- หน้าแรก
- รวยทะลุพิกัด บันทึกชีวิตมหาเศรษฐีระบบเทพ
- บทที่ 10 - ขีดจำกัดมีไว้เพื่อทำลาย
บทที่ 10 - ขีดจำกัดมีไว้เพื่อทำลาย
บทที่ 10 - ขีดจำกัดมีไว้เพื่อทำลาย
บทที่ 10 - ขีดจำกัดมีไว้เพื่อทำลาย
หลัวเฟิงยึดถือหลักการสุภาพบุรุษด้วยการพาเมิ่งชิงย่วนไปซื้อของก่อน
แต่ที่ไหนได้ กลับกลายเป็นร้านขายชุดชั้นงานเสียอย่างนั้น
เมิ่งชิงย่วนไม่ได้เสียเวลาอะไรมากมาย เธอหยิบชุดชั้นในมาสองชุด หลังจากเอ่ยถามความเห็นของหลัวเฟิงเสร็จก็ไปจ่ายเงินทันที
ชุดชั้นในขนาดคัพดี เนื้อผ้าน้อยชิ้นมากแถมยังบางจนแทบจะมองเห็นทะลุไปอีกฝั่ง ชุดหนึ่งเป็นสีม่วง อีกชุดหนึ่งเป็นสีดำ
หลัวเฟิงเพียงแค่จินตนาการภาพยามที่เธอสวมใส่มัน "ส่วนนั้น" ก็เริ่มจะมีอาการตื่นตัวขึ้นมาบ้าง
เมิ่งชิงย่วนยังจงใจให้หลัวเฟิงลองสัมผัสเนื้อผ้าเพื่อให้เขารับรู้ถึงวัสดุที่ใช้ จากนั้นจึงกระซิบเบา ๆ ที่ข้างหูเขาว่า:
"ถ้าวันหลังฉันใส่มัน มันจะเหมือนกับว่ามือของพี่กำลังสัมผัสส่วนนั้นของฉันอยู่หรือเปล่านะ?"
"..."
ให้ตายสิ
ถ้าไม่ติดว่ามีอู๋เหมิงอยู่ข้าง ๆ นะ เขาคงจะต้องหาทางเข้าถึงตัวเมิ่งชิงย่วนแบบไร้ระยะห่างไปแล้ว
แต่ใครจะรู้ล่ะ ว่าถ้าอู๋เหมิงไม่อยู่ เมิ่งชิงย่วนก็คงไม่กล้ามายั่วยวนเขาถึงขนาดนี้หรอก
ฝ่ายอู๋เหมิงที่อยู่ข้าง ๆ ได้แต่ลอบถอนหายใจในใจ
พี่ชิงย่วนนี่ร้ายกาจจริง ๆ ไม่ว่าจะเป็นพี่เฟิงหรือผู้ชายคนไหนก็คงรับมือไม่ไหวแน่
เธอเองทำแบบนั้นไม่เป็น และก็ไม่อยากจะเรียนรู้ด้วย
แต่เธอก็เริ่มกังวลว่าชั่วโมงเรียนในอนาคตของเธอคงจะสั่นคลอนแน่ ๆ
"ไปกันเถอะครับ เดี๋ยวเราไปที่ร้านทองเพื่อซื้อของขวัญราคาประหยัดสักหน่อย"
หัวใจของอู๋เหมิงและเมิ่งชิงย่วนเต้นแรงขึ้นมาทันที ต่างก็รู้สึกว่าของขวัญชิ้นนี้ต้องซื้อให้พวกเธอแน่ ๆ
และข้อดีของของขวัญจากร้านทองก็คือมันสามารถรักษาค่าเงินไว้ได้
แต่ก็ไม่รู้ว่าระดับความใจกว้างของพี่เฟิงจะอยู่ในขั้นไหน
"สวัสดีค่ะคุณผู้ชายและคุณผู้หญิง ยินดีต้อนรับสู่ร้านโจวจินจินค่ะ"
"ทั้งสามท่านสนใจมองหาอะไรเป็นพิเศษไหมคะ?"
พนักงานขายสาวให้การต้อนรับอย่างกระตือรือร้น
"ขอดูสร้อยข้อมือราคาประมาณห้าพันหยวนหน่อยครับ" หลัวเฟิงเอ่ยออกมา
"ได้ค่ะ เชิญทางนี้เลยค่ะ" พนักงานขายสาวเดินนำไป
อู๋เหมิงและเมิ่งชิงย่วนรีบเดินตามไป ในใจรู้สึกพอใจกับของขวัญราคาระดับนี้มาก
เพราะพี่เฟิงยังไม่เคยเอ่ยปากขออะไรจากพวกเธอเลย มันก็เหมือนกับการได้มาฟรี ๆ นั่นแหละ
พวกเถ้าแก่หรือท่านประธานบางคนที่บอกว่าจะซื้อกระเป๋าใบละหนึ่งหรือสองหมื่นหยวนให้ ส่วนใหญ่ก็หวังจะเคลมตัวพวกเธอไปทำเรื่องอย่างว่าทั้งนั้น
ความแตกต่างและระดับวิสัยทัศน์ช่างห่างชั้นกันเหลือเกิน
แต่ทั้งสองคนกลับไม่ได้เฉลียวใจเลยสักนิดว่าของขวัญชิ้นนี้ไม่ได้มีไว้ให้พวกเธอ แต่มีไว้ให้พนักงานต้อนรับที่ศูนย์ฟิตเนสต่างหาก
มันคือภารกิจล้วน ๆ... เขาไม่ได้คิดจะทำอะไรเกินเลยกับพนักงานต้อนรับเหล่านั้นเลย
หลัวเฟิงเลือกสร้อยข้อมือที่มีรูปแบบคล้ายกันสองเส้นได้อย่างรวดเร็ว ราคาเส้นละห้าพันแปดร้อยแปดสิบแปดหยวน น้ำหนักทองยังไม่ถึงสิบกรัมเลยด้วยซ้ำ ราคาทองคำนี่นับวันมีแต่จะยิ่งสูงขึ้นจริง ๆ
เขาให้สาวสวยทั้งสองลองสวมดู พบว่าขนาดกำลังพอดี จึงให้พนักงานจัดใส่กล่องให้เรียบร้อย
เมื่อเห็นพนักงานบรรจุกล่องเสร็จสรรพ อู๋เหมิงและเมิ่งชิงย่วนต่างก็รู้สึกยินดี
พวกเธอแอบลุ้นอยู่ในใจว่าเขาจะมอบมันให้เดี๋ยวนี้เลยหรือเปล่า
"ผมขอฝากของไว้ที่ร้านก่อนนะครับ เดี๋ยวจะมีคนมารับเอง"
หลัวเฟิงบอกกับพนักงานขาย จากนั้นจึงแจ้งว่าเดี๋ยวจะมีคนถือรูปถ่ายหลักฐานการชำระเงินมารับของไป
เขาได้ส่งรูปถ่ายใบเสร็จไปให้จางเชี่ยนและหวังเยี่ยนเรียบร้อยแล้ว เพื่อให้พวกเธอมาจัดการรับของกันเองในภายหลัง
อู๋เหมิงและเมิ่งชิงย่วนรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย
"สาวสวยทั้งสองท่านอุตส่าห์มาอยู่เป็นเพื่อนผมตั้งนาน ผมต้องตอบแทนสักหน่อยแล้วล่ะ"
"เราไปเดินเล่นที่ร้านคาร์เทียร์กันเถอะครับ"
หลัวเฟิงหันไปมองอู๋เหมิงแล้วถามว่า "คุณคงรู้ใช่ไหมว่าร้านตั้งอยู่ตรงไหน?"
อู๋เหมิงรู้สึกมึนงงไปครู่หนึ่ง ความรู้สึกผิดหวังเมื่อครู่พลันมลายหายไปและแทนที่ด้วยความตื่นเต้นทันที
ร้านคาร์เทียร์ในห้างนี้ เธอรู้จักคุ้นเคยดียิ่งกว่าอะไรทั้งหมด
พี่เฟิงถามเธอแบบนี้ แสดงว่าจะซื้อให้เธออย่างนั้นเหรอ?
แต่คาร์เทียร์เนี่ยราคามันค่อนข้างสูงเลยนะ
เขาจะเหมือนผู้ชายคนอื่นหรือเปล่าที่จะต้องมีเงื่อนไขแลกเปลี่ยนก่อนซื้อ อย่างเช่นการพาออกไปค้างคืนข้างนอกอะไรแบบนั้น
ด้วยความคาดหวังที่รุนแรงและความไม่สบายใจที่ปะปนกัน เธอจึงนำทางทั้งสองไปยังร้าน
"ยินดีต้อนรับสู่ คาร์เทียร์ (Cartier) ค่ะ!"
"เชิญด้านในเลยค่ะ"
พนักงานขายสาวมองเห็นการแต่งกายของชายหนึ่งหญิงสอง แล้วรีบคำนวณราคาสิ่งของที่ทั้งสามคนสวมใส่ในหัวทันที
ฝ่ายชายรวมกันไม่เกินห้าร้อยหยวน สาวสวยรูปร่างสูงโปร่งไม่เกินสามพันหยวน ส่วนสาวหน้าเด็กอกสะบึมไม่เกินหนึ่งหมื่นหยวน
แต่เห็นได้ชัดว่าชายคนนี้เป็นผู้นำของกลุ่ม
ด้วยจรรยาบรรณวิชาชีพที่ดีเยี่ยม หรืออาจจะเป็นกฎเหล็กของร้านที่ต้องปฏิบัติกับลูกค้าทุกคนให้เหมือนได้รับบริการจากบ้านของตัวเอง เธอจึงไม่ได้แสดงท่าทางดูถูกเพียงเพราะการแต่งกายราคาถูก หรือแสดงท่าทีเย็นชาถากถางแต่อย่างใด
"ขอดูนาฬิกาข้อมือผู้หญิงหน่อยครับ" หลัวเฟิงเอ่ยขึ้นเพื่อไม่ให้เสียเวลา
"ได้ค่ะ เชิญตามฉันมานะคะ" พนักงานนำทางทั้งสามไปยังโซนนาฬิกาข้อมือ
จากนั้นจึงเริ่มแนะนำสรรพคุณ ทั้งประวัติแบรนด์และความมีระดับของสินค้า มันเป็นรูปแบบการขายสินค้าแบรนด์หรูทั่วไป
ถ้านิทานแต่งออกมาได้ดี แม้แต่เชือกปอธรรมดาก็ยังแพงกว่าทองคำแท่งเสียอีก
"เหมิงเหมิง ลองดูสิว่ามีเรือนไหนที่ถูกใจบ้างไหม?"
หัวใจของอู๋เหมิงเต้นระรัว แต่นาฬิกาที่วางเรียงรายอยู่ตรงหน้านี้ราคาสูงเกินไปทั้งนั้น เรือนที่ถูกที่สุดก็ต้องใช้เงินหลายหมื่น ส่วนเรือนที่เธอแอบชอบราคาถึงสองแสนสองหมื่นหยวนเลยทีเดียว
"พี่เฟิงคะ ไม่เป็นไรดีกว่าค่ะ ราคามันแพงเกินไป"
แม้ในใจอู๋เหมิงจะอยากได้มากเพียงใด แต่เหตุผลก็คอยเตือนเธอว่า หากเธอรับของราคาขนาดนี้ไป ถ้าพี่เฟิงมีข้อเสนอที่ไม่เหมาะสมขึ้นมา เธอคงไม่สามารถปฏิเสธได้
"เอาเรือนนี้แหละครับ"
หลัวเฟิงชี้ไปที่นาฬิกาข้อมือสายหนังสีดำ ตัวเรือนทองคำขาวและเม็ดมะยมทรงกลมที่ประดับด้วยเพชรเม็ดเล็กจำนวนมาก
"ได้ค่ะคุณผู้ชาย"
ในใจของพนักงานขายสาวรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่ง คุณลุงคนนี้ดูภายนอกเหมือนไม่มีกำลังซื้อ แต่พอลงมือทีหนึ่งกลับควักเงินถึงสองแสนสองหมื่นสองพันหยวน!
ค่าคอมมิชชันยอดนี้...
"เอ๊ะ!" อู๋เหมิงอุทานออกมาด้วยความตกใจ นี่คือเรือนที่เธอชอบที่สุด ตั้งแต่เธอเผลอเดินเข้ามาเห็นนาฬิกาเรือนนี้เธอก็เฝ้าถวิลหามาตลอด
หรือว่าเมื่อกี้เธอจะแสดงท่าทางออกมาชัดเจนเกินไปจนพี่เฟิงสังเกตเห็นได้?
แต่นาฬิกาเรือนนี้มันแพงมากจริง ๆ นะ แพงเกินกว่าที่เธอคาดคิดไว้มหาศาลเลย
"พี่เฟิงคะ"
"อย่าทำแบบนี้เลยค่ะ ไม่ต้องซื้อหรอก!"
"มันแพงเกินไปจริง ๆ!"
เธอทั้งตื่นเต้นและหวาดกลัวไปในเวลาเดียวกัน หากเขาซื้อให้เธอจริง ๆ เธอจะเอาอะไรไปปฏิเสธพี่เฟิงได้ล่ะ?
คนจำนวนมากอาจจะดูเหมือนไม่มีราคาค่าตัวในตอนแรก แต่ความจริงแล้วทุกคนมีค่าตัวของตัวเองทั้งนั้น
ตั้งแต่หลักร้อยถึงหลักพัน ที่คนทั่วไปสามารถพบเจอได้
แต่ระดับหนึ่งถึงสองหมื่นหยวน บางที่มันอาจจะหมายถึงเวลาทั้งเดือนเลยก็ได้
และสำหรับอู๋เหมิง เงินจำนวนสองหมื่นหยวนเธอสามารถปฏิเสธได้อย่างไม่ลังเล แต่ถ้ามันเพิ่มขึ้นเป็นห้าหมื่นล่ะ?
ยังปฏิเสธได้อยู่อีกหรือเปล่า?
แล้วถ้าเป็นหนึ่งแสน หรือสองแสนล่ะ?
และที่สำคัญที่สุด ในสายตาของเธอตอนนี้ หลัวเฟิงคือมหาเศรษฐีที่แฝงตัวทำตัวติดดิน หากเธอยอมรับในครั้งนี้ ในอนาคตเงินที่เขาจะมอบให้คงต้องมากกว่านี้อีกมหาศาลแน่!
เมื่อหลัวเฟิงเห็นว่าท่าทีของอู๋เหมิงยังคงยืนกรานปฏิเสธ แม้แววตาจะดูลังเลใจอยู่บ้าง แต่ภารกิจนี้ต้องสำเร็จเท่านั้น จะปล่อยให้พลาดไม่ได้เด็ดขาด
เขาตัดสินใจหาทางลงให้อู๋เหมิง เพื่อให้การรับของขวัญครั้งนี้ดูเป็นธรรมชาติยิ่งขึ้น
เขาสูดลมหายใจเข้าลึก สีหน้าเปลี่ยนไปในทันที แววตาจากที่เคยดูเจ้าชู้พลันเปลี่ยนเป็นความโศกเศร้าลึก ๆ
"เมื่อสิบปีก่อน ผมเคยมีน้องสาวคนหนึ่ง ตอนนั้นเธออยากได้ตุ๊กตาตัวหนึ่งมาก แต่ช่วงนั้นผมเพิ่งเริ่มทำงานยังไม่มีเงินพอ ผมเลยสัญญาว่าถ้าได้รับเงินเดือนเดือนแรกเมื่อไหร่จะซื้อให้เธอทันที"
"เธอดีใจจนตัวลอย แล้วอาศัยตอนที่ผมไม่ทันระวังแอบหอมแก้มผมด้วย"
"พวกเราต่างก็เฝ้ารอวันให้เงินเดือนออกอย่างใจจดใจจ่อ"
"แต่ว่า!"
อู๋เหมิง เมิ่งชิงย่วน และพนักงานขายต่างพากันตั้งใจฟังอย่างจดจ่อ พอได้ยินน้ำเสียงของเขาเปลี่ยนไป ทุกคนต่างก็เริ่มมีความรู้สึกที่ไม่ดีเกิดขึ้นในใจ
"อุบัติเหตุทางรถยนต์ครั้งหนึ่ง... ทำให้เธอไม่มีโอกาสได้เห็นตุ๊กตาตัวที่เธออยากได้อีกเลย"
เป็นอย่างที่คิดไว้จริง ๆ... ทั้งสามคนคิดเหมือนกัน
หลัวเฟิงพูดด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อยและเงยหน้าขึ้นถอนหายใจเบา ๆ
ในใจเขาแอบคิดว่า เพื่อจะทำภารกิจให้สำเร็จ ผมถึงกับต้องให้น้องสาวที่ไม่มีตัวตนอยู่จริงต้องมาตายจากไปเนี่ยนะ ช่างเป็นการเสียสละที่ยิ่งใหญ่จริง ๆ!
"พี่เฟิง..." ทั้งอู๋เหมิงและเมิ่งชิงย่วนต่างอยากจะเข้าไปปลอบโยนเขา
"รบกวนช่วยสวมนาฬิกาให้น้องสาวคนนี้ด้วยนะครับ"
"ตอนนี้ผมพอจะมีเงินอยู่บ้าง จะไม่ยอมให้เกิดเรื่องที่น่าเสียดายแบบนั้นขึ้นรอบตัวผมอีก!"
"เงินแค่นี้มันจะไปสำคัญอะไร? ในฐานะเพื่อนของผม ขอแค่คุณมีความสุข ต่อให้เป็นหลักล้าน หลักสิบล้าน หรือหลักร้อยล้าน ผมก็ยินดีจะจ่ายให้!"
พนักงานขายสาวรู้สึกตื้นตันใจมาก เธอเคยได้ยินมาว่าการเลี้ยงนกต่อหัวทองราคาแพง ๆ สักตัว ใช้เงินไม่กี่ล้านหยวนก็น่าจะพอ อย่างเช่นเดือนละหนึ่งแสนหยวน ปีหนึ่งก็หนึ่งล้านสองแสนหยวน
แต่กรณีที่เห็นได้ชัดว่ายังไม่ได้ก้าวข้ามไปถึงขั้นนั้น แต่กลับกล้าทุ่มเงินสองแสนสองหมื่นหยวนซื้อนาฬิกาให้ตั้งแต่เริ่มแบบนี้ เธอไม่เคยเห็นมาก่อนเลยจริง ๆ
นั่นหมายความว่าในอนาคต สาวสวยรูปร่างสูงโปร่งคนนี้อาจจะได้รับทรัพย์สินถึงระดับสิบล้านหยวนเลยทีเดียว
ส่วนระดับร้อยล้านหยวนเนี่ย เธอไม่กล้าจะจินตนาการไปถึงขั้นนั้นหรอก
พนักงานหยิบนาฬิกาขึ้นมาแล้วบรรจงสวมให้ที่ข้อมือของอู๋เหมิงอย่างชำนาญ
อู๋เหมิงยืนอึ้งไปครู่หนึ่ง พอได้สติเธอก็พบนามฬิกามูลค่าสองแสนสองหมื่นสองพันหยวนมาอยู่ที่ข้อมือเธอเสียแล้ว
เธอรู้สึกว่าหัวใจเต้นเร็วมากและสมองก็ดูจะมึนงงไปหมด
"ฉัน..."
"ขอบคุณมากนะคะพี่เฟิง"
เธอลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อย ๆ เอื้อมมือไปคล้องแขนของหลัวเฟิงไว้ แล้วกระซิบเบา ๆ ว่า "ขอโทษนะคะที่ทำให้พี่ต้องนึกถึงเรื่องเศร้า"
ในฐานะน้องสาว การคล้องแขนพี่ชายเพื่อเป็นการปลอบโยนเนี่ย คงจะไม่เป็นอะไรหรอกมั้ง?
เมื่อกี้พี่เฟิงยังบอกเลยว่าน้องสาวคนนั้นแอบหอมแก้มเขาด้วยซ้ำ
งั้นถ้าเป็นเธอ...
เธอมองดูหลัวเฟิงด้วยใบหน้าที่แดงระเรื่อ
เมิ่งชิงย่วนมองดูเหตุการณ์ทั้งหมดด้วยความเจ็บใจจนแทบจะทนไม่ไหว เศรษฐีระดับพี่เฟิงนี่แหละคือคนที่เธอเฝ้าตามหามาตลอด!
"คุณลูกค้าคะ เชิญเดินชมตามสะดวกนะคะ ยินดีต้อนรับกลับมาใหม่ในครั้งหน้าค่ะ"
พนักงานขายมองตามคนทั้งสามที่เดินออกไปจากร้านด้วยความสงสัย
ผู้หญิงสองคนกับผู้ชายหนึ่งคน แล้วผู้หญิงอีกคนหนึ่งเนี่ยจะเป็นน้องสาวด้วยไม่ได้เหรอไงนะ?
ทำไมถึงไม่ซื้อของขวัญให้น้องสาวอีกคนด้วยอีกล่ะเนี่ย!
"ชิงย่วนน้องรัก เดี๋ยวเราไปเดินเล่นที่ร้านหลุยส์ วิตตองกันต่อนะ คุณช่วยนำทางให้ผมหน่อยสิ"
(จบแล้ว)