เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 4 อิทธิพล!

บทที่ 4 อิทธิพล!

บทที่ 4 อิทธิพล!


บทที่ 4 อิทธิพล!

ไม่นานนัก ซื่อเหลียนก็เปิดประตูห้องและออกไปจากบ้านอีกครั้ง

เธอเห็นซู่เอ๋อโก่ว หรือ ‘ไอ้หน้าขี้เหร่’ คนนั้นกำลังแอบซุ่มดูอยู่ใกล้ๆ

แม้ว่าเธอจะอยากฆ่าซู่เอ๋อโก่วเดี๋ยวนั้นเลยก็ตาม

แต่เธอก็ทำได้เพียงรักษาความสงบนิ่งเอาไว้ได้เท่านั้น

เพราะถึงแม้เธอจะตัวใหญ่แต่ซู่เอ๋อโก่วก็ตัวสูงและแข็งแรง ดังนั้นเธอจึงไม่สามารถเอาชนะเขาได้

“ซู่เอ๋อโก่ว เจ้ามาแอบทำอะไรอยู่ใกล้ๆบ้านข้างั้นเรอะ?”

ซื่อเหลียนตะโกนถามซู่เอ๋อโก่วอย่างตรงไปตรงมา

ซู่เอ๋อโก่วเหลือบไปมองซื่อเหลียนแว่บหนึ่ง ก่อนจะเบือนสายตาหนีอย่างมีพิรุธแล้วเอ่ยถามด้วยรอยยิ้ม "แหมๆพี่เหลียน ข้าแค่สงสัยว่าอาการของซื่อหวินเป็นอย่างไรบ้างเท่านั้นเอง"

"พวกเราก็ทำงานในเหมืองหินเดียวกัน ข้าก็เพียงแค่อยากรู้ว่าเขาเป็นอย่างไรบ้างเท่านั้น"

ซื่อเหลียนแสยะยิ้มอย่างเย็นชาอยู่ในใจ

ซู่เอ๋อโก่วคงอยากรู้ว่าซื่อหวินนั้นตายไปแล้วหรือไม่มากกว่า!

แต่ในตอนนี้ ซื่อเหลียนจะต้องควบคุมอารมณ์ของเธอที่มีต่อซู่เอ๋อโก่วเอาไว้

จากนั้น ด้วยความสงบนิ่งบนใบหน้าของเธอ เธอจึงตอบไปว่า "เจ้าหวินยังหมดสติอยู่ ส่วนหมอที่มารักษาก็บอกเพียงว่าให้ข้าเตรียมทำใจรอ"

"ซู่เอ๋อโก่ว เจ้าน้องซื่อหวินต่างก็ทำงานอยู่ที่เหมืองหินด้วยกัน"

"บอกข้ามาตามตรงเถอะว่าที่ซื่อหวินโดนหินทับนั้นเป็นอุบัติเหตุจริงหรือ?"

ซื่อเหลียนจ้องเขม็งไปที่ซู่เอ๋อโก่ว สายตาของเธอเต็มไปด้วยความเคลือบแคลง

ซู่เอ๋อโก่วใจสั่นระรัว แต่ในใจกลับแอบยินดีเล็กน้อย

เขาหลบสายตาของซื่อเหลียนอย่างมีพิรุธแล้วกล่าวว่า "พี่เหลียน ข้าเห็นกับตาจริงๆว่าซื่อหวินโดนหินยักษ์หล่นทับใส่ มันเป็นอุบัติเหตุจริงๆ"

"จริงหรือ?"

สายตาของซื่อเหลียนทำให้ซู่เอ๋อโก่วเริ่มรู้สึกร้อนๆหนาวๆ

ดังนั้นเขาจึงรีบเผ่นออกจากบริเวณบ้านของตระกูลซื่อไปออย่างรวดเร็ว

คำพูดของซื่อเหลียนนั้นทำให้ซู่เอ๋อโก่วคลายความกังวลลงได้บ้าง

ถ้าซื่อหวินยังไม่ฟื้นขึ้นมาหรือตายไปเลยได้ก็จะยิ่งดี

มันจะได้ไม่ต้องยุ่งยากมากนักสำหรับเขา

"ซู่เอ๋อโก่วไปแล้วล่ะ!"

ภายในห้อง ซื่อหวินถอนหายใจด้วยความโล่งอก

พี่สาวคนโตของเขาช่างกล้าหาญและมีไหวพริบที่เฉียบคมจริงๆ

ด้วยการใช้วิธีนี้ จึงทำให้ซู่เอ๋อโก่วออกไปได้ชั่วคราว

แต่อย่างน้อย ซื่อหวินก็จะปลอดภัยชั่วคราวเช่นกัน

"เจ้าต้องรีบรักษาตัวให้หายดีเร็วๆเข้าล่ะ"

"หลังจากนั้นเจ้าค่อยไปฝากตัวเป็นศิษย์เพียงร่ำเรียนวิทยายุทธ!"

"แค่การได้เป็นจอมยุทธ์ การฆ่าซู่เอ๋อโก่วก็เป็นเพียงแค่เรื่องของเวลาเท่านั้น!"

แววตาของซื่อหวินฉายให้เห็นถึงแววตาอันมุ่งมั่น

เขาจะต้องฆ่าซู่เอ๋อโก่วให้ได้!

แม้ว่าคำพูดของพี่สาวจะทำให้ซู่เอ๋อโก่วคลายความระแวงลงชั่วคราว

แต่มันก็คงปิดบังไว้ได้ไม่นาน

เมื่อใดก็ตามที่ซู่เอ๋อโก่วรู้ว่าซื่อหวินฟื้นขึ้นมาแล้ว

ซื่อหวินก็จะตกอยู่ในอันตราย

ดังนั้นเขาจะต้องรีบรักษาตัวให้หายโดยเร็ว!

ตอนนี้ร่างกายของซื่อหวินยังคงอ่อนแอ

ถ้าจะพักฟื้นก็อาจต้องใช้เวลาหลายวัน

หรืออาจจะถึงสิบวันหรือครึ่งเดือนด้วยซ้ำ

ดังนั้นในช่วงหลายวันที่ผ่านมานี้ซื่อหวินจึงยังคงฝึกวิดพื้นทุกวัน

แม้ว่าท่าวิดพื้นจะไม่ใช่วิทยายุทธอะไร

แต่มันก็ยังสามารถเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับร่างกายของเขาได้

อย่างน้อย เขาก็เกือบจะเข้าใจแก่นแท้ของท่าวิดพื้นผ่านวงแหวนแห่งแสงสีเขียวแล้ว

ทุกครั้งที่วิดพื้น เขาจะสามารถออกกำลังกายได้อย่างเต็มที่มากที่สุด

หลังจากนั้นเวลาได้ผ่านไปสามวันอย่างรวดเร็ว

พี่สาวคนโตของเขานำอาหารกลับมาให้เขาทุกวัน

ซึ่งทุกครั้งล้วนแต่เป็นเนื้อสัตว์

แม้ว่าจะเป็นของที่คนอื่นกินเหลือก็ตาม

แต่มันก็ยังเป็นเนื้อสัตว์!

และด้วยเนื้อสัตว์นี้ มันจะสามารถช่วยให้ซื่อหวินฟื้นตัวได้เร็วขึ้น

เพียงแต่ทุกครั้งที่ซื่อหวินถามพี่สาวว่าอาหารพวกนี้มาจากไหน ซื่อเหลียนก็จะบอกว่าเก็บมาได้ทุกครั้ง

แต่ทุกครั้ง ซื่อหวินจะเห็นรอยฟกช้ำบนใบหน้าของพี่สาวหรือแม้แต่รอยแดงบวมบนมือ

เห็นได้ชัดว่าพี่สาวของเขาโดนทุบตีมาไม่น้อยเลย

ซึ่งเรื่องนี้ทำให้ซื่อหวินรู้สึกกังวลมากขึ้น

เขาจะต้องรีบรักษาตัวให้หายดีให้เร็วที่สุด

ดังนั้นซื่อหวินจึงยิ่งฝึกวิดพื้นอย่างบ้าคลั่ง

ตราบใดที่เขามีแรงเขาก็จะวิดพื้น

วันเวลาผ่านไป ซื่อหวินวิดพื้นไปครั้งแล้วครั้งเล่า

จนกระทั่งในที่สุด วงแหวนแห่งแสงสีเขียวก็กลับมาส่องสว่างอีกครั้ง

ซึ่งมันใช้เวลาฟื้นฟูเพียงสามวันเท่านั้น

วงแหวนเร่งความเร็วเปลี่ยนจากสีเทากลับเป็นสีเขียวอีกครั้ง

นั่นหมายความว่า ซื่อหวินสามารถใช้ "การเร่งความเร็ว" ของวงแหวนแสงสีเขียวได้อีกครั้ง

ซื่อหวินจึงสูดหายใจเข้าลึกๆ

จากนั้นเขาก็โยนตราประทับของท่าวิดพื้นเข้าไปในวงแหวนแสงสีเขียวอีกครั้ง

"วู้มมม"

ในวินาทีต่อมา ความทรงจำก็ปรากฏขึ้นในหัวของซื่อหวินอีกครั้ง

ราวกับว่าเขากำลังฝึกวิดพื้นอย่างบ้าคลั่ง

นอกจากนี้เขายังไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยและฝึกวิดพื้นอย่างบ้าคลั่งต่อไปเรื่อยๆ

หนึ่งวัน สองวัน สามวัน...

จนกระทั่งเวลาผ่านไปสามวัน ซื่อหวินที่ตั้งสมาธิจึงนำตราประทับของท่าวิดพื้นออกจากวงแหวนแห่งแสงสีเขียว

แม้ว่าครั้งนี้เขาจะใช้ "การเร่งความเร็ว" ของวงแหวนแห่งแสงสีเขียว

แต่ท่าวิดพื้นก็ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ

บางทีอาจเป็นเพราะทักษะของท่าวิดพื้นนั้นไม่ได้มีอะไรที่ยากมากนักก็เป็นได้

ก่อนหน้านี้ เขาได้ใช้ "การเร่งความเร็ว" ของวงแหวนแสงสีเขียวเป็นเวลาสิบวัน ซึ่งทำให้เขาเข้าใจถึงแก่นแท้ของท่าวิดพื้นแล้ว

ดังนั้นการเร่งความเร็วอีกครั้งจึงไม่มีผลต่อทักษะการวิดพื้นของซื่อหวินเลย

"เอ๊ะ?"

ซื่อหวินเห็นว่าวงแหวนแห่งแสงสีเขียวครั้งนี้ไม่ได้เปลี่ยนเป็นสีเทาทั้งหมด

ซึ่งมันมีเพียงแค่บางส่วนเท่านั้นที่เปลี่ยนเป็นสีเทา

นั่นหมายความว่ายังสามารถใช้ "การเร่งความเร็ว" ของวงแหวนแห่งแสงสีเขียวได้ต่อ

เพียงแต่ว่าเขาอาจจะไม่สามารถเร่งความเร็วในการฝึกให้เทียบเท่าได้กับสิบวันแล้ว

"การวิดพื้นต่อไปคงจะไม่มีประโยชน์อะไรกับข้าอีกแล้ว"

"อันที่จริงตอนนี้ร่างกายของข้าก็เริ่มฟื้นตัวดีแล้วเช่นกัน"

"หลังจากนี้ ข้าควรไปเริ่มฝึกวิทยายุทธของจริงแล้ว!"

"นอกจากนี้ แม้ว่าฝึกวิทยายุทธของข้าจะต้องมีจุดติดขัดแต่เมื่อถึงตอนนั้นข้าก็สามารถลองใช้ "การทะลวงขีดจำกัด" ของวงแหวนแห่งแสงสีแดงได้"

"ข้าเองก็อยากรู้เช่นกันว่าผลของวงแหวนแห่งแสงสีแดงนั้นจะน่าทึ่งมากเพียงใด?"

ซื่อหวินพึมพำกับตัวเอง

ตอนนี้เขามีแผนการอยู่ในหัวแล้ว

ต่อไปนี้เขาก็ควรไปฝึกวิทยายุทธ

เพียงแต่ว่าเขาควรจะเลือกสำนักไหนถึงจะดีที่สุด?

ซื่อหวินครุ่นคิดถึงเรื่องการเลือกสำนักอย่างหนัก!

หลายวันที่ผ่านมานี้ ซื่อหวินเองก็รู้ถึงสถานการณ์ภายในเมืองหลิวบ้างแล้ว

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับสถานการณ์ของเหล่าจอมยุทธ์

สำนักจอมยุทธ์ในเมืองหลิวนั้นแบ่งออกเป็นสำนักของทางการ สำนักในตระกูล สำนักทั่วไป สมาคม และโรงฝึกธรรมดา

ทั้งห้าสำนักนี้ล้วนครอบคลุมเหล่าจอมยุทธ์ในเมืองหลิวเกือบทั้งหมด

สำนักของทางการแบ่งออกเป็นเหล่าขุนนางและกองทัพทหาร

แน่นอนว่าซื่อหวินไม่มีทางเข้าสู่ระดับเดียวกับเหล่าขุนนางได้

ส่วนเรื่องการจะเข้าเป็นทหารนั้น…

ในสถานการณ์เช่นนี้ของราชวงศ์ต้าเฉียน การไปเป็นทหารกินเบี้ยเลี้ยงอาจทำให้เขาตายในสนามรบก่อนที่จะได้ฝึกวิทยายุทธสำเร็จเป็นแน่

ส่วนสำนักในตระกูล…

ในเมืองหลิวนั้นมีตระกูลใหญ่ๆอยู่มากมาย ซึ่งพวกเขาล้วนเป็นผู้มีอิทธิพล

โดยพื้นฐานแล้ว จอมยุทธ์เหล่านี้ล้วนเป็นบุตรหลานของตระกูลใหญ่ที่มีอิทธิพลทั้งสิ้น

ถ้าหากคนนอกตอนการเข้าไปฝึกวิทยายุทธในตระกูลเหล่านั้น นอกจากการจะได้เป็นทาสในเรือนเบี้ยแล้วก็ไม่มีทางได้อย่างอื่นเลย

ส่วนสำนักทั่วไป..

สำนักต่างๆต่างเปิดรับศิษย์กันอย่างกว้างขวาง

แต่สำนักเหล่านี้รับแต่ศิษย์ที่มีอายุค่อนข้างน้อย

และส่วนใหญ่พวกเขาก็รับคนที่อายุต่ำกว่าสิบสองปีเป็นศิษย์เท่านั้น

ซื่อหวินในตอนนี้อายุเกินมามากแล้ว ดังนั้นจึงไม่มีทางที่จะได้รับการยอมรับจากสำนักให้กลายเป็นศิษย์

ดังนั้นซื่อหวินจึงไม่คิดที่จะเข้าร่วมสำนักของทางการ สำนักในตระกูลและสำนักทั่วไปทั้งสามนี้แน่นอน

ที่เหลือก็คือสมาคมและโรงฝึกวิทยายุทธธรรมดา

ในเมืองหลิวนั้นมีสมาคมอยู่มากมาย

อย่างเช่นแก๊งสามพยัคฆ์ที่ซู่เอ๋อโก่วอยู่นั่นก็ถือว่าเป็นสมาคมเล็กๆ

เพียงแค่การได้เข้าไปในสมาคมและสร้างผลงานหรือได้รับความชื่นชมจากผู้นำสมาคม ก็จะมีโอกาสได้ฝึกวิทยายุทธ

แต่ซื่อหวินนั้นต้องคิดถึงสภาพของตัวเองในตอนนี้ด้วย

แม้ว่าตอนนี้ร่างกายของเขาจะฟื้นตัวกลับมาจนเกือบจะปกติแล้ว

แต่เขาก็ยังเป็นคนพิการอยู่

ดังนั้นการจะเข้าสมาคมเขาก็ต้องกล้าได้กล้าเสีย

เพราะจะมีสมาคมไหนบ้างที่จะรับเอาคนพิการไปเข้าร่วม?

ยิ่งไปกว่านั้น ซื่อหวินเองก็ไม่ชอบสมาคมมากสักเท่าไหร่

เพราะสมาคมเหล่านั้นมันจะชอบกดขี่ขูดรีดชาวบ้านและทำเรื่องชั่วร้ายสารพัด

การเข้าสมาคมเพื่อฝึกวิทยายุทธจึงไม่ตรงกับจุดประสงค์ของซื่อหวิน

ดังนั้นทางเลือกสุดท้ายจึงเหลือเพียงอย่างเดียว

โรงฝึกวิทยายุทธธรรมดา!

ในเมืองหลิวนั้นมีโรงฝึกวิทยายุทธธรรมดาและเปิดรับศิษย์อย่างเปิดเผยอยู่มาก

ใครก็ตามที่จ่ายเงินก็สามารถเข้าร่วมโรงฝึกวิทยายุทธธรรมดาเหล่านั้นได้

ซึ่งนี่เป็นทั้งข้อดีและข้อเสีย

เพราะโรงฝึกวิทยายุทธธรรมดานั้นมีค่าใช้จ่ายสูงมาก!

แต่นี่ก็เป็นโอกาสเดียวที่ซื่อหวินจะได้ฝึกวิทยายุทธเช่นกัน

จบบทที่ บทที่ 4 อิทธิพล!

คัดลอกลิงก์แล้ว