- หน้าแรก
- พระเจ้าช่วย สรุปว่านายมีแฟนเก่ากี่คนกัน
- บทที่ 18: เจ้าหอเทียนอิน เมิ่งหรูเยียน
บทที่ 18: เจ้าหอเทียนอิน เมิ่งหรูเยียน
บทที่ 18: เจ้าหอเทียนอิน เมิ่งหรูเยียน
"ไม่ต้องขออภัยหรอก พวกท่านเรียกข้าว่าสหายธรรมก็พอแล้ว ผู้นำตระกูลฉินเพียงแค่ร้อนใจไปชั่วขณะ เป็นเรื่องที่เข้าใจได้"
ฉินฉางเซิงโบกมือ เขาย่อมรู้ดีว่าเหตุใดบรรพชนตระกูลซูถึงห้ามปรามเขาเอาไว้
"ท่านบรรพชน ข้า..." ซูป้าเทียนยังคงงุนงง
"เพียะ!"
เสียงตบดังขึ้นอีกครั้ง
"หากเจ้าพูดจาให้ดีไม่ได้ ก็หุบปากไปซะ!"
บรรพชนตระกูลซูรู้จักรนิสัยของซูป้าเทียนดี และกลัวว่าเขาจะพูดจาไม่เข้าหูออกมาอีก จึงพูดแทรกขึ้นมาทันที
"ข้าเพิ่งพูดไปไม่ใช่หรือ? เป็นเรื่องเข้าใจผิด เข้าใจผิดทั้งนั้น! และด้วยสถานะของสหายธรรมฉิน อย่าว่าแต่ภรรยาสามอนุสี่เลย ต่อให้มีสามตำหนัก หกวังใน เจ็ดสิบสองสนมก็ยังไม่ถือว่ามากเกินไป..."
"ใช่ๆ ก่อนหน้านี้ล้วนเป็นเรื่องเข้าใจผิดทั้งสิ้น และมู่โหรวก็เฝ้าคิดถึงเขาอยู่เสมอ ทั้งวันทั้งคืน..."
"ทว่า นิสัยของมู่โหรวจำเป็นต้องเปลี่ยนเสียบ้าง ความอ่อนโยนและเพียบพร้อมดั่งเมื่อก่อนหายไปไหนหมด? หากในอนาคตนางแต่งงานกับเขาจริงๆ..."
ผู้อาวุโสสูงสุดของตระกูลซูหลายท่านที่อยู่ด้านข้างก็เอ่ยสนับสนุนเช่นกัน
เมื่อเห็นว่าบรรพชนตระกูลซูเริ่มพูดจาเลอะเทอะไปกันใหญ่ และรังแต่จะทำให้เรื่องบานปลาย ฉินฉางเซิงจึงรีบพูดขัดขึ้น:
"หยุด หยุด หยุดอยู่แค่นั้นเลย"
"นี่เป็นเรื่องระหว่างข้ากับมู่โหรว สหายธรรมทุกท่านโปรดอย่าได้ยื่นมือเข้ามาสอดเลย"
เมื่อได้ยินเช่นนี้ บรรพชนตระกูลซูและผู้อาวุโสสูงสุดหลายท่านก็รีบตอบรับทันที:
"ตกลง ตกลง พวกเราจะไม่เข้าไปยุ่ง พวกเราจะไม่สอดเด็ดขาด!"
"แน่นอน แน่นอน"
ท่าทางของพวกเขาดูราวกับว่าไม่ว่าอีกฝ่ายจะพูดอะไรก็ล้วนถูกต้องไปเสียหมด
??????
ไม่เพียงแต่ซูมู่โหรวและพี่ชายของนางจะงุนงงสับสน แม้แต่ฉินเจิ้นเองก็ยังมีเครื่องหมายคำถามเต็มหัวไปหมด
บรรพชนตระกูลซูและเหล่าผู้อาวุโสสูงสุด พวกเขาเป็นบ้าไปแล้วหรือ?
มีข่าวลือว่าพวกเขาหายตัวไปเป็นเวลานาน หรือว่าจะเป็นเพราะสติฟั่นเฟือนไปแล้ว?
พวกเขากำลังประจบประแจงท่านบรรพชน แต่ตัวพวกเขาเองก็เป็นถึงบรรพชน ซ้ำยังมีอาวุโสสูงกว่าบรรพชนตระกูลฉินเสียอีก
ไม่สิ พวกเขายังดูปกติดีอยู่เลยก่อนที่จะมาถึง อีกทั้งยังมีท่าทีที่หนักแน่นเด็ดขาด สาบานว่าจะต้องทวงคืนความยุติธรรมให้กับตระกูลซูให้จงได้
ทว่าหลังจากได้พบกับท่านบรรพชน ท่าทีของพวกเขาก็ดูเหมือนจะเปลี่ยนไป
หรือว่าจะเป็น...
เพราะท่านบรรพชนงั้นหรือ?
ท่านบรรพชนหายสาบสูญไปนานนับหมื่นปี เขามีความลับอะไรซ่อนอยู่กันแน่? เขาไปแอบสานสัมพันธ์กับยอดฝีมือหญิงผู้ยิ่งใหญ่คนไหนมาหรือเปล่า?
เมื่อคิดได้เช่นนี้ ฉินเจิ้นก็หูตาสว่างขึ้นมาทันที เขาจ้องมองใบหน้าอันหล่อเหลาของท่านบรรพชนเขม็ง พลางสังเกตอย่างพินิจพิเคราะห์
แน่นอน... เขาหน้าตาดีมาก
เหตุใดก่อนหน้านี้เขาถึงไม่ได้สังเกตเลยนะ? มันมีความเป็นไปได้จริงๆ ที่จะไปคว้าหัวใจของบุคคลผู้ยิ่งใหญ่มาครอบครอง
แต่หากบรรพชนตระกูลฉินกลายเป็นชายที่เกาะผู้หญิงกิน ตระกูลฉินจะได้หน้าหรือเสียหน้ากันล่ะ?
ขณะที่ฉินเจิ้นกำลังจมอยู่ในห้วงความคิด ฉินฉางเซิงก็มองไปทางซูมู่โหรวด้วยความรู้สึกทำอะไรไม่ถูก
เขารู้ว่านางกำลังรอให้เขาอธิบาย แต่เขากลับไม่รู้ว่าจะอธิบายอย่างไรดี
แม้ว่าเขาจะมีแฟนเก่ามากมายนับไม่ถ้วน แต่ส่วนใหญ่มักจะเป็นฝ่ายตามจีบเขาเสียมากกว่า หรือไม่ก็เป็นไปอย่างเป็นธรรมชาติด้วยความรู้สึกดีๆ ที่มีให้กัน
อาจกล่าวได้ว่าก่อนหน้านี้ เขาอาศัยเพียงหน้าตาและบทกวีที่คัดลอกมาเพื่อเอาตัวรอด ทักษะในการเกี้ยวพาราสีผู้หญิงจริงๆ ของเขานั้นแทบจะเป็นศูนย์
แม้จะรู้ดีว่าในเวลานี้ เขาเพียงแค่ต้องเอ่ยปากปลอบโยนซูมู่โหรวเพื่อให้รอดพ้นสถานการณ์ไปได้ แต่เขากลับนึกคำพูดปลอบใจที่เหมาะสมไม่ออกเลยแม้แต่น้อย
ท้ายที่สุดแล้ว ความจริงก็คือเขามาที่หอเทียนอินเพื่อฟังเพลง!
ช่างน่ารำคาญใจนัก! ข้าเป็นถึงมหาจักรพรรดิแล้วนะ หากไม่ใช่เพราะปรารถนาในของวิเศษระดับเซียน เหตุใดข้าต้องมาว้าวุ่นใจกับเรื่องรักๆ ใคร่ๆ อยู่ที่นี่ด้วย?
ฉินฉางเซิงบ่นอุบในใจ แม้ว่าเขาจะปรารถนารางวัลจากระบบ แต่เขาก็ไม่อาจลดตัวลงไปเป็นพวกประจบประแจงที่คอยตามเอาอกเอาใจผู้หญิงได้
ไร้ซึ่งสตรีในดวงใจ คมกระบี่ย่อมศักดิ์สิทธิ์โดยธรรมชาติ!
ในขณะที่เขายังไม่รู้ว่าจะแก้ตัวอย่างไร ซูมู่โหรวก็เอ่ยขึ้นมาก่อน:
"อะไรกัน ตอนนี้ท่านถึงกับคร้านที่จะอธิบายแม้แต่คำเดียวเลยงั้นหรือ?"
ท้ายที่สุดแล้วนางก็ไม่อาจใจแข็งได้ลง ยิ่งไปกว่านั้น ฉินหลางก็ไม่ได้ทำสิ่งใดที่ผิดต่อหลักการ นางเพียงต้องการให้เขาอธิบายและง้อเท่านางนั้น มันยากนักหรืออย่างไร?
แม้นางจะได้อยู่ร่วมกับฉินหลางเพียงไม่กี่ปี แต่นางก็เข้าใจนิสัยใจคอของเขาเป็นอย่างดี เขาไม่ใช่คนเสเพลและมักมากในกามอย่างแน่นอน
มิเช่นนั้น นางคงตกเป็นของเขาไปนานแล้ว จะยังคงรักษาความบริสุทธิ์เอาไว้ได้อย่างไร?
ซูมู่โหรวเพียงแค่จ้องมองฉินฉางเซิงอย่างเงียบๆ เพื่อรอคอยคำอธิบายจากเขา
ทว่าก่อนที่ฉินฉางเซิงจะได้ตอบกลับ เสียงอันไพเราะและเสนาะหูก็ดังแว่วมา
"น้องสาวที่รัก เหตุใดบุรุษถึงต้องอธิบายเรื่องที่เขาทำให้สตรีฟังด้วยเล่า? อีกอย่างก็แค่มาเที่ยวหอนางโลมเพื่อฟังดนตรี มีอะไรให้อธิบายกัน?"
"หากเจ้าควบคุมบุรุษเข้มงวดจนเกินไป เขาอาจจะเปลี่ยนใจได้นะรู้หรือไม่ ใช่มั้ยล่ะ ซีเหมิน?"
ตัวยังมาไม่ถึง แต่เสียงกลับนำมาก่อน ขณะที่ทุกคนหันขวับไปมอง สตรีผู้มีความงดงามวิจิตรตระการตา เซ็กซี่และเย้ายวนใจ ก็กำลังเยื้องย่างเข้ามาอย่างเชื่องช้า
นางจิ้งจอก?
คำคำนี้ผุดขึ้นมาในหัวของทุกคนพร้อมๆ กัน
ช่างเป็นสตรีที่ทำให้สรรพชีวิตหลงใหลและสะกดวิญญาณผู้คนเสียจริง!
ทรวดทรงของนางอรชรอ้อนแอ่นน่าหลงใหล ทุกย่างก้าวล้วนสมบูรณ์แบบ นางสวมชุดกระโปรงยาวรัดรูปที่ทำจากผ้าโปร่งบางเบาดุจเมฆาล่องลอย ชายกระโปรงกรอมพื้นแผ่วเบา ดูราวกับพกพากลิ่นอายหอมกรุ่นอันชวนฝันมาด้วย
เรือนร่างของนางเผยให้เห็นเลือนราง เอวคอดกิ่วขับเน้นส่วนโค้งเว้าอันสมบูรณ์แบบ คิ้วของนางโค้งดั่งจันทร์เสี้ยว และดวงตาของนางเปรียบดั่งสระน้ำในฤดูสารทที่สามารถสะกดวิญญาณผู้คน
ภาพตรงหน้าทำให้แม้แต่ฉินเจิ้นผู้คุ้นชินกับงานระดับชาติ ยังเผลอกลืนน้ำลายลงคอโดยไม่รู้ตัว
สาวงามไร้ที่เปรียบ!
ทั้งห้องราวกับหยุดนิ่ง ทุกสายตาจับจ้องไปที่นางขณะที่นางค่อยๆ เยื้องย่างเข้าไปยืนเคียงข้างซูมู่โหรว
น้องสาว?
ใครเป็นน้องสาวของเจ้ากัน!
ซูมู่โหรวเกิดความตื่นตัวขึ้นมาในทันที นางจ้องมองสตรีตรงหน้าด้วยสายตาที่ไม่เป็นมิตรนัก
สัญชาตญาณของสตรีบอกนางว่า สตรีผู้เย้ายวนและเซ็กซี่ตรงหน้านี้จะต้องมีอะไรซ่อนเร้นกับฉินฉางเซิงอย่างแน่นอน
ทว่าสตรีผู้เย้ายวนหาได้ใส่ใจต่อความเป็นปฎิปักษ์ของซูมู่โหรวไม่ นางกลับหันไปมองฉินฉางเซิงแล้วส่งยิ้มทรงเสน่ห์ให้
มุมปากของนางยกขึ้นเล็กน้อย ก่อเกิดเป็นส่วนโค้งที่ชวนให้หลงใหล และน้ำเสียงที่เปล่งออกมาจากริมฝีปากอวบอิ่มก็ยิ่งทำให้หัวใจเต้นระรัว
"ซีเหมิน ไม่ได้พบกันเสียนานเลยนะ!"
ซีเหมิน?
ทุกคนต่างสูดลมหายใจเฮือกใหญ่ด้วยความประหลาดใจ
"นามแฝง นามแฝงน่ะ ฮ่าฮ่า เป็นนามแฝงที่ข้าใช้ตอนท่องยุทธภพ ชื่อเต็มคือซีเหมินชุยเสวี่ย ท้ายที่สุดแล้วข้าก็ไร้ซึ่งตบะบารมี ความปลอดภัยย่อมมาเป็นอันดับแรก ฮ่าฮ่า"
ฉินฉางเซิงกล่าวด้วยความกระอักกระอ่วน
ฮ่าฮ่า!
แม้ว่าผู้คนในที่นั้นจะไม่กล้าพูดอะไรออกมา แต่ในใจกลับกำลังดูแคลนเขา ความปลอดภัยงั้นหรือ? ข้าว่าเขากลัวเจ้าหนี้รักมาตามทวงถึงหน้าประตูบ้านมากกว่ากระมัง!
ฟังจากน้ำเสียงแล้ว นี่คงเป็นหนี้รักอีกก้อนหนึ่งแน่แท้
สองโฉมงามสะคราญยืนเคียงคู่กัน ราวกับไข่มุกเม็ดงามสองเม็ดที่เปล่งประกายเจิดจรัส และทั้งสองคนก็เคยเป็นของเขามาก่อน
แต่ฉินฉางเซิงในยามนี้กลับไม่มีกะจิตกะใจจะมาชื่นชมความงามแต่อย่างใด ในหัวของเขามีเพียงความคิดเดียวที่ว่า "จบสิ้นกัน"
ช่างขมขื่นนัก! ข้าไม่คาดคิดเลยว่าจะมาเจอนางจิ้งจอกสาว เมิ่งหรูเยียน ที่นี่ การที่สตรีสองคนมาพบกัน มันก็คือสนามรบชูร่าชัดๆ!
ยิ่งไปกว่านั้น เดิมทีเขาไม่ได้มีความรู้สึกดีๆ ให้กับเมิ่งหรูเยียนเลย เป็นเพราะนางคอยตามตื๊อเขาอย่างไม่ลดละ อีกทั้งยังมีเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราว จากที่ตอนแรกเขารู้สึกรังเกียจ ภายหลังกลับกลายเป็นตกหลุมรักนางจริงๆ จนจมปลักอยู่ในอ้อมกอดอันอ่อนโยนของนางอย่างถอนตัวไม่ขึ้น อย่างไรก็ตาม เขายังคงยึดมั่นในเจตนารมณ์เดิมเสมอ โดยใช้สติสัมปชัญญะเฮือกสุดท้ายเพื่อรักษาความบริสุทธิ์ของตนเอาไว้
จนกระทั่งวันหนึ่ง จู่ๆ เขาก็ตระหนักได้ ในคืนเดือนมืดที่ลมพัดกรรโชกแรง เขาแอบสวมกางเกงแล้ววิ่งหนีออกมา ทิ้งนางจิ้งจอกสาวผู้เป็นหายนะของชายชาตรีไว้เบื้องหลังอย่างสมบูรณ์
"ซีเหมิน ตอนนั้นท่านใช้ธูปเสน่ห์ทำให้ข้าสลบไสลอยู่บนเตียง แล้วท่านก็หายตัวไปอย่างรวดเร็ว ข้าตามหาท่านมาตลอดห้าพันปี อะไรกัน ท่านทิ้งข้ามาเพื่อแม่นางน้อยคนนี้งั้นหรือ?"
เมิ่งหรูเยียนเอ่ยขึ้น พลางส่งสายตาหยาดเยิ้มจ้องมองฉินฉางเซิงไม่วางตา
บนเตียง? ธูปเสน่ห์?
มันน่าตื่นเต้นขนาดนั้นเชียว!
และท่านบรรพชน ท่านมันเลวร้ายยิ่งกว่าเดรัจฉานเสียอีก!
ท่านทำให้คนเขาสลบอยู่บนเตียง แล้วท่านก็จากไปดื้อๆ งั้นหรือ?
ช่างเสียของนัก! น่าละอายยิ่ง!
หูของฉินเจิ้นผึ่งขึ้นมาในทันที เรื่องซุบซิบของท่านบรรพชนนี่มันช่างเร่าร้อนเกินไปแล้ว!