เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 6 ทรราชผู้คลั่งไคล้รูปโฉมกับนางกำนัลคนสนิท

บทที่ 6 ทรราชผู้คลั่งไคล้รูปโฉมกับนางกำนัลคนสนิท

บทที่ 6 ทรราชผู้คลั่งไคล้รูปโฉมกับนางกำนัลคนสนิท


บทที่ 6 ทรราชผู้คลั่งไคล้รูปโฉมกับนางกำนัลคนสนิท

"เจ้าคนตรงนั้น ข้าเรียกเจ้านั่นแหละ! เหตุใดจึงยืนบื้อเป็นท่อนไม้เช่นนั้น รีบมากวาดใบไม้แห้งเร็วเข้า!"

จงหวานยวี่ใช้เพียงสองนิ้วคีบไม้กวาดที่มีฝุ่นจับหนา ใบหน้าของนางเต็มไปด้วยความรังเกียจ

ในชาติภพก่อน นับตั้งแต่ที่นางได้กลายเป็นเจ้าแห่งตำหนักเฉียนชิง นางก็ไม่เคยต้องมาทำเรื่องสกปรกเช่นนี้อีกเลย

แม่นมหลี่เมื่อเห็นว่าตนเองถูกเมินเฉย ก็ก้าวเข้ามาด้วยความโกรธจัด ยื่นมือออกไปคว้าหมับเข้าที่เนื้อต้นแขนของจงหวานยวี่แล้วบิดอย่างแรง

ความเจ็บปวดแล่นริ้วขึ้นมาทันที ใบหน้าของจงหวานยวี่ซีดเผือด นางโพล่งออกไปตามสัญชาตญาณด้วยความลืมตัวว่า "บังอาจ! เจ้าทำอะไรของเจ้า เจ้าบ่าวสุนัข!"

ทว่าหลังจากตะโกนออกไป เมื่อได้เห็นสีหน้าอันอัปลักษณ์และถมึงทึงของแม่นมหลี่ จงหวานยวี่จึงได้สติและตระหนักว่าตนเองไม่ได้อยู่ที่ตำหนักเฉียนชิงอีกต่อไปแล้ว และนางก็ไม่ใช่นายหญิงผู้มีเหล่านางกำนัลและขันทีคอยประจบเอาใจอีกต่อไป

แม่นมหลี่แผดเสียงร้องด้วยความโกรธแค้น ฝ่ามืออันหยาบกร้านและใหญ่โตระดมทุบตีลงบนตัวของจงหวานยวี่ราวกับสายฝน

"เจ้าว่าอย่างไรนะ เจ้าบ่าวชั้นต่ำ!! คิดว่าตนเองพอมีรูปโฉมอยู่บ้างแล้วจะสามารถปีนป่ายขึ้นเป็นเจ้านายได้งั้นรึ! ถุย! ช่างไม่ตักน้ำชะโงกดูเงา!"

จงหวานยวี่เอี้ยวตัวหลบพลางโต้เถียง "ข้าไม่ได้คิดเช่นนั้น!"

แม่นมหลี่ตวาดกลับ "ข้ากระนั้นรึ! คำว่าข้าเป็นคำที่บ่าวชั้นต่ำเช่นเจ้าควรใช้หรืออย่างไร! เจ้าแพศยาตัวน้อย เจ้าบังอาจหลบงั้นรึ! ข้าจะดูซิว่าเจ้าจะหลบไปได้ถึงไหน! ดูข้าตีเจ้าให้ตายคามือ!"

แม่นมหลี่เป็นคนรูปร่างใหญ่โตและมีพละกำลังมาก ลำพังตัวนางคนเดียวก็มีแรงเท่ากับจงหวานยวี่สองคนรวมกัน จงหวานยวี่ถูกทุบตีอย่างหนักจนไม่มีโอกาสได้ต่อสู้ขัดขืน ทำได้เพียงวิ่งหนีหัวซุกหัวซุนอย่างน่าเวทนา

"หยุดนะ!" จงหวานยวี่ทนรับความเจ็บปวดจากการถูกทุบตีไม่ไหวอีกต่อไป นางผลักแม่นมหลี่ออกไปแล้วแค่นยิ้มอย่างเย็นชา "หากเจ้ายังบังอาจลบหลู่ข้าอีก เชื่อหรือไม่ว่าข้าจะทูลขอให้ฝ่าบาทตัดหัวสุนัขของเจ้าเสีย!"

ในชาติภพก่อน ทุกคนต่างต้องคอยพินอบพิเทาและเอาอกเอาใจนาง ชีวิตของทุกคนล้วนแขวนอยู่บนความพึงพอใจของนางทั้งสิ้น แม้กระทั่งแม่นมหลี่ผู้นี้ก็ยังต้องเข้ามาหานางด้วยรอยยิ้มประจบสอพลอ

เมื่อถูกตามใจจนเสียนิสัยมาจากชาติก่อน แล้วนางจะยินยอมถูกปฏิบัติเช่นนี้ได้อย่างไร

แม่นมหลี่เบิกตากว้างทำท่าจะเอ่ยปากด่าทอ ทว่าสายตาเหลือบไปเห็นบางสิ่งทางหางตา นางจึงเปลี่ยนเป็นยิ้มเยาะขึ้นมาทันที "ดีจริง หากเจ้ากล้าก็จงไปทูลพระองค์เสียเถิด ข้าล่ะอยากจะรู้นักว่าบ่าวชั้นต่ำเช่นเจ้าจะทำให้ฝ่าบาททรงตัดหัวข้าได้อย่างไร!"

เมื่อรับรู้ได้ถึงความผิดปกติบางอย่าง จงหวานยวี่จึงค่อยๆ หันศีรษะไปมองด้วยความรู้สึกชาวาบ

เมื่อเห็นร่างสูงสง่าที่กำลังเดินตรงมายังพวกนางจากที่อยู่ไม่ไกล หัวใจของจงหวานยวี่ก็เริ่มเต้นรัวด้วยความตื่นตระหนก

นางรีบหันหน้ากลับมาอย่างรวดเร็ว ความทรงจำอันเจ็บปวดและทุกข์ทรมานพรั่งพรูขึ้นมาในใจไม่หยุดหย่อน

ไม่เด็ดขาด นางจะไม่มีวันยอมถูกจุนเจิ้นเซียนกักขังเอาไว้ซ้ำสองเป็นอันขาด!

นางไม่สนใจแม่นมหลี่ที่กำลังมองนางด้วยสายตาเยาะหยันอีกต่อไป นางรีบกวาดสายตามองไปรอบๆ เพื่อหาที่ซ่อนตัว

นางต้องการจะซ่อนทว่าแม่นมหลี่กลับไม่ยอมให้เป็นไปตามใจคิด

แม่นมหลี่คว้าตัวจงหวานยวี่เอาไว้และดึงดันไม่ยอมปล่อย "ไหนเจ้าบอกว่าจะให้ฝ่าบาทมาตัดหัวข้าอย่างไรเล่า? เป็นอะไรไป? เพิ่งจะรู้จักความกลัวเอาตอนนี้รึ!"

แม้ว่าแม่นมหลี่จะแสดงท่าทีแข็งกร้าว ทว่าในใจของนางตอนนี้ก็มีความกลัวอยู่บ้างเช่นกัน เพียงแต่นางอาศัยความได้เปรียบที่จุนเจิ้นเซียนยังเดินมาไม่ถึงตรงนี้

จงหวานยวี่เอือมระอาและหมดความอดทนกับนางเต็มที นางพยายามดิ้นรนให้หลุดจากมือของแม่นมหลี่พลางคอยจับตาดูการเคลื่อนไหวของจุนเจิ้นเซียนไปด้วย

"ปล่อยข้าเร็วเข้า! คนบ้าผู้นั้นกำลังเดินมาแล้ว!"

หากจุนเจิ้นเซียนเห็นนางเข้า นางจะต้องถูกกักขังอีกเป็นแน่!

เพราะในชาติก่อน พระองค์ทรงตกหลุมรักนางตั้งแต่แรกเห็น

เมื่อได้กลับมาเกิดใหม่ นางไม่มีวันต้องการความรักจากคนวิปลาสเช่นเขาอีกแล้ว!

"นายหญิง นางเอกในเนื้อเรื่องดั้งเดิมกำลังทะเลาะกับแม่นมหลี่อยู่ที่หลังภูเขาจำลองด้านหน้าเจ้าค่ะ นางต้องเห็นพวกเราแล้วแน่ๆ พวกเราควรพานายเอกหลบไปทางอื่นดีไหมเจ้าคะ?"

สีหน้าของเวินสื้อเหนียนไม่ได้เปลี่ยนไปเลยแม้แต่น้อยหลังจากได้ยินเช่นนั้น นางเอ่ยขึ้นว่า "เหตุใดพวกเราต้องหลบด้วยเล่า?"

"ได้เจ้าค่ะ ระบบก็แค่เสนอแนะเท่านั้น"

จุนเจิ้นเซียนหยุดชะงักฝีเท้าลงกะทันหัน เวินสื้อเหนียนสังเกตเห็นแต่ก็ยังคงเดินตรงเข้าชนแผงอกของเขาเต็มแรง

หลังจากชนเข้ากับเขาแล้ว นางก็แสร้งทำเป็นเสียหลักทรงตัวไม่อยู่และทำท่าราวกับกำลังจะล้มลงไป

จุนเจิ้นเซียนแสดงสีหน้าไม่พอใจเป็นอย่างยิ่งทว่ากลับยื่นมือเข้ามาประคองนางเอาไว้ "เจ้าเดินประสาอะไรถึงไม่ดูตาม้าตาเรือ! บังอาจนักที่มาชนเจิ้น!"

เมื่อเปรียบเทียบกับน้ำเสียงที่ดูจริงจังและดุดันแล้ว ท่าทางการประคองเวินสื้อเหนียนให้ลุกขึ้นกลับทะนุถนอมและระมัดระวังเป็นที่สุด

เขาช่างเชี่ยวชาญการแสดงออกประเภทปากไม่ตรงกับใจเช่นนี้เสียจริง

เวินสื้อเหนียนไม่ได้ใส่ใจในน้ำเสียงของเขา หลังจากถูกจุนเจิ้นเซียนประคองให้ยืนได้อย่างมั่นคงแล้ว นางก็ถือโอกาสคว้าหมับเข้าที่มือของเขา "ฝ่าบาท อย่าทรงดุหม่อมฉันนักเลยเพคะ บ่าวเพียงแต่กำลังคิดถึงพระองค์อยู่ จึงไม่ได้ทันสังเกตว่าพระองค์ทรงหยุดเดิน"

ใบหูของจุนเจิ้นเซียนขึ้นสีแดงระเรื่อเล็กน้อย เขาพยายามสะบัดมือออกเบาๆ

เมื่อไม่สามารถสะบัดมือของนางให้หลุดออกไปได้ เขาก็ทำหน้าบึ้งตึงแล้วตรัสว่า "เจิ้นยืนอยู่ข้างๆ เจ้า มีสิ่งใดให้ต้องคิดถึงอีก!"

เวินสื้อเหนียนยิ้มหวานพลางเงยหน้าขึ้นมองเขา "ก็เป็นเพราะฝ่าบาททรงพระวรกายสูงใหญ่และเดินเร็วยิ่งนักอย่างไรเล่าเพคะ บ่าวเดินตามไม่ทัน ในใจจึงทำได้เพียงคิดถึงแต่พระองค์เท่านั้น"

ขันทีฝูซึ่งยืนอยู่ไม่ไกล "..."

นับตั้งแต่รับใช้จุนเจิ้นเซียนมาเป็นเวลานาน นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้เห็นเหตุการณ์เช่นนี้กับตาตนเอง

แม้แต่ตัวเขาที่เป็นคนไร้ความรู้สึกยามที่ต้องลงมือฆ่าคน ก็ยังอดไม่ได้ที่จะต้องเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง

นางกำนัลตัวน้อยผู้นี้ ช่างมีความกล้าบ้าบิ่นเกินคนไปแล้ว นางไม่กลัวฝ่าบาทเลยแม้แต่น้อยหรืออย่างไร

ขันทีฝูอดไม่ได้ที่จะแอบชำเลืองมองฝ่าบาทของตน และเมื่อเห็นใบหน้าขององค์จักรพรรดิที่ขึ้นสีแดงระเรื่อเล็กน้อย เขาก็ถึงกับตกตะลึงจนทำอะไรไม่ถูก

เมื่อรับรู้ได้ถึงสายตาของขันทีฝู จุนเจิ้นเซียนก็ปรายสายตามองไปที่เขาอย่างไม่ใส่ใจ

หนังศีรษะของขันทีฝูพลันตึงเปรี๊ยะ เขา รีบก้มหน้าลงทันที

ในขณะที่ก้มหน้าลงนั้น เขาก็เหลือบไปเห็นมือของทั้งสองคนที่กุมประสานกันอยู่

ขันทีฝูคิดในใจว่า นี่มันเรื่องอะไรกัน?

ฝ่าบาทของเขาผู้ซึ่งเกลียดชังการสัมผัสเนื้อตัวกับผู้อื่นราวกับเป็นโรคระบาด กำลังจับมือกับใครบางคนอยู่ในตอนนี้อย่างนั้นหรือ?

"ขันทีฝู เจ้าจงเดินไปดูด้านหน้าซิว่าใครกำลังส่งเสียงดังรบกวนอยู่"

จุนเจิ้นเซียนไม่ได้ล่วงรู้ถึงความตกใจภายในใจของขันทีฝูเลยแม้แต่น้อย เขาออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงเย็นชา

ขันทีฝูรีบตอบรับ "พ่ะย่ะค่ะ บ่าวจะรีบไปเดี๋ยวนี้!"

ขันทีฝูวิ่งเหยาะๆ จากไป เหลือเพียงเวินสื้อเหนียนและจุนเจิ้นเซียนที่ยังคงยืนอยู่ตรงนั้น

เวินสื้อเหนียนมองตามหลังของขันทีฝูที่เดินจากไป ดวงตาคู่สวยทอประกายระยิบระยับ ทันใดนั้นนางก็เอ่ยกับจุนเจิ้นเซียนว่า "ฝ่าบาท ทรงโน้มพระเศียรลงมาหน่อยได้ไหมเพคะ?"

จุนเจิ้นเซียนเลิกคิ้วขึ้นพลางถามกลับ "เจ้ายกตนข่มเจิ้น ให้เจิ้นเป็นฝ่ายโน้มหัวลงงั้นรึ?"

เวินสื้อเหนียนเอียงคอ ใบหน้าของนางดูอ่อนหวานและไร้เดียงสา "ไม่ได้หรือเพคะ?"

นางส่งสายตาอ้อนวอนอย่างน่ารัก

จุนเจิ้นเซียน "..."

"ก็ใช่ว่าจะไม่ได้"

สายตาของจุนเจิ้นเซียนหลกหลิกไปมา ทว่าเขากลับยอมโน้มศีรษะลงมาแต่โดยดี

หากขันทีฝูยังคงยืนอยู่ตรงนี้ ดวงตาของเขาคงจะหลุดออกมาด้วยความช็อกเป็นแน่

คนที่อยู่ตรงหน้านางคือองค์จักรพรรดิ! ผู้เป็นโอรสแห่งสวรรค์และอยู่เหนือคนนับหมื่น!

ทว่าในเวลานี้ พระองค์กลับยอมผ่อนปรนและทำตามคำขอของนางกำนัลชั้นต่ำผู้หนึ่งอย่างง่ายดาย!

"ฝ่าบาททรงว่าง่ายยิ่งนัก บ่าวชอบพระองค์ที่สุดเลยเพคะ" ดวงตาของเวินสื้อเหนียนโค้งมนเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยว นางวางมืออันขาวผ่องลงบนไหล่กว้างของจุนเจิ้นเซียน เขย่งปลายเท้าขึ้นแล้วประทับจุมพิตลงบนริมฝีปากของเขา

เมื่อสัมผัสได้ถึงความอ่อนนุ่มที่ริมฝีปาก จุนเจิ้นเซียนก็แข็งทื่อไปทั้งตัว

นิ่งสนิทไม่ไหวติง หัวใจของเขาเต้นรัวเร็วขึ้นอย่างเงียบเชียบ และปลายหูของเขาก็ยิ่งทวีความร้อนผ่าวมากขึ้นเรื่อยๆ

"เจ้า เจ้าหญิงใจกล้าผู้นี้!"

จุนเจิ้นเซียนถลึงตาใส่หน้านางโดยไม่ได้มีความน่าเกรงขามเลยแม้แต่น้อย พร้อมกับเอ่ยดุออกมาด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบา

เวินสื้อเหนียนถูกดุแต่ทว่าใบหน้าของนางยังคงเต็มไปด้วยรอยยิ้ม ไม่เพียงเท่านั้น ในขณะที่จุนเจิ้นเซียนยังคงโน้มศีรษะลงมาอยู่นั้น นางก็เขย่งปลายเท้าขึ้นไปจุมพิตเขาอีกครั้ง

ในครั้งนี้ นางไม่ได้เพียงแค่จุมพิตธรรมดา แต่ยังแอบใช้ปลายลิ้นแตะไล้เลียริมฝีปากของเขาอย่างซุกซนอีกด้วย

แววตาของจุนเจิ้นเซียนสั่นไหว สติสัมปชัญญะของเขาเริ่มพร่าเลือนไปชั่วขณะ ในสายตาของเขาเวลานี้มีเพียงภาพของเวินสื้อเหนียนเท่านั้น

ราวกับถูกมนต์สะกดด้วยสายตาอันอ่อนโยนของนาง จุนเจิ้นเซียนโอบแขนรอบเอวบางของเวินสื้อเหนียนโดยไม่รู้ตัว โน้มตัวลงไปตักตวงความหวานจากนางมากขึ้นตามสัญชาตญาณ

"พวกเจ้ากำลังทำอะไรกันอยู่!!!"

เสียงแหลมสูงอันบาดหูเสียงหนึ่งดังขึ้น ทำให้จุนเจิ้นเซียนสะดุ้งตื่นจากภวังค์ เขา กระชับอ้อมกอดโอบรัดคนในอ้อมแขนให้แน่นขึ้นโดยสัญชาตญาณ กดศีรษะของนางลงกับอกเพื่อซ่อนใบหน้าของนางเอาไว้ พร้อมกับตวัดสายตาอันคมกริบและเย็นชาไปยังต้นตอของเสียงนั้น

จงหวานยวี่และแม่นมหลี่ถูกขันทีฝูค้นพบตัวที่หลังภูเขาจำลอง ทันทีที่นางได้เห็นขันทีฝู นางก็รู้ดีว่าไม่มีทางหนีพ้นแล้ว

ในตอนที่นางจำใจต้องเดินออกมาจากหลังภูเขาจำลองนั้น นางได้เหลือบสายตาขึ้นมองและเห็นคนสองคนกำลังโอบกอดและจุมพิตกันอย่างแนบแน่นอยู่เบื้องหน้า ความโกรธแค้นที่ไม่อาจหาคำอธิบายได้แล่นพล่านขึ้นมาในสมองทันที ทำให้นางอดไม่ได้ที่จะตะโกนร้องถามออกไปด้วยเสียงอันแหลมสูง

เหตุใดกัน! เหตุใดจุนเจิ้นเซียนถึงได้จุมพิตสตรีผู้นั้น! ในชาติภพก่อน แม้แต่จะแตะต้องตัวนาง พระองค์ยังไม่ทรงยินยอมเลยด้วยซ้ำ! เหตุใดในชาตินี้ทุกอย่างถึงได้เปลี่ยนไปเช่นนี้!!

จบบทที่ บทที่ 6 ทรราชผู้คลั่งไคล้รูปโฉมกับนางกำนัลคนสนิท

คัดลอกลิงก์แล้ว