เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 141 ลูกเล่นของมอยส์ทำพิษ! ศาสตราจารย์เริ่มสับสน!

บทที่ 141 ลูกเล่นของมอยส์ทำพิษ! ศาสตราจารย์เริ่มสับสน!

บทที่ 141 ลูกเล่นของมอยส์ทำพิษ! ศาสตราจารย์เริ่มสับสน!


บทที่ 141 ลูกเล่นของมอยส์ทำพิษ! ศาสตราจารย์เริ่มสับสน!

มอยส์ในชุดสูทสุดเนี้ยบและรองเท้าหนังมันปลาบ วิ่งเหยาะๆ เข้ามาที่สนามซ้อมด้วยความตื่นเต้น “เกลซอน นายทุ่มไกลได้ขนาดนั้นเลยเหรอเนี่ย?”

ซุนอวี่ได้ทีก็รีบผสมโรงช่วยตีเนียนทันที “เมื่อวานเขายังทุ่มได้แค่ถึงเส้นกรอบเขตโทษอยู่เลยครับบอส แต่วันนี้ดันทะลึ่งทุ่มเข้าไปถึงกรอบ 6 หลาได้เฉยเลย...นี่มันปาฏิหาริย์ชัดๆ!”

“เกลซอน ฉันแทบไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเองเลยว่ะ ลองทุ่มให้ฉันดูเป็นขวัญตาอีกสักรอบสิ!”

มาร์กตินส์หยิบลูกฟุตบอลขึ้นมาด้วยท่าทีประหม่าเล็กน้อย ภายใต้สายตาที่จับจ้องของมอยส์ แม้เขาจะรู้สึกเกร็งๆ และทุ่มได้ไม่เต็มประสิทธิภาพนัก แต่ลูกฟุตบอลก็ยังคงพุ่งทะยานเข้าไปตกในกรอบเขตโทษได้อย่างสบายๆ

มอยส์พยายามข่มความปิติยินดีที่อัดอั้นอยู่ภายในใจ แกล้งปั้นหน้าขรึมแล้วพยักหน้ารับอย่างเสียไม่ได้ “อืม ก็ไม่เลว ช่วงสองวันนี้ก็อย่าฝืนซ้อมให้มันหนักเกินไปนักล่ะ!”

พูดจบ มอยส์ก็หมุนตัวเดินกลับไปที่ห้องทำงาน พร้อมกับรอยยิ้มแก้มปริที่หุบไม่ลง

เขาขืนอยู่ดูต่อ มีหวังได้หลุดมาดผู้จัดการทีมจอมเฮี้ยบ ต่อหน้าลูกนกเจี๊ยบเจี๊ยบสองตัวนี้แน่ๆ

ขึ้นชื่อว่าเป็นถึงผู้จัดการทีม มันก็ต้องรักษาฟอร์มและมาดความน่าเกรงขามเอาไว้บ้าง ไม่งั้นจะเอาความน่าเชื่อถือที่ไหนไปปกครองลูกน้องล่ะวะ?

ซุนอวี่หันไปยกนิ้วโป้งให้มาร์กตินส์ ไอ้หนุ่มนี่มันยังต้องฝึกควบคุมความตื่นเต้นและรับมือกับความกดดันอีกเยอะ

“ซุน ฉันทำได้จริงๆ เหรอเนี่ย?”

“บอกฉันทีสิว่านี่ไม่ใช่ความฝัน!”

ซุนอวี่ใช้เท้าคลึงลูกฟุตบอลเข้ามาใกล้ๆ เดินเข้าไปหามาร์กตินส์ แล้วงัดปลายเท้าเตะลูกฟุตบอลอัดเข้าที่กล่องดวงใจของอีกฝ่ายอย่างแม่นยำราวจับวาง

ความเจ็บปวดอันแสนสาหัสที่ไม่อาจจะบรรยายเป็นคำพูดได้ กระชากสติของมาร์กตินส์ให้หลุดพ้นจากภวังค์แห่งความฝันและกลับสู่โลกแห่งความเป็นจริงในทันที

ซุนอวี่ตบไหล่มาร์กตินส์เบาๆ “ฉันบอกนายแล้วไง ว่านายมีพรสวรรค์ซ่อนอยู่!”

“คนมีของเหมือนกัน มันก็เซนส์ถึงกันได้เว้ย”

“สิ่งสำคัญที่นายต้องทำต่อจากนี้ ก็คือการเปลี่ยนพรสวรรค์นั้นให้กลายเป็นอาวุธที่ใช้งานได้จริงด้วยการฝึกซ้อมอย่างหนัก เอาล่ะ มาซ้อมเปิดบอลกับซ้อมโหม่งกันต่อเถอะ!”

ซุนอวี่พูดจาหว่านล้อมและเปลี่ยนเรื่องได้อย่างแนบเนียน และมาร์กตินส์ผู้ใสซื่อก็ยอมตกเป็นกระสอบทรายให้ซุนอวี่ซ้อมโหม่งแต่โดยดี

ในระหว่างการฝึกซ้อมช่วงเช้า เมื่อมาร์กตินส์โชว์สเตปวิ่งเทกตัวสั้นๆ แล้วง้างแขนทุ่มลูกฟุตบอลจากริมเส้นข้างสนาม พุ่งตรงเข้าไปตกในกรอบ 6 หลาอย่างแม่นยำ และซุนอวี่ก็เทกตัวโขกบอลตุงตาข่ายไปอย่างสวยงาม ทั้งสนามซ้อมก็ตกอยู่ในความเงียบงันราวกับป่าช้า

นี่มัน... นักเตะแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดทุกคนต่างก็เบิกตากว้าง จ้องมองมาร์กตินส์ด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความตกตะลึงและไม่อยากจะเชื่อ

ไอ้เด็กแห้งกรังนี่มันไปเอาพละกำลังแขนอันมหาศาลน่าสะพรึงกลัวแบบนี้มาจากไหนวะเนี่ย?

นี่มันหลุดโลกและบ้าบอคอแตกสุดๆ!

“เชี่ยเอ๊ย เมื่อเช้าไอ้หมอนี่มันแอบไปซดน้ำมันเครื่องเจือปนดินปืนมาหรือไงวะ?”

“นี่มันทุ่มทีหยั่งกะยิงปืนใหญ่เลยนะเว้ย!”

เสียงสบถของรูนีย์ทำลายความเงียบงันลงในที่สุด

“ไม่ยักรู้เลยนะเนี่ย ว่าอะคาเดมีของสปอร์ติงลิสบอนจะอุดมไปด้วยเด็กนรกที่มีพรสวรรค์ระดับปีศาจซ่อนอยู่เยอะขนาดนี้!”

“สองคนนี้รวมกันค่าตัวแค่ 14 ล้านปอนด์เองนะ สปอร์ติงลิสบอนขาดทุนย่อยยับเลยงานนี้!”

“ฮ่าๆๆ โคตรจะโง่เขลาเบาปัญญาเลยว่ะ!”

สิ้นเสียงวิจารณ์ของวิดิชและริโอ เฟอร์ดินานด์ สายตาทุกคู่ก็พุ่งเป้าไปที่ซุนอวี่และมาร์กตินส์เป็นตาเดียว

ในเวลานี้ ทุกคนเพิ่งจะตระหนักได้ว่า ทั้งสองคนนี้ต่างก็เป็นผลผลิตที่ส่งตรงมาจากสปอร์ติงลิสบอนด้วยกันทั้งคู่

ครู่ต่อมา สายตาหลายคู่ก็เริ่มเบนเข็มไปจับจ้องที่นานี

ไอ้หมอนี่มันก็เป็นเด็กปั้นจากอะคาเดมีของสปอร์ติงลิสบอนเหมือนกันนี่หว่า ช่วงสองปีแรกที่ย้ายมาก็โชว์ฟอร์มได้ดีอยู่หรอก แต่ช่วงสองปีหลังมานี่ ฟอร์มตกต่ำดิ่งลงเหวซะจนกู่ไม่กลับเลย

เมื่อถูกสายตาหลายคู่จ้องมอง นานีก็เริ่มรู้สึกอึดอัดและกระอักกระอ่วนใจขึ้นมา จู่ๆ เขาก็หวนนึกถึงเหตุการณ์เมื่อวาน ที่ซุนอวี่เป็นฝ่ายเดินเข้ามาทักทายและชวนเขาคุยก่อน

บอกตามตรงเลยนะว่า ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับซุนอวี่นั้นอยู่ในระดับที่เรียกว่าผิวเผินสุดๆ

การที่ซุนอวี่ย้ายมาแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดพร้อมกับพกดีกรีและฉายา ‘ทายาทคริสเตียโน โรนัลโด’ ติดตัวมาด้วยนั้น มันสร้างความหงุดหงิดรำคาญใจให้กับนานีเป็นอย่างมาก

เพราะทุกครั้งที่ซุนอวี่โชว์ฟอร์มเทพทำผลงานได้ดี สื่อก็มักจะชอบขุดเอาชื่อเขาขึ้นมาเปรียบเทียบและเหยียบย่ำอยู่เสมอ

ซึ่งการเปรียบเทียบแบบนั้น มันก็หนีไม่พ้นการโดนถากถางและเยาะเย้ยหยามเหยียดอยู่วันยังค่ำ

แม้แต่ในแคมป์ทีมชาติโปรตุเกส ทั้งคู่ก็แทบจะไม่ได้เสวนาหรือมีปฏิสัมพันธ์อะไรกันเลยด้วยซ้ำ

พอซุนอวี่ผงาดขึ้นมาเป็นดาวรุ่งพุ่งแรงและกลายเป็นลูกรักของใครหลายๆ คนอย่างรวดเร็ว นานีก็เคยแอบคิดที่จะสานสัมพันธ์และญาติดีกับซุนอวี่อยู่เหมือนกัน

แต่ด้วยความที่พื้นฐานนิสัยของเขาเป็นคนเก็บตัว ไม่ค่อยชอบเข้าสังคม บวกกับความกังวลว่าคนอื่นจะมองว่าเขา ‘เกาะกระแส’ หรือ ‘ประจบสอพลอ’ ก็เลยทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ยังคงหยุดนิ่งอยู่แค่ในฐานะเพื่อนร่วมงานตราบจนถึงทุกวันนี้

เมื่อลองนำเหตุการณ์ที่ซุนอวี่เข้ามาทักทายเขาเมื่อวาน มาปะติดปะต่อกับการที่จู่ๆ มาร์กตินส์ก็อัปเลเวลสกิลทุ่มไกลได้อย่างก้าวกระโดดและน่าเหลือเชื่อในวันนี้ นานีก็เริ่มตะหงิดๆ รู้สึกได้ถึงความผิดปกติบางอย่าง

“ตั้งใจซ้อมกันหน่อยสิเว้ย! มัวแต่ยืนบื้ออยู่ทำไม ขยับแข้งขยับขากันบ้าง!”

“ไม่ต้องทำหน้าตื่นเต้นตกตะลึงกันขนาดนั้นหรอกน่า พรสวรรค์ในการทุ่มไกลของเกลซอนน่ะ สโมสรเขามองเห็นและจับตามองมาตั้งนานแล้วเว้ย!”

คำอวดอ้างสรรพคุณแบบเนียนๆ สไตล์ ‘รู้ทีหลังแต่ทำเป็นรู้ดี’ ของมอยส์ ช่วยดึงสตินานีให้หลุดจากภวังค์ความคิด และยังช่วยยุติเสียงวิพากษ์วิจารณ์ของนักเตะคนอื่นๆ ได้ชั่วคราว

ด้วยอาวุธเด็ดอย่างทักษะ ‘ทุ่มไกลทรงพลัง’ ของมาร์กตินส์ ประสิทธิภาพและพลังทำลายล้างในแทคติกของมอยส์ก็ถูกยกระดับความอันตรายขึ้นไปอีกหลายเท่าตัว ราวกับได้รับพรจากพระเจ้าก็ไม่ปาน

ยิ่งมอยส์มองดูผลงานการซ้อม เขาก็ยิ่งรู้สึกเบิกบานและสะใจสุดๆ ความอัดอั้นตันใจและความหงุดหงิดที่ต้องทนฟังเสียงวิพากษ์วิจารณ์และโดนคนทั้งโลกหัวเราะเยาะมาหลายวัน มลายหายไปจนหมดสิ้น และในที่สุด รอยยิ้มแห่งความสุขก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเขาในรอบหลายวัน

หลังจากเสร็จสิ้นการฝึกซ้อมช่วงเช้า มอยส์ในอารมณ์ที่เบิกบานสุดๆ ก็ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนด้วยความมั่นใจ

“วาทศิลป์และฝีปากของอาร์แซน (แวงแกร์) นี่มันเฉียบคมและน่าทึ่งจริงๆ ครับ ถ้ามีการแจกถ้วยแชมป์วัดกันที่ฝีปากอย่างเดียวล่ะก็ อาร์เซนอลคงจะเป็นสโมสรที่ยิ่งใหญ่และกวาดแชมป์พรีเมียร์ลีกไปครองได้ทุกปีแน่ๆ”

“แต่น่าเสียดายนะครับ ที่วาทศิลป์อันสวยหรูเหล่านั้น มันไม่สามารถแปรเปลี่ยนเป็นคะแนนให้อาร์เซนอลในสนามได้เลย!”

“ในเกมนัดหน้า ผมจะแสดงให้เขาเห็นเองครับว่า หน้าที่ที่แท้จริงของผู้จัดการทีมคืออะไร และชัยชนะที่แท้จริงมันหอมหวานแค่ไหน”

“และเมื่อถึงตอนนั้น ผมเตรียมเซอร์ไพรส์ชุดใหญ่ไว้ต้อนรับเขาอย่างสาสมแน่นอนครับ!”

ช่วงบ่าย แวงแกร์ก็ออกมาตอบโต้ทันควัน: “เซอร์ไพรส์งั้นเหรอฮะ? ผมไม่ยักกะคิดว่าคนที่กำลังจนตรอกและไร้ทางสู้ จะมีปัญญาไปสร้างเซอร์ไพรส์อะไรให้ใครได้นะฮะ”

“เขาประกาศกร้าวว่าแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดจะเอาชนะอาร์เซนอลได้ ซึ่งผมก็มองว่ามันก็มีความเป็นไปได้อยู่หรอกฮะ ผมถึงขั้นไม่ตัดความเป็นไปได้ที่ว่า เขาอาจจะฟลุกประสบความสำเร็จกับแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดในท้ายที่สุดเลยด้วยซ้ำ”

“เมื่อคนโง่เขลาเบาปัญญาจับพลัดจับผลูประสบความสำเร็จ มันไม่ได้ช่วยขัดเกลาให้เขาฉลาดหลักแหลมขึ้นหรอกนะฮะ บางครั้งมันกลับยิ่งทำให้เขาดูโง่เง่าและน่าสมเพชหนักกว่าเดิมซะอีก”

ทั้งสองกุนซือเปิดศึกสาดน้ำลายปะทะคารมผ่านสื่อกันถึงสามยก และแวงแกร์ก็อาศัยวาทศิลป์ที่เหนือชั้นกว่า บดขยี้มอยส์ซะจนย่อยยับไร้ชิ้นดีทั้งสามยกเลยทีเดียว

วันต่อมา ซุนอวี่บังเอิญเห็นมอยส์ขยำหนังสือพิมพ์ในมือจนยับยู่ยี่ ก่อนจะปาลงถังขยะอย่างเกรี้ยวกราดในขณะที่กำลังเดินผ่านสนามซ้อม

ตอนนั้น เขาก็ยังแอบงุนงงและสงสัยอยู่เหมือนกันว่าเกิดอะไรขึ้น

แต่พอเขาเปิดมือถือเช็กข่าวและได้เห็นบทสัมภาษณ์ของแวงแกร์ เขาก็ถึงบางอ้อและเข้าใจแจ่มแจ้งทันทีว่าทำไมมอยส์ถึงได้หัวฟัดหัวเหวี่ยงขนาดนั้น ช่างเป็นเรื่องที่ทั้งน่าขบขันและน่าเวทนาในเวลาเดียวกันจริงๆ

ถ้าจะให้มาวัดกันที่ฝีปากและวาทศิลป์ ต่อให้เอามอยส์สามคนมามัดรวมกัน ก็คงจะต่อกรและเถียงสู้แวงแกร์ไม่ได้หรอก

น้ำเสียงการให้สัมภาษณ์ของศาสตราจารย์ ที่ผสมผสานทั้งความเย่อหยิ่ง, การเหน็บแนม, อารมณ์ขันอันลุ่มลึก และความดูแคลนเข้าไว้ด้วยกันอย่างกลมกลืนแบบนั้น คงจะทำเอาผู้จัดการทีมคนไหนที่โดนเข้าไปก็ต้องหัวเสียและสติแตกกันทั้งนั้นแหละ

มิน่าล่ะ ป๋าเฟอร์กี้ถึงได้จ้องจะหาเรื่องยั่วโมโหและปั่นประสาทแวงแกร์อยู่ตลอดเวลาในยุคที่เขายังคุมทีมอยู่

งานนี้ ศาสตราจารย์คงจะต้องเตรียมตัวรับแรงกระแทกและรับมือกับความเจ็บปวดซะหน่อยแล้วล่ะ

หนึ่งวันก่อนการแข่งขัน มอยส์ประกาศกร้าวในงานแถลงข่าวด้วยความมั่นใจเต็มเปี่ยม: “ในมุมมองของผม อาร์เซนอลยังห่างไกลจากคำว่าสมบูรณ์แบบอยู่มากครับ”

“สไตล์ฟุตบอลของพวกเขามันดูสวยงามและเพลินตาก็จริง แต่เมื่อไรก็ตามที่ต้องเผชิญกับอุปสรรคหรือความพ่ายแพ้ พวกเขาก็มักจะกอดคอกันฟอร์มตกดิ่งลงเหวแบบกู่ไม่กลับ และยากที่จะฟื้นคืนชีพกลับมาได้”

“ซึ่งสภาพจิตใจที่เปราะบางแบบนี้ มันส่งผลกระทบลุกลามไปถึงผลงานในนัดต่อๆ ไปอย่างเห็นได้ชัดเลยล่ะครับ ไม่อย่างนั้นก็คงจะหาเหตุผลมาอธิบายไม่ได้หรอกว่า ทำไมพวกเขาถึงโดนคู่แข่งในระดับเดียวกันทะลวงตาข่ายไปถึง 5 ประตูภายในเกมเดียวแบบนั้น!”

“เมื่อไรก็ตามที่พวกเขาตกอยู่ในสภาวะกดดันและสูญเสียความมั่นใจแบบนี้ ความได้เปรียบจากการเล่นในบ้านก็จะหมดความหมายและไร้ประโยชน์สำหรับพวกเขาไปในทันที”

“ผมเชื่อมั่นและมั่นใจเกินร้อยเลยครับว่า หลังจากจบแมตช์นี้ สถิติการเก็บชัยชนะรวดในพรีเมียร์ลีกของเรา จะถูกยืดออกไปเป็น 8 นัดติดต่อกันอย่างแน่นอน”

หลังจบงานแถลงข่าว มอยส์ก็เอาแต่ก้มหน้าก้มตาเช็กมือถืออย่างใจจดใจจ่อ

หนึ่งชั่วโมงต่อมา เขาก็ได้เห็นบทสัมภาษณ์ตอบโต้จากแวงแกร์บนโลกออนไลน์

“ผมเข้าใจดีนะฮะว่าเขากระหายและอยากจะได้ 3 แต้มจากอาร์เซนอลใจจะขาด ดูจากท่าทางแล้วเขาคงจะร้อนรนและอยู่ไม่สุขน่าดู แต่ผมก็หวังว่าเขาจะไม่ใจร้อนจนเกินไปนะฮะ สิ่งที่เขาควรจะทำในตอนนี้ ก็คือการรีบเลิกงานกลับบ้านไปนอนพักผ่อนให้เต็มอิ่มดีกว่า”

“เพราะผมเองก็ไม่ค่อยแน่ใจเหมือนกันนะฮะว่า หลังจากจบเกมพรุ่งนี้ไปแล้ว เขาจะยังข่มตาหลับลงได้อยู่ไหมเมื่อล้มตัวลงนอนบนเตียงที่บ้านน่ะ”

“ผมรู้ดีฮะว่าเขากระหายที่จะพิสูจน์ตัวเองด้วยการคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกมาครองให้ได้ ผมคิดว่าเขาไม่ควรจะรู้สึกต่ำต้อยหรือเก็บเอาปมด้อยที่เคยคุมแต่ทีมระดับกลางตารางมาบั่นทอนจิตใจตัวเองหรอกนะฮะ ผู้จัดการทีมส่วนใหญ่ก็ต้องผ่านจุดนี้กันมาแล้วทั้งนั้นแหละ”

“ขนาดตัวผมเอง ก็ยังต้องไปเก็บเกี่ยวประสบการณ์คุมทีมน็องซีก่อนเลยฮะ ถึงจะได้รับข้อเสนอให้ไปคุมอาแอส โมนาโกในเวลาต่อมา”

“มอยส์ดูจะลุกลี้ลุกลนและกระวนกระวายใจเกินเหตุนะฮะ ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเขากำลังเผชิญกับปัญหาอะไรอยู่ แต่เขาควรจะสงบสติอารมณ์และทุ่มเทสมาธิทั้งหมดไปกับงานตรงหน้าดีกว่าฮะ”

“เพราะผมก็ไม่การันตีเหมือนกันนะฮะว่า ถ้าเขาเกิดล้มเหลวไม่เป็นท่ากับงานนี้ เขาจะยังมีโอกาสได้แก้ตัวและได้รับข้อเสนอให้ไปคุมสโมสรยักษ์ใหญ่อีกหรือเปล่า ในฐานะผู้จัดการทีม บางครั้งคุณก็ไม่ควรจะคิดมากหรือกังวลกับอนาคตจนเกินไปหรอกฮะ”

บทสัมภาษณ์ของศาสตราจารย์ ดับฝันและทำลายความมั่นใจของมอยส์จนย่อยยับไร้ชิ้นดีอีกครั้ง

เช้าวันรุ่งขึ้น สื่อมวลชนต่างก็พร้อมใจกันพาดหัวข่าวสรุปผลการปะทะคารมตลอดทั้งสัปดาห์ระหว่างสองกุนซือ

“แวงแกร์ ชนะน็อก มอยส์ 4:0, ส่วนผลการแข่งขันระหว่าง อาร์เซนอล กับ แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด จะเป็นอย่างไร? ต้องรอติดตาม!”

“สงครามจิตวิทยาก่อนเกมรูดม่านปิดฉากลง สุขภาพจิตของกุนซือทัพปิศาจแดงน่าเป็นห่วง”

“ในยุคไร้ร่มเงาเฟอร์กูสัน แวงแกร์คือจ้าวแห่งสงครามประสาทและไร้คู่ต่อกรในการปะทะคารมอย่างแท้จริง”

ช่วงบ่าย หนึ่งชั่วโมงก่อนที่เสียงนกหวีดเริ่มเกมจะดังขึ้น เมื่อแวงแกร์ได้รับใบรายชื่อ 11 ตัวจริงของแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด เขาก็ถึงกับคิ้วขมวดเข้าหากันด้วยความประหลาดใจ

“การจัดทัพแบบนี้มันดูพิลึกพิกลยังไงชอบกลแฮะ ทำไมรูนีย์กับเฟลไลนีถึงถูกจับไปยืนในตำแหน่งพวกนั้นได้ล่ะ?”

หลังจากครุ่นคิดและพยายามตีความแทคติกอยู่นาน แวงแกร์ก็หันไปถามทีมงานของสโมสรว่า “คุณแน่ใจนะว่านี่คือรายชื่อ 11 ตัวจริงของแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดจริงๆ น่ะ?”

โปรดติดตามตอนต่อไปฝากติดตามเพจ Ipe นิยายแปล

จบตอน

By. charcoal gray silver gold maya เพจ Ipe นิยายแปล

═❀═❀═❀═❀═❀═❀═

จบบทที่ บทที่ 141 ลูกเล่นของมอยส์ทำพิษ! ศาสตราจารย์เริ่มสับสน!

คัดลอกลิงก์แล้ว