- หน้าแรก
- ผมพกเอไอไปสอบขุนนาง ขอย้อนเวลามาสร้างตำนาน
- บทที่ 441 ข้าชอบคุยไปถือดาบไป!
บทที่ 441 ข้าชอบคุยไปถือดาบไป!
บทที่ 441 ข้าชอบคุยไปถือดาบไป!
"นี่ๆ เจ้าคนนั้นน่ะ ใช่ๆ เจ้านั่นแหละ!"
"แฮะๆ! คุณชายมีอะไรให้รับใช้หรือขอรับ"
"ที่นี่มีเหล้าอะไรแพงๆ ดีๆ บ้าง ไปเอามาให้ข้าสักยี่สิบไห แล้วก็เอาอาหารใส่ปิ่นโตพวกนี้ให้เต็มด้วยนะ เสร็จแล้วก็เอาไปลงบัญชีชุยซื่ออัน สหายรักข้าได้เลย!"
"ได้เลยขอรับคุณชาย วางใจได้ ข้าน้อยจะจัดการให้เรียบร้อยเลย!"
"เดี๋ยวก่อน กลับมาก่อน กลับมาก่อน!"
"มีอะไรอีกหรือขอรับคุณชาย"
"ไม่มีอะไรหรอก ข้าแค่ถูกใจเจ้า ก็เลยอยากให้รางวัลเจ้าอีกห้าร้อยตำลึง และแน่นอน ลงบัญชีชุยซื่ออัน สหายรักข้าเหมือนเดิม!"
บทสนทนาข้างต้นนี้ คือเหตุการณ์ตอนที่อู๋ตี๋เดินลงมาต้มตุ๋นหลอกใช้ผู้ดูแลหอฉงฮวาอีกครั้ง หลังจากเพิ่งปั่นหัวชุยซื่ออันเสร็จไปหมาดๆ
อู๋ตี๋เป็นคนรักษาสัญญามาก เกิดเป็นลูกผู้ชาย เมื่อพูดแล้วต้องคืนคำ... เอ้ย! ต้องทำให้ได้สิ!
บอกไว้แล้วว่าจะมากินฟรีแถมห่อกลับบ้าน ก็ต้องทำตามนั้น จะมายกเลิกแค่เพราะคุยกันไม่ถูกคอไม่ได้หรอกนะ
ไม่อย่างนั้น ถ้าเรื่องนี้แพร่งพรายออกไป เขาจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนในยุทธภพ จะไม่โดนคนทั้งใต้หล้าหัวเราะเยาะเอาเหรอ
อู๋ตี๋เป็นคนแบบไหน
เขาคือคนที่รักษาเครดิตที่สุดในสามโลก!
ดังนั้น หลังจากที่การเจรจาระหว่างทั้งสองฝ่ายล้มเหลวไม่เป็นท่า ตอนที่กำลังจะแยกย้ายกัน หมอนี่ก็ดันทำเรื่องสุดโต่งแบบนี้ขึ้นมา!
เปรียบเทียบง่ายๆ มันเหมือนกับอะไรน่ะเหรอ
ก็เหมือนกับมีคนชวนคุณไปกินข้าว คุณไม่เพียงแต่จะไม่ช่วยจ่ายสักบาท แต่ยังขนญาติโกโหติกาไปกินฟรีแบบบุฟเฟต์ยันอิ่ม แถมก่อนกลับ ยังแวะเคาน์เตอร์หยิบบุหรี่ยี่ห้อแพงๆ ติดมือกลับบ้านไปอีกยี่สิบคอตตอนหน้าตาเฉย!
พูดกันตามตรงเลยนะ โคตรหน้าด้าน! เป็นการกระทำที่ชวนให้โดนด่าลามปามไปถึงบรรพบุรุษสิบแปดชั่วโคตรเลยล่ะ
แต่ถ้าคนที่ถูกหลอกฟันเป็นคนที่คุณเกลียดขี้หน้าล่ะก็ งั้นก็ไม่เป็นไรหรอก
อีกอย่าง อู๋ตี๋มั่นใจว่าชุยซื่ออันสหายรักของเขา เป็นคนดีมีเมตตาหาได้ยาก คงไม่มาคิดเล็กคิดน้อยกับเงินแค่นี้หรอกมั้ง
ความคิดนี้มันดูไม่มีเหตุผลเอาซะเลย แต่แค่มองตากันแวบแรก อู๋ตี๋ก็รู้สึกได้ทันทีว่าหมอนี่มันเป็นหมูตัวอ้วนที่น่าเชือด...
แฮ่มๆ เป็นคนดีมีเมตตาที่คบหาได้ง่ายต่างหาก!
ความรู้สึกแบบนี้มันอธิบายยาก อาจจะเป็นพรหมลิขิตก็ได้ล่ะมั้ง!
"ลูกพี่ พวกเราทำเกินไปหรือเปล่าเนี่ย ท่านว่าถ้าชุยซื่ออันได้สติขึ้นมา เขาจะหันกลับมาทวงของที่ให้พวกเราไปเมื่อเช้าคืนไหม"
ระหว่างทางกลับบ้าน หวังเซิ่งถามขึ้นด้วยความกังวล
เขาไม่ได้กลัวว่าจะต้องผิดใจกันหรอก ก็แหม พวกเขาไม่ได้มีความสัมพันธ์อะไรกันอยู่แล้ว ถ้าจะให้มี ก็คงเป็นความสัมพันธ์แบบหมาป่ากับลูกแกะอ้วนๆ นั่นแหละ
แต่สิ่งที่เขากลัวจริงๆ ก็คือ กลัวว่าของดีๆ ที่เพิ่งได้มาจะหายวับไปกับตาต่างหาก ขืนเป็นแบบนั้นก็ขาดทุนย่อยยับเลยสิ
ก็โฉนดที่ดินที่ชุยซื่ออันให้มาเมื่อเช้า มันยังไม่ได้ไปโอนชื่อเลยนี่นา!
"กลัวอะไร ดูจากท่าทางโง่ๆ ของหมอนั่นตอนก่อนกลับ ข้าว่าพอเขาได้สติ ไม่เพียงแต่จะไม่มาทวงของคืน เผลอๆ อาจจะส่งของขวัญชิ้นใหญ่มาให้อีกต่างหาก
คิดว่าพวกเรามาแค่กินข้าวฟรีๆ เหรอ ข้าไม่มีเวลาไปนั่งคุยเรื่องไร้สาระกับมันหรอก เป้าหมายที่แท้จริงของข้าคือการฟันกำไรจากมันอีกรอบต่างหาก!
นี่แหละที่เรียกว่า ปลาตัวเดียวกินได้หลายต่อ!"
อู๋ตี๋ไม่รู้สึกกังวลเลยสักนิด ถึงชุยซื่ออันจะคุยโวอวดอ้างสรรพคุณซะดิบดี ว่าจะให้ตำแหน่งหน้าที่การงานดีๆ บ้างล่ะ หรือจะช่วยล็อกผลการสอบหน้าพระที่นั่งให้บ้างล่ะ
แต่เอาเข้าจริงๆ ต่อให้หลิ่วจ้งไม่ได้แอบมากระซิบเตือน อู๋ตี๋ก็ไม่หวั่นหรอก
ดูจากการสอบฮุ่ยซื่อครั้งนี้ก็รู้แล้วว่า ฮ่องเต้องค์ปัจจุบันมีแผนการที่ยิ่งใหญ่ เพิ่งจะขึ้นครองราชย์ ก็ต้องอยากสร้างผลงานบริหารบ้านเมืองอยู่แล้ว จะยอมให้พวกขุนนางกังฉินพวกนี้มาควบคุมอำนาจได้ยังไง
ไม่เคยได้ยินคำว่า ผู้ใหญ่บ้านคนใหม่ ต้องจุดไฟสามกอง สร้างผลงานชิ้นโบแดงเพื่อให้คนยอมรับหรือไง
ถ้าพวกตระกูลใหญ่พวกนี้มันแน่จริง คงไม่แพ้ราบคาบในการสอบฮุ่ยซื่อแบบนี้หรอก
และยิ่งเป็นไปไม่ได้เลย ที่คุณชายจากตระกูลกั๋วกงจะต้องลดตัวมาตีสนิทกับพวกบัณฑิตบ้านนอกอย่างพวกเขา
พูดกันตรงๆ ก็คือหมดหนทางแล้วไง ถ้ามีวิธีอื่น คิดว่าไอ้พวกทำตัวจองหองหยิ่งยโสพวกนี้ จะยอมมานั่งร่วมโต๊ะกินเหล้ากับพวกเขาเหรอ
จะมาโปรยเงินแจกของให้ฟรีๆ ถึงหน้าประตูเหรอ
ไม่มีทางเป็นไปได้หรอก!
ดังนั้น อู๋ตี๋ถึงได้มั่นใจและไม่รู้สึกกังวลใจอะไรเลยสักนิด
"ใช่ ข้าก็คิดว่าพวกนั้นไม่ยอมถอดใจง่ายๆ หรอก จะให้ของขวัญเพิ่มหรือเปล่าไม่รู้ แต่การเชิญซ้ำแล้วซ้ำเล่าต้องมีแน่ๆ" เจิ้งฉี่ซานก็พยักหน้าเห็นด้วย
"ถ้าเมื่อกี้บนโต๊ะอาหาร พวกเราตอบตกลงไปทันที พวกนั้นก็คงจะดูถูกพวกเรา แต่ตอนนี้มันต่างออกไป พวกเราป่วนซะเละเทะขนาดนั้น เดาได้เลยว่ามันต้องผิดแผนพวกเขาไปเยอะ"
"คอยดูเถอะ ไม่เกินสองวัน ไอ้หมูอ้วนตระกูลชุย ต้องบากหน้ามาหาอีกแน่"
"ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า..."
ทั้งกลุ่มคุยไปหัวเราะไปอย่างสนุกสนาน ดูเหมือนสภาพจิตใจพวกเขาจะไม่ได้รับผลกระทบอะไรเลย
นี่ไง คุยไปคุยมาก็วนกลับไปเรื่องนางรำที่เต้นเมื่อกี้จนได้ ว่าพวกนางสวยเซ็กซี่น่าจดจำขนาดไหน
หัวหน้าผู้คุ้มกันหวัง: "พวกนางหอมฉุยเลย ข้าบอกเลย ตอนที่พวกนางสะบัดแขนเสื้อผ่านหน้าข้า ข้าแทบจะสลบเพราะความหอมเลยทีเดียว"
หัวหน้าผู้คุ้มกันหลี่: "ใช่ๆ! ข้าล่ะเพิ่งจะรู้ว่าเอวบางร่างน้อยราวกับงูน้ำมันเป็นยังไง โอ้โห เอวนั่นอ่อนช้อยซะจนน่าจับมาบีบเล่น แถมบั้นท้ายนั่นอีก... จึ๊ๆๆ... จริงไหมศิษย์น้องเล็ก"
เจียงฮั่น: "ข้าเจียงฮั่นเป็นคนรักเดียวใจเดียว ข้าแค่ชื่นชมความงามทางศิลปะเท่านั้นแหละ ส่วนเรื่องที่พวกท่านพูด ข้าไม่รู้เรื่องอะไรทั้งนั้น"
หวงหลงซิง: "ฮ่าฮ่าฮ่า... แกอย่ามาแกล้งทำเป็นไก๋ไปหน่อยเลย ข้าได้ข่าวมาหมดแล้วว่าเจ้าได้พบรักใหม่ ตอนนี้เป็นคนมีครอบครัวแล้วล่ะสิ
แกคงกลัวว่าคำพูดพวกนี้จะไปเข้าหูน้องสะใภ้ แล้วจะโดนนางเล่นงานเอาล่ะสิ"
เจียงฮั่น: "ใครบอก ซานเนียง นางเป็นคนดีมากเลยนะ! อีกอย่าง พวกท่านมันเป็นพวกชายโสด จะไปเข้าใจอะไรล่ะ สำหรับข้าน่ะเรียกว่าในสายน้ำที่กว้างใหญ่ไพศาล ข้าขอตักน้ำดื่มเพียงจอกเดียว ท่ามกลางความงดงามตระการตา ข้าขอมอบใจให้เพียงนางเดียวต่างหาก
ส่วนหญิงอื่น ต่อให้เป็นนางฟ้าจำแลงมา ก็ไม่คู่ควรให้ข้าชายตามองหรอก!"
"โอ้โห... ศิษย์น้องเล็กของเรากลายเป็นคนคลั่งรักไปซะแล้ว จึ๊ๆๆ เปลี่ยนไปเป็นคนละคนเลยแฮะ!"
ทั้งกลุ่มหัวเราะหยอกล้อกันอย่างสนุกสนาน ไม่นานก็เดินมาถึงบ้าน
พอได้เจียงฮั่นมาเป็นเป้าหมายให้แซว พวกเขาก็เอาแต่คุยเรื่องนี้ไม่ยอมหยุด แถมยังหยิบยกประเด็นนี้มาล้อเลียนกันไม่เลิก
แต่ทว่า ทันทีที่ก้าวเท้าเข้าประตู ทุกคนก็พร้อมใจกันเงียบกริบทันที!
เพราะรู้สึกได้ถึงรังสีอำมหิตบางอย่างแผ่ซ่านออกมากดดัน ความหนาวเหน็บนั้นทำเอาสันหลังวาบไปตามๆ กัน!
เมื่อเงยหน้าขึ้นมอง ก็เห็นหญิงสาวนางหนึ่งยืนถือดาบอยู่ใต้กิ่งไม้ที่เพิ่งจะผลิใบอ่อนในฤดูใบไม้ผลิ บรรยากาศดูแปลกประหลาดจนน่าขนลุก
"แม่... แม่นางไช่ ท่านมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง"
อู๋ตี๋จำนางได้ทันทีตั้งแต่แรกเห็น นี่มันยายตัวแสบที่หน้าตาพอดูได้คนนั้นนี่นา
"หึหึ ทำไม ไม่ต้อนรับงั้นเหรอ ถ้าข้าไม่มา เจ้าก็คงโดนพวกนังจิ้งจอกพวกนั้นคาบไปกินแล้วสินะ"
"ข้าได้ยินมาหมดแล้วล่ะ วันนี้มีคนเชิญเจ้าไปกินเหล้า คงจะไปทาบทามเจ้าสินะ
แล้วไงล่ะ เขาไม่ได้แถมภรรยาสาวสวย อนุภรรยา หรือสาวใช้ไว้คอยอุ่นเตียงให้เจ้าบ้างหรือไง"
องค์หญิงเก้าไม่ได้หันกลับมา นางยังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิม ไม่แม้แต่จะหันหน้ามามองด้วยซ้ำ
แต่แค่นี้ก็เพียงพอแล้ว ต่อให้ตาบอดก็ยังดูออกว่าสถานการณ์ตอนนี้มันคุกรุ่นแค่ไหน
"ฮ่าฮ่า... เอ่อ ข้าเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าข้อสอบการปกครองข้อนั้น ข้าคิดวิธีแก้ปัญหาแบบที่สิบเอ็ดออกแล้วล่ะ! ฉี่ซาน จื่อโม่ ป่ะ ไปถกประเด็นนี้กันดีกว่า!" เจ้าอ้วนรีบหาข้ออ้างชิ่งหนีเป็นคนแรก
จางฮ่าวกับเจิ้งฉี่ซานก็ไม่รอช้า รีบรับมุกทันที:
"ดีเลย ข้าก็กำลังคิดเรื่องนี้อยู่พอดี!"
"ใช่แล้ว ข้าก็อยากรู้เหมือนกันว่าวิธีแก้ปัญหาแบบที่สิบเอ็ดของเจ้ามันจะยอดเยี่ยมขนาดไหน"
พูดจบ ทั้งสามคนก็พยายามจะลากฟางเจิ้งไปด้วย แต่ดูเหมือนฟางเจิ้งจะยังไม่รู้ตัวถึงความอันตรายที่กำลังคืบคลานเข้ามา
"ข้าไม่ไปได้ไหม ข้ายังมีเรื่องจะปรึกษากับพี่อู๋อยู่เลย ไว้เดี๋ยวข้าค่อยตามไปทีหลังนะ"
"ตามไปบ้านแกสิ! ไม่อยากตายก็รีบเดินตามมา ไอ้เฒ่าฟาง นี่แกไม่มีเซนส์เอาซะเลยนะ!"
เจ้าอ้วนกับพวกไม่พูดพร่ำทำเพลง หิ้วปีกฟางเจิ้งคนละข้าง แล้วลากออกไปเหมือนหิ้วลูกไก่
ส่วนพวกเจียงฮั่นก็ไม่ได้โง่ ต่างคนต่างก็เกาหัวหาข้ออ้างสารพัด แล้วรีบแยกย้ายกันหนีไปคนละทิศคนละทาง
เพียงชั่วพริบตา บริเวณนั้นก็เหลือแค่อู๋ตี๋กับหญิงสาวถือดาบเพียงสองคน
"อึก!"
อู๋ตี๋กลืนน้ำลายดังเอื๊อก "เอ่อ คือเรื่องนี้น่ะ ข้าอธิบายได้นะ เรามาวางดาบลงแล้วค่อยๆ คุยกันดีไหม"
องค์หญิงเก้า: "ไม่จำเป็น ข้าชอบคุยไปถือดาบไป! ทำแบบนี้ เวลาข้าโกรธ ข้าจะหายโกรธได้ง่ายกว่าน่ะ!"
อู๋ตี๋: ..................
ได้เลย ได้! สมกับที่เป็นเจ้าจริงๆ ภายนอกดูสวยงาม แต่ข้างในซ่อนร่างทีเร็กซ์เอาไว้สินะ
ก็เล่นฟันคอคนที่ทำให้โกรธทิ้งซะ แล้วจะเอาอะไรมาโกรธต่ออีกล่ะ!