- หน้าแรก
- 1994: ชาวสวนผักพลิกชะตา
- บทที่ 555 เทศกาล
บทที่ 555 เทศกาล
บทที่ 555 เทศกาล
บทที่ 555 เทศกาล
จากทุกๆ ค่ำคืนจวบจนรุ่งสาง และจากทุกๆ รุ่งสางจวบจนพลบค่ำ
ที่แห่งนี้มักจะมีกลุ่มคนที่เดินทางไปมาและพบปะกันอยู่เสมอ แต่ในทุกๆ ค่ำคืนต่างหาก ที่ถือเป็นเวทีหลักของการค้าส่งผัก
เวลาสี่ทุ่ม ณ ตลาดเจียงหนาน แผงทั้งแปดของเค่อพู่เซียนเซิงก็เนืองแน่นไปด้วยฝูงชนที่มาซื้อผักอีกครั้ง การซื้อขายแต่ละครั้งดำเนินไปอย่างดุเดือด พ่อค้าขายส่งระดับรองขับรถมาทั้งจากลี่วาน ตงซาน ฝอซาน จูไห่...
พวกเขาทะยอยขนผักกวางตุ้ง คะน้า ต้นหอมซอย ผักกาดขาวเหลืองแบบเป็นลัง เป็นมัด หรือเป็นถุง ซึ่งถูกจัดเรียงไว้อย่างเป็นระเบียบจากบนรถหรือบนพื้น ขึ้นรถขนส่งของตัวเอง แล้วขับมุ่งหน้ากลับไปยังตลาดที่ตัวเองดูแลอย่างไม่ลดละ
ในสายตาของบรรดาพ่อค้าแม่ค้าเจ้าอื่นๆ ในตลาดเจียงหนาน เค่อพู่เซียนเซิงก็เปรียบเสมือนขุมทรัพย์ขนาดมหึมา ที่ดูเหมือนจะมีผักกวางตุ้งกับคะน้าให้ขายแบบไม่มีวันหมด รถบรรทุกในแผงไม่เคยขาดสายเลยสักครั้ง
เย่ช่านเจียงมายืนอยู่บนดาดฟ้าอีกครั้ง สายตาทอดมองไปทางเค่อพู่เซียนเซิงอย่างครุ่นคิด
ตั้งแต่พลบค่ำยันรุ่งสาง และจากรุ่งสางยันพลบค่ำ ผู้คนที่มาซื้อผักก็ยังคงหลั่งไหลมาไม่ขาดสาย
คนที่ขนผักไม่ใช่แค่พนักงานยกของ แต่ยังมีบรรดาพ่อค้าผักรวมอยู่ด้วย
เขาอดพึมพำกับตัวเองไม่ได้ว่า "ถ้าพ่อค้าทุกเจ้ามีศักยภาพแบบนี้ก็คงดีสิ"
แต่เขาก็รู้ดีว่ามันเป็นไปไม่ได้
เขาอยู่ในวงการค้าผักมาแปดเก้าปีแล้ว ภาพเหตุการณ์แบบนี้แม้แต่ในความฝันก็ยังไม่เคยปรากฏให้เห็นเลย
ที่เค่อพู่เซียนเซิง แรงงานคือหัวใจสำคัญเสมอ แม้แต่พนักงานยกของหญิง ท่อนแขนก็ยังเต็มไปด้วยมัดกล้าม
รถบรรทุกขนาดใหญ่ที่บรรทุกผักกวางตุ้งมาเต็มคันรถอีกสองคันก็มาถึง หานปินและเหอเฉิงกัง คนขับรถบรรทุกทั้งสองคนกระโดดลงมาจากรถ พร้อมกับพนักงานที่รอสแตนด์บายอยู่ก่อนแล้ว พวกเขาช่วยกันเปิดผ้าใบคลุมกระบะรถออก จากนั้นฝูงชนก็กรูกันเข้ามาแย่งขนผักลงจากรถ
เมื่อเห็นภาพนั้น บนใบหน้าที่เหนื่อยล้าของหานปินก็เผยให้เห็นความตื่นเต้นอย่างปิดไม่มิด
"หัวหน้าเฉิง ธุรกิจรุ่งเรืองจังเลยนะครับ"
"อ้าว พวกคุณสองคนนี่เอง" เฉิงเจียซู่ปาดเหงื่อ ปลีกตัวมารีบเซ็นชื่อรับของให้ทั้งสองคน แล้วพูดต่อ "พวกคุณเข้าไปพักในออฟฟิศก่อนก็ได้นะ แต่อย่าเพิ่งไปไหนไกลล่ะ อย่างมากชั่วโมงสองชั่วโมง ผักสองคันรถนี้ก็เกลี้ยงแล้ว"
"สุดยอดไปเลย ขายดีเป็นเทน้ำเทท่าจริงๆ"
หานปินและเหอเฉิงกังมองดูฝูงชนที่มาซื้อผักด้วยความทึ่ง ก่อนจะเดินกลับไปที่ออฟฟิศนอกตลาด
"พี่เฉียงล่ะครับ"
ในออฟฟิศมีคนขับรถที่กำลังพักผ่อนอยู่ก่อนแล้ว "พี่เฉียงคุยธุระกับประธานซวี่อยู่ข้างในน่ะครับ ยุ่งอยู่ พวกคุณวิ่งรถเที่ยวนี้ใช้เวลาไปกี่ชั่วโมงล่ะเนี่ย" "ก็ยี่สิบแปดยี่สิบเก้าชั่วโมงได้มั้งครับ"
"ก็เร็วดีนี่นา"
"แล้วพวกคุณรับออเดอร์ขากลับแล้วเหรอ"
"รับแล้วครับ วิ่งไปส่งสินค้าเบ็ดเตล็ดที่คุนหมิง ก็โอเคอยู่ ได้กำไร..."
บางคนก็จับกลุ่มคุยกันเบาๆ บางคนก็หลับตาพักผ่อน ช่วงนี้ทีมขนส่งก็ยุ่งจนหัวปั่นเหมือนกัน
ภายในห้องประชุมด้านใน เฉินเจิ้งซวี่กำลังหารือเรื่องการจัดการโลจิสติกส์กับเหอเฉียง
ตอนนี้ทีมขนส่งยังรับงานแค่ขนส่งระยะทางไกลเท่านั้น
ยังไม่ครอบคลุมไปถึงการกระจายสินค้าภายในตัวเมือง
เฉินเจิ้งซวี่ก็เลยคุยกับเขาแค่เรื่องการขนส่งระยะทางไกล เพราะเขาคิดว่าความสามารถของเหอเฉียงยังไม่ถึงขั้นที่จะดูแลการจัดการที่ซับซ้อนกว่านั้นได้
ถึงแม้ตัวเขาเองก็ทำไม่ได้เหมือนกัน และมักจะรู้สึกอยู่เสมอว่าตัวเองยังมีทักษะไม่เพียงพอ
หลังจากคุยกันอยู่ชั่วโมงกว่า เฉินเจิ้งซวี่ถึงจะได้ข้อสรุปเบื้องต้นกับเหอเฉียง พอเดินออกจากห้องประชุมก็เห็นกลุ่มคนขับรถรออยู่ข้างนอก "งั้นผมไม่รบกวนพวกคุณแล้วนะ พี่ๆ ขับรถก็ระวังความปลอดภัยกันด้วยล่ะ เงินก็ต้องหา แต่ความปลอดภัยก็สำคัญไม่แพ้กัน"
ตอนที่เฉินเจิ้งซวี่กำลังจะก้าวออกจากประตู เขาก็หันกลับมาเตือนอีกครั้ง "อ้อ แล้วก็อย่าไปร้านอาหารเจี่ยเม่ยบ่อยนักล่ะ"
"ฮ่าฮ่าฮ่า..." บรรดาคนขับรถรุ่นเก๋าพากันระเบิดเสียงหัวเราะ
เหอเฉียงด่าสวนไปว่า "ชื่อเสียงฉาวโฉ่ขนาดนั้นยังจะกล้าหัวเราะกันอีกนะ ถ้าเรื่องถึงหูเมียที่บ้านแล้วมีเรื่องกันขึ้นมา อย่ามาขอให้ฉันช่วยก็แล้วกัน!" "โห ผมส่งเงินให้ใช้ทุกเดือนตั้งเยอะแยะ ใครจะกล้ามีเรื่องกับผมล่ะ!"
"พี่เฉียง ไม่ต้องห่วงหรอกน่า ว่าแต่ประธานซวี่แวะมาคุยเรื่องอะไรเหรอครับ คุยกันตั้งนานสองนาน"
เหอเฉียงหยิบบุหรี่ในกระเป๋าขึ้นมาจุดสูบ แล้วโยนซองให้หานปิน เพื่อให้พวกคนขับรถหยิบสูบกันเอง
"ฟู่~ บริษัทเค่อพู่มีโปรเจกต์ใหม่น่ะ ขอบเขตธุรกิจของเราน่าจะต้องขยายออกไปอีก"
"จะขยายไปแถวไหนบ้างล่ะครับ"
"ทั่วประเทศ!"
เขาไล่เรียงชื่อตลาดค้าส่งในเมืองต่างๆ ที่เค่อพู่เซียนเซิงมีพนักงานประจำอยู่ให้ฟังทีละชื่อ
เครือข่ายที่ครอบคลุมทั่วทุกสารทิศนี้ ทำให้เหอเฉียงรู้สึกทั้งตื่นเต้นและหวาดหวั่นในเวลาเดียวกัน
การเติบโตของเค่อพู่เซียนเซิงนั้นรวดเร็วเกินไป จนบริษัทขนส่งปรับตัวตามไม่ทัน ราวกับถูกลากให้วิ่งตามการเติบโตนั้นไปเสียแล้ว
อีกด้านหนึ่ง
หลี่ไฉเดินทางมาถึงปู้จี๋ที่เซินเฉิง ท้องฟ้ายามค่ำคืนเบื้องบนมืดมิดไร้แสงดาว ส่วนเบื้องล่างคือแผงขายผักที่วุ่นวาย แผงที่ปู้จี๋ถูกจัดการอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยโดยหลิวหมิงหัว เขายืนรออยู่ข้างนอกสักพัก
เมื่อสินค้าล็อตหนึ่งถูกขนออกไปจนหมด หลิวหมิงหัวก็เดินออกมา
"ท่านประธานไฉ รอนานไหมครับ"
"ไม่เป็นไรครับ ได้ดูการทำงานไปด้วย ไปกันเถอะ"
ที่เขามาเซินเฉิงก็เพราะทางปู้จี๋อนุมัติแผงใหม่ให้แล้ว
เพียงแต่ทางบริษัทบริหารตลาดอยากจะพบกับผู้บริหารระดับสูงของเค่อพู่เซียนเซิงเสียหน่อย
เหตุการณ์เมื่อคืนก่อน ทำให้บริษัทบริหารตลาดปู้จี๋ได้เห็นถึงศักยภาพที่แท้จริงของเค่อพู่เซียนเซิงอย่างชัดเจน
สินค้าฝากขายเมื่อสองสามวันก่อนอาจจะดูเป็นเรื่องบังเอิญ และจำนวนก็ไม่มากนัก ทำให้ทางตลาดยังคงชั่งใจอยู่
แต่พอเห็นว่าสินค้าจากฟาร์มของบริษัทเองสามารถถมเต็มแผงได้ถึงสองแผง ไม่สิ ยังมีของเถิงซิงไถ่ที่ฮ่องกง หรือแม้แต่สถานการณ์ที่ฮวาเฉิงก็แว่วมาถึงหูของปู้จี๋หนงพีเช่นกัน ศักยภาพระดับนี้ทำให้ปู้จี๋หนงพีตัดสินใจได้อย่างรวดเร็ว
บริษัทปู้จี๋หนงพีเป็นบริษัทในเครือของเซินหนงกรุ๊ป ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจ
หลูจวิ้น รองผู้จัดการใหญ่ เป็นคนมารอรับที่ออฟฟิศด้วยตัวเองในคืนนี้ พอรู้ว่ามีคนมาถึง เขาก็เดินออกจากออฟฟิศไปต้อนรับ
"ได้ยินชื่อเสียงมานานแล้ว ท่านเทพเจ้าแห่งความมั่งคั่ง สมคำร่ำลือจริงๆ หนุ่มหล่อต้องคู่กับผักสวยๆ สิเนอะ!"
พอได้ยินแบบนี้ หลี่ไฉก็ยิ้มแหยๆ ไอ้เรื่องหนุ่มหล่อกับผักสวยเขาก็ยอมรับได้อยู่หรอก แต่ฉายา 'เทพเจ้าแห่งความมั่งคั่ง' นี่มันดังมาถึงเซินเฉิงได้ยังไงกันล่ะเนี่ย? "สวัสดีครับ ท่านประธานหลู"
หลังจากทักทายกันพอเป็นพิธี หลูจวิ้นก็เชิญพวกเขาเข้าไปในออฟฟิศ แล้วก็เข้าเรื่องทันที
"ท่านประธานหลี่ เรื่องราวของเค่อพู่เซียนเซิงที่ฮวาเฉิง ทางเราก็พอจะทราบมาบ้างแล้ว และเราก็ชื่นชมในศักยภาพของพวกคุณมาก
ปู้จี๋หนงพียินดีจะมอบแผงให้พวกคุณเพิ่มอีกหนึ่งแผง หรือจะเอาสองแผง สามแผงก็ได้หมดแหละครับ แต่ศูนย์กลางการทำธุรกิจของพวกคุณอยู่ที่ฮวาเฉิงเป็นหลัก ขืนเอาแผงไปเยอะแล้วปล่อยทิ้งไว้เฉยๆ มันก็น่าเสียดายใช่ไหมล่ะครับ"
หลี่ไฉรู้สึกแปลกใจนิดหน่อย แต่ก็ไม่ถึงกับประหลาดใจนัก
เดิมทีหลิวหมิงหัวขอแค่แผงเดียว แต่ปู้จี๋หนงพีกลับอยากได้ลูกค้าที่มีศักยภาพเพิ่มขึ้นอีก
สมองของเขาประมวลผลอย่างรวดเร็ว
ถ้าเถ้าแก่อยู่ที่นี่ เขาจะทำยังไงนะ
เซินเฉิงถือเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษเชียวนะ
หลังจากคิดอยู่ครู่หนึ่ง หลี่ไฉก็ตอบกลับไปว่า "ท่านประธานหลู ขอบคุณที่ให้ความไว้วางใจครับ ความจริงแล้วเค่อพู่เซียนเซิงเองก็มีความตั้งใจที่จะขยายธุรกิจมาที่เซินเฉิงให้มากขึ้น ถ้าได้แผงเพิ่มอีกสักสามแผงก็คงจะดีมากเลยครับ
และแน่นอนว่า เค่อพู่ก็จะไม่ปล่อยให้แผงว่างเปล่าอย่างแน่นอน"
"ฮ่าฮ่าฮ่า แบบนั้นก็เยี่ยมไปเลยครับ" หลูจวิ้นยิ้มรับ "งั้นก็ตกลงตามนี้ เอาเพิ่มอีก 3 แผงนะครับ?"
"ตกลงครับ"
เรื่องถูกตกลงกันอย่างรวดเร็ว
เร็วจนผิดคาดของหลิวหมิงหัว พอเดินออกมาจากออฟฟิศของตลาด เขาก็รำพึงออกมาว่า "คนที่มีความสามารถจริงๆ ไม่ว่าจะไปอยู่ที่ไหนก็มีแต่คนต้อนรับ" หลี่ไฉยิ้มอย่างภาคภูมิใจ "ถึงจะสมกับเป็นบริษัทใหญ่ไง เหล่าหลิว คุณก็ต้องรักษาภาพลักษณ์แบรนด์ของบริษัทที่เซินเฉิงเอาไว้ให้ดีๆ นะ" หลิวหมิงหัวรับคำ "แน่นอนอยู่แล้วครับ"
ลับหลังพวกเขา หลูจวิ้นยังคงยืนมองตามไปจากมุมที่ทั้งสองคนมองไม่เห็น
ปู้จี๋หนงพีคึกคักและวุ่นวายแบบนี้ทุกวันทุกปี สินค้าอุปโภคบริโภคต่างๆ หลั่งไหลจากที่นี่กระจายไปทั่วทุกสารทิศ
แต่สินค้าบางอย่างก็มีเหลือเฟือ บางอย่างก็ขาดตลาด
ช่วงนี้ผักใบเขียวก็กำลังขาดตลาดอย่างหนัก โดยเฉพาะผักกวางตุ้งกับคะน้า ที่ราคาพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
และในช่วงหลายปีที่ผ่านมา การควบคุมราคาผักของเซินเฉิงถือว่ามีเสถียรภาพมากที่สุดแห่งหนึ่งในบรรดาเมืองใหญ่ๆ
ดังนั้น ปู้จี๋หนงพีจึงได้รับคำชมเชยอยู่บ่อยครั้ง
แม้ว่าในช่วงสองปีที่ผ่านมา การควบคุมตลาดจะผ่อนคลายลงบ้าง แต่หากราคาผักพุ่งสูงเกินไป ปู้จี๋หนงพีที่รับผิดชอบเรื่องการรักษาความมั่นคงในการจัดหาสินค้าเกษตรของเซินเฉิง ก็ยังคงโดนตัดคะแนนอยู่ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีของผักกวางตุ้งและคะน้าในระยะนี้
ทว่าด้วยแหล่งสินค้าที่มั่นคงและมีปริมาณเพียงพอ เค่อพู่เซียนเซิงจึงสามารถสร้างความฮือฮาให้กับตลาดได้ครั้งแล้วครั้งเล่า จนกลายเป็นร้านค้าที่โดดเด่นที่สุดในตลาด
ยิ่งในฮวาเฉิงยิ่งไม่ต้องพูดถึง มันเป็นยิ่งกว่าความตื่นตาตื่นใจเสียอีก
ไม่มีใครเทียบได้เลย
หากไม่มีแหล่งสินค้าจากเค่อพู่เซียนเซิงมาช่วยเสริม ราคาผักใบเขียวบางชนิดก็คงจะพุ่งสูงกว่านี้อีกมาก
บริษัทปู้จี๋หนงพีจึงอดไม่ได้ที่จะให้ความสนใจ
ประจวบเหมาะกับที่เค่อพู่เซียนเซิงยื่นเรื่องขอเช่าแผงใหม่ ปู้จี๋หนงพีก็เลยยินดีที่จะร่วมมือด้วยอย่างเต็มใจ
แน่นอนว่าลูกค้ารายใหญ่ที่มีคุณภาพสูงแบบนี้ ยิ่งมีเยอะก็ยิ่งดี
แถมยังได้ใช้โอกาสนี้เป็นแรงกระตุ้นให้พวก 'ราชาผัก' ในตลาดได้ตื่นตัวกันบ้าง
พอเลยเที่ยงคืนไป ผู้คนมากมายอาจจะกำลังหลับฝันหวาน แต่ที่ตลาดค้าส่งสินค้าเกษตรกลับเต็มไปด้วยผู้คนและรถราที่พลุกพล่าน วิ่งเข้าวิ่งออกกันขวักไขว่ ภาพความคึกคักนี้จะดำเนินไปจนถึงรุ่งสาง
เค่อพู่เซียนเซิงเองก็ยังคงความวุ่นวายแบบนี้คืนแล้วคืนเล่า
ทุกๆ คืนที่ผ่านไป ก็จะขายผักได้เป็นพันตัน มีเงินเข้าบัญชีห้าหกล้านหยวน
วันที่ 17 มิถุนายน ก่อนวันไหว้บ๊ะจ่าง เค่อพู่เซียนเซิงก็ก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดอีกครั้งด้วยแรงหนุนจากช่วงเทศกาล
เฉพาะยอดขายจากฟาร์มผักของตัวเองในพื้นที่สามเหลี่ยมปากแม่น้ำจูเจียง ก็ทำรายได้ไปถึง 6.06 ล้านหยวน!
ยอดขายที่พุ่งกระฉูดในตลาดส่งผลสะท้อนกลับไปยังฟาร์มผักทุกแห่ง
ในวันก่อนวันไหว้บ๊ะจ่าง ทุกฟาร์มได้แจกอั่งเปาตามธรรมเนียม เพื่อเป็นขวัญกำลังใจให้บรรดาเกษตรกรได้มีแรงฮึดสู้ในการทำงานรอบแล้วรอบเล่า
ช่วงสองวันนี้ หลี่ไฉก็ได้เริ่มทำการสำรวจตลาดรอบใหม่อีกครั้ง
ฮวาเฉิง เซินเฉิง ตงก่วน หนานหนิง;
ซีอาน รงเฉิง ซานเฉิง คุนหมิง;
ฮู่ซื่อ ซูโจว หางโจว เจียซิง;
รวมถึงพื้นที่ปักกิ่ง เทียนจิน และเหอเป่ย...
พนักงานในแต่ละตลาดมีมากสุดแค่หนึ่งถึงสองคนเท่านั้น
บางคนก็มีหัวขบถ แอบไปรับจ๊อบทำธุรกิจส่วนตัว หรือแม้แต่มีความคิดที่จะออกไปเปิดกิจการเอง
แต่ตามคำบอกเล่าของเถ้าแก่ เรื่องพวกนี้ไม่ใช่เรื่องสลักสำคัญอะไรเลย
ตลาดระดับประเทศกว้างใหญ่เกินไป เค่อพู่เซียนเซิงยังไม่มีศักยภาพพอที่จะเจาะลึกเข้าไปในทุกตลาดได้ด้วยตัวเอง
สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับพวกเขาคือการเข้าถึงข้อมูลของแต่ละตลาด
คนที่ลาออกไปตั้งตัวเป็นอิสระ ในอนาคตกลับอาจจะกลายมาเป็นพาร์ทเนอร์ทางธุรกิจที่ดีกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำ
ด้วยวิธีนี้ ข้อมูลราคาผัก สถานการณ์ของแหล่งผลิต และอื่นๆ จากทั่วทุกภูมิภาค ก็จะหลั่งไหลมารวมศูนย์ที่ฮวาเฉิงอย่างต่อเนื่อง
เค่อพู่เซียนเซิงอาศัยความช่วยเหลือจากคอมพิวเตอร์ในการวิเคราะห์ข้อมูล ทำให้ศักยภาพในการประเมินสูงขึ้น และสามารถคัดกรองผักกลุ่มหนึ่งออกมาในเบื้องต้นได้อย่างรวดเร็ว
ในขณะเดียวกัน ที่ฟาร์มผักแต่ละแห่ง นอกจากจะยุ่งอยู่กับการเก็บเกี่ยวแล้ว บรรดาผู้จัดการก็ยังต้องวางแผนล่วงหน้าสำหรับการปลูกผักในอีกสองสามรอบถัดไปอีกด้วย
วันที่ 18 มิถุนายน เทศกาลไหว้บ๊ะจ่าง
หลังจากขับรถมาหลายชั่วโมง เฉินเจียจื้อก็พาครอบครัวมาถึงฟาร์มเจียอี
เมื่อมาถึงก็เป็นช่วงบ่ายแล้ว
ภาพฟาร์มเจียอีที่ถูกโอบล้อมด้วยภูเขาปรากฏขึ้นตรงหน้า ทำเอาอี้หลง อี้หู่ และโต้วโต้ว ร้องตะโกนออกมาด้วยความตื่นเต้น
หลี่ซิ่วก็มองสำรวจพื้นที่ราบอันกว้างใหญ่ไพศาลและเต็มไปด้วยความคึกคักนี้อย่างสนใจเช่นกัน
ส่วนเผิงกั๋วเจินถึงจะเมารถ แต่ก็ยังฝืนทนมองออกไปนอกหน้าต่างสักพัก
มองไปไกลๆ ก็เห็นออฟฟิศโครงการที่มีอี้ติ้งก้านกับเฉินเจียฟางกำลังโบกมือให้
รถยังไม่ทันจอดสนิท อี้หลง อี้หู่ และโต้วโต้ว ก็ตะโกนเรียกเสียงดังลั่นแล้ว
อี้ติ้งก้านกับเฉินเจียฟางก็ทักทายตอบคนโน้นทีคนนี้ที สลับกับหันไปทักทายพ่อแม่ แล้วก็หันกลับมาดูคังคังที่ยังอยู่ในอ้อมกอด
เฉินเจียฟางช่วยเฉินเจียจื้อยกของ พลางบ่นว่า "เจียจื้อ ก็บอกแล้วไงว่าทางมันไกล ไม่ค่อยสะดวก ไม่เห็นต้องลำบากขนาดนี้เลย"
"พี่รอง งานนี้จะมาโทษผมไม่ได้นะ"
เฉินเจียจื้อร้องโอดครวญ "พี่ลองถามพวกเขาสิ ทั้งคนแก่ เด็กๆ แล้วก็หลี่ซิ่ว ต่างก็บอกว่าอยากมาที่เจียอีกันทั้งนั้น ผมก็จนปัญญาแหละ!" อี้หลง อี้หู่ และโต้วโต้ว รีบออกรับหน้าเป็นพยานให้ หลี่ซิ่วก็พยักหน้ายิ้มๆ
หลังจากที่คุณตาเขียนตัวอักษรพู่กันให้เมื่อสองวันก่อน ฟาร์มเจียอีก็กลายเป็นภาพจำฝังใจของทุกคนในครอบครัวไปเสียแล้ว
ระหว่างที่กำลังทยอยขนของลงจากรถ
อี้หลงก็หยิบม้วนกระดาษลายพู่กันที่ใส่กรอบมาอย่างดีออกมาโชว์ แล้วร้องบอก "พ่อฮะ ของพ่อฮะ คุณตาลงมือเขียนเองกับมือเลยนะ สัญชาตญาณนักพนันอันแรงกล้า!" อี้หู่พูดเสริม "ก็เพราะสี่คำนี้แหละ พวกเราถึงได้ยกขโยงกันมาดูฟาร์มเจียอีกันหมดนี่ไง"
อี้ติ้งก้านเดินเข้าไปดูใกล้ๆ ด้วยความพอใจสุดๆ แล้วหัวเราะร่า "เยี่ยมไปเลย เดี๋ยวพ่อจะเอาไปแขวนไว้ในออฟฟิศ นี่แหละคติประจำใจของพ่อในอนาคต!" อี้หลงยื่นกรอบรูปให้ แล้วพูดต่อว่า "ของคุณน้าก็มีนะฮะ แถมมีตัวอักษรเยอะกว่าของพ่อตั้งหนึ่งตัวแน่ะ"
อี้ติ้งก้านทำหน้างง "หืม? อยู่ไหนล่ะ"
"อยู่ที่ฮวาเฉิงนู่น คุณน้าก็เอาไปแขวนไว้ในออฟฟิศเหมือนกัน แต่มีคำว่า 'ยิ่งกว่า' โผล่มาตัวนึง" อี้หู่เล่า "คุณตาเขียนให้คุณน้าว่า สัญชาตญาณนักพนันอันแข็งแกร่งยิ่งกว่า!"
อี้หลง "กดพ่อซะมิดเลย"
อี้หู่ "เจ็บใจล่ะสิ?"
สองพี่น้องผลัดกันพูดคนละประโยค พยายามจะเสี้ยมให้มีเรื่อง
ทว่าอี้ติ้งก้านกลับหยิบบุหรี่กับไฟแช็กออกมา แล้วเดินไปหาเฉินเส้าชางด้วยสายตาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความเลื่อมใส
"ตาคุณนี่มันแหลมคมจริงๆ มองทะลุเปลือกจอมปลอมของเจียจื้อได้อย่างทะลุปรุโปร่ง ปากก็พล่ามแต่ให้เน้นความชัวร์ๆ แต่จริงๆ แล้วมันบ้าพนันยิ่งกว่าใครเพื่อนเลย สุดยอดจริงๆ!" อี้หลงกับอี้หู่สบตากัน พลางส่ายหัวพร้อมกัน ทำไมดูเหมือนสองคนนี้จะเป็นพี่น้องแท้ๆ กันมากกว่าอีกนะ
เฉินเจียจื้อถูกการกระทำของสามพ่อลูกปั่นป่วนจนพูดไม่ออก ได้แต่หอบของเดินเข้าบ้านไป
สภาพความเป็นอยู่อาจจะดูเรียบง่าย แต่ก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการพูดคุยกันอย่างออกรสเลย
ด้วยความช่วยเหลือของลูกชายทั้งสอง อี้ติ้งก้านก็แขวนม้วนกระดาษลายพู่กันไว้ด้านหลังเก้าอี้ทำงานจนสำเร็จ
โรงอาหารขนาดใหญ่ก็เริ่มเตรียมอาหารแล้ว
วัตถุดิบมากมาย ทั้งไก่ เป็ด ปลา เนื้อหมู เนื้อวัว ดูแค่นี้ก็รู้แล้วว่าเตรียมการมาอย่างดี
ส่วนในฟาร์มก็ยังคงวุ่นวายอยู่เหมือนเดิม
ทั้งไถพรวนดิน หว่านเมล็ด รดน้ำ เด็ดยอด ตัดผัก ถอนผัก... มองไปทางไหนก็มีแต่งานให้ทำ
หลังจากพักผ่อนได้สักพัก อี้ติ้งก้านก็นำขบวนครอบครัวลงไปเดินดูในพื้นที่ฟาร์มกว่าหมื่นหมู่
สวรรค์เป็นใจให้ความร่วมมือ วันนี้ท้องฟ้าสีครามสดใสและมีเมฆสีขาวลอยปุย
คนงานเพิ่งจะได้รับอั่งเปาเทศกาลไปเมื่อวาน หลายคนเพิ่งจะเคยได้เป็นครั้งแรก แถมคืนนี้ยังมีงานเลี้ยงใหญ่อีก แน่นอนว่าทุกคนต่างก็ทุ่มเทให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่
ผักตระกร้าแล้วตะกร้าเล่าถูกขนเข้าห้องเย็นอย่างต่อเนื่อง และรถบรรทุกหลายคันก็วิ่งออกไปอย่างไม่ขาดสาย
บรรยากาศงานเลี้ยงช่วงค่ำก็คึกคักสุดๆ มีคนงานมาร้องรำทำเพลงสร้างสีสันกันด้วย
พอตกดึก
หลังจากเลิกงาน
ก็มีฝนตกปรอยๆ ลงมา ทำให้รู้สึกเย็นขึ้นมานิดหน่อย อุณหภูมิคาดว่าน่าจะอยู่ที่ 18-19 องศาเซลเซียส ส่วนตอนเที่ยงวันก็คงจะพุ่งไปถึง 27-28 องศาเซลเซียส ช่วงนี้อากาศเป็นแบบนี้ตลอด กลางวันฟ้าโปร่งลมเย็น กลางคืนมีฝนตกปรอยๆ ซึ่งเป็นสภาพอากาศที่เหมาะเจาะกับการปลูกผักในฟาร์มมากๆ
ภายใต้ผ้าห่มผืนบาง หลี่ซิ่วเอนกายพิงไหล่เฉินเจียจื้อ
"เจียจื้อ ฟาร์มเจียอีเนี่ยเยี่ยมไปเลยนะ คุณนี่เลือกทำเลเก่งจริงๆ พี่อี้กับพี่รองก็ชมคุณใหญ่เลยว่าตาถึง!"
"ตอนที่ได้เงินมันก็ดีอยู่หรอก แต่ถ้าตอนเสียเงินล่ะก็ คงต้องมีคนปวดใจบ้างแหละ ถ้าอารมณ์ของสวรรค์คงเส้นคงวาเหมือนคุณตลอดเวลา ก็คงจะพูดได้เต็มปากว่าฉันเลือกทำเลเก่งจริงๆ"
หลี่ซิ่วหน้าแดงก่ำขึ้นมาทันที เธอฟังความหมายแฝงไม่ค่อยออกหรอก แต่ก็พอจะสัมผัสได้ถึงความนัยนั้น
(จบตอน)