เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 81 ดวลจุดโทษ?

บทที่ 81 ดวลจุดโทษ?

บทที่ 81 ดวลจุดโทษ?


บทที่ 81 ดวลจุดโทษ?

“บุก! ทุกคนบุกขึ้นไป! สิบนาทีที่ผ่านมาพวกนายมัวทำอะไรกันอยู่!”

หัวหน้าผู้ฝึกสอนเบเนเวนโตคำรามลั่น

“รับ! ทุกคนลงมาเล่นเกมรับ! ยันเอาไว้! อย่าเปิดโอกาสให้พวกนั้นเด็ดขาด!”

เสียงของโซตูก็ดังไม่แพ้กัน

หากบอกว่าในช่วงท้ายเกม ผู้เล่นต้องฟาดฟันกันด้วยพละกำลัง ทว่าสำหรับคนเป็นโค้ช พวกเขากำลังห้ำหั่นกันด้วยเส้นเสียง

เพราะรูปเกมมันหลุดลอยออกห่างจากแผนการของพวกเขาทั้งคู่ไปไกลลิบแล้ว

ด้วยจำนวนประตูที่เกิดขึ้นมากมายในแมตช์นี้ ทำให้มีการทดเวลาบาดเจ็บออกไปเต็ม ๆ ถึงห้านาที

น. 90+3 เบเนเวนโตได้จังหวะสับไกเหน่ง ๆ

แต่ลู่หยางพุ่งเสียบสกัดบล็อกลูกยิงเอาไว้ได้หวุดหวิด ทำให้อีกฝ่ายได้ไปเพียงแค่ลูกเตะมุม

การเล่นเกมรับของลู่หยางเรียกเสียงปรบมือดังกึกก้องไปทั่วทั้งสนาม

เบเนเวนโตเปิดลูกเตะมุม เล็งเป้าพุ่งตรงไปที่เสาแรก

เวเดียนโฉบจากตรงกลางพุ่งหลาวเข้าหาเสาแรก ความเร็วของเขายังคงจัดจ้าน และมัตติอัสที่รับหน้าที่ประกบก็หลุดตำแหน่งไปแล้ว

เวเดียนสะบัดหัวเสยบอลที่เสาแรก ตั้งใจจะโหม่งเช็ดส่งต่อให้เพื่อนร่วมทีม

ทว่าด้วยความที่ไม่ถนัดลูกกลางอากาศ เขาจึงคุมทิศทางพลาด แต่ลูกบอลกลับพุ่งวาบเสียบตาข่ายเข้าไปในมุมแคบสุดเหลือเชื่อ

สนามซานเรโมตกอยู่ในความเงียบงันทันที

ทุกคนถึงกับพูดไม่ออก รวมถึงตัวเวเดียนเองด้วย

4–4!

เมื่อเวเดียนตั้งสติได้ว่าตัวเองทำประตูสำเร็จ เขาก็ราวกับเพิ่งตื่นจากภวังค์ สับไก่วิ่งตรงดิ่งไปที่ซุ้มม้านั่งสำรองทันที

“ผมทำได้! ผมแม่งทำได้แล้ว!”

เวเดียนตะโกนลั่นใส่โค้ชของเขา

“ใช่ นายแม่งทำได้ นายทำได้ยอดเยี่ยมมาก! นายมันพระเจ้าชัด ๆ!”

หัวหน้าผู้ฝึกสอนของเขาไม่ได้โกรธเคืองเลยแม้แต่น้อย กลับตื่นเต้นและดีใจจนเนื้อเต้น คว้าตัวเขามากอดแน่นพร้อมกับตะโกนลั่น

ในที่สุดเวเดียนก็ได้รับการยอมรับจากหัวหน้าผู้ฝึกสอน

วันนี้เขากดแฮตทริกไปได้ ราวกับเทพเจ้าจุติลงมาประทับร่าง

แถมยังเป็นประตูตีเสมอในช่วงนาทีบาป!

ยิ่งไปกว่านั้น ฤดูกาลที่แล้วเขายังเป็นผู้เล่นของซานเรโมอีกด้วย

ทุกอย่างที่เกิดขึ้นมันเหลือเชื่อเกินไปแล้ว!

ซานเรโมและเบเนเวนโตเสมอกันในช่วงเวลาปกติเก้าสิบนาที เป็นผลลัพธ์ที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อน

พวกเขาจะต้องเข้าสู่ช่วงต่อเวลาพิเศษหลังจากการพักเบรกสั้น ๆ และปรับแก้แทคติก

และนี่ก็เป็นครั้งแรกที่ซานเรโมต้องเผชิญกับแมตช์ที่ยืดเยื้อแบบนี้

...

“เราใช้แรงกันไปเยอะเกินไปแล้ว!”

นี่คือประโยคแรกจากปากผู้ช่วยผู้ฝึกสอนเบเนเวนโต

“นี่จะส่งผลกระทบอย่างหนักต่อเกมลีกของเรา ผมล่ะไม่เข้าใจเลยว่าทำไมเราต้องมาบดกับซานเรโมหนักขนาดนี้ในถ้วยบอลถ้วยที่ไม่ได้สลักสำคัญอะไรเลย”

หัวหน้าผู้ฝึกสอนเบเนเวนโตถอนหายใจยาว เขาก็ไม่ได้อยากให้มันเป็นแบบนี้เหมือนกัน

แต่จุดยืนของทุกคนมันต่างกัน

บ้าเอ๊ย!

ต่อให้พวกเขาคว้าแชมป์โคปปาอิตาเลียได้ มันก็มีแต่จะเพิ่มภาระหนักอึ้งให้กับโปรแกรมการแข่งขันนัดต่อ ๆ ไป ทว่าพวกเขาก็ยังต้องดิ้นรนสู้ตายเพื่อคว้าชัยชนะมาให้ได้ ช่างเป็นสถานการณ์ที่น่าหงุดหงิดสิ้นดี

หากมันส่งผลกระทบต่อเกมลีกจนทำให้พวกเขาวืดเลื่อนชั้นขึ้นสู่เซเรียอาล่ะก็ พวกเขาทุกคนต้องเผชิญกับหายนะแน่

ในทำนองเดียวกัน อีกฝั่งหนึ่ง ซานเรโมก็กำลังกังวลหนักกับช่วงต่อเวลาพิเศษที่กำลังจะมาถึง

รอนโดกำลังจะถูกถอดออกและแทนที่ด้วยตัวสำรอง

เฟอร์นันเดสเป็นตะคริวและต้องถูกเปลี่ยนตัวออกเช่นกัน เขายังเด็ก ไม่ใช่ลู่หยาง จึงไม่อาจทนทานต่อการวิ่งพล่านขนาดนั้นได้

ส่วนโซเกลและไบซามิก็กรอบเป็นข้าวเกรียบ แทบจะหมดสภาพกันแล้ว

ลาตุยดีเองก็เข้าสู่โหมดแบตเตอรี่ต่ำเช่นกัน

ช่วงต่อเวลาพิเศษไม่ใช่เรื่องดีสำหรับพวกเขาเลย เมื่อพิจารณาจากขนาดขุมกำลังที่ไร้ความลึก

เวเดียนนำพายานรกมาสู่ซานเรโมอย่างแท้จริง

“ส่งบอลมาให้ผม ผมจะใช้เกมรุกของเรากดเกมรุกของพวกนั้นเอาไว้เอง”

ลู่หยางเอ่ยขึ้น มาถึงขั้นนี้ พวกเขาแทบจะสูญเสียเกมรับไปโดยสมบูรณ์แล้ว ปราการหลังตัวหลักต่างก็หมดเรี่ยวหมดแรง

กำแพงเหล็กกล้าที่เดิมทีถูกสร้างขึ้นมาจากการวิ่งสู้ฟัดและบรรดาผู้เล่นจอมเก๋า บัดนี้พังทลายลงอย่างสิ้นเชิง

พละกำลังกลายเป็นศัตรูตัวฉกาจที่สุดของซานเรโมไปแล้ว

ทางออกเดียวในตอนนี้คือการเล่นเกมรุกแทนเกมรับ

“ตกลง โยนบอลทุกลูกไปให้ลู่หยาง ส่วนคนอื่น ๆ โฟกัสไปที่เกมรับ ลดการเติมเกมรุกลงซะ”

โซตูสั่งการโดยไม่ลังเล

ในขณะเดียวกัน เมื่อเวลาการแข่งขันปกติสิ้นสุดลง ของขวัญจากคาร์ลอสก็มาถึงในที่สุด

ยืนตำแหน่งเกมรุก 74

เลี้ยงบอล 76

ผ่านบอลยาว 74

ยิงประตู 76

ยิงโค้ง 65

เข้าปะทะ 76

ตัดบอล 76

ความเร็ว 74

พลังระเบิด 74

พลังเท้า 74

ของขวัญที่ได้จากโมเมนต์การ์ดมักจะมอบพลังบัฟมหาศาลให้กับลู่หยางเสมอ แม้กระทั่งในตอนนี้ก็เช่นกัน

ค่าสถานะส่วนใหญ่ของเขาพุ่งขึ้นไปเกือบแตะระดับผู้เล่นในห้าลีกใหญ่แล้ว

แม้ว่านี่จะไม่ได้หมายความว่าลู่หยางมีระดับทักษะที่คู่ควรกัน เขายังคงมีจุดบอดอีกเพียบ

แต่โดยรวมแล้ว พลังเกมรุกของเขาอาจจะพุ่งทะลุขีดจำกัดของเซเรียบีไปแล้ว!

ยิ่งไปกว่านั้น เครื่องจักรนิรันดร์ของลู่หยางก็เปิดใช้งานขั้นที่สองแล้วเช่นกัน

เขายังมั่นใจด้วยซ้ำว่าจะสามารถเปิดใช้งานเอฟเฟกต์ขั้นที่สามได้ในช่วงครึ่งแรกของการต่อเวลาพิเศษ

ถึงตอนนั้น เขาจะแข็งแกร่งจนน่าขนลุก

ดังนั้น ผลลัพธ์ของแมตช์นี้อาจจะไม่เป็นไปตามที่โลกภายนอกคาดเดากันอย่างกว้างขวางว่าเบเนเวนโตจะเป็นฝ่ายกุมความได้เปรียบ

เบเนเวนโตมีขุมกำลังที่ลึกกว่า

แต่ซานเรโมมีลู่!

สกายทีวี

พิธีกรและมานิเอโรยังคงวิเคราะห์เกมกันต่อไปในช่วงเวลานี้

พิธีกร: “สรุปว่าคุณยังยืนกรานว่าซานเรโมจะชนะอยู่ไหมครับ? พวกเขาโดนบดขยี้อย่างหนัก การถูกตีเสมอในช่วงวินาทีสุดท้ายนับเป็นความเสียหายอย่างใหญ่หลวง กำลังใจของพวกเขาต้องดิ่งลงเหวแน่”

มานิเอโร: “คุณไม่รู้เหรอว่าสภาพจิตใจของลู่หยางนั้นแข็งแกร่งสุดขั้ว? แข็งแกร่งจนน่าสะพรึงกลัว! เรื่องนี้มีแต่จะไปกระตุ้นให้เขาสู้ยิบตามากยิ่งขึ้น!”

พิธีกร: “ตกลง แล้วเรื่องความลึกของขุมกำลังล่ะครับ? ซานเรโมมีผู้เล่นสองคนลงไปนอนกองกับพื้น ลุกไม่ขึ้นแล้ว พวกเขาต้องถูกเปลี่ยนตัวออก และตัวสำรองของพวกเขาก็ไม่ได้มีคุณภาพสูงขนาดนั้นด้วย”

มานิเอโร: “มาถึงจุดนี้ ผู้เล่นต้องวัดกันที่พละกำลังและพลังใจมากกว่า และในสองสิ่งนี้ ลู่หยางกุมความได้เปรียบเอาไว้มหาศาล”

พิธีกร: “เอ่อ แต่เขาตัวคนเดียวนะครับ”

มานิเอโร: “บางครั้ง... เพื่อตัดสินผลแพ้ชนะของแมตช์ ๆ หนึ่ง คนคนเดียวก็เกินพอแล้ว!”

ปรี๊ดด!

เสียงนกหวีดดังขึ้น

ช่วงต่อเวลาพิเศษเปิดฉากขึ้นแล้ว

หลังจากได้บอล ลู่หยางก็จ่ายคืนหลังให้เพื่อนร่วมทีม พร้อมกับหดคุมโซนรักษารูปขบวน

พวกเขาไม่ได้กะจะเปิดหน้าแลกเพื่อหวังเผด็จศึกตั้งแต่เนิ่น ๆ พวกเขาต้องการเพลย์เซฟ

อันที่จริง แค่ภาพที่เห็นตรงหน้าก็ทำให้บรรดาผู้เชี่ยวชาญหลายคนถึงกับต้องจับตามองแล้ว

ซานเรโมดึงสติกลับมาได้แล้ว!

กำลังใจของพวกเขาไม่ได้แตกกระเจิง

พวกเขาไม่ได้ลนลาน

อาการลนลานเป็นยังไงน่ะหรือ?

ฟอร์มการเล่นของทีมชาติเยอรมนีในยามที่ตกเป็นรองในช่วงหลายปีที่ผ่านมา สามารถสะท้อนภาพแนวคิดนี้ได้อย่างชัดเจนที่สุด

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในทัวร์นาเมนต์ระดับเมเจอร์

บ่อยครั้ง เมื่อเหลือเวลาอีกแค่ยี่สิบหรือสามสิบนาทีและพวกเขามีสกอร์ตามหลังหนึ่งลูก พวกเขามักจะเริ่มหันไปใช้แทคติกสิ้นคิดอย่างการสาดบอลยาวและเตะโด่งไปแดนหน้า ซึ่งในความเป็นจริงแล้วมันไม่มีคุณค่าทางแทคติกใด ๆ เลย

และที่ตลกร้ายก็คือ พวกเขาดันไม่มีศูนย์หน้าตัวเป้าที่สูงใหญ่คอยพักบอลด้วยซ้ำ

ยิ่งแมตช์สำคัญมากเท่าไหร่ จุดบอดนี้ก็ยิ่งเผยให้เห็นชัดเจนมากขึ้นเท่านั้น

เห็นได้ชัดว่า หากพวกเขาค่อย ๆ เซ็ตบอลบุกขึ้นไป โอกาสก็จะเปิดกว้างมากมาย แต่พวกเขากลับดึงดันที่จะเลือกใช้วิธีที่ตัวเองไม่ถนัด ยอมเสี่ยงทั้ง ๆ ที่ไม่สมควรเสี่ยง

สภาพจิตใจของทีมนี้มีปัญหา

ผลงานของพวกเขาก็สะท้อนให้เห็นถึงปัญหานี้เช่นกัน

และซานเรโมในชั่วโมงนี้ ก็เป็นขั้วตรงข้ามกับทีมชาติเยอรมนีอย่างสิ้นเชิง สภาพจิตใจของพวกเขายอดเยี่ยมมาก

เพราะพวกเขาทุกคนรู้ดีว่าพวกเขามีลู่หยาง!

บางทีนี่อาจจะเป็นความแตกต่าง

ทีมที่มีความกลมเกลียวเหนียวแน่นและมีศูนย์กลางที่พึ่งพาได้อย่างแท้จริง ย่อมมีอนาคตที่สดใส

หลังจากดึงจังหวะหลอกล่อคู่แข่งออกมาเล็กน้อย ลู่หยางก็กระชากหนีอย่างฉับพลันด้วยการแตะและงัดบอลข้าม

วินาทีต่อมา เขาสับขาหลอกสเต็ปโอเวอร์ ตามด้วยการแตะอ้อมตัว กระชากผ่านผู้เล่นหมายเลข 10 ทิ้งให้อีกฝ่ายทำได้แค่มองตามตาปริบ ๆ

แผงมิดฟิลด์ของเบเนเวนโตถูกลู่หยางฉีกกระจุยในพริบตา

น่าเสียดายที่ “ปีก” ทั้งสองฝั่งไม่ดันสูงขึ้นมาอีกแล้ว ซานเรโมจึงเหลือแค่โซเกลค้ำอยู่แดนหน้าคนเดียว

ดังนั้น เบเนเวนโตจึงสามารถจัดผู้เล่นสามคนเข้ามารุมกินโต๊ะลู่หยางได้

ลู่หยางงัดทักษะหมุนตัวแบบปั้งปู้เทิร์นออกมาใช้

ผู้เล่นฝั่งตรงข้ามทำฟาวล์ใส่ลู่หยาง

ลูกฟรีคิกในพื้นที่สุดท้ายแดนรุก

แต่ผู้เล่นของซานเรโมก็ยังคงไม่ดันขึ้นมา

มีแค่โซเกลคนเดียวที่ยังลอยลำอยู่แดนหน้า

ไบซามิดูเหมือนจะเดินทอดน่องอยู่แดนหน้าเหมือนกัน แต่นั่นคือการเดินทอดน่องจริง ๆ ไม่อิงนิยาย

พละกำลังของเขาย่ำแย่มาก

พลังระเบิดความเร็วกับความอึดเป็นสิ่งที่ไม่อาจมีอยู่ร่วมกันได้

เวอร์ซาชีจ่ายบอลให้ลู่หยาง ซึ่งจากนั้นก็แปคืนหลังกลับไป

พวกเขาย้อนกลับไปสู่ภาพเหตุการณ์ตอนเขี่ยบอลเริ่มเกมต่อเวลาพิเศษอีกครั้ง เป็นการเผาเวลาทิ้งล้วน ๆ

สไตล์การเล่นเน้นรับลึกแบบนี้มันช่างไร้ซึ่งความสง่างามเสียจริง

แต่โซตูไม่ได้รู้สึกละอายใจเลยแม้แต่น้อย

ไม่หยั่งงั้นจะให้ทำยังไง?

จะให้พวกเราเปิดประตูบ้านอ้าซ่าแล้วยืนกางแขนรอต้อนรับพวกนายงั้นเหรอ?

จะให้พวกเราลากสังขารผู้เล่นที่กรอบเป็นข้าวเกรียบให้วิ่งหน้าตั้งขึ้นไปเติมเกมรุกงั้นสิ?

นี่มันคือการแข่งขัน ไม่ใช่งานกระชับมิตรเว้ย!

ปึ้ก!

คราวนี้ ลู่หยางพาบอลตะลุยขึ้นมาไกลกว่าเดิมเล็กน้อย และจากระยะห่างสามสิบห้าเมตรจากปากประตู เขาตัดสินใจสับไกยิง

มันเป็นลูกยิงที่ไม่มีโอกาสเป็นประตูเลยสักนิด ลู่หยางเองก็ไม่ได้เล็งไปที่กรอบประตูด้วยซ้ำ

เขาแค่ไม่อยากโดนคู่แข่งแย่งบอลไปจากเท้าก็เท่านั้น

เป้าหมายทางแทคติกของเขาคือการผลาญเวลาของคู่แข่งให้มากขึ้น และบดขยี้พละกำลังผู้เล่นของพวกนั้นให้ร่อยหรอลงไปอีกนิด

แต่ลูกยิงอันทรงพลังนี้บ่งบอกว่าเขายังมีพละกำลังเหลือเฟือ

นี่คือจุดสำคัญ ทว่ากลับมีน้อยคนนักที่จะสังเกตเห็น

คนส่วนใหญ่เอาแต่โฟกัสไปที่คุณภาพลูกยิงของลู่หยางที่ตกลงไป

สิบห้านาทีผ่านไปอย่างรวดเร็ว

ครึ่งหลังของช่วงต่อเวลาพิเศษเริ่มต้นขึ้น

ลู่หยางควบตะบึงไปทั่วทั้งสนาม ระยะทางวิ่งของเขาทะลุ 15 กิโลเมตรไปแล้ว

ทว่าความเร็วของเขากลับไม่ได้ตกลงจนสังเกตเห็นได้ชัดเลย

หนำซ้ำ...

ครืด!

หลังจากการเสียบสกัดอันหมดจด ลู่หยางก็กระชากบอลและพุ่งทะยานไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่อง

เวเดียนที่โดนฉกบอลไปจากเท้าถึงกับอึ้งไปเล็กน้อย

เขาไม่คาดคิดเลยว่าลู่หยางจะยังสามารถวิ่งไล่กวดเขาได้ทัน

เขาเพิ่งจะถูกเปลี่ยนตัวลงมาในครึ่งหลังเองนะ

วันนี้เขาเล่นได้โดดเด่นมาก วิ่งสู้ฟัดและสปรินต์ไปไม่รู้กี่รอบ ตอนนี้พละกำลังของเขาจึงเหลืออยู่น้อยนิด

แต่ถึงยังไง อย่างน้อยเขาก็น่าจะอึดกว่าลู่หยางไม่ใช่หรือไง?

นี่มัน...

ปึ้ก!

ลู่หยางตะบันไกลอีกครั้ง เผาเวลาทิ้งไปหน้าตาเฉย

“เจตนาของซานเรโมชัดเจนมากครับ พวกเขาต้องการลากเกมไปให้ถึงการดวลจุดโทษ แต่นี่อาจจะไม่ใช่ทางเลือกที่ชาญฉลาดนัก”

ผู้บรรยายกล่าว

“ถึงแม้ว่าทั้งสองทีมจะเสียไปถึงสี่ประตู แต่เอาเข้าจริงผู้รักษาประตูของทั้งสองฝั่งก็ไม่ได้แย่เลย”

“ข้อได้เปรียบของเบเนเวนโตอยู่ที่ผู้รักษาประตูที่หนุ่มแน่นกว่า ในขณะที่จาราดของซานเรโมนั้นถึงจะเหนียว แต่ก็อายุมากแล้ว การเพ่งสมาธิอยู่กับเกมนานขนาดนี้ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อทั้งสภาพร่างกายและจิตใจของเขา สภาพความฟิตของเขาย่อมไม่มีทางดีไปกว่าผู้รักษาประตูของเบเนเวนโตแน่นอน”

“นอกจากนี้ โดยภาพรวมแล้ว ผู้เล่นของเบเนเวนโตยังมีทักษะการวางเท้าที่ดีกว่าซานเรโม ในทีมของพวกเขา มีผู้เล่นอย่างน้อยเจ็ดคนที่สามารถก้าวออกมารับหน้าที่สังหารจุดโทษได้”

“แต่ซานเรโมกลับรวบรวมคนยิงให้ครบห้าคนไม่ได้ด้วยซ้ำ ลู่หยาง, โซเกล, ไบซามิ... แล้วใครอีกล่ะ? นากีอาจจะยิงได้นะ เพราะหมอนั่นก็ทำเข้าประตูตัวเองไปเยอะเหมือนกัน”

ผู้บรรยายปล่อยมุกตลก

มุมมองของเขาก็เป็นความคิดเห็นของคนส่วนใหญ่เช่นกัน

ซานเรโมกำลังรนหาที่ตายชัด ๆ

แน่นอนว่า สู้มาได้ไกลขนาดนี้ พวกเขาก็ยังไม่ได้พ่ายแพ้เสียหน่อย

หลังจบศึกนี้ ทุกคนต่างประจักษ์แก่ใจแล้วว่าซานเรโมไม่ได้อยู่ในระดับเซเรียซีอีกต่อไป!

พวกเขามีศักยภาพแข็งแกร่งพอที่จะต่อกรกับทีมระดับท็อปของเซเรียบีได้

ต่อให้ไม่มีสองประตูสุดมหัศจรรย์ของลู่หยาง พวกเขาก็ยังสามารถสร้างสรรค์สองประตูสุดสวยขึ้นมาได้อยู่ดี หากเป็นทีมในเซเรียซีทีมอื่นล่ะก็ ไม่มีทางทำแบบนี้ได้เด็ดขาด!

น. 118 ของการแข่งขัน

นากีเทกตัวตัดลูกครอสจากเส้นหลังของคู่แข่งกลางอากาศ

คุณภาพเกมรุกของทั้งสองทีมตกลงอย่างน่าใจหาย

ลูกเตะของผู้เล่นหมายเลข 7 ลอยไปไม่ถึงหัวศูนย์หน้าตัวเป้าทีมตัวเองด้วยซ้ำ

หลังจากเบิกสกอร์แรกไปตั้งแต่หัววัน เขาก็ร่ายมนตร์ล่องหนได้อย่างสมบูรณ์แบบ ฟอร์มการเล่นของเขาเรียกได้ว่าย่ำแย่สุด ๆ

เรื่องนี้มีส่วนเกี่ยวข้องอย่างมากกับการที่ลู่หยางคอยตามประกบติดเขาเป็นเงาตามตัวในช่วงที่ถอยลงไปตั้งรับ

เวอร์ซาชีรับบอลและภายใต้แรงกดดัน เขาก็จ่ายออกไปให้ลู่หยางที่ริมเส้นฝั่งปีก

ปึ้ก!

ลู่หยางแตะบอลกระชากออกไปทันที

กรีฑาลู่และลาน เริ่มต้นขึ้นอีกครั้งแล้ว!

เบล ลุยเลย!

หนึ่ง!

สอง!

สาม!

สี่!

ลู่หยางควบตะบึงไปตามริมเส้นฝั่งปีก โดยไร้ซึ่งการป้องกันใด ๆ ทั้งสิ้น

เพราะไม่มีใครหน้าไหนสามารถวิ่งตามความเร็วของเขาได้ทัน

ถึงขนาดที่ว่า... ในขณะที่ลู่หยางกระชากบอลไปตามริมเส้น บรรดาผู้เล่นแนวรับต่างก็พากันถอยร่นจากตรงกลาง ตั้งใจจะไปดักรอต้อนรับลู่หยางอยู่ตรงกลางล่วงหน้า

ทว่า เมื่อลู่หยางกระชากผ่านเส้นกลางสนามและเริ่มตัดเข้าใน คนพวกนี้ก็ถูกลู่หยางทิ้งห่างเป็นทุ่งไปเรียบร้อยแล้ว

ลู่หยางวิ่งด้วยระยะทางที่ไกลกว่าแต่ใช้เวลาน้อยกว่า

ความเร็วของเขาไม่ได้โดดเด่นเป็นพิเศษนัก แต่ในช่วงเวลาชี้เป็นชี้ตายของแมตช์ที่ลากยาวถึง 120 นาที สำหรับคนอื่นแล้ว มันก็ไม่ต่างอะไรกับเวเดียนหรือไบซามิในช่วงพีคเลย

คู่เซ็นเตอร์แบ็กสองคนของเบเนเวนโตอยู่ในสภาวะเตรียมพร้อมรบขั้นสูงสุด

พวกเขาไม่สามารถถอยร่นต่อไปได้อีกแล้ว มิฉะนั้นลู่หยางจะถาโถมเข้าใส่พวกเขาอย่างรวดเร็ว

พวกเขามีแต่ต้องวัดดวงเท่านั้น!

เซ็นเตอร์แบ็กทั้งสองคนจับคู่กันมาอย่างยาวนานและมีเคมีที่เข้าขากันสุด ๆ

คนหนึ่งดันสูงขึ้นมาอย่างเด็ดขาด พุ่งเข้าหาลู่หยาง และสไลด์ตัวเข้าปะทะทันที

การเสียบสกัดครั้งนี้มีเป้าหมายที่ชัดเจนมาก

เล่นคน ไม่เล่นบอล!

ไม่ได้เจตนาจะทำให้ลู่หยางบาดเจ็บ แต่พูดกันตามตรง นี่คือหนทางเดียวที่จะหยุดยั้งเขาได้

เซ็นเตอร์แบ็กสองคนนี้เห็นได้ชัดว่าไม่ใช่พวกไก่อ่อนแบบนากี

ถ้าคิดจะตัดฟาวล์ก็ต้องอัดให้หนัก ไม่อย่างนั้นก็โดนแจกใบแถมยังหยุดเขาไม่ได้อีก

ปึ้ก!

ลู่หยางอ่านเจตนาของคู่แข่งออกได้อย่างทะลุปรุโปร่ง

เขางัดบอลโด่งขึ้นไปทันที และมันก็ลอยข้ามหัวคู่แข่งไปพร้อมกับตัวเขา

แต่ด้วยเหตุนี้ เขาจึงสูญเสียการควบคุมบอลไปชั่วขณะ

การงัดบอลข้ามหัวคู่แข่งในขณะที่กำลังวิ่งห้อตะบึงด้วยความเร็วสูงนั้นแตกต่างจากการทำในขณะที่วิ่งเหยาะ ๆ; อย่างแรกนั้นไม่อาจไปถึงระดับของการงัดบอลด้วยความเร็วต่ำแล้วตามไปเก็บบอลเพื่อลากเลื้อยต่อไปได้

เมสซี, กาก้า, และเนย์มาร์ยังทำไม่ได้ ลู่หยางเองก็ทำไม่ได้เช่นกัน

ลูกบอลลอยละลิ่วออกไป ไม่ได้อยู่ใกล้ลู่หยางนัก

นี่คือบอล 50/50

ทั้งลู่หยางและเซ็นเตอร์แบ็กตัวสุดท้ายของเบเนเวนโตต่างก็มีโอกาสเข้าถึงบอลพอกัน

และ... เซ็นเตอร์แบ็กของเบเนเวนโตก็อยู่ใกล้บอลมากกว่า

ทั้งสองฝ่ายต่างสับไก่วิ่งเข้าหาบอล

ทว่า...

พลั่ก!

เซ็นเตอร์แบ็กเบเนเวนโตล้มกลิ้งลงไปกองกับพื้น

เขาไม่ได้ปะทะกับใครเลย เขาแค่เตะวืดไปโดนแต่อากาศ

เขาเคยสัมผัสกับความรู้สึกนี้มาแล้วครั้งหนึ่งก่อนหน้านี้ในแมตช์นี้

ไบซามิฉกบอลตัดหน้าเขาไปเร็วกว่าที่เขาคาดคิดไว้

แต่ในตอนนั้น เขายังอยู่ในสภาพฟิตปั๋งและสามารถประคองร่างที่กำลังโซเซเอาไว้ได้

มาคราวนี้... การสปรินต์จังหวะที่สองของลู่หยางก็เกิดขึ้นอย่างกะทันหันพอกัน เขาเตะบอลหนีไปได้เร็วกว่าที่เซ็นเตอร์แบ็กจะจินตนาการถึง

จุดที่แตกต่างก็คือ คราวนี้ ในที่สุดเซ็นเตอร์แบ็กก็ไม่อาจรักษาบาลานซ์ของตัวเองเอาไว้ได้อีกต่อไป

นี่มันผิดมนุษย์มนาเกินไปแล้ว!

หนึ่งร้อยยี่สิบนาทีนะเว้ย!

ถ้านายจะวิ่งอึดขนาดนี้ ทำไมไม่ไปลงแข่งมาราธอนแทนที่จะมาเตะฟุตบอลวะ?

ฉันล่ะไม่เข้าใจจริง ๆ!

ในทำนองเดียวกัน คนที่รู้สึกคับข้องใจยิ่งกว่าเซ็นเตอร์แบ็กคนนี้ก็คือผู้รักษาประตูของเบเนเวนโต

เขากำลังเผชิญหน้ากับการดวลเดี่ยวแบบตัวต่อตัวอีกครั้ง

และคู่แข่งคนนั้นก็คือลู่หยาง

แมตช์หน้าที่จะต้องเจอกับซานเรโม ส่งผู้รักษาประตูตัวสำรองลงแทนได้ไหมเนี่ย?

เขาหมดสภาพแล้ว!

ลู่หยางเริ่มเลี้ยงบอลจี้เข้าหาจากนอกกรอบเขตโทษ

หัวหน้าผู้ฝึกสอนเบเนเวนโตหวั่นใจเหลือเกินว่าผู้รักษาประตูของเขาจะตื่นตระหนกจนเกินเหตุในครั้งนี้และพุ่งพรวดพราดออกไปเซฟแบบไม่คิดหน้าคิดหลัง

แต่โชคดีที่ผู้รักษาประตูของพวกเขานั้นแข็งแกร่งอย่างแท้จริง

ถึงแม้ว่าความกล้าหาญของเขาจะถูกทลายป่นปี้ไปตั้งนานแล้ว แต่ผู้รักษาประตูก็ยังคงยืนปักหลักนิ่งสนิทในขณะที่ลู่หยางยังอยู่นอกกรอบเขตโทษ

ท้ายที่สุดแล้ว ลูกยิงไกลย่อมมีโอกาสเป็นประตู แต่ในช่วงเวลาชี้เป็นชี้ตายแบบนี้ ผู้เล่นหลายคนมักจะไม่กล้าสับไกสุ่มสี่สุ่มห้า

และยิ่งเข้าใกล้ปากประตูมากเท่าไหร่ โอกาสที่บอลจะซุกก้นตาข่ายก็ยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น นี่คือหนึ่งในสัจธรรมที่มีอยู่ทั้งในกีฬาบาสเกตบอลและฟุตบอล

ตราบใดที่ผู้รักษาประตูยังคงยืนนิ่งอย่างมั่นคง ผู้เล่นแนวรุกหลายคนย่อมเกิดความลังเลใจในจุดนี้

ในสถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออกนี้ ผู้เล่นก็ดันเลี้ยงบอลเจาะเข้ามาในพื้นที่ครอบครองของผู้รักษาประตูเข้าให้แล้ว

ยิ่งทั้งสองฝ่ายอยู่ใกล้กันมากเท่าไหร่ มุมที่ผู้รักษาประตูสามารถปิดมุมเซฟได้ก็ยิ่งกว้างขึ้นเท่านั้น

ในวินาทีนั้น หากผู้รักษาประตูพุ่งพรวดออกมา เขาจะสามารถเพิ่มโอกาสในการป้องกันประตูได้ถึงขีดสุด

นี่คือเกมแห่งทักษะและจิตวิทยา!

“ให้ตายสิ! ลู่หยางพลาดตำแหน่งง้างไกที่ดีที่สุดไปแล้ว!”

พิธีกรสกายทีวีไม่ได้รู้สึกเสียดายเลย กลับเต็มไปด้วยคำกล่าวหา

“เขาลังเลเกินไป! เขาน่าจะตะบันตั้งแต่ตอนที่อยู่ตรงสุดขอบกรอบเขตโทษแล้ว!”

มานิเอโรกลอกตาบน: “การยิงไกลมันเสี่ยงเกินไป การเพลย์เซฟมันผิดตรงไหน? ขืนเขาสับไกล่ะก็ คุณก็คงจะหาว่าเขาบุ่มบ่ามอีกนั่นแหละ”

พิธีกรเลิกเสแสร้งแกล้งทำเป็นเห็นอกเห็นใจ: “งั้นมันก็ยังดีกว่าสภาพที่เป็นอยู่ตอนนี้นะ เขายังจะเลี้ยงบอลอยู่อีกเหรอ? หรือว่าเขาสูญเสียความสามารถในการสับไกไปแล้ว?”

ท่ามกลางความไม่พอใจของพิธีกร

ลู่หยางเริ่มงัดสเต็ปโอเวอร์สับขาหลอกออกมาใช้

หลังจากสับขาหลอกติดต่อกันสี่ห้าครั้ง ในที่สุดผู้รักษาประตูเบเนเวนโตก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป

เขารู้สึกว่าลู่หยางหลุดเข้ามาในพื้นที่ครอบครองของเขาแล้ว

เขาเตรียมพร้อมที่จะโถมตัวพุ่งตะครุบไปที่เท้าของลู่หยาง

แต่เขาลืมไปว่า ภายใต้การโยกหลอกด้วยสเต็ปโอเวอร์ของลู่หยาง เขาได้ขยายขอบเขตการป้องกันของตัวเองออกไปโดยไม่รู้ตัว เพื่อให้ง่ายต่อการพุ่งตัวไปทางซ้ายและขวา

หากใครเคยลองทำดู ก็จะรู้ว่าเพื่อให้พุ่งตัวไปทางซ้ายและขวาได้ดีขึ้นและรวดเร็วขึ้น คุณจะต้องเพิ่มระยะห่างระหว่างเท้าทั้งสองข้าง

ดังนั้น...

ปึ้ก!

ลู่หยางปล่อยบอลออกจากเท้า

การแปบอลเบา ๆ ในจังหวะสับขาหลอก

ลูกบอลกลิ้งหลุน ๆ ลอดหว่างขาของผู้รักษาประตูเบเนเวนโตไปอย่างไม่รีบร้อน

ผู้รักษาประตูที่กำลังลนลานและเสียศูนย์ เตรียมพร้อมที่จะพุ่งตัวไปซ้ายทีขวาที แต่กลับคาดไม่ถึงเลยว่าลู่หยางจะกล้าเล่นลูกเสี่ยงตายแบบนี้

เวลาที่คุณเตรียมตัวจะเคลื่อนที่ไปซ้ายทีขวาที บอลที่พุ่งมาตรงกลางมักจะทำให้ผู้เล่นเกิดอาการชะงักงันไปชั่วขณะ

ดังนั้น ผู้รักษาประตูของเบเนเวนโตจึงยืนกางขาอ้าซ่า ราวกับถูกมนตร์สะกดให้เป็นอัมพาต ไม่ขยับเขยื้อนเลยแม้แต่น้อย

ลูกบอลพุ่งลอดผ่านประตูทั้งสองบาน บานใหญ่และบานเล็ก

ค่อย ๆ กลิ้งข้ามเส้นปากประตูไป

สัมผัสกับตาข่ายอย่างแผ่วเบา

พระเจ้าอีกองค์ของซานเรโม ก็จุติลงมาประทับร่างแล้วเช่นกัน!

และเขาก็เป็นผู้ครองความยิ่งใหญ่ในแมตช์นี้อย่างแท้จริง!

“พระเจ้าช่วย! พระเจ้าช่วย!”

ผู้บรรยายแทบคลั่ง

“ลู่หยางปฏิเสธการดวลจุดโทษ! เขาคว้าชัยชนะในแมตช์นี้ไปได้ในช่วงวินาทีสุดท้าย!”

“ห้าต่อสี่! นี่คือสงครามเกมรุกอย่างแท้จริง! ทั้งสองทีมงัดฟอร์มระดับท็อปออกมาสู้กัน! ผมเชื่อว่าแฟนบอลที่อยู่ในสนามทุกคนต้องอิ่มเอมใจกับความตระการตาของแมตช์นี้อย่างแน่นอน!”

“แน่นอนว่า เราต้องขอแสดงความยินดีกับซานเรโมด้วยครับ พวกเขาทะลุเข้าสู่รอบที่สี่ของศึกโคปปาอิตาเลียได้สำเร็จ! ตอนนี้พวกเขาทาบสถิติเก่าแก่ 60 ปีในวงการฟุตบอลอาชีพอิตาลีแล้ว นี่เป็นเพียงครั้งที่สองในรอบ 60 ปีที่ทีมจากลีกรองสามารถทะลวงเข้าสู่รอบที่สี่ของโคปปาอิตาเลียได้!”

“บางที ตอนนี้เราคงต้องหันมาพิจารณาประเด็นที่ลู่หยางเคยเปิดประเด็นไว้เมื่อฤดูกาลที่แล้วอย่างจริงจัง: ตำนานซานเรโมกำลังจะออกเรือแล้ว! เราอาจจะได้เป็นสักขีพยานแห่งปาฏิหาริย์ในฤดูกาลนี้ก็เป็นได้!”

“ขอแสดงความยินดีกับซานเรโม ขอแสดงความยินดีกับลู่หยาง! เขากดไปสามตุงพร้อมกับอีกหนึ่งแอสซิสต์ในแมตช์นี้ แทบจะเรียกได้ว่าพลิกโฉมหน้าเกมด้วยตัวคนเดียว ทุกคนย่อมประจักษ์ถึงอิทธิพลของเขา เขาซอยเท้าไปกว่า 15 กิโลเมตรในแมตช์นี้ เขาคือหนึ่งในผู้เล่นแกนหลักที่ขยันขันแข็งที่สุดในลีกฟุตบอลอาชีพอย่างไม่ต้องสงสัย”

“แน่นอนว่า เราไม่อาจมองข้ามไปได้เลยว่าในแมตช์นี้ ยังมีชายอีกคนหนึ่งที่พลิกเกมด้วยตัวคนเดียว นั่นคือเวเดียน เขาลงมาเป็นตัวสำรองในครึ่งหลังและจัดการกดแฮตทริกไปได้ เวเดียนพิสูจน์ตัวเองต่อหน้าแฟนบอลอิตาลีทั้งประเทศ เขางัดฟอร์มที่ดีที่สุดออกมาและเกือบจะตัดสินผลแพ้ชนะของแมตช์นี้ได้แล้ว”

“เสียงคำรามที่เขาตะโกนใส่หัวหน้าผู้ฝึกสอนหลังจากซัดประตูที่สามได้นั้น บางทีอาจจะเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าเปลวเพลิงในหัวใจของเขานั้นลุกโชนร้อนแรงเพียงใด”

“มาร่วมกันส่งเสียงปรบมืออันกึกก้องเพื่อเป็นเกียรติแก่เวเดียน และขออวยพรให้เขามีเส้นทางที่สวยงามกับเบเนเวนโตครับ”

“แน่นอนว่า เราก็ไม่อาจลืมประตูจากโซเกลและไบซามิได้เช่นกัน!”

“โซเกลได้สถาปนาสไตล์การเล่นของตัวเองขึ้นมาที่ซานเรโม เขาได้พัฒนาทักษะการทำลายกับดักล้ำหน้าจากเดิมที่เคยเป็นเพียงศูนย์หน้าตัวเป้าคอยพักบอล ตอนนี้เขามีทักษะการจบสกอร์อันเฉียบขาดในกรอบเขตโทษ วิวัฒนาการกลายเป็นศูนย์หน้าตัวเป้าที่สมบูรณ์แบบไปแล้ว!”

“ความเร็วของไบซามิช่างน่าประทับใจเหลือเกิน ประตูของเขาจะถูกจารึกให้เป็นหนึ่งในประตูที่สวยงามที่สุดในอาชีพการค้าแข้งของเขาอย่างแน่นอน เขาทะยานด้วยความเร็วสูงสุดในแมตช์นี้ พิสูจน์ให้เห็นด้วยความจริงว่าเขาเร็วยิ่งกว่าเวเดียนเสียอีก!”

“เวอร์ซาชีเปรียบเสมือนอิฐสารพัดประโยชน์ในแมตช์นี้ เขาสามารถเล่นได้ทั้งรุกและรับ แถมยังจัดแอสซิสต์ไปได้อีกหนึ่งครั้ง การได้ผ่านเวทีใหญ่ระดับนี้ อนาคตของเวอร์ซาชีย่อมสุขุมและเจิดจรัสยิ่งขึ้น เขามีราศีของยอดขุนพลผู้ยิ่งใหญ่แล้ว!”

“ท้ายที่สุดนี้ ขอเสียงปรบมือดัง ๆ ให้กับผู้เล่นทุกคนในแมตช์นี้ ทุกคนยอดเยี่ยมมากครับ!”

ผู้บรรยายกล่าวชื่นชมผู้เล่นบางคนเป็นพิเศษ แต่ก็ไม่ลืมที่จะเอ่ยถึงเหล่าฮีโร่ผู้ปิดทองหลังพระด้วยเช่นกัน

เจ้าหนูเฟอร์นันเดสที่ตะคริวกิน และจอมเก๋ารอนโดที่ถูกถอดออกในช่วงต่อเวลาพิเศษ ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของชัยชนะในครั้งนี้ทั้งสิ้น

ประตูสุดมหัศจรรย์จากการลากเลื้อยระยะไกลของลู่หยาง เป็นประตูสุดท้ายของแมตช์นี้

หลังจากเบเนเวนโตเขี่ยบอลเริ่มเล่น ผู้ตัดสินก็เป่านกหวีดยาวสามครั้งติดกันทันที

แมตช์นี้จบลงอย่างเป็นทางการแล้ว

ทันทีที่จบเกม เวเดียนก็เดินไปหาลู่หยาง พวกเขาแลกเสื้อกัน แล้วกอดคอเดินเข้าอุโมงค์ผู้เล่นไปด้วยกัน

ภาพเหตุการณ์นี้ทำเอาแฟนบอลถึงกับซาบซึ้งกินใจ

ในทำนองเดียวกัน ไบซามิ, โซเกล, และเวอร์ซาชีก็จัดการแลกเสื้อกับผู้รักษาประตูหมายเลข 1, กองหลังหมายเลข 5, และกองกลางหมายเลข 10 ของเบเนเวนโตตามลำดับ

ในทางกลับกัน ผู้เล่นหมายเลข 7 ผู้โด่งดังที่สุดของเบเนเวนโต กลับไม่มีใครเดินเข้าไปขอแลกเสื้อด้วยเลย

ดูเหมือนเขาจะรู้สึกกระอักกระอ่วนใจอยู่เล็กน้อย

...

ในงานแถลงข่าวหลังจบเกม ลู่หยางและเวเดียนมาร่วมงานด้วยอย่างไม่ต้องสงสัย

บรรดานักข่าวต่างก็ตื่นเต้นกันสุด ๆ

เพราะนี่แทบจะเป็นแมตช์ที่เร้าใจที่สุดในทุกระดับชั้นของการแข่งขันฟุตบอลอิตาลีในฤดูกาลนี้เลยก็ว่าได้

มีประตูเกิดขึ้นทั้งหมดเก้าประตู สกอร์พลิกไปพลิกมา พลิกนรกคัมแบ็กสามครั้ง ตีเสมอสี่ครั้ง ประตูชัยช่วงท้ายครึ่งแรก ประตูตีเสมอช่วงทดเจ็บ ประตูชัยช่วงต่อเวลาพิเศษ ลูกยิงมุมแคบสุด ๆ ลูกตะบันไกลระยะสี่สิบเมตร การควบตะบึงเดี่ยวด้วยความเร็วสูงและฉีกหนีผู้เล่นสามคน ซูเปอร์เคาน์เตอร์แอทแทคที่วิ่งสู้ฟัดระยะทางนับพันไมล์ และลูกยิงลอดหว่างขา – โมเมนต์สุดคลาสสิกสารพัดรูปแบบบังเกิดขึ้นในเกมนี้

บวกกับนัยสำคัญที่ไม่เกี่ยวกับฟุตบอลอันยิ่งใหญ่ที่ซ่อนอยู่เบื้องหลัง บรรดานักข่าวต่างก็ทนรอแทบไม่ไหวแล้ว

นักข่าว: “เวเดียนครับ ทำไมฟอร์มของคุณถึงร้อนแรงขนาดนี้ในแมตช์นี้? เป็นเพราะคุณรู้สึกตื่นเต้นเป็นพิเศษที่ได้ดวลกับทีมเก่าของคุณหรือเปล่า?”

คำถามนี้มันออกจะเจ้าเล่ห์ไปสักหน่อย

แต่เวเดียนไม่ได้เป็นเหมือนพวกผู้เล่นที่อาศัยแต่ความเร็วแต่ไร้สมองบางคน เขากล่าวว่า: “ผมรู้สึกขอบคุณมากสำหรับการต้อนรับและคำอวยพรจากแฟนบอลซานเรโม ผมเชื่อว่าการทุ่มเทเล่นอย่างสุดกำลังคือการแสดงความเคารพอย่างสูงสุดต่อซานเรโม และในแมตช์นี้ ผมก็ทำมันได้สำเร็จแล้วครับ”

นักข่าว: “แล้วคุณพูดอะไรกับหัวหน้าผู้ฝึกสอนหลังจากซัดประตูที่สามได้ล่ะครับ?”

เวเดียน: “ผมรู้สึกซาบซึ้งใจหัวหน้าผู้ฝึกสอนมากครับที่เชื่อมั่นในตัวผมและหยิบยื่นโอกาสนี้ให้กับผม”

นักข่าว: “แล้วเขาพูดอะไรกับคุณบ้างล่ะครับ? เราเห็นเขากำลังพูดอยู่นะ”

เวเดียนชะงักไปเล็กน้อย ไม่แน่ใจว่าเขาควรจะหลุดปากพูดเรื่องนี้ออกไปดีหรือไม่

จังหวะนั้นเอง หัวหน้าผู้ฝึกสอนเบเนเวนโตก็คว้าไมโครโฟนไปแล้วพูดขึ้นว่า: “ผมบอกเวเดียนว่า ตราบใดที่เขายังรักษาความฟิตและรักษามาตรฐานการเล่นเอาไว้ได้อย่างคงเส้นคงวา เขาจะเป็นศูนย์หน้าตัวจริงขาประจำของทีมไปตลอดทั้งฤดูกาลที่เหลือ! เขาคู่ควรกับการจัดทัพแบบนี้!”

นักข่าวดูมีท่าทีตื่นเต้นอย่างเห็นได้ชัด: “แล้วผู้เล่นกองหน้าคนอื่น ๆ ล่ะครับ? คุณจะดร็อปใคร?”

หัวหน้าผู้ฝึกสอนเบเนเวนโต: “เราจะไม่ดร็อปใครทั้งนั้น ขุมกำลังที่ลึกของเราเปิดโอกาสให้เราได้ทดลองอะไรใหม่ ๆ มากขึ้น เราต้องการหลีกเลี่ยงการใช้งานผู้เล่นหนักเกินไป เพื่อเตรียมความพร้อมในการลุ้นตั๋วเลื่อนชั้นสู่เซเรียอาในช่วงท้ายฤดูกาล”

หลังจากนั้น ก็ถึงคิวของลู่หยางและโซตูที่ถูกสัมภาษณ์บ้าง

นักข่าว: “ลู่หยางครับ หลังจากที่ผู้เล่นหมายเลข 7 ของฝั่งตรงข้ามทำประตูได้ เขาพูดอะไรกับคุณเหรอครับ?”

ลู่หยาง: “ใครนะ? ผู้เล่นหมายเลข 7 ของฝั่งตรงข้ามเหรอ? หมอนั่นได้ลงเล่นในแมตช์นี้ด้วยเหรอเนี่ย?”

นักข่าวถึงกับอึ้งแดก

แหม ลู่หยาง นายบรรลุศิลปะแห่งการประชดประชันขั้นสุดยอดไปแล้วสินะ!

นายตามประกบเขาเป็นเงาตามตัวแทบจะทั้งเกมเลยนะ จะไม่รู้ได้ไงว่าเขาอยู่ในสนามหรือเปล่า?

แต่คิดไปคิดมา พอเหลือบไปดูสถิติของผู้เล่นหมายเลข 7 นอกเหนือจากประตูโทนลูกนั้นแล้ว เขาก็แทบจะไม่ต่างอะไรกับวิญญาณล่องหนเลยจริง ๆ

คำพูดประชดประชันของลู่หยางแทงทะลุจุดอ่อนของคู่แข่งเข้าอย่างจัง กลายเป็นวัตถุดิบชั้นยอดให้กับบรรดาสื่อมวลชนจอมสับ

นักข่าว: “คุณชี้ไปที่... คุณกำลังเยาะเย้ยคู่แข่งอยู่หรือเปล่าครับ?”

ลู่หยาง: “ผมว่าคุณน่าจะเข้าใจผิดแล้วล่ะ ผมแค่ชี้ไปที่เท้าของตัวเอง เพื่อจะบอกเขาว่าเท้าของผมมันแข็งแกร่งมาก ผมหวังว่าบางคนคงจะไม่ตีความเจตนาของผมผิดไปหรอกนะ”

นักข่าว: “แล้วทำไมคุณถึงคำรามใส่หัวหน้าผู้ฝึกสอนฝั่งตรงข้ามล่ะครับ หลังจากที่คุณซัดประตูที่สองได้?”

ลู่หยาง: “ผมขอแก้ความเข้าใจผิดตรงนี้สักหน่อยนะ นั่นไม่ใช่การคำราม ผมกับหัวหน้าผู้ฝึกสอนเราแค่แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันอย่างชื่นมื่นเท่านั้น ผมคิดว่าเขาเองก็คงจะเห็นด้วยว่าคำแนะนำของผมที่ให้ส่งเวเดียนลงสนามน่ะ คือหนึ่งในการตัดสินใจที่ถูกต้องที่สุดในแมตช์นี้ของเขาเลยล่ะ!”

บรรดานักข่าวหันขวับไปมองหัวหน้าผู้ฝึกสอนเบเนเวนโต ซึ่งเขาก็ทำได้เพียงส่งยิ้มเจื่อน ๆ และพยักหน้ารับเท่านั้น

ไม่อย่างนั้น เขาจะพูดอะไรได้อีกล่ะ?

จะให้บอกว่าตอนนั้นเขาอยากจะพุ่งไปบีบคอลู่หยางให้ตายคามืองั้นเหรอ?

การทำประตูไม่ใช่ความผิดทางอาญาสักหน่อย!

แถมเวเดียนก็กดไปตั้งสามเม็ด!

ถึงแม้ว่าสุดท้ายแล้วเบเนเวนโตจะต้องปราชัย แต่ก็คงไม่มีใครหน้าไหนลุกขึ้นมาตำหนิเบเนเวนโตได้ลงคอ ในทางกลับกัน ศึกครั้งนี้กลับกลายเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้เบเนเวนโตค้นพบคำตอบสำหรับเกมรุกของพวกเขาเสียด้วยซ้ำ

ในช่วงครึ่งหลังของฤดูกาล ฟอร์มการเล่นของพวกเขาอาจจะยอดเยี่ยมยิ่งขึ้นไปอีก เพราะในที่สุดขุมกำลังของพวกเขาก็ลงตัวเสียที

และทุกคนต่างก็รู้ดีแก่ใจว่า สามประตูของซานเรโมในแมตช์นี้นั้น ไม่สมควรจะเกิดขึ้นเลย

สามประตูนั้นเป็นผลงานของลู่หยาง

ทุกลูกล้วนแต่เป็นประตูสุดมหัศจรรย์ทั้งสิ้น!

อย่าว่าแต่ผู้รักษาประตูเบเนเวนโตเลย ต่อให้คุณไปลากตัวบุฟฟอน, กาซิยาส, หรือนอยเออร์มายืนเฝ้าเสา เผชิญหน้ากับสามลูกนั้นยังไงก็หมดสิทธิ์ป้องกัน การเซฟได้แม้แต่ลูกเดียวก็เพียงพอที่จะทำให้พวกเขากลายเป็นฮีโร่แล้ว!

โปรดติดตามตอนต่อไปฝากติดตามเพจ Ipe นิยายแปล

จบตอน

By. charcoal gray silver gold maya เพจ Ipe นิยายแปล

═❀═❀═❀═❀═❀═❀═

จบบทที่ บทที่ 81 ดวลจุดโทษ?

คัดลอกลิงก์แล้ว