- หน้าแรก
- ระบบอัปเวลไว 100 เท่า ผมจะเป็นเทพในโลกนักสู้
- บทที่ 19 - การตัดสินใจของมู่เชียนอวี่
บทที่ 19 - การตัดสินใจของมู่เชียนอวี่
บทที่ 19 - การตัดสินใจของมู่เชียนอวี่
บทที่ 19 - การตัดสินใจของมู่เชียนอวี่
"โฮก"
พยัคฆ์เหมันต์ชาร์จพลังจนเต็มสูบ พ่นหอกน้ำแข็งยาวเป็นเมตรออกจากปาก พุ่งทะยานแหวกอากาศหมายจะแทงหมาป่าเพลิงสีน้ำเงินให้ทะลุ
หมาป่าเพลิงสีน้ำเงินก็อ้าปากกว้าง พ่นพายุเพลิงลูกยักษ์สวนกลับไป
พลังทั้งสองสายปะทะกันกลางอากาศ เกิดแรงระเบิดมหาศาล ทำเอาบรรยากาศรอบๆ สั่นสะเทือนไปหมด
แต่ยังไงซะ พลังไฟก็ร้อนแรงและบริสุทธิ์กว่า แป๊บเดียวก็ละลายหอกน้ำแข็งจนหายวับ แล้วพุ่งทะลวงเข้าใส่พยัคฆ์เหมันต์อย่างจังโดยที่ความเร็วไม่ลดลงเลย
พยัคฆ์เหมันต์ดิ้นทุรนทุรายอยู่ในกองเพลิง ผ่านไปพักใหญ่ก็คืนร่างเป็นเฉินหู่ สภาพตอนนี้ดำปิ๊ดปี๋เกรียมไปทั้งตัว หมดสภาพสุดๆ
หมาป่าเพลิงสีน้ำเงินแยกเขี้ยวแสยะยิ้ม ก่อนจะตวัดสายตาเย็นชามองกราดไปทั่วโรงงาน
พวกลูกน้องเห็นท่าไม่ดีก็วงแตกกระเจิง วิ่งหนีตายกันอุตลุด ตอนนี้ใครจะไปสนศักดิ์ศรีแก๊งหมาป่าอัคคีบ้าบออะไรนั่นอีก เอาชีวิตรอดไว้ก่อนโว้ย
มู่เหยียนคืนร่างกลับเป็นมนุษย์ ตวัดสันมือวาดเป็นรูปครึ่งวงกลมกลางอากาศ พลังไฟร้อนระอุแฝงอยู่ในรังสีอำมหิตนั้นด้วย
พวกลูกน้องกำลังจะวิ่งพ้นประตู ก็เห็นประกายไฟร่วงหล่นลงมาเหมือนดาวตก ตกกระทบแทบเท้าพอดี
พรึ่บ
ประกายไฟเล็กๆ ทำงานเหมือนชนวนระเบิด พอแตะพื้นก็ลุกพรึ่บกลายเป็นเสาเพลิงยักษ์พุ่งทะยานขึ้นฟ้าทันที
เปลวไฟร้อนแรงลุกโชนดุจสัตว์ร้าย ปิดตายทางออกประตูไว้จนมิด
"ซวยแล้ว ออกไม่ได้" พวกลูกน้องร้องลั่นด้วยความสิ้นหวัง เสียงกรีดร้องฟังสยดสยองสุดๆ
พวกมันหันขวับกลับมามองมู่เหยียน
ก็เห็นมู่เหยียนยืนอยู่ตรงนั้น ตามมือตามเท้ามีเปลวไฟดวงเล็กๆ ลอยวนอยู่รอบๆ
ภายใต้แสงเพลิง แววตาของมู่เหยียนดูเยียบเย็นไร้ความปรานี เหมือนมัจจุราชที่เพิ่งผุดขึ้นมาจากขุมนรก
นี่มันกะจะขังพวกเราไว้ย่างสดใช่ไหม
ความกลัวขั้นสุดแล่นจากตาตุ่มขึ้นสมอง ทำเอาพวกนักเลงหัวหดจนแทบจะฉี่ราด
แต่มู่เหยียนไม่สนพวกมันหรอก เขาเดินไปเหยียบอกเฉินหู่ แสยะยิ้มเย็น "อยากอยู่หรืออยากตาย"
เฉินหู่ที่ร่อแร่เต็มทีร้องขอชีวิต "พี่ชายไว้ชีวิตด้วย"
มู่เหยียนแบมือ "ส่งวิญญาณนักสู้มา"
พอนึกถึงวิญญาณนักสู้ระดับขุนพลที่อุตส่าห์บุกน้ำลุยไฟแทบตายกว่าจะได้มา ต้องมาประเคนให้คนอื่นดื้อๆ เฉินหู่ก็อยากจะกัดลิ้นตายซะให้รู้แล้วรู้รอด
หลังจากดูดซับวิญญาณนักสู้พยัคฆ์เหมันต์เสร็จ ในแววตาของมู่เหยียนก็ไม่มีความดีใจเลยแม้แต่น้อย มีแต่ความแค้นที่พุ่งทะลุปรอท
เขากระทืบเท้าลงไปดั่งขวานยักษ์สับลงมา
"อ๊าก" แขนขาทั้งสี่ข้างของเฉินหู่โดนกระทืบจนแบนแต๊ดแต๋ บิดเบี้ยวผิดรูปไปหมด
เฉินหู่ร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวด "ให้วิญญาณนักสู้ไปแล้วไง ทำไมยังทำแบบนี้อีก"
มันรู้ตัวเลยว่าชีวิตนี้จบสิ้นแล้ว ต่อให้รักษาหาย ชาตินี้ก็ต้องนอนเป็นผักอยู่บนเตียง นี่มันทรมานยิ่งกว่าโดนฆ่าให้ตายเป็นร้อยเท่าพันเท่า
น้ำเสียงของมู่เหยียนไร้ซึ่งความปรานี "ทำร้ายครอบครัวฉัน ก็ต้องชดใช้แบบนี้แหละ"
ทุกคำพูดเชือดเฉือนบาดลึกเข้าไปในใจ
พวกลูกน้องเห็นสภาพอนาถของเฉินหู่ก็ยิ่งสติแตก กลัวจนฉี่ราดกางเกง
มู่เหยียนเดินเข้าหาพวกมัน ทีละก้าว ทีละก้าว ราวกับเสียงฝีเท้าของยมทูตที่กำลังคืบคลานเข้ามาใกล้
เปลวไฟตรงประตูยังคงลุกโชน สาดแสงสะท้อนเงาของมู่เหยียนทอดยาวไปบนกำแพง
เงานั้นง้างหมัดซัดออกไปรัวๆ เงานักเลงคนแล้วคนเล่าล้มพับลงไป พร้อมกับเสียงกรีดร้องโหยหวนระงมไปทั่ว
ภาพบนกำแพงดูเหมือนละครหุ่นเชิด แต่เป็นเวอร์ชั่นสยองขวัญสั่นประสาท
พวกนักเลงลูกกระจ๊อกก็มีจุดจบไม่ต่างจากเฉินหู่ ชาตินี้ต้องนอนติดเตียงไปตลอดกาล
มู่เหยียนเข็นวีลแชร์พามู่เชียนอวี่เดินออกไป
เปลวเพลิงที่ขวางประตูอยู่ ราวกับมีชีวิต มันแหวกทางออกให้ตรงกลาง กลายเป็นทางเดินที่ไม่มีแม้แต่สะเก็ดไฟกระเด็นมาโดน
พอเดินพ้นประตู มู่เหยียนก็หันกลับไปมองทะเลเพลิงที่กำลังบ้าคลั่ง ในใจรู้สึกเย็นชาขึ้นมาอีกครั้ง
เขาสะบัดมือขวา ปล่อยคลื่นเพลิงลูกยักษ์พุ่งเข้าไปสมทบกับกองไฟเดิม กลายเป็นทะเลเพลิงอันกว้างใหญ่ไพศาล
ไฟลุกลามอย่างรวดเร็ว ปะทุพลังทำลายล้างขั้นสุด จนอากาศรอบๆ บิดเบี้ยวไปหมด
"ฉันให้โอกาสพวกแกแล้ว ไม่ได้ลงมือฆ่าให้ตาย ส่วนพวกแกจะรอดไปได้ไหม ก็แล้วแต่บุญแต่กรรมละกัน" มู่เหยียนพึมพำกับตัวเองเบาๆ
ก็เขาไม่ได้ฆ่าใครจริงๆ นี่นา แค่ทำให้แขนขาหักหมด เอวยังขยับได้หนิ กระดึ๊บๆ ออกมาสิ
มู่เหยียนพามู่เชียนอวี่เดินจากไปแบบหล่อๆ
สีหน้าของมู่เชียนอวี่เปลี่ยนไปมาหลายอารมณ์ ผ่านไปตั้งนานก็ยังพูดไม่ออกสักคำ
เธอไม่เคยฝันเลยว่า น้องชายตัวแสบของเธอจะเก่งกาจได้ขนาดนี้
มู่เชียนอวี่เงยหน้าขึ้น สบตากับมู่เหยียน แววตาของเขาสงบนิ่งเยือกเย็น ถ้าจะให้หาคำมาอธิบาย ก็คงต้องบอกว่า เด็ดขาดและเหี้ยมเกรียม
เธอไม่เคยเห็นมู่เหยียนในโหมดนี้มาก่อนเลย
มู่เหยียนพูดขึ้นว่า "เดี๋ยวกลับถึงบ้าน ผมจะเล่าทุกอย่างให้ฟังเองครับ"
หลังจากที่เงาของทั้งสองคนลับตาไป เปลวไฟก็โหมกระหน่ำ กลืนกินโรงงานร้างจนไม่เหลือซาก
ท่ามกลางกองเพลิงลุกโชน ทุกร่องรอยถูกเผาทำลายจนสิ้นซาก
จะไม่มีใครล่วงรู้เลยว่าเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นในโรงงานแห่งนี้
...
พอกลับมาถึงร้านอาหาร
มู่เหยียนก็จัดการดูแลมู่เชียนอวี่จนเรียบร้อย แล้วก็กลับมาสวมบทเด็กดี นั่งจุ้มปุ๊กอยู่บนเก้าอี้ตามเดิม
"พี่มีอะไรอยากถาม ถามมาได้เลยครับ"
มู่เชียนอวี่เริ่มเปิดประเด็น "เสี่ยวเหยียน ทำไมจู่ๆ นายถึงเก่งขึ้นมาได้ขนาดนี้ล่ะ"
มู่เหยียนนิ่งคิดไปแป๊บนึง ก่อนจะเล่าเรื่องราวทั้งหมดที่ไปเจอมาในโลกนักสู้ให้พี่สาวฟัง แต่ขอปิดเรื่องที่ดาบไม้สามารถดูดซับเลือดเนื้อสัตว์อสูรไว้เป็นความลับ
มู่เชียนอวี่ยิ่งฟังก็ยิ่งอึ้ง นึกไม่ถึงเลยว่าแค่สัปดาห์กว่าๆ มู่เหยียนจะต้องไปเจอเรื่องราวเฉียดตายมาเยอะขนาดนี้
"แล้วไอ้การประลองเป็นตายนั่น มันไม่อันตรายแย่เหรอ" พอได้ยินเรื่องนี้ หัวใจของมู่เชียนอวี่ก็หล่นไปอยู่ที่ตาตุ่ม
มู่เหยียนยิ้มกว้าง "พอฝึกฝ่ามือเพลิงศักดิ์สิทธิ์บัวปีศาจสำเร็จ ผมก็พอจะงัดกับนักรบขั้นสูงได้แล้วล่ะครับ แถมตอนนี้ยังมีเสี่ยวลี่ สัตว์อสูรระดับแม่ทัพมาเป็นผู้ช่วยอีก ศึกนี้ผมมั่นใจว่าชนะชัวร์ร้อยเปอร์เซ็นต์ครับ"
มู่เชียนอวี่พยักหน้ารับรู้ "เจียงเป่ยกรุ๊ปน่ะมีอิทธิพลคับฟ้าคับแผ่นดิน ตอนที่พ่อแม่ยังมีชีวิตอยู่ ก็เคยมีเรื่องบาดหมางกับพวกมันด้วยนะ"
พอได้ยินแบบนี้ มู่เหยียนก็คิ้วขมวดเข้าหากันทันที "อย่าบอกนะว่าที่พ่อแม่ตาย เป็นฝีมือของพวกเจียงเป่ยกรุ๊ป"
มู่เชียนอวี่ถอนหายใจ "เมื่อก่อนนายยังเด็ก พี่ก็เลยไม่อยากเล่าให้ฟัง แต่ตอนนี้นายโตแล้ว คงถึงเวลาที่พี่ต้องบอกความจริงให้นายรู้สักที"
มู่เหยียนเบิกตากว้าง ตั้งใจฟังสิ่งที่พี่สาวกำลังจะเล่า
"เมื่อก่อนเจียงเป่ยกรุ๊ปน่ะ เป็นธุรกิจของตระกูลมู่เรานะ ส่วนตระกูลเป่ยในตอนนี้ เมื่อก่อนก็เป็นแค่ลูกน้องของพ่อเท่านั้นแหละ แต่พอพ่อกับแม่หายตัวไปในโลกนักสู้ เจียงเป่ยกรุ๊ปก็ค่อยๆ ตกไปอยู่ในกำมือของตระกูลเป่ย ส่วนพวกเราสองคนพี่น้องก็โดนเตะโด่งออกมาไงล่ะ"
มู่เหยียนอึ้งกิมกี่ เปลี่ยนจากตกใจกลายเป็นช็อกสุดขีด
คำพูดสั้นๆ ของพี่สาว ซ่อนเรื่องราวไว้มากมายมหาศาล ทำเอามู่เหยียนต้องใช้เวลาตั้งสติพักใหญ่ กว่าจะย่อยข้อมูลทั้งหมดได้
"ที่แท้... มันก็มีเบื้องลึกเบื้องหลังแบบนี้นี่เอง" มู่เหยียนเงยหน้าขึ้น ความตกใจหายไปหมดแล้ว เหลือเพียงความเย็นชาในแววตา
"การตายของพ่อแม่ ถึงตระกูลเป่ยจะไม่ได้ลงมือเอง แต่ก็ต้องมีส่วนรู้เห็นเป็นใจแน่ๆ" น้ำเสียงของมู่เหยียนเย็นเยียบดุจน้ำแข็ง
มู่เชียนอวี่เตือนสติ "เสี่ยวเหยียน ตอนนี้นายยังเป็นแค่ลูกนกเพิ่งหัดบิน จำไว้นะ ตอนที่ปีกยังไม่กล้าขาแข็ง อย่าเพิ่งผลีผลามทำอะไรเด็ดขาด"
มู่เหยียนพยักหน้ารับคำ
"รอจนกว่านายจะปีนขึ้นไปอยู่บนจุดสูงสุดของโลกนักสู้ได้เมื่อไหร่ ถึงตอนนั้นพี่ก็จะไม่ห้ามถ้านายจะไปแก้แค้น" มู่เชียนอวี่ยิ้มบางๆ
"จุดสูงสุดเหรอ" มู่เหยียนกำหมัดแน่น นี่ก็คือเป้าหมายของเขาเหมือนกัน
อำนาจ เส้นสาย หรือเงินทอง เมื่อต้องเผชิญหน้ากับพลังที่เหนือชั้นกว่า ทุกอย่างก็ไร้ความหมาย
พอมองเห็นมู่เหยียนค่อยๆ เติบโตเป็นผู้ใหญ่ มู่เชียนอวี่ก็รู้สึกภูมิใจจากใจจริง
"เสี่ยวเหยียน พี่คิดดูดีแล้วล่ะ วันข้างหน้านายจะต้องเก่งขึ้นเรื่อยๆ แน่ๆ พี่ไม่อยากเป็นตัวถ่วงของนาย พี่เลยตัดสินใจว่าจะปิดร้านอาหารนี้ แล้วย้ายไปอยู่บ้านถังโยวชั่วคราวน่ะ" มู่เชียนอวี่ถอนหายใจยาว
อะไรนะ
มู่เหยียนอ้าปากค้าง นึกไม่ถึงเลยว่าพี่สาวจะตัดสินใจแบบนี้
"แต่ว่า..."
"ไม่ต้องห้ามพี่หรอก พี่ตัดสินใจไปแล้ว" มู่เชียนอวี่ยิ้ม "รอให้นายยิ่งใหญ่คับฟ้าเมื่อไหร่ ค่อยมารับพี่กลับบ้านนะ"
รอให้นายยิ่งใหญ่คับฟ้าเมื่อไหร่ ค่อยมารับพี่กลับบ้านนะ
ประโยคนี้เหมือนค้อนปอนด์ทุบดังอั้กเข้าที่กลางใจมู่เหยียน
"พี่ทำแบบนี้ ก็เพื่อให้เราหมดห่วง จะได้ลุยเต็มที่สินะ" มู่เหยียนกำหมัดแน่นจนเกร็งไปทั้งตัว พยายามข่มอารมณ์ไม่ให้ระเบิดออกมา
ฉันอายุสิบหกแล้ว ฉันโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว ฉันไม่ใช่เด็กน้อยที่ต้องคอยให้พี่สาวมาปกป้องอีกต่อไป
ฉันจะต้องเก่งขึ้น ฉันจะต้องปกป้องพี่สาวให้ได้
มู่เหยียนสาบานในใจ สักวันหนึ่ง เขาจะก้าวขึ้นไปยืนบนจุดสูงสุดของทั้งโลกนักสู้และสหพันธ์ดาวเคราะห์สีน้ำเงิน จะไม่ยอมให้คนในครอบครัวต้องเจ็บปวดอีกต่อไป
เช้าวันรุ่งขึ้น ถังโยวก็ขับรถมารับมู่เชียนอวี่
"ทำหน้าเป็นหมาหงอยไปได้ พี่ไม่ได้ไปแล้วไปลับสักหน่อย" มู่เชียนอวี่แซว
มู่เหยียนพยักหน้า แววตาเต็มไปด้วยความอาลัยอาวรณ์
วินาทีที่ถังโยวสตาร์ทรถ จู่ๆ มู่เหยียนก็ตะโกนขึ้นมา "โยวโยว"
ถังโยวหันขวับมามอง
"ประลองเป็นตายเสร็จเมื่อไหร่ ฉันจะไปหาเธอที่ตำหนักอวี้ซวีนะ" มู่เหยียนพูดเน้นทีละคำ
รอยยิ้มผุดขึ้นบนใบหน้าถังโยวแป๊บนึงก็รีบหุบลง เธอทำเสียงดุ "ไอ้บ้ามู่เหยียน แกต้องเอาชีวิตรอดจากการประลองให้ได้นะเว้ย แล้วก็ห้ามไปทำเรื่องเสี่ยงตายให้พวกเราต้องมานั่งใจตุ๊มๆ ต่อมๆ แบบนี้อีก เข้าใจไหม"
มู่เหยียนถึงกับเอ๋อ นึกไม่ถึงว่าถังโยวจะยังคงคอนเซปต์ความดุเหมือนเดิมเป๊ะ
ตอนนั้นเอง มู่เชียนอวี่ก็พูดขึ้นลอยๆ ว่า "เสี่ยวเหยียนไม่ต้องห่วงนะ เดี๋ยวพี่จะช่วยดูแลเมียแกให้เอง"
มู่เหยียนกับถังโยวหน้าแดงแปร๊ดเป็นลูกตำลึงสุกทันที
จากนั้น ยานบินก็พุ่งทะยานออกไป ทิ้งฝุ่นตลบไว้เบื้องหลัง มู่เหยียนโบกมือลาหยอยๆ
เขาเดินกลับเข้าโรงเรียน วาร์ปเข้าไปในโลกนักสู้
ทันใดนั้น เสียงข้อความก็เด้งเข้ามือถือ มู่เหยียนเปิดดู ปรากฏว่าเป็นข้อความจากเซี่ยจือซู
"รุ่นน้อง พวกเราเจอรังของสัตว์อสูรระดับแม่ทัพในเทือกเขาหมื่นอสูรน่ะ อยากให้นายมาช่วยรุมหน่อย"
นี่เป็นการชวนรอบที่สองแล้ว แถมรอบนี้ยังอ้อนวอนซะดิบดี มู่เหยียนก็เลยใจอ่อนยอมตกลง
พอไปถึงจุดนัดพบ เซี่ยจือซูก็ยิ้มหน้าบาน รีบแนะนำลูกทีมล่าอสูรให้มู่เหยียนรู้จักทีละคน
"นี่รองหัวหน้าทีม เหลิ่งเฟิง อยู่ม.6 โรงเรียนเซียงหนานเหมือนกัน" ชายหนุ่มร่างสูงหน้าตาบูดบึ้งทักทายเรียบๆ
"สวัสดีจ้ะรุ่นน้อง ฉันชื่อโจวเหยียน อยู่ม.5 จ้ะ" หญิงสาวบอบบางส่งยิ้มหวานให้
"เฝิงเซี่ยวเหวิน ม.5" หนุ่มหล่อทำหน้าเก๊กหล่อ ทักทายสั้นๆ
"ไอ้น้อง พี่ชื่อสยงต้าจ้วง อยู่ม.5 วิญญาณนักสู้ของพี่คือเต่าหินยักษ์ระดับขุนพล รับหน้าที่เป็นแทงค์ของทีม" ชายร่างบึกบึนสมชื่อดูจะเป็นคนคุยเก่งที่สุดในทีม ทักทายอย่างเป็นกันเองสุดๆ
ตอนนั้นเอง เฝิงเซี่ยวเหวินก็ขมวดคิ้ว โพล่งขึ้นมาว่า "หัวหน้า เด็กใหม่คนนี้มีดีอะไรเนี่ย เข้าไปในเทือกเขาหมื่นอสูรแล้ว อย่าบอกนะว่าพวกเราต้องมานั่งเป็นพี่เลี้ยงคอยคุ้มครองมันอ่ะ"
[จบแล้ว]