เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 19 อีกด้านหนึ่ง

บทที่ 19 อีกด้านหนึ่ง

บทที่ 19 อีกด้านหนึ่ง


ทันทีที่จวงเสวี่ยชิงกลับถึงบ้าน เธอก็โผเข้าสู่อ้อมกอดของครอบครัวและปล่อยโฮออกมา

"แม่คะ! หนูเกือบจะไม่ได้เจอแม่อีกแล้ว"

"แม่ก็แทบขาดใจเหมือนกัน โชคดีที่ลูกรักของแม่กลับมาอย่างปลอดภัย"

"แล้วพ่อ พี่ชาย กับพี่สาวล่ะคะ?"

"..."

ผู้เป็นแม่นิ่งเงียบ

ใจของจวงเสวี่ยชิงหล่นวูบ เธอผละออกจากอ้อมกอดของแม่ "พวกเข้า..."

"เสี่ยวเป่า! พี่อยู่นี่แล้ว"

เสียงของพี่สาวดังมาจากชั้นบน ตามมาด้วยพี่ชายและพ่อ

จวงเสวี่ยชิงเงยหน้ามองพวกเขา น้ำตาเอ่อคลอเบ้า

"ทำไมไม่ลงมาหาหนูเลยล่ะคะ? แอบไปทำอะไรมาถึงไม่อยากให้หนูเห็นหรือเปล่า?"

แม่จวงเอื้อมมือไปลูบหัวเธอเบาๆ

"ทีแรกแม่ก็ไม่อยากให้ลูกรู้หรอกนะ แต่พอลองคิดดูให้ดีแล้ว แม่ว่าบอกลูกไว้จะดีกว่า"

"พวกเราเป็นห่วงลูกมากตอนที่ลูกกำลังฝ่าด่านทดสอบ กลัวว่าลูกจะเป็นอะไรไป ถึงบ้านเราจะมีบอดี้การ์ดกับคนรับใช้ที่ยอมขายชีวิตให้ แต่เรื่องนี้มันเกี่ยวกับความปลอดภัยของลูก เราเลยไม่กล้าฝากฝังไว้กับใคร"

"พวกเราเป็นคนส่งไอเทมทั้งหมดไปให้ลูกด้วยตัวเอง"

เคยมีเหตุการณ์คล้ายๆ กันเกิดขึ้นมาก่อน มีคนทุ่มเงินมหาศาลจ้างคนมาลงทุนในรายการของลูกตัวเอง ทว่าหนึ่งในคนที่ตกลงจะลงทุนกลับมาเปลี่ยนใจเอาในนาทีสุดท้ายตอนที่ต้องแลกรับของรางวัล ในขณะที่เด็กคนนั้นกำลังตกอยู่ในอันตรายและเสียชีวิตในโลกเรื่องเล่าพิศวงเนื่องจากไม่ได้รับความช่วยเหลืออย่างทันท่วงที

เรื่องแบบนี้ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะในปัจจุบันแต้มผลงานของทุกคนไม่ได้มีมากมายนัก พวกเขาจึงทำได้เพียงเลือกแลกจากร่างกายของตัวเอง มูลค่าของแต่ละคนนั้นแตกต่างกัน อวัยวะที่แข็งแรงย่อมมีค่ามากกว่าอวัยวะที่อ่อนแอหรือเป็นโรค แต่คนที่มีอวัยวะแข็งแรงก็คงไม่อยากกลายเป็นคนพิการ

การลงทุนต้องเป็นไปโดยสมัครใจ หากมีใครมาเปลี่ยนใจเอานาทีสุดท้าย ก็ไม่มีใครทำอะไรได้

บางคนถึงขนาดยอมจ่ายเงินเพื่อพากลุ่มคนมาไว้ในอาณาเขตของตนแล้วกักบริเวณไว้ หรือไม่ก็ใช้ครอบครัวของพวกเขามาข่มขู่ เพื่อป้องกันไม่ให้คนที่ตกลงจะลงทุนกลับคำพูด ทว่าสุดท้ายก็ยังมีคนก่อเรื่องในนาทีสุดท้ายได้อยู่ดี มีคนหนึ่งที่ควรจะมอบไอเทมป้องกันตัวให้ แต่กลับส่งไม้ขีดไฟไปให้แทน โดยอ้างว่านี่คือผลกรรม

มีตัวอย่างแบบนี้ให้เห็นมากมายก่ายกอง

ดังนั้น ทางครอบครัวจึงไม่กล้าฝากฝังงานนี้ไว้กับใครคนอื่น นี่คือลูกที่พวกเขาทะนุถนอมเลี้ยงดูมาด้วยความรักอย่างสุดหัวใจ พวกเขายอมเดิมพันทุกสิ่งทุกอย่างด้วยความหวังที่ว่าเธอจะมีชีวิตรอด ตราบใดที่เธอรอดชีวิตกลับมา การลงทุนทั้งหมดของพวกเขาก็จะได้รับคืนโดยไม่ต้องสูญเสียอะไร แต่หากเธอต้องตายและไม่สามารถเคลียร์ด่านได้ พวกเขาก็ไม่กล้าแม้แต่จะคิด เพราะถ้าคิดมากไป พวกเขาก็จะลังเลและตัดสินใจไม่ได้ ซึ่งนั่นจะทำให้พวกเขาต้องเสียใจไปตลอดชีวิต

พวกเขาไม่สามารถทนยืนดูหน้าลูกๆ โดยเฉพาะตอนที่ได้เห็นความกลัวและความหวาดผวาบนใบหน้ายามที่ต้องตกอยู่ในอันตรายได้

เมื่อได้ยินคำพูดของแม่จวง จวงเสวี่ยชิงก็นึกถึงไอเทมที่เธอใช้ ใบหน้าของเธอพลันซีดเผือด

"ไอเทมใช้งานพวกนั้นมันแพงมากเลยนะ ยิ่งไอเทมพรางตัวด้วยแล้ว แต้มผลงานของทุกคนรวมกันยังไม่พอด้วยซ้ำ! แล้วส่งไปให้หนูได้ยังไงคะ?"

"แต้มผลงานมันไม่พอจริงๆ นั่นแหละ"

แม่จวงมองจวงเสวี่ยชิงด้วยความรู้สึกลำบากใจเล็กน้อย แต่ก็แข็งใจบอกความจริงกับเธอ

"ร่มคันนั้นแพงมาก พ่อของลูกต้องแลกมันมาด้วยขาข้างหนึ่ง ประตูนั่นก็แพงมาก พี่ชายของลูกต้องแลกมันมาด้วยขาข้างหนึ่ง ส่วนไอเทมพรางตัวนั่นแพงที่สุด พี่สาวของลูกต้องใช้มือที่เอาไว้วาดรูปกับดวงตาของเธอ รวมถึงแต้มผลงานทั้งหมดของเธอแลกมันมา ถ้ามันยังไม่พอ แม่อีกคนก็พร้อมจะทำทุกอย่างเพื่อลูกนะ"

"..."

จวงเสวี่ยชิงจ้องมองอย่างเหม่อลอย ความเจ็บปวดตื้อๆ แล่นปลาบไปทั่วหน้าอก ความรู้สึกอึดอัดแทบขาดใจถาโถมเข้าใส่ ดวงตาของเธอแดงก่ำขึ้นมาในทันที น้ำตาเอ่อท้นและไหลริน แม้แต่ลมหายใจก็ยังหนักหน่วง

แม่จวงลูบหัวจวงเสวี่ยชิง "ลูกรัก ที่แม่พูดนี่ไม่ได้อยากให้ลูกเสียใจนะ แต่เพื่อให้ลูกรู้ว่าพวกเราจะคอยอยู่เคียงข้างและร่วมทุกข์ร่วมสุขไปกับลูกเสมอ เพราะงั้นลูกต้องพยายามเอาชีวิตรอดให้ได้ โลกภายนอกไม่ได้เหมือนที่บ้าน ไม่มีใครมาคอยตามใจลูกหรอกนะ ลูกต้องโตเป็นผู้ใหญ่ได้แล้ว"

สามคนที่อยู่ชั้นบนก็น้ำตาคลอเบ้าในทันทีเช่นกัน

...

เมื่อฟางเกาเจี๋ยกลับมา เขาไปนั่งอยู่ที่ค่ายมวย ห้อมล้อมไปด้วยกลุ่มเพื่อนเก่าที่พากันไถ่ถามสารทุกข์สุกดิบ

เขารู้สึกราวกับเพิ่งผ่านพ้นโลกอีกใบมา

หลังจากทักทายกับเพื่อนๆ เสร็จ เขาฝืนยิ้มแล้วกล่าวคำอำลา

...

เซี่ยงหม่านั่งอยู่ในอาคารสำนักงาน กองเอกสารตั้งโตที่เคยอยู่บนโต๊ะของเขาหายไปแล้ว ถูกแทนที่ด้วยกระดาษโพสต์อิทมากมาย ซึ่งล้วนเป็นคำอวยพรจากเพื่อนร่วมงานที่ส่งมาให้เขา

เขาไล่อ่านมันทีละแผ่น จากนั้นก็ลุกขึ้นและเดินออกจากโต๊ะทำงาน ทิ้งสถานที่ที่เขาทุ่มเททำงานอย่างหนักมาหลายปีไว้เบื้องหลัง

เขาลืมเรื่องการทำงานล่วงเวลาที่ไม่มีวันสิ้นสุด คืนที่ไม่ได้หลับไม่ได้นอน การต้องคอยรับหน้าเป็นแพะรับบาปในทุกๆ เรื่อง การต้องฝืนยิ้มครั้งแล้วครั้งเล่า และการดื่มเหล้าเพื่อเอาใจลูกค้าไปจนหมดสิ้น

...

สือเชานั่งอยู่ในห้องทำงาน โต๊ะของเขาเต็มไปด้วยการ์ดอวยพรที่เขียนข้อความแสดงความปรารถนาดี รวมถึงดาวกระดาษและนกกระเรียนพับอีกมากมาย

เขาเก็บของพวกนี้ลงกระเป๋าแล้วเดินออกจากห้องพักครู ก่อนจะเห็นครูใหญ่และครูคนอื่นๆ มารอส่งเขาอยู่ที่โถงทางเดิน

ทว่า พวกเขาทั้งหมดถูกเจ้าหน้าที่ติดอาวุธกันให้อยู่ในระยะห่างระดับหนึ่ง

เขาพยักหน้าเป็นเชิงทักทาย และในขณะที่กำลังจะเดินลงบันได เขาก็ได้ยินเสียงนักเรียนตะโกนขึ้น

"ครูครับ! ครูต้องรอดกลับมาให้ได้นะ!"

"สู้ๆ นะคะครู! พวกเรารอครูกลับมาอยู่นะ!"

สือเชาหันกลับไปมองและเห็นเด็กนักเรียนในชั้นเรียนของเขายืนอยู่นอกห้องเรียน ทุกคนกำลังจ้องมองเขาด้วยแววตาเปี่ยมความหวัง

เขายกมือขึ้นโบก "กลับเข้าเรียนไปเถอะ"

พูดจบ เขาก็ยิ้มให้เด็กๆ ก้มหน้าลง หันหลังกลับ และสาวเท้าเดินลงบันไดไป

...

เซี่ยซินเหม่ยตื่นขึ้นมาในอ่างอาบน้ำ น้ำในอ่างเป็นสีแดงฉานเหมือนเลือด และมีรอยเลือดหยดเป็นทางยาวอยู่บนพื้น เธอปรายตามองบาดแผลบนข้อมือที่ตอนนี้หายเป็นปลิดทิ้งแล้ว

เธอลุกขึ้น พันร่างด้วยเสื้อคลุมอาบน้ำ เดินเข้าไปเปลี่ยนเสื้อผ้าในห้องนอน และเมื่อเปิดประตูออกมา ก็พบกับกลุ่มทหารที่ได้รับการฝึกฝนมาเป็นอย่างดียืนอยู่ในห้องนั่งเล่น พวกเขาสวมเสื้อโค้ทตัวยาวสีดำขลิบทอง

เธอยิ้มและพยักหน้า "ไปกันเถอะ"

เมื่อเดินตามคนเหล่านั้นลงไปชั้นล่าง ไม่นานก็เห็นปี่อี้กำลังยืนคุยกับใครบางคนอยู่

ปี่อี้พยายามซักไซ้ไล่เลียงประวัติของเฉินหยวนไม่หยุดหย่อน ไม่อย่างนั้นเขาก็คงไม่ยอมไปกับอีกฝ่าย

เฉินหยวนรู้ดีว่าหมอนี่มีปัญหาทางจิต แต่เขาก็เออออตามน้ำไปจนหมด ถามอะไรมาก็ตอบไปตามนั้น

ปี่อี้รู้สึกถูกใจทัศนคติเชิงบวกของเขาอยู่ไม่น้อย

ตอนนั้นเอง เซี่ยซินเหม่ยก็เดินผ่านเขาไปพลางพูดขึ้นว่า "ไปเถอะ ที่นั่นสวัสดิการครบครัน มีทั้งที่พักและอาหารให้ ประกันสังคมห้าอย่างบวกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ แถมเงินเดือนก็สูงด้วยนะ"

ดวงตาของปี่อี้เป็นประกายวาบ "จริงเหรอ? พาผมไปด้วยสิ"

เฉินหยวน: "..."

ที่ฉันพูดมาตั้งนาน สู้เรื่องเงินไม่ได้เลยงั้นสิ?

หลังจากที่ทั้งสองคนเดินจากไป เฉินหยวนก็หันกลับมามองคุณลุงที่ยังคงนั่งยองๆ อยู่ตรงนั้น "ทำไมคุณลุงยังไม่ไปอีกครับ? อพยพไปกับกองทหารเถอะ ถึงตรงนี้จะปลอดภัยชั่วคราว แต่มันจะถูกจัดเขตใหม่และไม่อนุญาตให้ใครอาศัยอยู่ที่นี่ชั่วคราวนะครับ"

ชายวัยกลางคนเงยหน้าขึ้นด้วยความประหลาดใจ "อพยพโดยไม่ต้องจ่ายเงินได้ด้วยเหรอ?"

เฉินหยวนขมวดคิ้วเล็กน้อย "ใครบอกคุณลุงครับว่าการอพยพต้องเสียเงินด้วย?"

"ก็เป็นแบบนั้นไม่ใช่เหรอ? คนที่รับผิดชอบเรื่องการอพยพรออยู่รอบนอกเมือง พวกเขาดูแค่รายชื่อเท่านั้นแหละ ถ้าอยากมีชื่ออยู่ในรายชื่ออพยพ ก็ต้องจ่ายใต้โต๊ะให้คนลงทะเบียน ไม่อย่างนั้น ต่อให้กรอกเอกสารไป ชื่อก็ไม่ไปโผล่ในรายชื่ออยู่ดี แล้วก็อพยพไปกับพวกเขาหรือออกจากเมืองไม่ได้ด้วย"

นั่นคือสิ่งที่คุณลุงบอก

แววตาของเฉินหยวนหม่นลงทันทีหลังจากที่ได้ยิน

"ไปค้นหาดูให้ทั่วเมืองว่ายังมีคนตกค้างไม่ได้อพยพอยู่อีกเท่าไหร่ แล้วก็แอบสืบด้วยว่าสิ่งที่เขาพูดมาเป็นความจริงหรือเปล่า"

"ครับ"

รองหัวหน้าหน่วยของเฉินหยวนรีบนำทีมออกค้นหาในพื้นที่ทันที

เฉินหยวนกวาดสายตามองไปรอบๆ และสังเกตเห็นเงาคนหลายคน ความโกรธเกรี้ยวที่ไร้ชื่อเรียกพลันปะทุขึ้นในใจ เรื่องใหญ่ขนาดนี้กลับถูกปิดบังเอาไว้ได้อย่างมิดชิด คงมีพวกเหลือบไรหลายคนที่ฉวยโอกาสกอบโกยผลประโยชน์จากวิกฤตของชาติเป็นแน่

...

ฐานฝึกซ้อมผู้เข้าแข่งขัน

ผู้เข้าแข่งขันทุกคนถูกพาตัวมาที่นี่เพื่อเริ่มต้นกระบวนการยกระดับขั้นพื้นฐานที่สุด

แต่ละคนได้รับรางวัล แต้มความสำเร็จสามารถนำไปใช้ซื้ออาวุธและอุปกรณ์ต่างๆ หรือจะนำไปซื้อยาลูกกลอนที่ช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับร่างกายก็ได้

ทว่าเมื่อเข้ามาด้านใน ยาลูกกลอนที่ช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับร่างกายนั้นจะถูกจัดเตรียมไว้ให้โดยทางฐานฝึกซ้อม ซึ่งก็คือรัฐบาล พวกเขานำของสงครามกลับมาให้ประเทศ และประเทศก็จะมอบสิ่งตอบแทนให้พวกเขาเช่นกัน

ปี่อี้เองก็ได้รับยาลูกกลอนมาหนึ่งเม็ด เมื่อเห็นว่าคนอื่นๆ พากันกินเข้าไป เขาก็ดมดูแล้วกลืนมันลงไปบ้าง

ไม่นาน ร่างกายที่ผอมแห้งอ่อนแอก็เริ่มมีเสียงกระดูกลั่นดังกรอบแกรบขึ้นมาอีกครั้ง

หัวของเขาก็ปวดตุบๆ เช่นกัน

เขากุมหัวเอาไว้และเฝ้าสังเกตความเปลี่ยนแปลงในร่างกายของตัวเองอย่างเงียบๆ

มีคนจำนวนมากกำลังเฝ้าสังเกตการณ์เขาจากในเงามืด

เฮ่อหงหยวนพึมพำกับตัวเอง "ฉันเคยตรวจจับกระดูกและเส้นลมปราณของเขาแล้ว ร่างกายของเขาไม่เคยได้รับการเสริมความแข็งแกร่งมาก่อน นี่เป็นครั้งแรกที่ได้รับการเสริมความแข็งแกร่ง เครื่องมือสแกนร่างกายของเขาแล้วก็ไม่มีเสียงเตือนความผิดปกติอะไร เขาเป็นมนุษย์ที่มีชีวิต ไม่ใช่ไซบอร์กเหมือนพวกที่สหรัฐอเมริกาทำการทดลองกับมนุษย์ แล้วเขาก็ไม่มีลักษณะของการกลายพันธุ์ด้วย เขาไม่ใช่สิ่งมีชีวิตวิวัฒนาการ"

"นี่มันแปลกประหลาดมาก คนธรรมดาจะแข็งแกร่งขนาดนี้ได้ยังไง?"

ฉีเต๋อหยวนยืนพิงกรอบประตูพลางเฝ้ามองอย่างเงียบๆ สายตาของเขามักจะเหลือบมองไปทางเซี่ยซินเหม่ยที่อยู่ไม่ไกลเป็นระยะ

"เซี่ยซินเหม่ยมีลักษณะของการกลายพันธุ์ด้วยหรือเปล่า? ความแข็งแกร่งของเธอก็ดูผิดปกติเอามากๆ เหมือนกันนะ"

"ไม่นะ เธอเป็นแค่คนธรรมดา"

"มีข่าวคราวของยอดผู้เข้าแข่งขันจากประเทศอื่นบ้างไหม?"

ผู้ช่วยกู้ก้าวไปข้างหน้าแล้วตอบเสียงเบา "ตอนนี้ยังครับ พวกเขาปิดข่าวกันมิดชิดมาก และคนของเราก็ยังติดต่อพวกเขาไม่ได้เลย"

ฉีเต๋อหยวนไม่ได้รู้สึกแปลกใจอะไร ในสถานการณ์ปัจจุบัน ใครก็ตามที่มีไหวพริบเฉียบแหลมพอย่อมต้องสังเกตเห็นถึงความผิดปกติของยอดผู้เล่นเหล่านี้ และข่าวจะต้องถูกปิดเป็นความลับอย่างแน่นอน

"ให้ฟางเหรินมาตรวจสุขภาพจิตของปี่อี้หน่อยแล้วกัน"

"ครับ"

ผู้ช่วยกู้หันหลังเดินจากไป

จบบทที่ บทที่ 19 อีกด้านหนึ่ง

คัดลอกลิงก์แล้ว