- หน้าแรก
- ข้านี่แหละ พี่ชายที่แข็งแกร่งที่สุดในใต้หล้า!
- บทที่ 230 - ค้นพบความรู้สึกในวัยเยาว์อีกครั้ง!
บทที่ 230 - ค้นพบความรู้สึกในวัยเยาว์อีกครั้ง!
บทที่ 230 - ค้นพบความรู้สึกในวัยเยาว์อีกครั้ง!
บทที่ 230 - ค้นพบความรู้สึกในวัยเยาว์อีกครั้ง!
ลวี่หลัวรู้สึกกระอักกระอ่วนเล็กน้อย ทว่าก็ยังคงไม่ยอมเก็บค้อนเหล็กยักษ์ไป แม้ว่าถังอี้จะช่วยชีวิตอิ่งอู๋จงเอาไว้ ทว่าคนที่อยู่ที่นี่ทั้งหมด นางไม่เชื่อใจผู้ใดเลยสักคน
"ถังอี้ ออกมาหน่อย" ยามนั้นเสียงของอวี่มู่ก็ดังแว่วมา
ถังอี้ถอนหายใจ ดูท่าสิ่งที่ควรจะมาก็ต้องมาถึงจนได้ เมื่อเดินออกจากห้อง ถังอี้ก็เห็นอวี่มู่และตู้หลิงเฟยยืนอยู่กลางลานบ้าน และอวี่มู่ในยามนี้ มีสีหน้าเย็นชาและเคร่งเครียดอย่างหนัก ถังอี้เห็นนางจึงแย้มยิ้มเอ่ยถาม
"เป็นอย่างไร ข่าวที่เหลียงหรงถูกจับกุมตัว คงแพร่สะพัดไปทั่วทั้งเมืองหลวงแล้วกระมัง?"
"หากข้าเดาไม่ผิด เกรงว่าเรื่องบัดซบเลวทรามที่มันเคยทำไว้ในอดีต ก็คงถูกขุดคุ้ยขึ้นมาจนหมดเปลือกแล้วเช่นกัน"
"ดังนั้น ตอนนี้ภายนอกคาดว่าคงกำลังเดือดดาลกันขนานใหญ่แล้วใช่หรือไม่?"
ตู้หลิงเฟยและอวี่มู่จ้องมองเขา เอ่ยประสานเสียงพร้อมกัน
"เจ้ารู้ได้อย่างไร?"
"อยู่ในความคาดหมาย" ถังอี้เดินไปที่โต๊ะรินน้ำชาให้ตนเองหนึ่งถ้วย เอ่ยว่า
"เมื่อวานฮ่องเต้ตรัสวาจาไว้หนักแน่นเกินไป หากข้าเป็นศัตรูของพระองค์ ย่อมไม่ยอมพลาดโอกาสทองเช่นนี้อย่างแน่นอน"
"พระองค์ต้องการบัญญัติกฎหมาย ก็ต้องใช้พระประยูรญาติอย่างเหลียงหรงเป็นเครื่องเชือดไก่ให้ลิงดู หากพระองค์ไม่สังหารเหลียงหรง เช่นนั้นถ้อยคำโอหังที่ตรัสไว้เมื่อวานก็กลายเป็นเพียงคำผายลม พระองค์จะสูญเสียความศรัทธาจากราษฎรในพริบตา"
"แต่หากพระองค์สังหารเหลียงหรง ความขัดแย้งระหว่างฮ่องเต้และฮองเฮาก็จะทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น ถึงขั้นอาจก่อให้เกิดศึกนองเลือดได้"
"โอกาสเช่นนี้ หากพวกเจ้าเป็นศัตรูของฮ่องเต้ พวกเจ้าจะยอมปล่อยผ่านไปหรือ?"
ตู้หลิงเฟยและอวี่มู่มองหน้ากัน สีหน้าพลันเคร่งเครียดหนักอึ้ง ไม่ผิด หากเป็นพวกนางก็ย่อมต้องลงมือเช่นนี้อย่างแน่นอน เพียงแต่เจ้าหมอนี่ทำไมถึงยังสงบนิ่งเยือกเย็นอยู่ได้? ยามนี้เขากำลังถูกจับไปย่างบนกองไฟเชียวนะ หากก้าวพลาดเพียงก้าวเดียวก็มีแต่ต้องแหลกเหลวเป็นผุยผง
"เลิกวิเคราะห์ได้แล้ว เจ้าบอกมาเลยดีกว่าว่าก้าวต่อไปจะทำเช่นไร!" อวี่มู่เอ่ยเสียงเย็น
"เป็นเรื่องดี" ถังอี้กลับแย้มยิ้มตอบ
"เรื่องดีหรือ?!" เสียงของอวี่มู่ตวัดสูงขึ้นทันควัน
ไฟลามมาถึงคิ้วอยู่รอมร่อแล้ว เจ้ายังจะมาบอกว่าเป็นเรื่องดีอีกหรือ? หากไม่ได้ตู้หลิงเฟยคอยห้ามปรามไว้ นางนึกอยากจะชักกระบี่ออกมาเสียเดี๋ยวนั้น ไอ้บัดซบนี่ เหตุใดถึงได้ยั่วโมโหคนเก่งนักนะ?
ถังอี้ใช้น้ำชากลั้วคอ ก่อนจะกลืนลงไปรวดเดียว แล้วเรอออกมาเสียงดังยาวเหยียด เอ่ยว่า
"วิธีที่ดีที่สุดในการลดกระแสความร้อนแรงของเรื่องเรื่องหนึ่ง ก็คือการสร้างกระแสใหม่ที่สะเทือนเลื่อนลั่นยิ่งกว่าขึ้นมากลบ"
"และเรื่องทั้งสองอย่างนี้ ก็มีคนช่วยพวกเราจัดการให้เสร็จสรรพแล้ว เช่นนี้ยังไม่นับว่าเป็นเรื่องดีอีกหรือ?"
ตู้หลิงเฟยและอวี่มู่ฟังแล้วได้แต่งุนงงสับสน เจ้าหมอนี่เหมือนจะพูดออกมาหมดแล้ว แต่ก็เหมือนยังไม่ได้พูดอันใดเลยสักนิด สิ่งนี้ทำให้อวี่มู่หงุดหงิดใจเป็นอย่างยิ่ง นางจ้องมองถังอี้ด้วยสายตาเย็นชา เอ่ยว่า
"พูดภาษาคน"
ถังอี้หันไปมองอวี่มู่ เอ่ยว่า
"เจ้าเป็นถึงหัวหน้ากรมจารชนลับ ก็น่าจะรู้เรื่องแผนการใช้ผู้ลี้ภัยป่วนเมืองหลวงขององค์หญิงใหญ่แล้วใช่หรือไม่?"
อวี่มู่พยักหน้ารับ ทว่าเรื่องนี้มันไปเกี่ยวอันใดกับคดีของเหลียงหรงเล่า?
"ตามที่ข้าคาดการณ์ไว้ เพื่อเป็นการสร้างกระแสให้แก่แผนการนี้ ภายในวันนี้หรือพรุ่งนี้ เสบียงในตลาดเมืองหลวงจะต้องถูกกว้านซื้อไปจนหมดเกลี้ยง เพื่อสร้างความตื่นตระหนกให้แก่ราษฎรในเมืองหลวง"
ถังอี้เดินออกไปไม่ไกลนัก แยกขาทั้งสองข้างออกเริ่มฝึกยืนหยัดพื้น วรยุทธ์คือต้นทุนในการยืนหยัดบนโลกใบนี้ เขาไม่กล้าหละหลวมเลยแม้แต่น้อย หากจะพูดให้ระคายหูสักหน่อย สตรีที่มีความเกี่ยวพันกับเขาในตอนนี้ ผู้ที่เขาพอจะเอาชนะได้ก็มีเพียงขงซือหลานเท่านั้น นอกเหนือจากนั้น แม้แต่เซียวหลานองค์หญิงขี้โรคผู้นั้น ก็ยังสามารถทุบตีเขาจนน่วมได้ ส่วนสตรีทั้งสามแห่งหออินทนิลนั่น หากมีผู้ใดหน้าไหนอยากจะหลับนอนกับเขา ขอเพียงใช้กำลังบังคับ เขาก็ไม่มีแม้แต่เรี่ยวแรงจะขัดขืน ทำได้เพียงหลับตายอมรับชะตากรรมเท่านั้น
เมื่อยืนหยัดพื้นจนมั่นคงแล้ว เขาก็หันไปมองสองสาวงามเบื้องหน้า เอ่ยว่า
"แต่ยามนี้คดีซื่อจื่อแห่งจวนเหลียงกั๋วกงแพร่สะพัดไปทั่วเมืองหลวง ปลุกปั่นความโกรธแค้นของคนทั้งเมืองหลวงขึ้นมาได้ เช่นนั้นความตื่นตระหนกเรื่องการขาดแคลนเสบียงในเมืองหลวงก็จะลดทอนลงไปอย่างมหาศาล"
"หรือจะพูดอีกอย่างก็คือ สถานการณ์ที่เดิมทีสมควรจะหลุดจากการควบคุม บัดนี้พวกเราสามารถควบคุมมันไว้ได้แล้ว"
พอได้ยินเช่นนี้ ตู้หลิงเฟยและอวี่มู่ก็พลันกระจ่างแจ้ง ทั้งสองมองหน้ากัน ก่อนจะครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วลอบพยักหน้าในใจ เป็นเช่นนั้นจริงๆ ด้วย
"แล้วอย่างไรต่อ? ก้าวต่อไปพวกเราจะทำเช่นไร?" อวี่มู่เอ่ยถามเสียงเย็น นางไม่สบอารมณ์กับท่าทีสบายๆ ไม่ยี่หระของถังอี้เลยสักนิด
ถังอี้ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เอ่ยว่า
"ประการแรก คุมขังเหลียงหรงไว้อย่างแน่นหนา ห้ามผู้ใดเข้าใกล้หรือสัมผัสตัวมันเด็ดขาด"
"ประการที่สอง ยามนี้เมืองหลวงกำลังคึกคัก พวกเราจะพลาดได้อย่างไร ติดต่อไปหาหนิงชวน ให้พวกเราปล่อยข่าวออกไปบ้าง บอกว่าเสบียงนับล้านหาบกำลังถูกคุ้มกันเดินทางกลับมายังเมืองหลวง"
"ประการที่สาม กราบทูลฝ่าบาทให้ทรงเล่นงิ้วโรงใหญ่สักฉาก คืนนี้ให้พระองค์ส่งกองทหารที่ไว้ใจได้สักกองหนึ่ง ออกไปขุดดินโคลนนอกเมืองสักห้าร้อยเล่มเกวียน แล้วลากกลับเข้ามาในเมืองหลวงอย่างเอิกเกริกในยามวิกาล"
"อื้ม จัดฉากให้ยิ่งใหญ่เข้าไว้ สรุปก็คือต้องทำให้ราษฎรในเมืองหลวงเชื่อว่า พวกเรามีเสบียงอยู่จริงๆ"
หัวคิ้วของอวี่มู่ขมวดเข้าหากัน เอ่ยว่า
"ราษฎรไม่ได้หลอกง่ายดายถึงเพียงนั้นหรอก ยามนี้พวกเขาไม่หลงเชื่อคำพูดของทางการอีกต่อไปแล้ว"
ถังอี้แย้มยิ้ม เอ่ยว่า
"ดังนั้น ข้าจึงตั้งใจว่าพรุ่งนี้จะเปิดศาลไต่สวนเหลียงหรงต่อหน้าธารกำนัล ใช้หัวของมัน เพื่อปลอบประโลมจิตใจราษฎรในเมืองหลวง"
เมื่อได้ยินดังนั้น ตู้หลิงเฟยและอวี่มู่ก็เงยหน้าขึ้นขวับพร้อมกัน นัยน์ตางดงามจ้องมองถังอี้เขม็ง
เจ้ารู้ตัวหรือไม่ว่ากำลังพูดสิ่งใดออกมา? เจ้ากำลังจะสังหารพระประยูรญาติ สังหารหลานชายแท้ๆ ของฮองเฮา สังหารทั้งน้องเมียและลูกผู้พี่ผู้น้องขององค์รัชทายาท เจ้ากำลังเตรียมตัวจะตบหน้าฮองเฮาฉาดใหญ่ต่อหน้าผู้คน
แต่เจ้ากลับพูดจาสบายๆ ราวกับสายลมพัดผ่าน ราวกับว่าสิ่งที่กำลังจะทำเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยไร้ค่าก็ไม่ปาน
"หลิงเฟย เขาพูดจาเช่นนี้มาตลอดเลยหรือ?" อวี่มู่ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันเล็กน้อย ถูกถังอี้ยั่วโมโหเข้าให้แล้ว
ขนาดฮ่องเต้ยังทรงรู้สึกว่ารับมือได้ยากลำบาก ทรงครุ่นคิดจนหัวแทบแตกก็ยังหาหนทางรับมือไม่ได้ ถึงขั้นต้องเตรียมใจรับสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดไว้แล้ว
แต่เขากลับแสดงท่าทีผ่อนคลายถึงเพียงนี้! ทำไม เจ้าเก่งกาจกว่าฮ่องเต้อีกหรืออย่างไร?
ตู้หลิงเฟยแย้มยิ้ม เอ่ยว่า
"เขาก็เป็นเช่นนี้แหละ เจ้าอย่าได้ใส่ใจเลย ในใต้หล้านี้สิ่งที่จะทำให้เขาร้อนรนหน้าดำหน้าแดงได้... โน่นไง อยู่นั่น"
อวี่มู่มองตามสายตาของตู้หลิงเฟยไป ก็เห็นเด็กหญิงตัวน้อยสวมชุดนอนรูปลูกหมู กำลังหาวหวอดขยี้ตาเดินออกจากห้อง
"พี่หลิงเฟย ข้าหิวจังเลย อาหารเช้าล่ะเจ้าคะ"
เมื่อได้ยินเสียงของถังอิน รอยยิ้มที่มุมปากของตู้หลิงเฟยก็กว้างขึ้นกว่าเดิม
"เตรียมโจ๊กเนื้อไว้ให้เจ้าเรียบร้อยแล้ว ไปแปรงฟันด้วยตัวเองแล้วมาหาข้า ข้าจะถักเปียให้เจ้า จากนั้นค่อยกินอาหารเช้า"
พอได้ยินเรื่องของกิน เด็กหญิงตัวน้อยก็ตาสว่างในพริบตา เบิกตากลมโตเอ่ยถาม
"พี่สาว กินไปถักเปียไปได้หรือไม่เจ้าคะ?"
ตู้หลิงเฟยพยักหน้ายิ้มๆ เอ่ยว่า "ได้สิ"
อวี่มู่มองตู้หลิงเฟยที่วิ่งเข้าไปในโรงครัว ก็ต้องเบิกตากว้างอ้าปากค้าง รู้สึกราวกับว่าท้องฟ้าของตนเองกำลังถล่มทลายลงมา
สวรรค์ นี่ใช่ตู้หลิงเฟยที่นางรู้จักจริงๆ หรือ? นี่ใช่สหายรักที่กล้าหนีการแต่งงานและมองบุรุษทั้งใต้หล้าเป็นเพียงมูลสัตว์ผู้นั้นจริงๆ หรือ? เหตุใดบัดนี้ถึงได้กลายเป็นดั่งแม่ศรีเรือนตัวน้อยๆ ไปเสียแล้ว
อวี่มู่โกรธจนขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน หันขวับมาจ้องหน้าถังอี้เขม็ง
"ถังอี้ เจ้าชดใช้ให้ข้าเดี๋ยวนี้!"
ถังอี้ขาสั่นพั่บๆ เกือบจะล้มหัวคะมำ เขาจ้องมองอวี่มู่ด้วยความระแวดระวัง
"เจ้า... เจ้าอย่าทำอะไรบ้าๆ นะ ข้าไม่ใช่คนอย่างที่เจ้าคิด ข้าเป็นสุจริตชนนะ"
อวี่มู่ชะงักงัน เพิ่งจะตระหนักได้ว่าคำพูดของตนเองกำกวมชวนให้คิดลึก จนถูกถังอี้เข้าใจผิดไปเสียแล้ว นางแทบอยากจะชักกระบี่ออกมาเสียเดี๋ยวนั้น
"ถังอี้ ไปตายซะ!"
...
ภายในห้อง เสียงคำรามลั่นของอวี่มู่ ประสบความสำเร็จในการปลุกอิ่งอู๋จงให้สะดุ้งตื่น
เขาใช้มือตบลงบนเตียงเบาๆ ทั้งร่างก็กระโดดลอยตัวขึ้นกลางอากาศ ก่อนจะร่วงหล่นลงมายืนหยัดบนพื้นอย่างมั่นคง
จากนั้น เขาก็ยืดเส้นยืดสายเล็กน้อย แล้วหันไปมองเด็กสาวที่หิ้วค้อนเหล็กยักษ์ด้วยความตกตะลึง
"ลวี่หลัว ที่นี่คือที่ใดกัน?"
"ไอ้หยา สบายตัวจัง ไม่ได้รู้สึกสบายเนื้อสบายตัวเช่นนี้มานานแค่ไหนแล้วนะ เหตุใดเพียงแค่นอนหลับไปตื่นหนึ่ง ข้าถึงได้ค้นพบความรู้สึกในวัยเยาว์อีกครั้งแล้วเล่า?"
[จบแล้ว]