- หน้าแรก
- ย้อนเวลาสร้างตัว
- บทที่ 11 แต่งตัวให้สวยพริ้ง รับรองว่าเขาต้องหลงจนหัวปักหัวปำแน่
บทที่ 11 แต่งตัวให้สวยพริ้ง รับรองว่าเขาต้องหลงจนหัวปักหัวปำแน่
บทที่ 11 แต่งตัวให้สวยพริ้ง รับรองว่าเขาต้องหลงจนหัวปักหัวปำแน่
บทที่ 11 แต่งตัวให้สวยพริ้ง รับรองว่าเขาต้องหลงจนหัวปักหัวปำแน่
ทั้งสามคนไปที่ห้างสรรพสินค้าแล้วซื้อน้ำตาลมายี่สิบชั่ง วันรุ่งขึ้น พวกเขาเปลี่ยนไปหมู่บ้านอื่นอีกสองสามแห่งแล้วทำขั้นตอนเดิมซ้ำ แม้ผลลัพธ์จะไม่ได้ดีเท่าเมื่อวาน แต่พวกเขาก็ยังได้กำไรสุทธิมาถึง 105 หยวน
ทั้งสามแบ่งเงินกันตามปกติ ในที่สุดเงินในกระเป๋าของหลี่ม่านจวินก็เพิ่มขึ้นเป็น 212 หยวน หลังจากหัก 100 หยวนที่จะต้องคืนให้หวังเสี่ยวจวน เธอก็เหลือเงินเก็บไว้เอง 112 หยวน
เมื่อสัมผัสปึกธนบัตรย่อยที่หนาเตอะในกระเป๋า หลี่ม่านจวินก็รู้สึกว่าความเหนื่อยยากตลอดสองวันที่ผ่านมานั้นคุ้มค่าแล้ว
เธอวุ่นวายติดต่อกันสองวันจนไม่เห็นเงาตั้งแต่เช้าจรดค่ำ เมื่อเธอกลับถึงบ้านในตอนกลางคืนด้วยสภาพเหงื่อท่วมตัว และเผชิญหน้ากับสายตาที่ลุกเป็นไฟของหวังเสี่ยวจวน เธอก็นึกถึง 'นัดดูตัวครั้งสำคัญ' ที่ตัวเองปัดทิ้งไปไว้หลังสมองขึ้นมาได้ทันที
การหาเงินมันทำให้เสพติดเกินไป เธอเกือบลืมเรื่องนี้ไปเสียสนิท!
"ฉันจะไปต้มน้ำอาบนะคะ" ก่อนที่หวังเสี่ยวจวนผู้เป็นแม่จะทันได้เอ่ยปาก หลี่ม่านจวินก็พุ่งตัวเข้าไปในห้องครัว จุดไฟและต้มน้ำ แสร้งทำเป็นว่าตัวเองกำลังยุ่งวุ่นวายอยู่
หวังเสี่ยวจวนยืนอึ้งอยู่ในลานบ้านอยู่นาน นางตระหนักว่าช่วงหลายวันที่ผ่านมาหลี่ม่านจวินดูเหมือนจะเปลี่ยนไปเป็นคนละคน ไม่ยอมเชื่อฟังและว่าง่ายเหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว
"สองวันที่ผ่านมานี้แกมัวไปทำอะไรมา? ทำไมฉันถึงได้ยินคนเขาลือกันว่าเห็นแกกับสองพี่น้องตระกูลหลิวไปเดินเตร็ดเตร่อยู่แถวชนบท ดูเหมือนจะไป... รับซื้อของเก่า?"
หวังเสี่ยวจวนเดินมาที่ประตูห้องครัวแล้วเอ่ยถามด้วยความสงสัย หญิงสาวหน้าตาหมดจดดีๆ ทำไมถึงไปเดินรับซื้อของเก่าขายได้? นี่มันน่าอับอายขายหน้าชะมัด!
ในเมื่อแม่ถามขึ้นมาแล้ว หลี่ม่านจวินก็ไม่คิดจะปิดบังอีกต่อไป เธอวางกาต้มน้ำลงบนเตา เท้าสะเอวแล้วตอบกลับไปว่า "ใช่ค่ะ ฉันไปรับซื้อของเก่ามา"
"พี่ใหญ่ พี่ไปมาจริงๆ เหรอ?" หลี่ลี่จวินเดินถือชามข้าวเข้ามา แววตาเต็มไปด้วยความไม่อยากจะเชื่อ
หลี่เจี้ยนจวินยกจานเนื้อและผักที่เหลือเข้ามาให้
"ข้าวอุ่นอยู่ในหม้อหุงข้าวไฟฟ้า พี่ใหญ่กินอะไรหน่อยเถอะ" เจี้ยนจวินคะยั้นคะยอด้วยความเป็นห่วง
หลี่ม่านจวินส่งยิ้มให้น้องชาย รับกับข้าวมาแล้วเริ่มกินข้าวทันที
หลี่ลี่จวินชะโงกหน้าเข้ามาใกล้แล้วถามด้วยความประหลาดใจ "พี่ใหญ่ พี่รับซื้อของเก่าจริงๆ เหรอ!"
หลี่ม่านจวินพยักหน้าขณะคุ้ยข้าวเข้าปาก หลังจากทำงานมาทั้งวัน ท้องของเธอก็แฟบเพราะความหิว เธอกินข้าวหมดชามไปในไม่กี่คำ แล้วจึงตักเพิ่มอีกชาม
หลี่ลี่จวินจ้องมองสไตล์การกินตะกละตะกลามราวกับหมาป่าของพี่สาวอย่างเหม่อลอย กลืนข้าวในปากลงคออย่างยากลำบาก แล้วรีบรินน้ำมาให้แก้วหนึ่ง
หลังจากที่หลี่ม่านจวินดื่มน้ำและจัดการข้าวอีกชามจนหมด เธอก็พูดกับทุกคนว่า "ฉันพูดจริงนะแม่ ฉันว่าการรับซื้อของเก่ามันก็ดีเหมือนกัน"
หวังเสี่ยวจวนตั้งสติได้แล้ว นางมองดูใบหน้ามอมแมมและเต็มไปด้วยเหงื่อของหลี่ม่านจวิน ขมวดคิ้วแล้วถามว่า "แล้วแกเอาเงินทุนมาจากไหน?"
"แล้วเงินร้อยหยวนที่ฉันให้แกไปล่ะ?"
ทันทีที่หลี่ลี่จวินได้ยินแบบนี้ เธอก็ประท้วงขึ้นมาทันที "แม่ ทำไมแม่ถึงให้เงินพี่ใหญ่ไปตั้งร้อยหยวนล่ะ?"
หวังเสี่ยวจวนไม่สนใจลูกสาวคนรอง และเอาแต่คาดคั้นหลี่ม่านจวินว่าซื้อเสื้อผ้ามาหรือยัง
หลี่ม่านจวินตอบว่ายังไม่ได้ซื้อ หวังเสี่ยวจวนก็โกรธจัดขึ้นมาทันที ทว่าก่อนที่ฝ่ามือของนางจะฟาดลงมา หลี่ม่านจวินก็ยัดธนบัตรสีฟ้าใส่มือนางเสียก่อน
"พรุ่งนี้แกจะใส่อะไรไปดูตัว? อย่าบอกนะว่าแกกะจะใส่ชุดนี้ไป!" หวังเสี่ยวจวนโมโหจนแทบคลั่ง อาชีพรับซื้อของเก่า... มันเป็นงานที่มีเกียรติมีศรีตรงไหน?
หลี่ลี่จวินและหลี่เจี้ยนจวินถามด้วยความตกใจ "พี่ใหญ่จะไปดูตัวเหรอ?"
พวกเขาไม่เห็นรู้เรื่องนี้เลย!
หลี่ม่านจวินหันไปมองหลี่ลี่จวิน "พี่ขอยืมชุดเดรสสีขาวของเธอใส่วันนึงได้ไหม?"
หลี่ลี่จวินตอบตกลงอย่างว่าง่าย แน่นอนว่าพี่สาวของเธอสามารถใส่มันได้ แต่ประเด็นสำคัญคือ ว่าที่พี่เขยเป็นใครกันล่ะ?
หลี่ลี่จวินและหลี่เจี้ยนจวินเข้ามารุมล้อมหลี่ม่านจวิน เอาแต่ถามว่าเธอจะไปดูตัวกับใคร
"เขาหล่อไหม? หล่อเท่ากวายกวายหู่ของฉันหรือเปล่า?" หลี่ลี่จวินสนแค่เรื่องหน้าตา เธอไม่อยากได้พี่เขยที่ทั้งเตี้ยทั้งขี้เหร่หรอกนะ
หลี่เจี้ยนจวินรู้สึกกังวล เด็กหนุ่มยังไม่ได้เตรียมใจที่จะให้พี่สาวแต่งงานเข้าบ้านคนอื่น ดังนั้นทุกครั้งที่หลี่ลี่จวินตั้งคำถาม เขาก็จะคอยสวนกลับว่า "พวกผู้ชายหล่อๆ มักจะไม่ใช่คนดีหรอก"
หลี่ม่านจวินหัวเราะเบาๆ "มันยังไม่แน่ไม่นอนเลย ไว้รอไปเจอกันก่อนถึงจะรู้"
เมื่อถูกสองพี่น้องก่อกวน หวังเสี่ยวจวนก็ลืมเรื่องที่ลูกสาวไปรับซื้อของเก่าไปชั่วขณะ นางเก็บธนบัตรสีฟ้าเข้ากระเป๋า แล้วหยิบแบงก์ยี่สิบหยวนออกมาให้หลี่ม่านจวินเป็นค่าเดินทาง
นางกำชับว่า "พรุ่งนี้แต่งตัวให้มันดีๆ หน่อย ลี่จวิน แกเพิ่งซื้อรองเท้าแตะยางมาใหม่ไม่ใช่เหรอ? ให้พี่เขายืมใส่ไปก่อนวันนึงสิ"
หลี่ลี่จวินรู้สึกไม่ค่อยเต็มใจนัก เธอใส่ชุดนั้นมาหลายครั้งแล้วจึงไม่ติดใจอะไร แต่รองเท้าแตะยางรัดส้นสไตล์โรมันคู่นั้นเธอยังไม่ได้ใส่ออกไปไหนเลย
แต่ถึงอย่างนั้น ชุดเดรสสีขาวก็ต้องใส่คู่กับรองเท้าสวยๆ ถึงจะดูดี เฮ้อ "ก็ได้ๆ วันหลังพี่ต้องซื้อของอร่อยๆ มาชดเชยให้ฉันด้วยนะ ฉันอยากกินน้ำอัดลมรสส้มด้วย"
หลี่ม่านจวินตอบตกลงด้วยรอยยิ้ม ตบไหล่น้องชายและน้องสาวเบาๆ ก่อนจะยกน้ำร้อนเข้าไปเช็ดตัวในห้องนอน
หวังเสี่ยวจวนรู้สึกว่านางประหยัดเงินไปได้อีกก้อนหนึ่ง จึงไม่ได้ดุด่าหลี่ม่านจวินอีก
ทว่าเรื่องรับซื้อของเก่านั้นเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้อย่างเด็ดขาด ขยะที่ราคาแค่ไม่กี่เหมามันจะไปทำเงินได้สักเท่าไหร่กัน? แถมดูสกปรกและเหนื่อยยาก ไม่ใช่งานที่ลูกผู้หญิงควรทำเลยสักนิด
คืนนั้น ขณะที่สองสามีภรรยานอนอยู่บนเตียง หวังเสี่ยวจวนก็สะกิดหลี่ต้าเหว่ย "ลูกสาวคุณบอกว่าหล่อนอยากจะยึดอาชีพเก็บของเก่าขาย คุณห้ามตกลงเด็ดขาด เข้าใจไหม?"
หลี่ต้าเหว่ยใช้เวลาทั้งวันไปกับการรณรงค์เรื่องการวางแผนครอบครัวในชนบท ต้องคอยโต้เถียงกับพวกผู้หญิงจนเหนื่อยล้าทางจิตใจอย่างหนัก ตอนนี้เขาง่วงมาก จึงตอบส่งๆ ไปว่า "รู้แล้วน่า ไว้ผมจะคุยกับแกทีหลังก็แล้วกัน"
หวังเสี่ยวจวนจึงยอมปิดไฟและเข้านอน
"พี่ใหญ่ ถ้าพี่ใส่ชุดนี้ล่ะก็ รับรองว่าพี่ต้องตกเขาจนหลงเสน่ห์หัวปักหัวปำแน่!"
เช้าตรู่วันต่อมา เสียงกระหยิ่มยิ้มย่องของหลี่ลี่จวินดังแว่วมาจากห้องนอนเล็ก
หลี่ม่านจวินมองดูความงามอันบริสุทธิ์สง่างามในชุดเดรสสีขาวที่สะท้อนอยู่ในกระจก เธอกระทืบเท้าในรองเท้าแตะยางรัดส้นที่คับเล็กน้อย สางผมที่ปล่อยสยายคลอเคลียบ่า แล้วรู้สึกพึงพอใจเป็นอย่างมาก
ทว่าสีปากของเธอดูซีดไปหน่อย ทำให้ดูเหมือนคนป่วย หากเธอมีลิปสติกสีชมพูตุ่นสักแท่ง มันคงจะสมบูรณ์แบบมากทีเดียว
ขณะที่เธอกำลังคิดเช่นนั้น หลี่ลี่จวินก็ล้วงเอาของบางอย่างออกมาจากใต้หมอนอย่างลึกลับ แล้วบอกให้หลี่ม่านจวินหลับตาลง
"เธอจะทำอะไรน่ะ?" ความทรงจำของหลี่ม่านจวินย้ำเตือนว่าหลี่ลี่จวินเคยเล่นพิเรนทร์มาหลายครั้ง คำถามที่เต็มไปด้วยความหวาดระแวงจึงหลุดปากออกไปตามสัญชาตญาณ
หลี่ลี่จวินทำปากยื่นอย่างขี้เล่น "ไม่ต้องถามหรอกน่า หลับตาลงก็พอแล้ว~"
หลี่ม่านจวินเตือนไม่ให้น้องสาวเล่นอะไรแผลงๆ ก่อนจะหรี่ตาแล้วหลับตาลง
ความรู้สึกเย็นเยียบสัมผัสที่ริมฝีปาก มีบางสิ่งลากไล้ผ่านริมฝีปากเบาๆ ทิ้งความรู้สึกชุ่มชื้นไว้หลังจากทาเสร็จ
หลี่ม่านจวินลืมตาขึ้น หลี่ลี่จวินก้าวถอยไปด้านข้างอย่างภาคภูมิใจ เผยให้เห็นกระจกบานนั้น "แต่นแต๊น!"
"สวยใช่มั้ยล่ะ? ฉันเพิ่งซื้อมาเลยนะ" หลี่ลี่จวินกระซิบเสียงแผ่ว
หลี่ม่านจวินมองดูสีชมพูระเรื่อบนริมฝีปากของตน มันคือลิปมันเปลี่ยนสีนั่นเอง
บุคคลในกระจกยกยิ้มมุมปากเล็กน้อย ดูอ่อนโยนและน่าทะนุถนอม ดวงตากระจ่างใสคู่นั้นแฝงไว้ด้วยความแน่วแน่ ซึ่งแตกต่างจากรูปลักษณ์อันอ่อนหวานของเธอโดยสิ้นเชิง
หลี่ลี่จวินถึงกับตกตะลึงไปชั่วขณะ เธอบอกไม่ได้ว่ามีอะไรเปลี่ยนไป แต่รู้สึกเพียงว่าพี่สาวของเธอสวยขึ้นกว่าเมื่อก่อนเป็นร้อยเท่า
วันนี้เป็นวันเสาร์ จึงไม่มีการเรียนการสอน และทุกคนในครอบครัวก็อยู่พร้อมหน้ากันที่บ้าน
ป้าอู๋เคาะประตูแล้วเดินเข้ามาพลางเอ่ยถาม "ม่านจวิน เตรียมตัวเสร็จหรือยังจ๊ะ?"
หลี่ลี่จวินจูงมือหลี่ม่านจวินเดินออกไป เมื่อเห็นสายตาตกตะลึงของทุกคน เธอก็ยืดอกพูดอย่างภูมิใจว่า "พี่สาวฉันสวยใช่มั้ยล่ะ!"
ดวงตาของหลี่เจี้ยนจวินเป็นประกาย "พี่ใหญ่ พี่แต่งตัวแบบนี้แล้วดูดีมากเลยนะ วันหลังพี่น่าจะแต่งตัวแบบนี้ตลอดไปเลย พี่สวยกว่าดาราในโปสเตอร์ซะอีก"
ป้าอู๋เองก็ชะงักไปครู่หนึ่ง เมื่อเรียกสติกลับมาได้ นางก็เอ่ยชมจากใจจริงว่าหลี่ม่านจวินเป็นหญิงสาวที่งดงามมาก
"ระวังคำพูดคำจาให้ดีล่ะ ถึงแม้เป็นผู้หญิงก็ควรจะต้องสงวนท่าทีไว้บ้าง แต่ก็อย่าสงวนท่าทีมากจนอีกฝ่ายเดาใจแกไม่ออกล่ะ ได้ยินที่ฉันพูดมั้ย?"
หวังเสี่ยวจวนยืนอยู่ข้างหน้าต่างรถ คอยพูดกำชับลูกสาว นางรู้สึกกังวลใจเล็กน้อย กลัวเหลือเกินว่าจ้าวหย่ง ชายหนุ่มที่ไร้ทั้งพ่อแม่และหน้าที่การงานเป็นหลักแหล่ง จะเกิดถูกตาต้องใจลูกสาวที่แสนจะเพียบพร้อมของนางเข้า
ป้าอู๋หัวเราะร่วน "ไม่ต้องห่วงหรอกน่า ฉันอยู่ทั้งคน ฉันจะคอยช่วยดูยัยหนูของเราให้เอง"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หวังเสี่ยวจวนถึงได้คลายความกังวลลงไปเปลาะหนึ่ง