- หน้าแรก
- โต้วหลัว : เมื่อระบบจำลองชีวิตของข้า กลายเป็นวิดิโอเปรียบเทียบทั่วทวีปโต่วหลัว!
- บทที่ 9 ช่างกตัญญูจริงๆ
บทที่ 9 ช่างกตัญญูจริงๆ
บทที่ 9 ช่างกตัญญูจริงๆ
บทที่ 9 ช่างกตัญญูจริงๆ
[ปรมาจารย์วิญญาณ A ] : ไม่ใช่ละ! มีใครสังเกตเห็นเหมือนข้าไหมว่า บ้านไม้หลังสุดท้ายที่หยูเฉินเดินเข้าไปมันดูแปลกๆ มาก?
[หยูเฟิง ] : เชี่ย! ข้าก็สังเกตเห็นเหมือนกัน! ในบ้านหลังนั้นทำไมมีแต่กรงเหล็กเต็มไปหมด แถมบนพื้นยังมีรอยเลือดสีแดงเข้มอีกด้วย
แม้ว่าภาพจะฉายผ่านไปอย่างรวดเร็วเพียงชั่วพริบตา แต่ก็ยังมีคนที่ตาดีสังเกตเห็นความผิดปกติในบ้านไม้ตอนท้ายคลิปจนได้
ภายในบ้านไม้ที่มืดสลัวหลังนั้น เต็มไปด้วยกรงเหล็กที่วางเรียงรายกันอย่างหนาแน่น และดูเหมือนจะมีสิ่งมีชีวิตกำลังดิ้นรนอยู่ข้างใน
บนพื้นเจิ่งนองไปด้วยรอยเลือดสีแดงเข้มที่ชวนบาดตา บนโต๊ะไม้ยังเต็มไปด้วยขวดโหลและขวดแก้วสารพัดชนิด ไม่ว่าจะมองยังไงก็ชวนให้รู้สึกสยดสยองและแปลกประหลาดอย่างยิ่ง
ณ สถาบันเชร็ค
เสี่ยวอู่โกรธจนตัวสั่นเทา ดวงตาทั้งสองข้างแดงก่ำ
เพราะในวินาทีเมื่อครู่ นางมองเห็นได้อย่างชัดเจนว่าภายในกรงเหล็กในบ้านไม้หลังนั้น มันถูกกักขังไว้ด้วยกระต่ายกระดูกอ่อนจำนวนมหาศาล!
นี่ทำให้เสี่ยวอู่ซึ่งมีร่างจริงเป็นสัตว์วิญญาณกระต่ายกระดูกอ่อน ไม่อาจทนยอมรับได้อย่างเด็ดขาด
"ไอ้สารเลวสมควรตาย! มันกล้าจับกระต่ายกระดูกอ่อนมากมายขนาดนี้ได้ยังไง!"
เสี่ยวอู่กัดฟันกรอดพลางเหวี่ยงหมัดเล็กๆ ของนางด้วยความโมโห
"อย่าให้พี่อู่คนนี้เจอตัวเจ้าเชียวนะ ถ้าข้าจับได้ล่ะก็ จะอัดเจ้าให้เละจนไม่มีชิ้นดีเลย!"
ในเวลานี้ เสี่ยวอู่ได้สลักรูปลักษณ์ของหยูเฉินเอาไว้ในส่วนลึกของสมองอย่างแน่นหนา หากวันหน้ามีโอกาสได้พบกัน นางจะต้องสั่งสอนเขาให้เข็ดหลาบอย่างแน่นอน
หากเป็นในยามปกติที่เสี่ยวอู่แสดงท่าทีไม่พอใจเช่นนี้ ถังซานย่อมเป็นคนแรกที่สังเกตเห็นได้ทันที แต่ตอนนี้ถังซานกลับมีแต่ความวิตกกังวล จนไม่มีเวลาไปสนใจสิ่งอื่นรอบตัวอีกแล้ว
หลังจากที่ได้เห็นว่าหยูเฉินคนนั้นไม่มีแม้กระทั่งพลังวิญญาณสมบูรณ์แต่กำเนิด ถังซานก็ยิ่งมั่นใจว่าโลกใบนั้นจะต้องมีวิถีการฝึกฝนรูปแบบอื่นอยู่อย่างแน่นอน ไม่งั้นม่านสวรรค์ไม่มีทางมอบสมญานามแบบนั้นให้แก่หยูเฉินหรอก
"บัดซบ! ทำไมไม่ฉายวิดีโอของหยูเฉินต่อล่ะ?!"
เมื่อเห็นว่าโอกาสและวาสนาอยู่ตรงหน้าแท้ๆ แต่กลับหยุดชะงักลงกลางคัน ในใจของถังซานจึงอดไม่ได้ที่จะเกิดความไม่พอใจต่อม่านสวรรค์ขึ้นมาเล็กน้อย
ในขณะเดียวกัน ข้อความแชทของหยูเทียนเหิงก็ทำให้กระแสข้อความหยุดชะงักไปครู่หนึ่ง
[หยูเทียนเหิง] : หรือว่า... หยูเฉินคนนี้จะไม่ใช่คนโง่ แต่เป็นคนบ้าวิปลาสอย่างแท้จริงกันแน่?!
คำพูดนี้หลุดออกมา ก็เรียกเสียงสะท้อนและความเห็นพ้องจากผู้คนนับไม่ถ้วนในทันที
ถ้าหยูเฉินเป็นคนบ้าวิปลาส งั้นพฤติกรรมที่ผิดปกติทั้งหมดก่อนหน้านี้ รวมถึงบ้านไม้ที่เต็มไปด้วยความสยดสยองตอนท้ายคลิป ทุกอย่างก็สามารถอธิบายได้อย่างสมเหตุสมผลแล้ว
"ฮ่าฮ่าฮ่า! เทียนเหิงพูดได้ถูกต้อง! ไอ้หยูเฉินคนนั้นก็แค่คนบ้าที่ชอบเรียกร้องความสนใจเท่านั้นแหละ!"
เมื่อหยูเสี่ยวกังเห็นเช่นนั้น ก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะเสียงดังลั่นอีกครั้ง ในแววตาเต็มไปด้วยความดูแคลน
ทว่าในวินาทีถัดมา รอยยิ้มบนใบหน้าของเขากลับต้องแข็งค้างลงโดยสิ้นเชิง เพราะม่านสวรรค์ได้เริ่มฉายวิดีโอในช่วงที่สองต่อทันที
[การเปรียบเทียบช่วงที่สอง: เส้นทางการฝึกฝนวิญญาณยุทธ์]
[อันดับแรก จะเริ่มฉายโลกหมายเลข 1 "ปรมาจารย์ทฤษฎี" หยูเสี่ยวกัง!]
"บัดซบ! ทำไมต้องเริ่มที่ข้าก่อนอีกแล้ว?! แบบนี้มันไม่ยุติธรรมเลย!"
เมื่อเห็นม่านสวรรค์ฉายวิดีโอของตนเองก่อนอีกครั้ง หยูเสี่ยวกังก็ร้อนรนขึ้นมาทันที เขาแผดเสียงด่าทอในใจด้วยความเดือดดาล
เพราะหากคนทั้งทวีปได้รับรู้ว่าทักษะวิญญาณของวิญญาณยุทธ์ขยะของเขาคือการตดล่ะก็ วันหน้าเขาจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน?
"โอ้โห ถึงกับทำให้หยูเสี่ยวกังโกรธจนเป็นบ้าเป็นหลังขนาดนี้ได้ แสดงว่าข้างหลังต้องมีเรื่องตลกเรื่องใหญ่รออยู่แน่ๆ หรอ?"
หนิง หรงหรงกอดอก พลางมองดูหยูเสี่ยวกังที่โกรธจนตัวสั่นเทา ดวงตางามของนางพลันประกายความคาดหวังขึ้นมาทันที
[ณ ลานตื่นรู้ของมังกรสายฟ้าทรราช]
[หยูเสี่ยวกังแกล้งเป็นลมล้มพับไปต่อหน้าต่อตาฝูงชน จนทำให้เกิดความโกลาหลขึ้นมาทันที]
[ทว่าบนแท่นสูง หยูหยวนเจิ้นซึ่งเป็นถึงราชทินนามพรมยุทธ์ มีหรือจะดูไม่ออกว่าการแสดงของลูกชายตนเองมันช่างหยาบโลนสิ้นดี? ในเวลานี้ เขารู้สึกราวกับว่าใบหน้าเก่าๆ ของตนถูกโยนทิ้งไปจนหมดสิ้นแล้ว]
[“แค่ก! ประมุขหยู พอดีในสำนักของข้ายังมีธุระบางอย่างต้องจัดการ คงต้องขอตัวลาไปก่อน วันหน้าพวกเราค่อยมาพบปะพูดคุยกันใหม่” หนิงเฮิงดูออกเช่นกันว่านี่เป็นเพียงการเล่นละครของหยูเสี่ยวกัง เพื่อไม่ให้หยูหยวนเจิ้นต้องอับอายไปมากกว่านี้ เขาจึงเป็นฝ่ายขอตัวกลับก่อน]
[“ฮ่าฮ่าฮ่า! การมา ร่วมพิธีในครั้งนี้ช่างเปิดหูเปิดตาข้าจริงๆ ในเมื่อประมุขหนิงกลับแล้ว ข้าก็คงไม่รั้งอยู่ต่อเช่นกัน!” หลังจากที่หนิงเฮิงเดินจากไป องค์สังฆราชแห่งหอวิญญาณอย่างเชียนสวินจี๋ก็ระเบิดเสียงหัวเราะลั่น ก่อนจะหันหลังเดินจากไป]
[ในวินาทีนี้ หยูหยวนเจิ้นรู้สึกราวกับใบหน้าหนาๆ ของตนถูกตบจนแสบระอุ]
[ใบหน้าของเขาบูดบึ้งสนิท พลันพุ่งตัวลงมาที่ลานกว้างราวกับสายฟ้า หิ้วคอเสื้อของหยูเสี่ยวกังที่นอนอยู่บนพื้นขึ้นมาเหมือนหิ้วลูกไก่ ก่อนจะหายวับไปจากสายตาของทุกคนในพริบตา]
[ไม่นานหลังจากนั้น หยูหยวนเจิ้นก็หิ้วหยูเสี่ยวกังกลับมาถึงห้องนอน เมื่อเห็นว่าเจ้าลูกเนรคุณคนนี้ยังคงหลับตาแกล้งเป็นลมอยู่ หยูหยวนเจิ้นก็เดือดดาลจนทนไม่ไหว ทุบร่างของเขาลงกับพื้นอย่างรุนแรง]
[“โอ๊ย!” ความเจ็บปวดอย่างรุนแรงทำให้หยูเสี่ยวกังไม่อาจแกล้งทำเป็นสลบได้อีกต่อไป เขาอุทานด้วยความเจ็บปวด พลันใช้ทั้งมือและเท้าตะเกียกตะกายลุกขึ้นมาจากพื้น]
[แต่เห็นได้ชัดว่าเขายังคงไม่อาจยอมรับความจริงที่ว่าวิญญาณยุทธ์ของตนกลายพันธุ์ในเชิงลบ และมีพลังวิญญาณเพียงแค่ครึ่งระดับได้ จึงแกล้งทำเป็นโง่เขลาเบาปัญญาต่อไป: “ท่านพ่อ? ข้า... ข้ามาอยู่ที่นี่ได้ยังไงกัน? วันนี้ไม่ใช่ว่าต้องไปปลุกพลังวิญญาณยุทธ์หรอกเหรอ?”]
[“พอได้แล้ว! เจ้าจะแกล้งทำเป็นไม่รู้เรื่องไปถึงไหนกัน?! ใบหน้าของข้าถูกเจ้าเอาไปโยนทิ้งจนหมดสิ้นแล้ว!” หยูหยวนเจิ้นโกรธจนหัวเราะออกมาพลันสะบัดฝ่ามือตบเข้าที่ใบหน้าของหยูเสี่ยวกังอย่างรุนแรง]
[“เพียะ!”]
[เสียงตบหน้าฉาดใหญ่ดังสนั่นลั่นห้อง หยูเสี่ยวกังเอามือกุมแก้มที่บวมแดง แววตาเต็มไปด้วยความไม่อยากจะเชื่อ เพราะตั้งแต่เล็กจนโต ท่านพ่อไม่เคยแม้แต่จะดุด่าเขาด้วยถ้อยคำรุนแรง นับประสาอะไรกับการลงไม้ลงมือตบตีเช่นนี้!]
[“เจ้าดูสภาพของเจ้าในตอนนี้ซะ! พรสวรรค์ย่ำแย่ก็ช่างเถอะ แต่เจ้ากลับกล้าแกล้งเป็นลมเพื่อหลบหนีปัญหาต่อหน้าธารกำนัล! เจ้าคิดว่าตัวเองฉลาดนักหรอ คิดว่าคนอื่นเขาดูเล่ห์เหลี่ยมของเจ้าไม่ออกหรือไง?! ช่างขายหน้าขายตาจนถึงที่สุดแล้ว!” หยูหยวนเจิ้นชี้หน้าด่าหยูเสี่ยวกังอย่างสาดเสียเทเสีย]
[เมื่อเห็นว่าหน้ากากของตนถูกกระชากออกอย่างไม่มีชิ้นดี หยูเสี่ยวกังก็พังทลายลงในทันที เขาร้องไห้โฮจนน้ำมูกน้ำตาไหลพราก พุ่งตัวเข้าไปคุกเข่ากอดขาของหยูหยวนเจิ้นเอาไว้แน่น พลันแผดเสียงร้องโอดครวญอย่างโหยหวน]
[“ท่านพ่อ! นั่นมันไม่ใช่ความผิดของวิญญาณยุทธ์ข้านะ! วิญญาณยุทธ์ของข้าควรจะเป็นมังกรสายฟ้าทรราชเซ่! ต้องเป็นเพราะตาแก่หยูโจวคนนั้นแน่ๆ! มันต้องเป็นคนเล่นตุกติกกับข้าตอนปลุกพลังวิญญาณยุทธ์ จนทำให้ข้าต้องกลายมาเป็นสภาพแบบนี้!”]
เมื่อได้เห็นฉากนี้ที่ฉายอยู่บนม่านสวรรค์ ผู้ชมทั่วทั้งทวีปต่างก็ต้องตกตะลึงตาค้าง วันนี้พวกเขารับรู้แล้วว่าสิ่งที่เรียกว่า “หน้าด้านไร้ยางอาย” มันเป็นยังไง
การปลุกพลังวิญญาณยุทธ์ยังสามารถโดนคนอื่นเล่นตุกติกได้ด้วยหรอ? สามารถเปลี่ยนวิญญาณยุทธ์ระดับท็อปให้กลายเป็นวิญญาณยุทธ์ขยะได้เนี่ยนะ? นี่มันช่างเป็นเรื่องตลกที่เหลวไหลที่สุดในใต้หล้าแล้ว!
[หยูโจว] : ช่างน่าขำสิ้นดี! ตัวเองไร้พรสวรรค์แท้ๆ แต่กลับมากัดข้าป้อนคำกล่าวหาว่าข้าเล่นตุกติกงั้นหรอ? ข้าใช้ชีวิตมาจนป่านนี้ ยังไม่เคยพบเคยเจอใครที่หน้าด้านไร้ยางอายเท่าเจ้าเมืองนี้มาก่อนเลย!
ภายในสถาบันเชร็ค ใบหน้าของหยูเสี่ยวกังมืดมนราวกับก้นหม้อไหม้ เขากำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้าไปในเนื้อ พลันกรีดร้องสาปแช่งอยู่ในใจอย่างบ้าคลั่ง
"ม่านสวรรค์สารเลว... ทำไมต้องเอาเรื่องพวกนี้มาฉายด้วย?! สมควรตายที่สุด!"
ส่วนหนิง หรงหรงกลับหัวเราะร่าจนตัวโยน เดิมทีนางคิดว่าคงต้องรออีกสักพักถึงจะได้เห็นเรื่องสนุกๆ คิดไม่ถึงเลยว่าเรื่องตลกจะถูกเสิร์ฟมาให้เสพไวขนาดนี้
เมื่อได้เห็นฉากนี้ แม้แต่ฝูงคนที่เคารพและยกย่องหยูเสี่ยวกังอย่างฝูหลันเต๋อและถังซาน ก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกกระอักกระอ่วนใจจนพูดอะไรไม่ออกไปชั่วขณะ
[“หุบปาก!” หยูหยวนเจิ้นแผดเสียงคำรามลั่น จนแก้วหูของหยูเสี่ยวกังอื้ออึง ในที่สุดเขาก็ยอมหยุดพาลหาเรื่องอย่างไร้เหตุผล]
[“เจ้ายังขายหน้าไม่พออีกหรือไง? ยังจะมาโทษว่าคนอื่นเล่นตุกติกอีก ตัวข้ามีชีวิตอยู่มานานขนาดนี้ ยังไม่เคยได้ยินว่ามีใครสามารถแทรกแซงวิญญาณยุทธ์และพลังวิญญาณยุทธ์ที่ตื่นขึ้นของคนอื่นได้เลย!”]
[เมื่อเห็นว่าท่านพ่อของตนโกรธจัดขึ้นมาจริงๆ หยูเสี่ยวกังก็หวาดกลัวจนตัวสั่นเทา ที่เขาพาลหาเรื่องอย่างไร้เหตุผลไปแบบนั้น ก็เพียงเพื่อหวังจะได้รับความเห็นใจจากท่านพ่อ เพื่อที่จะได้รักษาผลประโยชน์และตำแหน่งนายน้อยของสำนักเอาไว้]
[แต่เมื่อดูจากท่าทีโกรธจัดจนแทบกระอักเลือดของหยูหยวนเจิ้นแล้ว แผนการนี้ย่อมพังทลายลงอย่างไม่มีชิ้นดี]
[เมื่อความหวังดับสลาย ในใจของหยูเสี่ยวกังพลันเกิดความเคียดแค้นลามปามไปถึงตัวหยูหยวนเจิ้นด้วยเช่นกัน]
[“บัดซบ! ทำไมกัน?! ข้าก็แค่มีพรสวรรค์แย่ไปหน่อย ทำไมต้องมาด่าทอข้าขนาดนี้ด้วย?! ที่ข้ามีพรสวรรค์ขยะแบบนี้ มันก็เป็นเพราะสืบทอดสายเลือดมาจากเจ้านั่นแหละ! เป็นเพราะสายเลือดที่เจ้าให้ข้ามามันมีปัญหาเอง แล้วจะมาโทษข้าได้ยังไงกัน?!”]
[ตู่กู่หยาน] : ฮ่าฮ่าฮ่า! ช่างกตัญญูจนข้าจะขำตายอยู่แล้ว!