- หน้าแรก
- ตำนานเผ่าเซิร์ก สะท้านจักรวาล
- บทที่ 276 ครึ่งออร์กกาลู
บทที่ 276 ครึ่งออร์กกาลู
บทที่ 276 ครึ่งออร์กกาลู
บทที่ 276 ครึ่งออร์กกาลู
เมื่อยามวิกาลใกล้เข้ามา เมืองศักดิ์สิทธิ์ยังคงสว่างไสวเช่นเคย ทว่ากลับไร้ซึ่งความอึกทึกครึกโครมดังแต่ก่อน
เมืองอันกว้างใหญ่ตกอยู่ในความเงียบงัน
จะมีก็เพียงเสียงเป่าเขาสัตว์อันวังเวงจากกำแพงเมือง ผสานกับเสียงตะโกนและเสียงฝีเท้าของกองกำลังที่กำลังถูกระดมพลเท่านั้น
ท่ามกลางบรรยากาศอันตึงเครียดที่ถาโถมเข้าปกคลุมเมืองราวกับเมฆหมอกทะมึนนี้ แม้แต่เด็กน้อยที่ซุกซนที่สุดก็ยังสัมผัสได้ถึงความกดดันจนไม่กล้าแม้แต่จะส่งเสียงดัง
ประชาชนจำนวนมากที่เร่งรุดมาจากเมืองรอบนอกเพื่อช่วยเหลือ ผู้ใดที่ยังหนุ่มแน่นและแข็งแรง ไม่ว่าชายหรือหญิง ล้วนถูกเกณฑ์เข้าสู่กองกำลังป้องกันชั่วคราวทั้งสิ้น
พวกเขารับมอบอาวุธที่ถูกแจกจ่าย และมุ่งหน้าไปประจำการตามกำแพงเมืองต่างๆ ภายใต้การนำของเหล่านายทหาร
ส่วนผู้เฒ่า ผู้ที่มีร่างกายอ่อนแอ ผู้ป่วย และผู้พิการที่เหลืออยู่ ต่างถูกบรรดาชาแมนนำทางไปยังวิหารใจกลางเมือง
ลานกว้างหน้าวิหารตลอดจนถนนหนทางโดยรอบ เนืองแน่นไปด้วยเหล่าผู้ศรัทธาในชุดเสื้อผ้าเรียบง่ายที่กำลังคุกเข่าสวดภาวนาอยู่ทั่วทุกหนแห่ง
พวกเขาคุกเข่าลงบนพื้นโดยหันหน้าเข้าหารูปปั้นอันโอ่อ่า พลางพึมพำบทสวดภาวนาด้วยความศรัทธาอันแรงกล้า
สายโลหิตบางเบาจนแทบมองไม่เห็นด้วยตาเปล่าค่อยๆ แผ่ซ่านออกจากร่างกายของพวกเขา แล้วลอยล่องไปเยื้องกรายเข้าสู่รูปปั้น
แสงสีเลือดที่แผ่ซ่านออกมาจากรูปปั้นทวีความแดงฉานและเย้ายวนมากยิ่งขึ้นจนแทบจะกลายเป็นรูปธรรม มันหมุนวนอย่างต่อเนื่องราวกับกลุ่มควัน
เมื่อเวลาล่วงเลยไป เหล่าผู้ศรัทธาต่างทยอยหมดสติและถูกอัศวินแห่งศาสนจักรหามออกไป
พื้นที่ที่ว่างลงถูกแทนที่ด้วยผู้ศรัทธาคนอื่นๆ อย่างรวดเร็ว
นักบวชสูงสุดกาลูยืนอยู่บนขั้นบันไดหน้าวิหาร เขาทอดสายตามองภาพเบื้องล่างด้วยดวงตาฝ้าฟางที่เอ่อล้นไปด้วยความโศกเศร้า
ในฐานะที่เป็นมนุษย์สัตว์ เขาไม่ได้บุ่มบ่ามและโง่เขลาเฉกเช่นเผ่าพันธุ์เดียวกันทั่วไป อีกทั้งยังมีพรสวรรค์ทางเวทมนตร์ที่สูงส่งเป็นอย่างมาก
ด้วยสติปัญญาและพรสวรรค์อันโดดเด่น กาลูจึงก้าวขึ้นเป็นชาแมนระดับฮีโร่ ก่อนจะได้รับความโปรดปรานจากเทพเจ้าจนได้รับการแต่งตั้งให้เป็นนักบวชสูงสุด
สำหรับมนุษย์สัตว์แล้ว นี่ถือเป็นเกียรติยศอันสูงสุดอย่างไม่ต้องสงสัย
ทว่าในช่วงหลายปีที่ผ่านมา กาลูกลับเริ่มเกลียดชังสติปัญญาและพรสวรรค์ของตนเองมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ
เขาปรารถนาที่จะเป็นเพียงคนโง่เขลา ธรรมดาสามัญ และใช้ชีวิตอย่างไม่รู้ประสีประสาแต่มีความสุขเช่นเดียวกับพี่น้องร่วมเผ่าพันธุ์ส่วนใหญ่มากกว่า
“เฮ้อ…”
กาลูแหงนหน้ามองรูปปั้นสีเลือด พลางถอนหายใจออกมาแผ่วเบา
ขณะที่เขากำลังจะหันหลังกลับเข้าไปในวิหาร เขาก็พลันได้ยินเสียงร้องอุทานดังแว่วมาจากแดนไกล
กาลูเงยหน้าขึ้นมองในทันที และพบว่าเมฆดำทะมึนที่ม้วนตัวถาโถมมาจากเส้นขอบฟ้าได้บดบังแสงยามเย็นอันงดงามไปจนหมดสิ้น
แม้ดวงตาชราภาพของเขาจะฝ้าฟาง ทว่าพลังเวทมนตร์อันลึกล้ำกลับช่วยให้เขามองเห็นสัตว์ประหลาดอันดุร้ายเหล่านั้นได้อย่างชัดเจน
อสูรยักษ์สายเลือดมังกรย่อยนับพันล้านตัวที่ห่อหุ้มด้วยสายฟ้าสีน้ำเงินนั้นช่างดุร้ายและน่าสะพรึงกลัวเป็นอย่างยิ่ง
“ในที่สุด… ก็มาถึงแล้วสินะ”
“พวกเราจะสามารถปกป้องเมืองศักดิ์สิทธิ์ และรอจนกว่ากองทัพหลักจะกลับมาได้จริงๆ งั้นหรือ”
เขาละสายตาลงและกวาดตามองไปรอบลานกว้างหน้าวิหาร สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความเศร้าสลดอย่างถึงที่สุด
“ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า ไม่ว่าศึกครั้งนี้จะแพ้หรือชนะ บางที… กาลูผู้ต่ำต้อยคงไม่อาจปรนนิบัติรับใช้พระองค์ด้วยความศรัทธาได้อีกต่อไป”
ความศรัทธาของกาลูยังไม่ถึงขั้นล่มสลาย ทว่ามันก็ยากที่เขาจะหลงเหลือความศรัทธาอันแรงกล้าเฉกเช่นหลายปีที่ผ่านมา
เทพเจ้าผู้รอบรู้และทรงทฤธานุภาพก็น่าจะล่วงรู้เรื่องนี้ดีเช่นกัน
ทว่าด้วยความที่พระองค์ทรงเล็งเห็นถึงคุณค่าในพรสวรรค์อันโดดเด่นของเขา พระองค์จึงไม่ได้ส่งทัณฑ์สวรรค์ลงมา แต่กลับยังคงละเว้นให้เขาดำรงตำแหน่งนักบวชสูงสุดต่อไป
ในช่วงหลายปีมานี้ ความรู้สึกผิดในใจของกาลูยิ่งหนักอึ้งขึ้นเรื่อยๆ ไม่เพียงแค่ต่อเทพเจ้า แต่ยังรวมถึงต่อประชาชนของเขาเองด้วย
“ประชาชนของข้า สมุนของเทพผู้ชั่วร้ายกำลังคืบคลานเข้ามาแล้ว!”
“จงสวดภาวนา! ใช้จิตวิญญาณและหยาดโลหิตของพวกเรา มอบพลังให้แก่นักรบผู้กล้า เพื่อปกป้องมาตุภูมิของเรา!”
“ข้าจะอยู่เคียงข้างพวกเจ้าเอง!”
กาลูชูคทาขึ้น กางแขนออกกว้าง และประกาศกร้าวต่อประชาชนทั้งหมดของเขาโดยใช้อาคมคำสาปสายเลือด
“โฮก โฮก…”
มนุษย์สัตว์จำนวนนับไม่ถ้วนแผดเสียงคำรามตอบรับ ก่อนจะเปล่งเสียงสวดภาวนาดังกึกก้อง
ด้วยเลือดแห่งสัตว์ป่าที่เดือดพล่าน พวกเขาจึงละเลยประโยคสุดท้ายของกาลู ซึ่งแตกต่างไปจากก่อนหน้านี้อย่างสิ้นเชิง
ทว่าบรรดาชาแมนและผู้ศรัทธา ณ ลานกว้างหน้าวิหาร กลับต้องเผชิญกับภาพเหตุการณ์ที่ทำให้พวกเขาตื่นตระหนกและโศกเศร้าอย่างหาที่สุดไม่ได้
พวกเขาเห็นนักบวชสูงสุดร่ายคาถาอันลึกล้ำเสียงดังกังวาน และร่างกายที่เคยแห้งเหี่ยวและค่อมงอของเขาก็พลันขยายใหญ่ขึ้นหลายเท่าตัวในพริบตา ราวกับลูกโป่งที่ถูกเป่าลมอย่างรวดเร็ว
ผิวหนังอันเหี่ยวย่นที่โผล่พ้นร่มผ้าขยายตึงและบางลงเรื่อยๆ ตามการขยายตัวของร่างกาย จนค่อยๆ กลายเป็นโปร่งใส เผยให้เห็นเส้นเลือดและเส้นลมปราณที่อยู่ภายในลางๆ
ยิ่งไปกว่านั้น รูขุมขนทุกอณูบนร่างของเขาดูเหมือนจะระเหยละอองเลือดออกมาจนห่อหุ้มร่างกายของเขาไว้ทั้งหมดในชั่วพริบตา
ก่อนที่ใครจะทันได้ตั้งตัว พวกเขาก็ได้ยินเสียงระเบิดดัง "ปัง" ทึบๆ
ละอองเลือดนั้นระเบิดออก ก่อนจะควบแน่นกลายเป็นหยดโลหิตนับพันหยด ลอยล่องเข้าหารูปปั้นอันโอ่อ่าอย่างช้าๆ แล้วหลอมรวมเข้ากับมันในที่สุด
“แกร๊ง!”
คทาอันวิจิตรตระการตาร่วงหล่นลงมากระทบขั้นบันไดหน้าวิหารเสียงดังกังวาน
ร่างของนักบวชสูงสุดอันตรธานหายไปอย่างไร้ร่องรอย จะมีก็เพียงสายลมพัดโชยมาบางเบา พัดผ่านลานกว้างหน้าวิหาร ทะลวงผ่านถนนหนทางและตรอกซอกซอยในเมือง พัดผ่านโสตประสาทของมนุษย์สัตว์ทุกคนภายในอาณาเขตศักดิ์สิทธิ์…
เสียงถอนหายใจที่ลอยมาตามลม ก็ได้สลายหายไปกับสายลมเช่นเดียวกัน
“ท่านนักบวชสูงสุด!”
เหล่ามนุษย์สัตว์ที่ได้เห็นการหายตัวไปอย่างประหลาดของกาลูต่างส่งเสียงร้องตะโกนด้วยความหวาดผวาและเศร้าสลด
ทว่ารูปปั้นอันโอ่อ่ากลับถูกอาบชโลมไปด้วยเลือดจนหมดสิ้น พร้อมกับเสาแสงสีแดงฉานที่พุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า
เสาแสงนั้นค่อยๆ แผ่ขยายออกไปรอบทิศทางและกดต่ำลงที่ระดับความสูงหลายร้อยเมตร จนแปรสภาพเป็นม่านพลังสีแดงฉานรูปครึ่งวงกลมประดุจชามคว่ำ ครอบคลุมเมืองศักดิ์สิทธิ์ไว้ทั้งหมด
“เจ้าคนทรยศ!”
เสียงอันศักดิ์สิทธิ์ที่ดังกึกก้องไปทั่วทั้งฟ้าดิน แผดคำรามประดุจสายฟ้าฟาดอยู่เหนือเมืองศักดิ์สิทธิ์
น้ำเสียงนั้นปราศจากซึ่งความโศกเศร้า ทว่ากลับเต็มเปี่ยมไปด้วยความเกรี้ยวกราด
ใบหน้าของอูร์นอสในเวลานี้ดูถมึงทึงจนน่าสะพรึงกลัว!
แม้มนุษย์สัตว์จะกล้าหาญและห้าวหาญในการศึก ทว่าอายุขัยของพวกเขากลับสั้นนัก
ยกเว้นสายพันธุ์ระดับพิเศษอย่างออร์กวอมาแล้ว อายุขัยเฉลี่ยของมนุษย์สัตว์ทั่วไปนั้นไม่ถึงเจ็ดสิบปีด้วยซ้ำ ทำให้การจะบ่มเพาะยอดฝีมือระดับฮีโร่ขึ้นมานั้นเป็นเรื่องที่ยากลำบากอย่างยิ่ง
โดยเฉพาะชาแมนระดับฮีโร่อย่างกาลู ที่มีพรสวรรค์ด้านเวทมนตร์คำสาปอันโดดเด่นและสามารถร่ายอาคมคำสาปสายเลือดระดับสูงได้
อูร์นอสดูแลอาณาเขตศักดิ์สิทธิ์ของเขามากว่าสองพันปี กลับสามารถบ่มเพาะคนเช่นนี้ขึ้นมาได้เพียงไม่กี่คน และตอนนี้ก็เหลือเพียงกาลูคนเดียวที่ยังมีชีวิตอยู่!
อาคมคำสาปสายเลือดของกาลู เมื่อได้รับการเสริมพลังด้วยอาร์ติแฟกต์ศักดิ์สิทธิ์ที่เขาได้มาอย่างยากลำบาก มันสามารถครอบคลุมมนุษย์สัตว์ของเขาทั้งหมดได้พร้อมกัน ซึ่งช่วยเพิ่มพลังรบให้แก่พวกมันได้อย่างมหาศาล
ความสำคัญในเชิงยุทธศาสตร์ของมันนั้นย่อมประจักษ์ชัดแจ้งในตัวอยู่แล้ว
อูร์นอสเชื่อมั่นว่าตนเองได้ตอบสนองต่อคำขอของกาลูมาโดยตลอด แม้ในยามที่ความศรัทธาของอีกฝ่ายสั่นคลอน เขาก็ยังไม่เคยลงทัณฑ์สวรรค์ ซ้ำยังออกคำสั่งศักดิ์สิทธิ์เพื่อปลอบประโลมเขาอยู่หลายครั้ง
แม้แต่ในสงครามครั้งนี้ เขาก็ยังไม่ยอมให้กาลูออกรบร่วมกับกองทัพ ด้วยเกรงว่าจะเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้น
ใครจะไปคิดล่ะว่ากาลูจะรนหาที่ตาย โดยไม่เสียดายที่จะสละพลังเวทมนตร์ เลือดเนื้อ และแม้กระทั่งจิตวิญญาณของตนเอง เพื่อร่ายเวทมนตร์ป้องกันระดับต้องห้ามครอบคลุมวงกว้าง—การคุ้มครองสายเลือด
ตลอดระยะเวลากว่าสองพันปี อูร์นอสเองก็เคยเผชิญหน้ากับศัตรูที่แข็งแกร่งมาแล้วหลายครั้ง
เขาพึ่งพาการคุ้มครองสายเลือดนี้มาโดยตลอดเพื่อใช้ปกป้องเมืองศักดิ์สิทธิ์และแกนกลางอาณาเขตศักดิ์สิทธิ์ที่ถูกฝังลึกลงไปใต้วิหาร
ทว่าในอดีต นักบวชสูงสุดทุกรุ่นรวมถึงตัวกาลูเอง ล้วนต้องสูบเอาเลือดเนื้อและวิญญาณของผู้ศรัทธานับพันล้านเพื่อร่ายวิชาต้องห้ามนี้ โดยอาศัยค่ายกลคำสาปโลหิตที่ซ่อนอยู่ภายในรูปปั้นเพื่อแปลงสิ่งเหล่านั้นให้กลายเป็นพลังแห่งคำสาป
เขาไม่คาดคิดเลยว่าในครั้งนี้ กาลูจะไม่ลังเลที่จะสละชีวิตของตนเองเพื่อร่ายวิชาต้องห้ามนี้!
“ทำไม ทำไมกัน!”
โทสะอันเดือดพล่านของอูร์นอสแทบจะแผดเผาชั้นฟ้าให้มอดไหม้
เขาไม่เข้าใจเลยว่าทำไมทุกคนถึงต้องตั้งตนเป็นศัตรูกับเขา
แม้แต่กาลู ซึ่งแต่เดิมเป็นผู้ที่มีความศรัทธาอย่างแรงกล้า ก็ยังยอมใช้ชีวิตของตนเองเพื่อประท้วงเขาอย่างเงียบๆ
สิ่งนี้ทำให้อูร์นอสรู้สึกอัปยศอดสูและเคียดแค้นใจอย่างถึงที่สุด