- หน้าแรก
- เริ่มต้นด้วยพรสวรรค์ลูกโหม่งระดับเต็มแม็กซ์ โรนัลโดถวายแอสซิสต์ให้ผมในฟุตบอลโลก
- บทที่ 111 รูนีย์เดี้ยง ต้องพึ่งไอ้หนูนี่ซะแล้ว!
บทที่ 111 รูนีย์เดี้ยง ต้องพึ่งไอ้หนูนี่ซะแล้ว!
บทที่ 111 รูนีย์เดี้ยง ต้องพึ่งไอ้หนูนี่ซะแล้ว!
บทที่ 111 รูนีย์เดี้ยง ต้องพึ่งไอ้หนูนี่ซะแล้ว!
พรีเมียร์ลีกมีธรรมเนียมปฏิบัติสืบต่อกันมาอย่างยาวนาน นั่นคือการที่ผู้จัดการทีมมักจะออกมาเปิดศึกน้ำลายข่มขวัญคู่แข่งก่อนที่เกมจะเริ่มขึ้น
ในหน้าประวัติศาสตร์ของพรีเมียร์ลีก แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดคือตัวเอกอย่างไม่ต้องสงสัย
พรีเมียร์ลีกก่อตั้งมาได้ 21 ฤดูกาล แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดกวาดแชมป์ไปครองได้ถึง 14 สมัย ในขณะที่จำนวนแชมป์ของทีมอื่นๆ รวมกัน ยังได้แค่ครึ่งเดียวของแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดเท่านั้น
ดังนั้น นักเตะแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดหลายคนจึงมักจะพูดติดตลกว่า ประวัติศาสตร์ของพรีเมียร์ลีก ก็คือประวัติศาสตร์ของแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดนั่นแหละ
และในหน้าประวัติศาสตร์ของแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด เฟอร์กูสันก็คือตัวเอกอย่างแท้จริง
ป๋าเฟอร์กี้เคยงัดแทคติกสงครามจิตวิทยาสาดน้ำลายใส่คีแกน ผู้จัดการทีมนิวคาสเซิลจนอีกฝ่ายถึงกับสติแตก และตลอดหลายปีหลังจากนั้น ป๋าก็มักจะข่มแวงแกร์ที่ชอบเหน็บแนมแบบอ้อมๆ ได้อยู่หมัดเสมอ
แม้กระทั่งในยุคที่ “เดอะสเปเชียลวัน” อย่างมูรินโญ พาเชลซีคว้าแชมป์ลีกสองสมัยซ้อน เขาก็ยังต้องแสดงความเคารพต่อป๋าเฟอร์กี้ด้วยคำว่า “Respect”
ในฐานะผู้จัดการทีมคนใหม่ของแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด มอยส์เองก็เป็นคนหัวแข็งและมีอีโก้สูงลิ่วไม่แพ้ใคร
เมื่อต้องเผชิญกับการโจมตีของมูรินโญ มอยส์ก็สวนหมัดกลับไปทันที
มูรินโญก็ไม่ยอมลดละ สวนกลับด้วยการหยิบยกผลงานของเอฟเวอร์ตันและแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดมาเปรียบเทียบ
มอยส์กลับไปนั่งเก็บความแค้นสุมอกอยู่ที่บ้านคืนหนึ่ง พอวันรุ่งขึ้น เขาก็ให้สัมภาษณ์โต้กลับผ่านสื่อทันที “เราต่างก็รู้ดีว่าความสำเร็จของมูรินโญกับบรรดาสโมสรยักษ์ใหญ่ ล้วนสร้างมาจากการล้างไพ่ใหม่ และบังคับให้สโมสรทุ่มเงินมหาศาลเพื่อซื้อนักเตะที่เขาต้องการทั้งนั้นแหละ!”
“ถ้าสโมสรไหนทำตามความต้องการของเขาไม่ได้ เขาก็ไม่มีปัญญาคว้าแชมป์อะไรได้หรอก!”
“ผู้จัดการทีมที่เก่งกาจอย่างแท้จริง ควรจะรู้จักวางแทคติกให้เหมาะสมกับขุมกำลังที่มีอยู่ของสโมสรต่างหาก!”
“พฤติกรรมของมูรินโญมันก็เหมือนกับไวรัสนั่นแหละ ที่เข้าไปทำลายระบบนิเวศเดิมของสโมสร แล้วก็ยัดเยียดแทคติกกับนักเตะของตัวเองเข้าไปแทน!”
คำพูดของมอยส์ไปสะกิดต่อมโมโหของมูรินโญเข้าอย่างจัง “มอยส์มันก็แค่ไอ้กระจอก เขาไม่มีสิทธิ์มาวิพากษ์วิจารณ์สไตล์การคุมทีมของผู้จัดการทีมระดับแชมป์หรอก เพราะเขาไม่เคยคว้าแชมป์อะไรได้เลยสักรายการเดียว ไม่เคยเลย!”
“เขาถูกกำหนดมาให้เป็นแค่เครื่องหมายวรรคตอนที่ผิดยุคผิดสมัยในหน้าประวัติศาสตร์ของแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดเท่านั้นแหละ!”
มีหรือที่มอยส์จะยอมอ่อนข้อให้ เขาตอบโต้ผ่านสื่อต่อไปว่า “มูรินโญเอาแต่ผลาญเงินสโมสรเพื่อซื้อความสำเร็จ แต่วิธีการแบบนี้มันไม่มีทางยั่งยืนหรอก นั่นคือเหตุผลว่าทำไมเขาถึงต้องเปลี่ยนนายจ้างอยู่บ่อยๆ เขาดูเหมือนพวกพนักงานระดับสูงที่ชอบเปลี่ยนงานไปเรื่อยซะมากกว่า!”
ในงานแถลงข่าวก่อนเกม เมื่อถูกถามถึงแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด มูรินโญก็กล่าวว่า “ผมรู้สึกเสียดายแทนโรบิน (ฟาน เพอร์ซี) จริงๆ เขาโชว์ฟอร์มได้อย่างน่าทึ่งมาตลอดสามฤดูกาลหลังสุด เขาคือนักเตะที่ผู้จัดการทีมทุกคนใฝ่ฝันอยากจะได้มาร่วมทีม แต่มอยส์กลับไม่รู้วิธีใช้งานนักเตะประเภทนี้เอาซะเลย”
เมื่อถูกถามถึงวิธีการรับมือกับซุนอวี่ มูรินโญก็ตอบว่า “เด็กหนุ่มคนนี้มีพลังวิเศษแฝงอยู่ เขายิงประตูสุดมหัศจรรย์มาแล้วหลายต่อหลายลูก!”
“แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดฝากความหวังทั้งหมดไว้ที่เขา เขาถึงยิงประตูได้เป็นกอบเป็นกำ ผู้จัดการทีมของพวกเขาก็แค่ใช้คนไม่เป็น เอาแต่สั่งให้ครอสบอลเข้าไปอย่างเดียว เขามีปัญญาคิดแทคติกได้แค่นี้แหละ!”
เมื่อนักข่าวขอให้มูรินโญเปรียบเทียบระหว่างซุนอวี่กับดร็อกบา มูรินโญก็เดาะลิ้นแล้วกล่าวว่า “คุณกำลังขอให้ผมเปรียบเทียบนักเตะที่ประสบความสำเร็จมาแล้วมากมายกับเด็กอายุ 17 ปีเนี่ยนะ แค่นี้มันก็ถือว่าเป็นการไม่ให้เกียรติกันแล้ว”
“ซุนไม่มีทางนำมาเปรียบเทียบกับดิดิเยร์ได้หรอก เว้นเสียแต่ว่าเขาจะกวาดความสำเร็จได้เท่าเทียมกัน ดิดิเยร์คือนักรบที่แท้จริง ซุนยังมีหนทางอีกยาวไกลให้ต้องพิสูจน์ตัวเอง พวกเขายังอยู่คนละระดับกันเลย”
“เว้นเสียแต่ว่าซุนจะทำให้คู่แข่งทุกทีมยอมศิโรราบได้ภายในฤดูกาลเดียว การเปรียบเทียบนี้ถึงจะดูสมเหตุสมผลขึ้นมาบ้าง!”
เมื่อมอยส์ถูกสัมภาษณ์ นักข่าวก็ถามขึ้นว่า “คุณมอยส์ครับ คุณคิดว่าใครคือคีย์แมนสำคัญที่จะชี้ขาดผลแพ้ชนะในเกมนี้ครับ?”
มอยส์ยิ้มบางๆ แล้วตอบ “เราจะมองข้ามความสำคัญของนักเตะคนใดคนหนึ่งในทีมไปไม่ได้หรอกครับ แต่จากผลงานของซุนอวี่ในระยะหลังมานี้ มันก็ยากที่จะปฏิเสธความสำคัญของเขา”
“ถ้าเราเล่นได้ตามมาตรฐานตอนฝึกซ้อม เราก็จะบุกไปคว้าสามแต้มกลับออกมาจากสแตมฟอร์ดบริดจ์ได้อย่างแน่นอน!”
สงครามน้ำลายก่อนเกมของทั้งสองกุนซือช่างเป็นอาหารอันโอชะของสื่ออังกฤษเสียจริง
สื่ออังกฤษถึงกับพูดประชดประชันว่าน่าจะจัดมวยคู่ประกอบรายการให้ทั้งสองคนขึ้นชกกันก่อนที่เกมจะเริ่ม
บางสื่อก็ยังแซวขำๆ ว่าน่าจะจัดให้ทั้งสองคนดวลกันแบบตัวต่อตัวไปเลยให้รู้แล้วรู้รอด
ช่วงสองวันที่ผ่านมานี้ ซุนอวี่มัวแต่นั่งกินป๊อปคอร์นเสพข่าวอย่างเมามัน บทสัมภาษณ์ของทั้งสองคนกลายเป็นแหล่งความบันเทิงชั้นยอดของเขาไปซะแล้ว
ทว่ามูรินโญดูเหมือนจะประเมินเขาต่ำไปหน่อยนะ
เรื่องนี้เขายอมไม่ได้เด็ดขาด
วันที่ 19 มกราคม
ณ สังเวียนสแตมฟอร์ดบริดจ์
ภายในห้องแต่งตัวของทีมเยือน
มอยส์บ่นด้วยความหงุดหงิดว่ารูนีย์ดันมากล้ามเนื้อต้นขาฉีกซะงั้นเมื่อสองวันก่อน
ตอนแรกเขาก็นึกว่าไม่เป็นอะไรมาก แต่เมื่อวานนี้ต้นขาของรูนีย์กลับบวมเป่งจนน่าตกใจ ทีมแพทย์จึงแนะนำให้พักแข้งสักหนึ่งถึงสองสัปดาห์
“เราตามหลังเชลซีอยู่แค่ 6 แต้มเท่านั้น ขอแค่เราคว้าชัยชนะในเกมนี้ให้ได้ เราก็จะขยับเข้าใกล้กลุ่มผู้นำเข้าไปอีกก้าว!”
“แมตช์นี้มีความสำคัญกับเรามาก เรายังมีลุ้นแชมป์ลีกอยู่ ตราบใดที่เราสามารถเอาชนะทีมที่อยู่เหนือกว่าเราได้ทุกทีม”
“ขุมกำลังของเชลซีไม่ได้เหนือกว่าเราเลย เราต้องคุมแดนกลางให้อยู่ และเจาะแนวรับของพวกเขาจากริมเส้นให้ได้!”
“...”
หลังจากมอยส์กล่าวปลุกใจจบ นักเตะแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดทุกคนต่างก็ฮึกเหิมกันเต็มที่
ทีมเพิ่งจะคว้าชัยชนะในลีกมาสี่นัดรวด แม้จะไปสะดุดพ่ายในศึกลีกคัพมาหนึ่งนัด แต่โดยรวมแล้ว ขวัญและกำลังใจของทีมก็ยังคงดีเยี่ยม
ก่อนจะเดินเข้าสู่อุโมงค์ทางเดินนักเตะ ซุนอวี่ได้เปิดเช็กสถานะในระบบ
การยิง 85, การควบคุมบอล 80, การเลี้ยงบอล 68, การส่งสั้น 70, การส่งยาว 61
การโหม่ง 100, ฟรีคิก 96 (โบนัสทักษะ), พลังระเบิดตัว 70, ความเร็ว 85, ความแข็งแกร่ง 85
การกระโดด 95, สมดุลร่างกาย 100, ความอึด 87, การสกัดบอล 56, การเสียบสกัด 59
เรตติ้งรวม: 80
ทักษะ: ยิงดวลเดี่ยว, เตะไซด์โค้ง, ยิงไกล, มาร์กเซย์เทิร์น
ความคืบหน้าการฝึกซ้อม: 7/20, แต้มทักษะคงเหลือ: 0
หลังจากฝึกซ้อมอย่างบ้าคลั่งมาตลอดห้าเดือน ในที่สุดเรตติ้งรวมของเขาก็แตะหลัก 80 ได้สำเร็จ
ตอนนี้ ตราบใดที่ลูกบอลไม่มาแบบหินจนเกินไป เขาก็สามารถจับบอลจังหวะแรกได้เนียนกริบแทบจะทุกครั้ง
เป้าหมายต่อไปในการอัปเกรดของซุนอวี่ก็คือการเลี้ยงบอล เขาไม่พอใจกับการเป็นแค่หน้าเป้าคอยพักบอลอีกต่อไปแล้ว
เมื่อเห็นรูนีย์ลงมาล้วงบอลทำเกมในแดนหน้า จะบอกว่าเขาไม่อิจฉาก็คงจะโกหก
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยามที่ขาดรูนีย์ไป ศักยภาพของเพื่อนร่วมทีมคนอื่นๆ ก็ดูจะดร็อปลงไปอย่างเห็นได้ชัด
ซุนอวี่คาดการณ์ว่าเกมในวันนี้จะต้องสูสีและตึงเครียดเอามากๆ เขาจำเป็นต้องใส่เต็มร้อยตั้งแต่เสียงนกหวีดเริ่มเกม
ภายในอุโมงค์ทางเดินนักเตะ ซุนอวี่กับยานูซายกำลังแอบนินทามอยส์และมูรินโญเรื่องการจับมือกันก่อนและหลังเกมอยู่
จู่ๆ ก็มีคนมาสะกิดซุนอวี่จากด้านข้าง
ซุนอวี่หันไปมองและพบว่าเป็นเอโต
เอโตยิ้มอย่างเป็นมิตร “ซุน ฉันเคยดูนายเล่นนะ อิจฉาสภาพร่างกายของนายจริงๆ ว่ะ!”
ซุนอวี่รีบตอบกลับไป “ขอบคุณครับ ถ้าผมมีความเร็วเท่านายนะ ผมคงนอนหลับฝันดีไปอีกนานเลยล่ะ!”
ทั้งสองคนสวมกอดกันสั้นๆ ก่อนจะเดินกลับไปรวมกลุ่มกับเพื่อนร่วมทีมของตัวเอง
เอโตเคยย้ายไปโกยเงินรูเบิลกับทีมเศรษฐีใหม่อย่างอันจี มาคัชคาลาเมื่อไม่กี่ฤดูกาลก่อน กวาดค่าเหนื่อยหลังหักภาษีไปมากกว่า 40 ล้านยูโรในเวลาเพียงสองฤดูกาล
แต่ต่อมา สโมสรเกิดประสบปัญหาทางการเงินอย่างหนักจนไปต่อไม่ไหว เอโตจึงต้องเซ็นสัญญาระยะสั้นหนึ่งปีกับเชลซี
แม้ว่าค่าเหนื่อยต่อปีของซุนอวี่จะจัดอยู่ในระดับกลางค่อนสูงของพรีเมียร์ลีก แต่มันก็ตกอยู่ที่ 3.5 ล้านปอนด์ก่อนหักภาษีต่อฤดูกาลเท่านั้น
เอโตโกยเงินแค่สองฤดูกาลก็มากกว่าที่นักเตะระดับท็อปบางคนหาได้ตลอดทั้งชีวิตการค้าแข้งซะอีก จะบอกว่าไม่อิจฉาก็คงจะสตรอว์เบอร์รีแล้วล่ะ
ช่วงเวลาที่นักฟุตบอลอาชีพจะสามารถกอบโกยสัญญาก้อนโตได้นั้น มักจะอยู่ระหว่างสี่ถึงแปดปีเท่านั้น จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่นักเตะบางคนถึงชอบย้ายไปอยู่กับสโมสรกระเป๋าหนัก
แม้เอโตจะยอมหั่นค่าเหนื่อยลงมาแล้ว แต่รายได้ของเขาก็ยังสูงกว่าซุนอวี่ถึงสองเท่าตัว
เชลซีเองก็จัดว่าเป็นสโมสรมหาเศรษฐีอย่างไม่ต้องสงสัย และพวกเขาก็ทุ่มเม็ดเงินเสริมทัพอย่างบ้าคลั่งมาตลอดหลายปีที่ผ่านมา
ซุนอวี่รู้สึกว่าถ้าเขาสามารถระเบิดฟอร์มทำสถิติโหดๆ ได้ในฤดูกาลนี้ ค่าเหนื่อยของเขาก็น่าจะพุ่งขึ้นไปอีกเท่าตัวเป็นอย่างน้อย
ในตอนนั้นเอง เจ้าหน้าที่ก็ส่งสัญญาณให้นักเตะเดินลงสู่สนาม
ท่ามกลางเสียงเพลงปลุกใจที่ดังกึกก้อง นักเตะของทั้งสองทีมก็ก้าวเดินลงสู่ผืนหญ้าของสแตมฟอร์ดบริดจ์
โปรดติดตามตอนต่อไปฝากติดตามเพจ Ipe นิยายแปล
จบตอน
By. charcoal gray silver gold maya เพจ Ipe นิยายแปล
═❀═❀═❀═❀═❀═❀═