ยวฟ่งกำลังจะพูดต่อ ทว่าหยางเฟยเฟยที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ก็เริ่มเขย่งเท้าพลางแผดเสียงตะโกนลั่นใส่โทรศัพท์ “คุณพ่อคะ! คุณพ่อ!”
“อ้าว ลูกสาวตัวน้อยคิดถึงพ่อแล้วเหรอเนี่ย” หยางหยวนคุนได้ยินเสียงลูกสาวก็เบิกบานใจเป็นล้นพ้น เขาหัวเราะร่าพลางเอ่ยถามจ้าวเสี่ยวฟ่ง
“ยัยหนูนี่น่ะ พอเมื่อวานเช้าตื่นมาไม่เห็นหน้าคุณ ก็เดินตามหาอยู่ทั้งเช้าเลย พอหาไม่เจอก็ร้องไห้จอกงอแงอยู่ตั้งนาน ใครใช้ให้ตอนคุณอยู่บ้านตามใจแกขนาดนั้นล่ะ” จ้าวเสี่ยวฟ่งเอ่ยอย่างหมดหนทาง
“ก็ลูกสาวฉันคิดถึงฉันนี่นา ฮ่า ๆ” หยางหยวนคุนยิ่งอารมณ์ดีหนักกว่าเก่า ก่อนจะนึกขึ้นได้ถึงคำถามเมื่อครู่ “วันนี้เริ่มงานแล้วล่ะจ้ะ”
“อ้าว ทำไมไม่พักผ่อนต่ออีกหน่อยล่ะ”
“ไม่เป็นไรหรอก งานของฉันสบายมาก แค่เดินตรวจตราไปทั่ว ไม่ต้องใช้แรงงานหนักอะไรเลย ส่วนหยางหยวนหงตอนบ่ายก็เริ่มลงไปทำงานกรรมกรทั่วไปแล้วล่ะ” หยางหยวนคุนเล่าสรุปสั้น ๆ “ทำเอาเจ้านั่นเหนื่อยสายตัวแทบขาดเลยทีเดียว”
“คุณก็หางานที่มันสบายกว่านั้นให้น้องทำหน่อยสิ ยังไงเขาก็เป็นคนที่คุณพานะ” จ้าวเสี่ยวฟ่งเอ่ยเตือนด้วยความหวังดี
“หยวนคุนเอ๊ย อย่าไปฟังเมียแกพูดเลย ปล่อยให้มันลุยงานหนัก ๆ ไปนั่นแหละดีแล้ว ในโลกนี้จะมีงานสบายที่ไหนหาเงินได้ง่าย ๆ กันล่ะ ช่วงที่ยังหนุ่มยังแน่นเหนื่อยหน่อยไม่เป็นไรหรอก” อาสามที่ยืนฟังอยู่ข้าง ๆ ได้ยินคำพูดของจ้าวเสี่ยวฟ่งก็รีบตะโกนแทรกสายเข้ามาทันที
“ในไซต์ก่อสร้างไม่มีงานไหนสบายหรอกครับอา ยิ่งเขาเป็นเด็กใหม่ด้วย รอให้ทำไปสักพักก่อนผมถึงจะพอหางานที่ดีกว่านี้ขยับขยายให้เขาได้ครับ” หยางหยวนคุนพูดจบก็ไม่ได้ขยายความเรื่องนี้ต่อ เขาพูดปนยิ้มว่า “ให้ลูกสาวฉันรับสายหน่อยสิจ้ะ”
“ได้ ๆ งั้นฉันส่งสายให้แกนะ” จ้าวเสี่ยวฟ่งพูดจบก็อุ้มหยางเฟยเฟยที่ยังคงเขย่งเท้าคอยฟังอยู่ขึ้นมา แล้วเอาหูโทรศัพท์แนบเข้าที่ข้างหูของลูกสาว “คุณพ่อจะคุยด้วยจ้ะ”
“คุณพ่อคะ คุณพ่อได้ยินหนูไหมคะ” เสียงเจื้อยแจ้วไร้เดียงสาของหยางเฟยเฟยลอยมาตามสาย
“ได้ยินจ้า” รอยยิ้มบนใบหน้าของหยางหยวนคุนยิ่งฉีกกว้างขึ้นจนเห็นได้ชัด “เป็นยังไงบ้าง คิดถึงพ่อไหมหืม?”
“ทำไมคุณพ่อจู่ ๆ ก็หายตัวไปล่ะคะ คุณแม่บอกว่าคุณพ่อออกไปทำงานข้างนอก แล้วคุณพ่อจะกลับมาเมื่อไหร่คะ” น้ำเสียงออดอ้อนน่าเอ็นดูของลูกสาวแล่นเข้าสู่โสตประสาทของหยางหยวนคุน
“ถ้าพ่อว่างเมื่อไหร่พ่อจะรีบกลับไปหานะจ๊ะ อยู่บ้านต้องเป็นเด็กดีเชื่อฟังคุณแม่กับคุณย่า เข้าใจไหม” หยางหยวนคุนกำชับลูกสาว
หลังจากนั้นเขาก็ได้พูดคุยกับแม่ของตัวเองอีกสองสามประโยค ก่อนที่หูโทรศัพท์จะถูกส่งกลับมาในมือของจ้าวเสี่ยวฟ่งอีกครั้ง
“รอให้บ้านที่บ้านเกิดสร้างเสร็จเรียบร้อยเมื่อไหร่ ฉันจะหาเวลาว่างกลับบ้านไปหานะ” หยางหยวนคุนเอ่ยบอกปนยิ้ม ถึงตอนนั้นโครงการในส่วนของเขาคงเข้าหน้างานเรียบร้อยแล้ว และตําแหน่งหัวหน้าคนงานนี้เขาก็คงทำมานานพอตัว การจะขอลาพักร้อนสักสองสามวันย่อมไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร
“จ้ะ คุณไม่ต้องเป็นห่วงทางบ้านหรอกนะ พวกเราอยู่ที่นี่สบายดีทุกอย่าง ตอนนี้ก็ไม่ต้องลงไปทำนาแล้ว แถมไม่ต้องไปรับจ้างใช้แรงงานตรงเขื่อนกั้นน้ำนั่นด้วย” จ้าวเสี่ยวฟ่งเอ่ยปลอบเพื่อให้สามีสบายใจ
“พวกคุณอยู่บ้านก็อย่ามัวแต่มัธยัสถ์ตระหนี่เรื่องของกินนักล่ะ ถ้ารอบหน้าฉันกลับไปแล้วเห็นใครผอมลงล่ะก็มีเรื่องแน่” หยางหยวนคุนยังคงอดห่วงไม่ได้ว่าผู้หญิงสองคนนี้จะประหยัดเงินจนเกินเหตุ เขาพูดต่อว่า “เรื่องเนื้อสัตว์จะมากจะน้อยยังไงก็ต้องซื้อกินทุกวันนะ แล้วก็เรื่องของเฟยเฟย อย่างน้อยต้องให้แกกินไข่ต้มวันละฟองและดื่มนมวันละแก้ว นมผงน่ะให้เดินไปซื้อที่ร้านค้าในตัวตำบลมาเชงให้แกดื่มนะ”
ในหมู่บ้านของพวกเขาแน่นอนว่าย่อมไม่มีน้ำนมดิบสด ๆ ขายอยู่แล้ว แต่หยางเฟยเฟยในวัยห้าหกขวบถือเป็นช่วงวัยที่กำลังเจริญเติบโตและต้องการสารอาหารอย่างมาก เป็นช่วงเวลาทองในการวางรากฐานโครงสร้างร่างกาย สารอาหารพื้นฐานพวกนี้จึงต้องพยายามบำรุงให้เต็มที่ และฐานะทางการเงินของบ้านพวกเขาในตอนนี้ก็สามารถแบกรับค่าใช้จ่ายส่วนนี้ได้อย่างสบาย ๆ ในชาติก่อนหลังจากลูกทั้งสองคนหย่านม นอกจากกินข้าวสวยแล้ว เวลาหิวกลางดึกก็ทำได้แค่ชงน้ำน้ำตาลทรายแดงให้ดื่ม ส่งผลให้ลูกทั้งสองคนโตมามีส่วนสูงที่ไม่ค่อยสูงเท่าไหร่นัก
“ยังต้องกินนมอีกเหรอจ๊ะ? เงินที่บ้านมันใช้ไม่หมดหรือยังไงกัน” จ้าวเสี่ยวฟ่งเอ่ยอย่างหมดหนทาง
“คุณต้องซื้อนมผงมาให้แกดื่มให้ได้นะ แล้วก็เจ้าตัวเล็กหยางอี้ด้วย ถ้าร่างกายหย่านมเมื่อไหร่ก็ต้องมีสวัสดิการนี้เหมือนกัน เข้าใจไหม? ถ้าเงินที่บ้านหมดเมื่อไหร่ก็บอก ฉันจะรีบโอนส่งกลับไปให้ทันที” หยางหยวนคุนพูดสั่งการเสร็จสรรพ เมื่อไม่มีเรื่องอะไรจะคุยต่อแล้วจึงวางสายไป
หลังจากจ่ายเงินค่าวางสายและค่าของใช้ให้แก่เถ้าแก่เนี้ยเจ้าของร้านโชห่วยเรียบร้อย ทั้งสองคนก็หอบหิ้วของเดินมุ่งหน้ากลับไปยังหอพัก
“พี่คุน เดี๋ยวผมจ่ายค่าของคืนให้พี่นะครับ” หยางหยวนหงถือของใช้ส่วนตัวพลางทำท่าจะล้วงกระเป๋าเงินเพื่อเอาเงินคืนให้พี่ชาย
“เงินแค่ไม่กี่ตังค์จะมาล้วงคืนอะไรกัน ฉันจะมาขาดแคลนเงินแค่นี้จากนายหรือไง” หยางหยวนคุนตวัดสายตาค้อนใส่น้องชาย ก่อนจะพูดเตือนสติ “นายมีเงินก็เก็บไว้ซื้อของอร่อย ๆ กินเถอะ งานใช้แรงงานหนักแบบที่นายทำน่ะ ร่างกายมันต้องการสารอาหารและไขมันไปบำรุงนะ มื้อเที่ยงมื้อเย็นฉันเห็นนายตักแต่ผักกาดขาวต้มเต้าหู้”
“ผมยังหนุ่มอยู่ ไม่เป็นไรหรอกครับพี่คุน ตอนอยู่บ้านก็กินแบบนี้จนเป็นเรื่องปกติอยู่แล้วไม่ใช่เหรอครับ” หยางหยวนหงเกาหัวแก้เก้อพลางเอ่ยตอบอย่างเขิน ๆ
“มันไม่เหมือนกัน งานที่นี่มันหนักหนาสาหัสกว่างานทำนาที่บ้านตั้งเยอะ และถึงแม้ตอนอยู่บ้านนายจะไม่ได้กินเนื้อสัตว์บ่อย ๆ แฟน ๆ แต่พวกไข่ไก่ สัตว์ปีก สัตว์น้ำ พลอยได้กินบ่อยอยู่ไม่ใช่เหรอ แต่ถ้ามาอยู่ที่นี่ถ้านายไม่ควักเงินซื้อกับข้าวเนื้อสัตว์กินเอง นายจะไม่มีทางได้ลิ้มรสสารอาหารประเภทเนื้อสัตว์เลยนะ” หยางหยวนคุนเอ่ยเตือน
“ผมเข้าใจแล้วครับพี่คุน พรุ่งนี้ผมจะเลือกสั่งกับข้าวดี ๆ มากินครับ” หยางหยวนหงรู้สึกว่าสิ่งที่หยางหยวนคุนพูดมามันมีเหตุผลมาก นี่เขาเพิ่งทำแค่ครึ่งวันก็เหนื่อยจนแทบกระอักเลือดแล้ว “วันนี้ตอนอยู่ในโรงอาหาร เห็นเมนูหมูสามชั้นตุ๋นน้ำแดง แล้วน้ำลายสอเลย พรุ่งนี้ผมต้องลองสั่งมากินให้ได้ครับ”
“นายคิดได้แบบนั้นก็ดีแล้ว ถ้าเกิดไม่มีเงินกินข้าวจริง ๆ ก็เดินมาขอเบิกเงินล่วงหน้าจากฉันได้”
ทั้งสองคนเดินกลับมาถึงห้องพักในเวลาอันรวดเร็ว จัดการวางของใช้ที่ซื้อมาเสร็จสรรพ เวลาก็ล่วงเลยจนเกือบจะสองทุ่มแล้ว ทั้งคู่จึงดับไฟในห้องแล้วทิ้งตัวลงนอนบนเตียงเตรียมตัวนอนพักผ่อน
เช้าวันต่อมา การเช็กชื่อเข้างานดำเนินไปตามระเบียบปกติ วันนี้ปรากฏว่าไม่มีคนงานหน้าไหนมาสายเลยแม้แต่คนเดียว แม้กระทั่งคนที่แอบจับกลุ่มคุยซุบซิบกันก็ลดน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด ผลลัพธ์จากการเชือดไก่ให้ลิงดูสร้างบารมีของหยางหยวนคุนเมื่อบ่ายวานนี้ถือว่าได้ผลยอดเยี่ยมมาก ตอนนั้นคนงานจำนวนมากต่างพากันเห็นและได้ยินเหตุการณ์ และหลังจากผ่านไปหนึ่งคืน ในเมื่อทุกคนต่างก็นอนพักอยู่ในโซนหอพักเดียวกัน เรื่องราวทั้งหมดจึงแพร่กระจายรู้กันไปทั่ว ไซต์งาน ทุกคนจึงต่างพากันหวาดกลัวว่าตัวเองจะกลายเป็นเหยื่อรายต่อไปที่โดนเชือดประจานสร้างบารมี
“พวกคุณสามคนแยกย้ายออกไปเดินตรวจตราหน้างานเถอะ เดี๋ยวอีกสักพักฉันก็จะออกไปเดินสอดส่องรอบ ๆ เหมือนกัน” หยางหยวนคุนหันไปมองพวกหยางกั๋วลี่ทั้งสามคน พลางเอ่ยปากบอกด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส
“ครับหัวหน้า พวกเราจะรีบไปเดี๋ยวนี้ครับ” ทั้งสามคนรีบรับคำขันแข็ง หยางกั๋วลี่เมื่อเช้าเห็นว่าเถ้าแก่ใหญ่จ้าวเฉวียนยังเดินทางมาไม่ถึงไซต์งาน ในใจก็พลันโล่งอกไปได้เปราะหนึ่ง แต่พอคิดได้ว่าตอนนี้ยังเช้าอยู่ การที่จ้าวเฉวียนยังไม่มาถือเป็นเรื่องปกติ ตัวเขาจึงต้องใช้ชีวิตทำงานต่อไปด้วยความขวัญหนีดีฝ่อระแวดระวังต่อไป
ส่วนอีกสองคนที่เหลือก็พลอยโดนกิตติศัพท์การเชือดไก่ให้ลิงดูสร้างบารมีของหยางหยวนคุนเมื่อวานทำเอาขวัญผวาไปด้วย ในกลุ่มคนงานที่พวกเขาคอยควบคุมดูแลอยู่ย่อมไม่มีทางที่จะไม่มีคนแอบอู้งานนอนหลับแน่ ๆ และถ้าเกิดแจ็กพอตโดนหัวหน้าคนใหม่จับได้คาหนังคาเขาขึ้นมา มีหวังตำแหน่งหน้าที่ของพวกเขาสองคนคงได้พังทลายลงไปด้วยแน่ ๆ ทั้งคู่จึงต่างพากันตั้งมั่นในใจว่า วันนี้จะต้องจับตาดูและคุมคนงานให้อยู่หมัดเข้มงวดที่สุดกว่าวันไหน ๆ