เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 6 วิกฤติ

บทที่ 6 วิกฤติ

บทที่ 6 วิกฤติ


“ศิษย์พี่ เชิญเข้า” เฟ่ยหวินทักทายอย่างกระตือรือร้น มันสวมอาภรณ์สีเหลืองสว่าง อันเป็นเอกลักษณ์ของเหล่าศิษย์หอสรรพสิ่ง ชายเสื้อด้านหน้าถูกพับเหน็บไว้ที่เอว

จั่วม่อน้ำเสียงเป็นกันเอง “วันนี้เป็นหน้าที่ของเจ้าเองหรือ?”

“ศิษย์พี่โปรดเมตตาข้าด้วยก็แล้วกัน” เฟ่ยหวินหัวเราะเบา ๆ มันย่อมตระหนักดีแก่ใจ ว่าบุรุษหน้าผีดิบผู้นี้ มีกำลังซื้อมากที่สุดในบรรดาศิษย์ฝ่ายนอก ยอดขายส่วนใหญ่ของมันมาจากคนผู้นี้เอง

สำนักกระบี่สุญตาห่างไกลจากตงฝูไม่น้อย การเดินทางไปกลับสักรอบยากลำบากเอาการ หอสรรพสิ่งตั้งขึ้นเพื่อช่วยอำนวยความสะดวกในการซื้อหาสิ่งของ ให้แก่ผู้คนในสำนักเอง หอสรรพสิ่งมิใช่ว่ามีสินค้าคุณภาพสูงสักเท่าใด แต่สำหรับศิษย์ฝ่ายนอกแล้ว นี่สามารถตอบสนองความต้องการของพวกมันได้มากเกินพอ แม้ว่าราคาอาจจะสูงกว่าตงฝูอยู่สักเล็กน้อยก็ตาม แต่มันสะดวกสบายมากขึ้น อีกทั้งทุกผู้คนล้วนเคยชินกับการหาซื้อสิ่งของจากหอสรรพสิ่ง

แม้กระทั่งกับจั่วม่อ ผู้เป็นเจ้าของพาหนะบิน ยังรู้สึกลำบากลำบนไม่น้อยในการเดินทางไปยังตงฝู

พวกมันทั้งคู่ล้วนคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี ดังนั้นจั่วม่อก็ไม่เกรงอกเกรงใจ “เร็ว ๆ นี้มีสินค้าใดน่าสนใจบ้าง?”

“มียุทธภัณฑ์เวทคุณภาพระดับหนึ่งอยู่บ้าง แต่เกรงว่าคงไม่ใช่สิ่งที่ศิษย์พี่ต้องการ” เฟ่ยหวินตอบยิ้ม ๆ เมื่อเป็นคนคุ้นเคยกันเอง มันย่อมมีประสบการณ์กับความสุขุมรอบคอบของจั่วม่ออย่างลึกซึ้ง จั่วม่อไม่ค่อยซื้อสิ่งใดที่มันไม่ต้องการ

“ลองนำมาดูเถอะ” จั่วม่อไม่ได้บอกปัดทันที

เฟ่ยหวินหยิบยุทธภัณฑ์เวทบางชิ้นออกมาวางเรียง จั่วม่อก็พลิกดูทีละอัน

กำไลข้อมือสีส้มแกะสลักขึ้นจากหยกเพลิงทั้งชิ้น มีผลช่วยเพิ่มความสามารถในการควบคุมธาตุไฟ จั่วม่อวางมันไว้อีกด้านหนึ่ง กำไลข้อมือนี้เป็นประโยชน์สำหรับนักปรุงยา แน่นอนว่ามันย่อมไม่ต้องการ อีกทั้งราคาสิบชิ้นจิงสือระดับสองยังแพงเกินไป นับว่าไม่คุ้มค่าพอ

อีกหลายชิ้นต่อ ๆ มา มันมองดูแล้วก็วางลงเช่นกัน

มีเพียงแหวนทองสัมฤทธิ์ชิ้นเดียวเท่านั้น ที่มันเพ่งพิศอยู่เป็นนาน

“ศิษย์พี่ใช่สนใจแหวนวงนี้หรือไม่?” เฟ่ยหวินมองอย่างมีความหวัง และเริ่มสาธยาย “[แหวนกระบี่ทอง] ยุทธภัณฑ์เวทระดับที่หนึ่งธาตุทอง เพียงแค่ประจุพลังปราณธาตุทองลงไปจนเต็ม สามารถปลดปล่อยปราณกระบี่จู่โจมได้สามหน พลังของมันแข็งแกร่งน่าตระหนก ทั้งยังรุนแรงยิ่ง ที่สำคัญคือราคาไม่แพง! เพียงแค่ห้าชิ้นจิงสือระดับสองเท่านั้น ฮ่า อาวุธวิเศษ ห้าชิ้นจิงสือ ท่านจะเสาะหาได้จากที่ใดอีกเล่า”

เฟ่ยหวินออกตัวเต็มที่ อวดอ้างสรรพคุณของแหวนกระบี่ทองไม่รู้จบ

จั่วม่อไม่ได้กล่าวคำใด มันเพียงปรับลมปราณ แล้วประจุพลังปราณทองคำลงไปในแหวน หากเป็นก่อนหน้านี้สักเล็กน้อย มันอาจไม่มีปัญญาใช้งานแหวนวงนี้ แต่ยามนี้มันเมื่อสำเร็จเคล็ดปราณทองคำคร่ำคร่า ทั้งยังสามารถปรับเปลี่ยนลมปราณเป็นพลังปราณธาตุทอง ย่อมสามารถใช้งานแหวนกระบี่ทองได้

เฟ่ยหวินเห็นช่องทางทำเงิน มันรีบหุบปากเงียบสนิท เพื่อหลีกเลี่ยงการรบกวนสมาธิของจั่วม่อ

พลังปราณยังคงถ่ายเทลงไปในแหวน แหวนทองสัมฤทธิ์ค่อย ๆ เรืองแสงเงางามขึ้น จั่วม่อตื่นตะลึง สมกับเป็นอาวุธวิเศษอย่างแท้จริง พลังปราณในร่างมันถูกสูบไปมากเกินกว่าครึ่ง แต่แทบไม่สามารถเติมเต็มหนึ่งในสามของแหวน

มันกำหนดจิตสำรวมใจ ประกบสองนิ้วเป็นกระบี่ แล้วจี้ปราดใส่พื้น

ชั๊วะ!

กระบี่ปราณสีทองพลันพวยพุ่งออกจากนิ้ว ทิ่มแทงใส่พื้นหิน เปรี้ยง! สะเก็ดหินกระจายว่อน พื้นหินถูกเจาะเป็นหลุมแคบ ๆ ทั้งยังลึกมากหลุมหนึ่ง

ปราณกระบี่อันแหลมคมกระไรเช่นนี้!

ผู้ฝึกตนที่ระดับต่ำกว่าด่านจู้จียากจะต้านรับ พลังของยุทธภัณฑ์เวทชิ้นนี้ร้ายกาจเกินไปแล้ว ข้อบกพร่องเพียงประการเดียว คือสามารถบรรจุปราณกระบี่ได้เพียงสามกระบี่เท่านั้น แต่หวนคิดอีกที หากมันไม่มีข้อบกพร่องเช่นนี้ ราคาของแหวนวงนี้จะย่อมเยาถึงเพียงนี้หรือ

เฟ่ยหวินรีบปราดเข้ามา “ศิษย์พี่รู้สึกเป็นเช่นไร?”

จั่วม่อพึงพอใจอยู่ภายใน แต่ใบหน้าหามีสิ่งใดแสดงออกมาไม่ “ข้าจะซื้อมัน”

เฟ่ยหวินหน้าระรื่น “ศิษย์พี่ช่างตาถึงนัก!”

จากนั้นจั่วม่อยื่นส่งใบรายการที่เต็มไปด้วยรายนามวัสดุหลายชนิด “ของเหล่านี้มีหรือไม่?”

เฟ่ยหวินรับใบรายการ กวาดมองอย่างรวดเร็ว แล้วกล่าวอย่างตกใจ “ศิษย์พี่ต้องการหลอมสร้างจอบกระตุ้นปราณ? เหตุใดต้องสิ้นเปลืองความพยายามถึงเพียงนี้? ข้ามีสินค้าสำเร็จรูปที่คุณภาพดี หากศิษย์พี่ท่านต้องการ ข้าย่อมให้ราคาที่เหมาะสม”

“ข้าอยากทดลองหลอมสร้างดูสักเล่ม มันจะทำให้เกิดความเข้าใจมากขึ้น” จั่วม่อตอบ

เฟ่ยหวินชะงัก แล้วกล่าวอย่างขึงขัง “วาจาของศิษย์พี่มีเหตุผล ผู้น้องชื่มชมยิ่ง ข้ามีวัสดุทั้งหมดนี้ ศิษย์พี่กรุณารอสักครู่”

-----------------------

ออกมาจากหอสรรพสิ่ง จั่วม่อตัวเบาโหวง จิงสือที่มีอยู่ถูกใช้ไปเกือบหมด การซื้อหาแหวนกระบี่ทองมิใช่เพียงอารมณ์ชั่วแล่น ตั้งแต่เมื่อคืนที่มันเข้าสู่ด่านเลี่ยนชี่ขั้นที่แปด ก็ตัดสินใจที่จะซื้อยุทธภัณฑ์เวทเอาไว้ป้องกันตัวอยู่แล้ว การที่มันเลื่อนจากด่านเลี่ยนชี่ขั้นที่สาม ไปเป็นด่านเลี่ยนชี่ขั้นที่แปด ภายในช่วงระยะเวลาเพียงสองปี ด้วยความเร็วอันน่าตื่นตะลึงนี้ เกรงว่าอาจกระตุ้นความสนใจของใครบางคนเข้าบ้างแล้ว

มันเชื่อว่าตัวมันมีพรสวรรค์อยู่บ้าง แต่ไม่ถึงระดับที่น่าสะพรึงกลัวอันใด ความดีความชอบที่ยิ่งใหญ่ที่สุดสมควรยกให้ชีพจรปราณปฐพีย่อยเส้นนั้น

พลังฝึกตนด่านเลี่ยนชี่ขั้นที่แปดของมัน มิอาจซ่อนเร้นจากผู้คนได้ หากถูกสังเกตด้วยสายตาของผู้มีประสบการณ์เหนือกว่า และไม่ว่าการคาดเดาจะนำไปสู่ข้อสรุปใด การคงอยู่ของชีพจรปราณปฐพีย่อย อาจไม่เป็นความลับอีกต่อไป

มีคำกล่าวประโยคหนึ่งกล่าวไว้น่าฟังยิ่ง มันง่ายที่จะหลีกเลี่ยงการปล้นชิงในที่แจ้ง แต่ยากจะป้องกันธนูลับจากเงามืด มันไม่เคยหวาดกลัวโจรขโมยที่ลงมือตรง ๆ แต่มันกลัวโจรในคราบผู้ดี ที่มากเล่ห์ ลึกซึ้ง เจ้าแผนการ หากข่าวที่มันผ่านเข้าสู่ด่านเลี่ยนชี่ขั้นที่แปดแพร่กระจายออกไป เกรงว่านับจากนี้ คงมีผู้คนมากมายเฝ้าครุ่นคิดถึงมันทุกวันคืนแล้ว

จั่วม่อตัดสินใจออกจากบ้านน้อยลงในวันถัด ๆ ไป มันตั้งใจเก็บเนื้อเก็บตัวอยู่กับบ้าน ใช้เวลาศึกษาม้วนคัมภีร์หยก มันเพิ่งจะเริ่มต้นฝึกฝนเคล็ดทองคำคร่ำคร่าได้ไม่กี่วัน อย่าเพิ่งกล่าวถึงขั้นที่สาม กระทั่งขั้นที่สองก็ยังห่างไกลอีกมากกว่าจะบรรลุถึง มันทราบดีว่ากระดาษมิอาจห่อไฟได้นาน มันย่อมไม่สามารถซ่อนความจริงที่มันเข้าสู่ด่านเลี่ยนชี่ขั้นที่แปดไว้ได้นานเช่นกัน

แหวนกระบี่ทองวงนี้มีไว้เพื่อป้องกันเหตุไม่คาดฝันทั้งปวง

ตัวมันอาจไม่เคยประสบกับการโจรกรรม หรือการเข่นฆ่าสังหารโดยตรง แต่กลับได้ยินได้ฟังมาไม่น้อย การระมัดระวังเอาไว้บ้างไม่มีอันใดไม่ดี

การหลอมสร้างจอบกระตุ้นปราณ เป็นหนึ่งในความคิดที่จั่วม่อตั้งใจไว้นานแล้ว ครั้งแรกที่มันค้นสิ่งที่เรียกว่าการหลอมสร้าง มันเต็มไปด้วยความสนอกสนใจในศาสตร์อันแปลกพิสดารนี้ แต่ไม่เคยมีโอกาสได้ร่ำเรียน จนกระทั่งศิษย์พี่สวี่อี้สอนวิธีการหลอมสร้างจอบกระตุ้นปราณ กับถุงเข็มด้ายจอมดูด ยามนี้มันสามารถเริ่มต้นทดลองหลอมสร้างได้สมใจ

จั่วม่อซื้อวัสดุที่จำเป็นมาครบแล้ว แต่ยังไม่ได้เริ่มหลอมสร้างในทันที เนื่องจากมันเพิ่งบุกเข้าสู่ด่านเลี่ยนชี่ขั้นที่แปด พลังปราณในร่างยังอยู่ในสถานะไม่มั่นคง หรือหากกล่าวอีกอย่างก็คือ มันยังไม่คุ้นเคยกับพลังปราณที่มีอยู่ในตอนนี้ มันเน้นใช้เวลาส่วนใหญ่ในการฝึกฝนเคล็ดทองคำคร่ำคร่า นอกเหนือจากการไปทำงานที่สวนยาปราณวันละครั้งแล้ว โดยทั่วไปมันก็อยู่ติดบ้านเกือบตลอดเวลา

และเมื่อจั่วม่อออกไปเสกเรียกฝนให้ไร่นาปราณของผู้อื่น มันไม่จำเป็นต้องรีดเค้นความพยายามมากมายเหมือนแต่ก่อนอีกแล้ว แต่มันยังคงแสดงท่าทีเหนื่อยล้าแสนสาหัสทุกครั้งหลังเสร็จงาน

———

หลังจากผ่านไปอีกหลายวัน ยังไม่มีผู้ใดสังเกตเห็นพลังฝึกตนด่านเลี่ยนชี่ขั้นที่แปดของมัน

จั่วม่อในที่สุดก็วางใจลงบ้าง บางขณะมันถึงกับคิด มันใช่กังวลเกินเหตุไปเองหรือไม่? แต่ด้วยความรอบคอบ มันมักจะใช้เวลาในแต่ละวันทำความคุ้นเคยกับแหวนกระบี่ทอง และคอยตรวจสอบให้แน่ใจว่าพลังปราณธาตุทองในแหวน ยังคงเต็มเปี่ยมอยู่เสมอ

โชคดีที่ทุกอย่างสงบราบเรียบ ไม่ได้เกิดเหตุไม่คาดฝันอันใดขึ้น

ยามนี้จั่วม่อนั่งยอง ๆ อยู่ในทุ่งนาปราณข้างบ้าน มือขวาทาบสัมผัสลำต้นของข้าวปราณ หลับตา สีทองจาง ๆ ของพลังปราณทองคำคร่ำคร่าค่อย ๆ ไหลเลื่อนผ่านจากปลายนิ้ว เข้าไปในลำต้นข้าว มันสามารถรู้สึกถึงการเดินทางในลำต้นข้าวปราณ ของพลังปราณทองคำคร่ำคร่าอย่างง่ายดาย

ทันใดนั้น กระแสปราณทองคำคร่ำคร่าเกิดผันผวนสั่นไหว จั่วม่อหัวใจกระตุกวูบ มันค้นพบเป้าหมายของมันแล้ว!

สิ่งนั้นคือเพลี้ยฝูงหนึ่ง

ปราณทองคำคร่ำคร่าอันเงียบสงบพลันพลุ่งพล่าน ประดุจฉลามได้กลิ่นเลือด มันพุ่งเข้าหาเป้าหมายอย่างดุดัน จั่วม่อสามารถรับรู้รายละเอียดทั้งหมดผ่านปราณทองคำคร่ำคร่า มันยังรู้สึกได้อย่างแจ่มชัด ถึงสภาวะอันเกรี้ยวกราดของบรรดาเพลี้ย และการต่อต้านอย่างรุนแรง ที่พวกมันกระทำต่อปราณทองคำคร่ำคร่า

จิตสำนึกของมันเผชิญหน้ากับจิตสำนึกอื่นเข้าอย่างกะทันหัน จั่วม่อผู้ไม่เคยถูกโจมตีมาก่อน แทบสูญเสียการควบคุมปราณทองคำคร่ำคร่าไป

จั่วม่อบังคับตัวเองสงบลง ไม่ได้ถอยหนีจากจิตสำนึกอันขุ่นแค้นและเกรี้ยวกราดของเหล่าเพลี้ย ประกายเย็นชาส่องวาบในดวงตา มันกระแทกปราณทองคำคร่ำคร่ารุกไปข้างหน้า พอเคลื่อนที่ตั้งหลักได้สำเร็จ ปราณทองคำคร่ำคร่าก็กระโจนเข้าหาฝูงเพลี้ยในบัดดล!

ปราณทองคำคร่ำคร่าประดุจเม็ดทรายละเอียดจำนวนเหลือคนานับ พวกมันแห่เข้าล้อมกรอบฝูงเพลี้ย แล้วกระหน่ำเชือดเฉือน สร้างบาดแผลเล็ก ๆ ให้ฝูงเพลียซ้ำแล้วซ้ำเล่า

เพลี้ยเหล่านี้ทั้งโปร่งแสงและขนาดเล็กมาก จนยากจะแยกแยะด้วยตาเปล่า จิตสำนึกของพวกมันก็อ่อนแอมาก แต่พวกมันแต่ละตัวสามารถหลอมรวมจิตสำนึกเข้าด้วยกัน ก่อเกิดมหาจิตสำนึกที่ทั้งใหญ่โต ทั้งแข็งแกร่งขึ้นนับพันเท่า วิญญาณของพวกมันเต็มไปด้วยความโหดเหี้ยมทารุณ การทำลายล้าง และความพินาศย่อยยับ

นอกจากนั้นแล้ว พวกมันยังสามารถหลั่งสารเมือกเหนียว เพื่อฟื้นฟูบาดแผลของพวกมันเอง

นี่คือการประจัญบานอันยิ่งใหญ่และดุเดือดอย่างแท้จริง!

จั่วม่อไหนเลยจะเคยคาดคิด ว่ามันเพียงแค่ทดลองใช้งานเคล็ดทองคำคร่ำคร่า กลับพัฒนาไปสู่สถานการณ์หฤโหดเช่นนี้ได้!

มันหลงลืมไปเรียบร้อยแล้วว่านี่เป็นเพียงการทดสอบวิชา จิตใจของมันถลำลงไปในสงครามอย่างสมบูรณ์ จั่วม่อฝังตัวอยู่ในกลุ่มก้อนของปราณทองคำคร่ำคร่า ทุ่มเทความพยายามทั้งหมดในการประคับประคองปราณทองคำคร่ำคร่า และโจมตีใส่ฝูงเพลี้ยหนแล้วหนเล่าโดยไม่หยุดมือ

ไม่มีผู้ใดจะบ้าบิ่นเช่นมันอีกแล้ว การประจุรวมจิตสำนึกของตัวเองลงในพลังปราณทองคำคร่ำคร่า เป็นสิ่งที่อันตรายอย่างน่าเหลือเชื่อ

จั่วม่อไม่เคยมีประสบการณ์ต่อสู้ มันย่อมไม่ทราบว่าจิตสำนึกของมัน แท้ที่จริงเปราะบางยิ่ง เพียงถูกกระทบจากจิตสำนึกที่ทรงพลังกว่า ก็ง่ายดายเหลือเกินที่จิตสำนึกของมันจะแตกกระจายไป ดังนั้นผู้คนทั่วไป ไม่มีผู้ใดเสียสติพอจะกระทำการเช่นนี้

แต่ที่น่าประหลาดก็คือ มหาจิตสำนึกอันโหดเหี้ยมของฝูงเพลี้ย ไม่เพียงแต่ไม่สามารถพิชิตจั่วม่อลงได้ ยังกลับกระตุ้นความดุร้ายในไขกระดูกของมันขึ้นมาแทน จั่วม่อคล้ายพญาราชสีห์ผู้บันดาลโทสะ ที่กำลังกระโจนเข้าใส่ศัตรูอย่างคลุ้มคลั่ง

ในโลกแห่งธรรมชาติ ผู้อ่อนแอย่อมหวาดกลัวผู้ที่แข็งแกร่งกว่า

เมื่อจิตสำนึกของจั่วม่อกลับกลายเป็นคลุ้มคลั่งดุร้าย เหล่าเพลี้ยผู้มีสติปัญญาต่ำ ก็รู้สึกหวาดหวั่นขึ้นมาตามสัญชาตญาณ

การต่อสู้โรมรันที่เดิมคู่คี่ก้ำกึ่ง พลันเอนเอียงไปทางจั่วม่ออย่างรวดเร็ว

ทัพล่มสลายดั่งภูผาทลาย พลังปราณทองคำคร่ำคร่าฉวยโอกาสบุกจู่โจม ฟาดฟันอย่างต่อเนื่อง ฝูงเพลียถูกฉีกกระชากเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ทีละตัว ทีละตัว ทุกหนทุกแห่งที่พลังปราณสีทองบุกผ่านไป ไม่มีเพลี้ยหมู่ใดต้านติด หลงเหลือเพียงกองฝุ่นผงของซากศพทิ้งไว้เบื้องหลัง กล่าวไปก็น่าประหลาดใจไม่น้อย พลังปราณทองคำคร่ำคร่าที่สร้างความเสียหายร้ายแรงให้กับฝูงเพลี้ย กลับอ่อนโยนนุ่มนวล ไม่เป็นพิษเป็นภัยใดต่อต้นข้าวปราณแม้แต่น้อย

เมื่อเพลี้ยตัวสุดท้ายถูกฆ่าตาย จั่วม่อในที่สุดหลุดออกจากสภาวะสังหารอันล่อแหลมอันตราย คนคล้ายเพิ่งขึ้นจากน้ำ เนื้อตัวเปียกโชกไปด้วยเหงื่อ หอบหายใจอย่างหนักหน่วง ดวงตาดุจสัตว์ร้ายจ้องเขม็ง เต็มไปด้วยความหฤโหด

หลังจากนั้นสักครู่ แววชั่วร้ายในดวงตาของมันค่อยจางหายไป มันไม่อาจยืนหยัดต่อ ได้แต่ทรุดตัวนั่งลง

จนถึงชั่วขณะนี้ มันค่อยรู้สึกหวาดกลัวขึ้นมา

“ไม่ต้องแปลกใจเลย ว่าเหตุใดเกษตรกรปราณจึงมีจำนวนน้อยนิดนัก หากพวกมันไม่ระมัดระวัง พวกมันล้วนตกตายได้ง่ายดายยิ่ง!” ขณะที่หอบหายใจ จั่วม่อตบหน้าอกไปพลาง ก่อนหน้านี้หลงคิดว่าการทำเกษตรกรรมเป็นอาชีพที่ปลอดภัย ไหนเลยจะคาดว่าที่แท้อันตรายถึงเพียงนี้!

จั่วม่อร่างกายไม่หลงเหลือเรี่ยวแรงแม้แต่น้อย มันได้แต่นั่งพักอยู่ในทุ่งนาปราณร่วมครึ่งชั่วยาม ก่อนจะดิ้นรนลุกขึ้น พยายามพาตัวเองกลับไปยังห้องสันโดษ

มันต้องการจะฟื้นฟูพลังปราณ พลังปราณในร่างล้วนถูกรีดเค้นออกไปจนหมดสิ้น ไม่หลงเหลือแม้แต่หยาดหยดเดียว

มิทราบว่าเป็นเพราะเหน็ดเหนื่อยเกินไปหรือไม่ แต่มันเข้าสู่สภาวะฌานอย่างรวดเร็วยิ่ง

จบบทที่ บทที่ 6 วิกฤติ

คัดลอกลิงก์แล้ว