- หน้าแรก
- ก็ผมมีระบบผู้ช่วยไอดอลสายบันเทิง ผมจะดังแค่ไหนก็ได้
- บทที่ 640 - ลูกผู้ชายตระกูลเยว่ ยอมหักไม่ยอมงอ!
บทที่ 640 - ลูกผู้ชายตระกูลเยว่ ยอมหักไม่ยอมงอ!
บทที่ 640 - ลูกผู้ชายตระกูลเยว่ ยอมหักไม่ยอมงอ!
บทที่ 640 - ลูกผู้ชายตระกูลเยว่ ยอมหักไม่ยอมงอ!
วันรุ่งขึ้น ในช่วงกลางวัน เย่เหวินเซวียนไม่ได้ออกไปไหน เขาเพียงแค่นั่งพักผ่อนเงียบๆ อยู่ที่บ้าน เพื่อปรับสภาพร่างกายและจิตใจของตัวเองอย่างต่อเนื่อง
การแข่งขันรอบที่สี่ คัดจากยี่สิบคนให้เหลือสิบคนนั้น ความหนาแน่นของผู้เข้าแข่งขันยอดฝีมือมีสูงมาก โอกาสที่เย่เหวินเซวียนจะจับพลัดจับผลูไปเจอกับยอดฝีมือก็มีสูงมากเช่นเดียวกัน
ดังนั้น สำหรับค่ำคืนนี้ ทุกอย่างยังคงเป็นเรื่องที่คาดเดาไม่ได้ เย่เหวินเซวียนจึงต้องเตรียมใจรับมือกับสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด และเตรียมพร้อมสำหรับการแข่งขันในคืนนี้อย่างเต็มที่
เวลาไม่คอยท่า วันเวลาช่างผ่านไปอย่างรวดเร็ว เพียงพริบตาเดียวก็หมดไปอีกหนึ่งวัน
ในช่วงพลบค่ำ หวงเทียนเหล่ยก็เดินทางมาที่บริเวณหน้าโครงการหาวตี้เจียเยวี่ยน เพื่อรับเย่เหวินเซวียน แล้วมุ่งหน้าตรงไปยังสนามกีฬารังนกทันที
ยี่สิบนาทีต่อมา เย่เหวินเซวียนก็มาปรากฏตัวอยู่ในห้องเปลี่ยนเสื้อผ้าของสนามกีฬารังนก หลังจากเปลี่ยนมาสวมชุดฝึกยุทธ์เสร็จสรรพ เย่เหวินเซวียนก็ก้าวเดินออกจากห้องเปลี่ยนเสื้อผ้าด้วยท่าทางสง่างาม มุ่งหน้าไปยังพื้นที่พักรับรองของทีมหัวเซี่ยซึ่งตั้งอยู่บริเวณกลางสนาม
ตอนที่เย่เหวินเซวียนเดินทางมาถึง เยว่จื่ออัง โจวไท่เหอ และต่งไห่รง ทั้งสามคนได้เดินทางมาถึงก่อนแล้ว
แม้แต่เยว่จื่ออังที่ปกติมักจะชอบทำตัวสนุกสนานเฮฮา ในเวลานี้ก็ยังดูจริงจังกับการวอร์มอัพร่างกาย เขากำลังฝึกกระบวนท่าฉางเฉวียน จังหวะการเคลื่อนไหวมีทั้งช้าและเร็ว ดูมีท่วงทำนองที่สอดประสานกันเป็นอย่างดี
เย่เหวินเซวียนเดินเข้ามาในบริเวณพื้นที่สำหรับวอร์มอัพ และเริ่มอบอุ่นร่างกายของตัวเองเงียบๆ โดยไม่เข้าไปรบกวนทั้งสามคน
ตอนนี้เพิ่งจะเวลาหกโมงครึ่งเท่านั้น ยังเหลือเวลาอีกเกือบหนึ่งชั่วโมงเต็มๆ กว่าการแข่งขันจะเริ่มต้นขึ้นในเวลาทุ่มครึ่ง
เย่เหวินเซวียนก้มหน้าก้มตาฝึกซ้อมร่างกายต่อไป เวลาค่อยๆ ล่วงเลยไปอย่างเงียบเชียบ ทว่าผู้ชมในสนามกลับเริ่มเนืองแน่นไปด้วยผู้คนที่ทยอยกันหลั่งไหลเข้ามา
เสียงจอแจรอบข้างเริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ จนทำให้เย่เหวินเซวียนที่กำลังจดจ่ออยู่กับการวอร์มอัพต้องตื่นจากภวังค์ เมื่อมองขึ้นไปบนอัฒจันทร์ที่เดิมทีเคยว่างเปล่า ตอนนี้กลับมีผู้ชมเข้ามานั่งจับจองพื้นที่ไปแล้วกว่าแปดสิบเปอร์เซ็นต์
เมื่อกวาดสายตามองไปรอบๆ ก็จะเห็นธงชาติสีแดงผืนเล็กถูกโบกสะบัดไปมาอย่างไม่ขาดสาย
เมื่อหันกลับมาดูเวลาอีกครั้ง ตอนนี้ก็เหลือเวลาอีกเพียงสิบนาทีเท่านั้นก่อนจะถึงเวลาทุ่มครึ่ง
เย่เหวินเซวียนพรูลมหายใจออกมายาวๆ ก่อนจะเดินกลับไปที่โซนพักผ่อน หยิบผ้าขนหนูที่ทีมงานเตรียมไว้ให้ขึ้นมาซับเหงื่อ
เยว่จื่ออังและคนอื่นๆ วอร์มอัพเสร็จเรียบร้อยนานแล้ว เย่เหวินเซวียนกล่าวทักทายต่งไห่รงและโจวไท่เหอ ก่อนจะนั่งลงข้างๆ เยว่จื่ออัง
"เป็นไงบ้าง มั่นใจไหม?" เย่เหวินเซวียนจิบน้ำไปอึกหนึ่ง พลางหันหน้าไปถามเยว่จื่ออังด้วยรอยยิ้ม
เมื่อได้ยินคำถามของเย่เหวินเซวียน เยว่จื่ออังก็ยกมือขึ้นเกาหัว ก่อนจะยิ้มยิงฟัน "เรื่องนั้น... ตำแหน่งรองแชมป์คงจะยากแล้วล่ะครับ..."
เย่เหวินเซวียนรู้สึกแปลกใจ ปกติไอ้หมอนี่มันมั่นใจในตัวเองจะตายไป แล้วนี่มันเกิดอะไรขึ้นล่ะเนี่ย?
"ทำไมจู่ๆ ถึงได้ดูหมดความมั่นใจขนาดนี้ล่ะ ไอ้เด็กหนุ่มที่เคยหยิ่งยโสคนนั้นมันหายหัวไปไหนซะแล้วล่ะ!" เย่เหวินเซวียนถามด้วยความประหลาดใจ แววตาของเขาเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้ม
เยว่จื่ออังยักไหล่ ก่อนจะตอบด้วยท่าทีสบายๆ ว่า "ก็เพราะได้เห็นฝีมือของยอดฝีมือจากชาติต่างๆ แล้วไงครับ ผมเลยประเมินระดับฝีมือของตัวเองได้ชัดเจนขึ้น มันยากจริงๆ แหละครับ"
เย่เหวินเซวียนก็พอจะเข้าใจว่าสิ่งที่เยว่จื่ออังพูดมานั้นเป็นความจริง ยอดฝีมือจากชาติต่างๆ เหล่านี้ บางคนถึงขนาดทำให้เย่เหวินเซวียนยังรู้สึกใจสั่นเมื่อได้เห็นเลยด้วยซ้ำ นับประสาอะไรกับเยว่จื่ออังที่ยังฝึกฝนไม่ถึงขั้นกำลังภายในด้วยซ้ำ
เย่เหวินเซวียนตบบ่าเยว่จื่ออังเบาๆ พลางให้กำลังใจ "ทำให้เต็มที่ก็พอ อย่าปล่อยให้ตัวเองต้องมานั่งเสียใจทีหลังก็แล้วกัน"
เยว่จื่ออังพยักหน้ารับอย่างหนักแน่น แววตาของเขาฉายประกายความดื้อรั้นออกมาให้เห็น
ความดื้อรั้นนี้ไม่อาจเล็ดลอดสายตาอันเฉียบแหลมของเย่เหวินเซวียนไปได้ เขาแอบคิดในใจว่า ถึงปากไอ้เด็กนี่จะบอกว่าไม่เป็นไร แต่ลึกๆ ในใจแล้ว ความไม่ยอมแพ้ของมันก็ไม่ได้ลดน้อยลงไปเลยสักนิด
หลังจากทั้งสองคนพูดคุยกันได้ไม่นาน เวลาก็ล่วงเลยมาถึงทุ่มครึ่ง
เวลาทุ่มครึ่ง เสียงของพิธีกรก็ดังก้องกังวานไปทั่วบริเวณสนามกีฬารังนกอย่างตรงต่อเวลา
ผู้เข้าแข่งขันจากชาติต่างๆ ทยอยกันเดินเข้าสู่พื้นที่บริเวณกลางสนาม เพื่อเตรียมตัวสุ่มจับคู่แข่งขัน
หน้าจอขนาดใหญ่เริ่มสุ่มจับคู่ผู้เข้าแข่งขันอย่างต่อเนื่อง จากนั้นรายชื่อผู้ที่ต้องประลองกันในแต่ละกลุ่มก็ปรากฏขึ้นอย่างรวดเร็ว
เมื่อเข้าสู่การแข่งขันรอบที่สี่ สถานที่แข่งขันก็ไม่ได้จำกัดอยู่แค่เวทีประลองขนาดเล็กเหมือนก่อนหน้านี้อีกต่อไป แต่เปลี่ยนมาใช้เวทีประลองขนาดใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่ตรงกลางสนามแทน
การแข่งขันถูกแบ่งออกเป็นกลุ่มๆ ตั้งแต่กลุ่มที่หนึ่งไปจนถึงกลุ่มที่สิบ โดยกลุ่มที่หนึ่งจะได้ประลองเป็นคู่แรก และกลุ่มที่สิบจะได้ประลองเป็นคู่สุดท้าย
เย่เหวินเซวียนถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มที่สี่ ส่วนเยว่จื่ออังนั้นบังเอิญได้อยู่กลุ่มถัดจากเย่เหวินเซวียนพอดี นั่นก็คือกลุ่มที่ห้า
คู่ต่อสู้ของเย่เหวินเซวียน คือคาร์ลอส ผู้เข้าแข่งขันจากประเทศบราซิล เขาเป็นนักสู้ที่มากประสบการณ์จากการแข่งขันศิลปะการต่อสู้ระดับโลกมาอย่างยาวนาน และเคยคว้าอันดับที่แปดในการแข่งขันครั้งก่อนมาแล้ว
แต่ถึงกระนั้น ฝีมือของคาร์ลอสก็ยังมีช่องว่างเมื่อเทียบกับมิยาโมโตะ ฮ่าวเทียนอยู่มาก จึงไม่ใช่เรื่องน่าประหลาดใจอะไรนัก
ทว่าเมื่อเย่เหวินเซวียนกวาดสายตาลงมาดูรายชื่อคู่ชกคู่ต่อไป เขาก็รู้สึกใจหายวาบ
เยว่จื่ออัง ปะทะ ตอร์เรส!
คราวนี้เยว่จื่ออังเจอตอเข้าอย่างจังแล้ว คู่ชกคนนี้เป็นยอดฝีมือที่เก่งกาจไม่แพ้มิยาโมโตะ ฮ่าวเทียนเลย เผลอๆ ในการแข่งขันครั้งก่อน ฝีมือของเขาอาจจะเหนือกว่ามิยาโมโตะ ฮ่าวเทียนไปอีกขั้นด้วยซ้ำ โดยเขาคว้าอันดับที่สามมาครองได้สำเร็จ
ตอร์เรส นักมวยสากลจากอเมริกา น้ำหนักตัวอยู่ที่สองร้อยจินเป๊ะ ส่วนสูงหนึ่งร้อยเก้าสิบสามเซนติเมตร กล้ามเนื้อทุกสัดส่วนแข็งแกร่งดั่งเหล็กไหล เขาได้รับการฝึกฝนอย่างเข้มงวดจากสถาบันฝึกสอนเฉพาะทางของอเมริกา ผสานกับการใช้ตัวยาทางการแพทย์เพื่อทะลวงขีดจำกัดของมนุษย์อย่างต่อเนื่อง
เรื่องฝีมือของเขานั้นไร้ข้อกังขา เขาถือเป็นหนึ่งในตัวเต็งของการแข่งขันตั้งแต่ครั้งก่อนนู้นแล้ว
ปัจจุบันเขามีแฟนคลับอยู่ทั่วโลกมากมายมหาศาล เรียกได้ว่าเทียบเท่ากับซูเปอร์สตาร์ระดับแนวหน้าของโลกเลยทีเดียว ค่าโฆษณาที่เขาได้รับในแต่ละปีสูงถึงหลายสิบล้านดอลลาร์ เขาคือซูเปอร์สตาร์แห่งวงการกีฬาที่แจ้งเกิดจากการแข่งขันศิลปะการต่อสู้ระดับโลกอย่างแท้จริง
และคู่แข่งระดับนี้ กลับต้องมาเจอกับเยว่จื่ออังเนี่ยนะ
เย่เหวินเซวียนหันขวับไปมองเยว่จื่ออัง
ในเวลานี้ ใบหน้าของเยว่จื่ออังดูซีดเซียวลง ฟันบนขบกัดริมฝีปากล่างแน่น ดูออกเลยว่าลึกๆ ในใจของเยว่จื่ออังในตอนนี้ จะต้องรู้สึกกดดันอย่างหนักแน่นอน แต่ทว่าในดวงตาของไอ้หนุ่มนี่กลับมีประกายแห่งความมุ่งมั่นฉายชัดออกมาให้เห็นอย่างเด่นชัด ชัดเจนเลยว่าเขาไม่ได้คิดจะยอมแพ้ แต่เตรียมตัวจะสู้ยิบตาเลยทีเดียว
เย่เหวินเซวียนรู้สึกขัดแย้งในใจอยู่ไม่น้อย สติปัญญาบอกเขาว่า เขาควรจะห้ามเยว่จื่ออังไม่ให้ลงแข่งในรอบนี้ เพราะเขารู้ซึ้งถึงระดับฝีมือของเยว่จื่ออังดี การต้องมาเผชิญหน้ากับตอร์เรสที่แข็งแกร่งยิ่งกว่ามิยาโมโตะ ฮ่าวเทียนนั้น โอกาสชนะแทบจะเป็นศูนย์
แต่ในฐานะผู้สืบทอดวิชากังฟู จะให้เขาไปเกลี้ยกล่อมเยว่จื่ออังให้ยอมถอยหนีโดยไม่ยอมสู้ แล้วขึ้นไปบนเวทีเพื่อขอยอมแพ้งั้นเหรอ?
หากทำแบบนั้นล่ะก็ เส้นทางสายบู๊ของเยว่จื่ออังในชาตินี้ก็คงต้องจบสิ้นลงเพียงเท่านี้ ระดับฝีมือในตอนนี้คงจะเป็นขีดจำกัดสูงสุดของเขาแล้ว ระดับกำลังภายในคงจะห่างไกลเกินเอื้อม เผลอๆ อาจจะกลายเป็นเพียงแค่ความฝันที่ไม่มีวันเป็นจริงไปเลยก็ได้
เย่เหวินเซวียนมองดูเยว่จื่ออังด้วยความเป็นห่วง เขาไม่รู้ว่าจะพูดอะไรออกไปดี
เยว่จื่ออังที่สัมผัสได้ถึงสายตาคู่หนึ่งที่กำลังจ้องมองมา เขาจึงหันไปสบตากับเย่เหวินเซวียน
แววตาของเยว่จื่ออังดูหลบเลี่ยงเล็กน้อย แต่เขาก็ยังคงฝืนยิ้มออกมา พลางเอ่ยถามว่า "พี่เย่ พี่จะจ้องหน้าผมทำไมเนี่ย..."
เย่เหวินเซวียนถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า "จื่ออัง การแข่งขันนัดนี้... นาย... นาย..."
เย่เหวินเซวียนไม่รู้จะอธิบายออกไปยังไงดี อ้ำอึ้งอยู่นานก็ยังพูดอะไรไม่ออก
เยว่จื่ออังส่ายหัวเบาๆ แววตาของเขาแน่วแน่และเด็ดเดี่ยว
"พี่เย่ ผมอยากลองสู้ดูสักตั้งครับ"
"มันอันตรายมากนะ" เย่เหวินเซวียนเตือนเสียงเบา
"บรรพบุรุษของผม ต่างก็เคยมีวีรกรรมอันห้าวหาญในการบุกตะลุยข้ามแม่น้ำหวงโหและแม่น้ำลั่วสุ่ย เข้าไปทะลวงแดนเยียนและอิวโจวมาแล้ว ผมไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องมายอมแพ้ให้กับอุปสรรคแค่นี้หรอกครับ ลูกผู้ชายตระกูลเยว่ ยอมหักไม่ยอมงอมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว!"
ประโยคนี้ของเยว่จื่ออัง ทำเอาเย่เหวินเซวียนถึงกับสะท้านไปทั้งหัวใจ สายตาที่เขามองเยว่จื่ออังเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ความเคารพนับถือจากใจจริงก่อตัวขึ้นมาเพื่อมอบให้กับเด็กหนุ่มวัยสิบเก้าปีคนนี้
(จบแล้ว)