เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 94 ใบหน้าหล่อๆ นี้จะกลายเป็นมันฝรั่งขรุขระ!

ตอนที่ 94 ใบหน้าหล่อๆ นี้จะกลายเป็นมันฝรั่งขรุขระ!

ตอนที่ 94 ใบหน้าหล่อๆ นี้จะกลายเป็นมันฝรั่งขรุขระ!


ตอนที่ 94 ใบหน้าหล่อๆ นี้จะกลายเป็นมันฝรั่งขรุขระ!

 

ไม่นานนัก เสียงทุ้มต่ำที่ดูเย็นชาและสำรวมของชายหนุ่มก็ดังมาจากหูโทรศัพท์

"ฮัลโหล ผมลู่หยุนเช่อครับ คุยสะดวกไหม?"

ฟู่ว!

ซ่งอวิ๋นชูถอนหายใจอย่างโล่งอก ที่แท้ก็เขานี่เองเหรอ?

เธอกวาดสายตาไปมองผู้จัดการร้าน, เจ้าฟางฟาง และหลิวลี่อิง ที่ยืนล้อมวงอยู่ข้างๆ

ไม่สะดวกเลยสักนิด

ดังนั้น ซ่งอวิ๋นชูจึงอุ้มเครื่องโทรศัพท์ขึ้นมา แล้วดึงสายโทรศัพท์ที่ยืดหยุ่นได้จนสุดตัวเพื่อไปยืนตรงประตูร้านขายยา พยายามออกห่างจากพวกเธอให้มากที่สุด "สะดวกค่ะ คุณพูดมาเถอะ"

ถึงแม้เธอจะไม่รู้ว่าลู่หยุนเช่อจะพูดเรื่องอะไร แต่ต้องมีธุระแน่นอน และแปดเก้าส่วนต้องเป็นเรื่องใหญ่ด้วย

"คำสั่งย้ายของผมลงมาแล้วครับ ทางการต้องการให้ผมไปรายงานตัวที่ภาคตะวันตกเฉียงเหนือภายในสามวัน เลยอยากถามความเห็นของคุณว่าจะย้ายตามไป หรือจะยอมแยกกันอยู่?"

เสียงทุ้มต่ำ มีเสน่ห์ แต่แฝงด้วยความเย็นชาของลู่หยุนเช่อดังผ่านหูโทรศัพท์มาอีกครั้ง

คำสั่งย้ายลงมาแล้ว?

ทำไมเร็วขนาดนี้!

ซ่งอวิ๋นชูตกใจจนแทบอ้าปากค้าง วินาทีต่อมาความสงสัยก็ประดังเข้ามาในหัว

ไม่ถูกต้องนี่นา?

ในหนังสือไม่ได้เขียนไว้อย่างนี้นี่!

ในนิยาย ลู่หยุนเช่อชัดเจนว่าต้องไปภาคตะวันตกเฉียงเหนือ "หนึ่งวันหลังเสร็จสิ้นพิธีวิวาห์"

ทำไมพอมาถึงคราวเธอกลายเป็นว่าเพิ่งจดทะเบียนปุ๊บ คำสั่งย้ายก็ลงมาปั๊บเลยล่ะ?

แถมต้องไปรายงานตัวภายในสามวันอีก?

จะรีบอะไรขนาดนั้น!

"ฮัลโหล?" ลู่หยุนเช่อรออยู่พักหนึ่งเมื่อไม่เห็นเธอตอบกลับ จึงถามย้ำขึ้นมา "ฟังอยู่หรือเปล่าครับ?"

"เอ่อ... ฟังอยู่ค่ะ"

ซ่งอวิ๋นชูตอบกลับ "แต่เมื่อวานคุณไม่ได้พูดแบบนี้นี่คะ? ไหนบอกว่าอย่างเร็วที่สุดก็ยังมีเวลาอีกสามวันไม่ใช่เหรอ?"

มันกะทันหันเกินไป เดิมทีทุกอย่างดูเหมือนจะอยู่ในความควบคุมของเธอ พอจู่ๆ เส้นทางชีวิตเบี่ยงออกไปจากที่คิดไว้ เธอเลยปรับตัวไม่ทันและแผนที่วางไว้ก็พังหมด

แล้วงานแต่งงานล่ะจะเอายังไง?

ลู่หยุนเช่ออธิบาย

"มันเร็วกว่าที่คาดไว้จริงๆ ครับ คงไม่มีเวลาจัดงานแต่งงานแล้ว ถ้าคุณตกลงจะย้ายตามไป คุณก็ต้องออกเดินทางพร้อมผมพรุ่งนี้เช้า แต่ถ้าไม่ย้ายตามไป คุณจะย้ายไปอยู่ที่บ้านผมก่อนก็ได้"

ไม่ว่าซ่งอวิ๋นชูจะตัดสินใจอย่างไร เขาต้องจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อยก่อนจากไป นี่คือความรับผิดชอบของลูกผู้ชาย

ซ่งอวิ๋นชูบอกว่า "เดี๋ยวก่อนนะคะ มันกะทันหันเกินไป ขอเวลาฉันคิดทบทวนหน่อย"

"ถ้าคุณตกลงจะย้ายตามไป ผมต้องรีบไปเดินเรื่องทำเอกสารสิทธิ์ครอบครัวทหาร เมื่อวานผมบอกให้คุณรีบตัดสินใจแล้ว คุณควรจะเตรียมใจไว้บ้างนะครับ ปัญหานี้มันตัดสินใจยากขนาดนั้นเลยเหรอ?"

น้ำเสียงของลู่หยุนเช่อเริ่มแฝงแววรำคาญใจ

ซ่งอวิ๋นชูเลิกคิ้วอย่างไม่ยอมคน "ฉันบอกว่ามันยากตรงไหนกันคะ? ฉันแค่คิดว่าจะอธิบายกับคุณปู่ยังไงดีต่างหาก ในเมื่อคุณรีบนัก ก็ไปจัดการเรื่องทำเอกสารย้ายตามไปเถอะค่ะ" เธอกดวางสายทันทีด้วยใบหน้าเคร่งขรึม การย้ายตามไปนั้นเป็นเรื่องที่ต้องทำอยู่แล้ว เพื่อความปลอดภัย เธอไม่สามารถรั้งอยู่ที่ปักกิ่งได้

ซ่งอวิ๋นชูแค่ไม่ได้คาดคิดว่าคำสั่งย้ายจะมาเร็วขนาดนี้ เลยทำให้ตั้งตัวไม่ติดไปบ้าง

...

ลู่หยุนเช่อวางหูโทรศัพท์ ในใจยังคิดถึงประโยคสุดท้ายที่เธอพูด

"ในเมื่อคุณรีบนัก ก็ไปจัดการเรื่องทำเอกสารย้ายตามไปเถอะค่ะ"

ดูเหมือนว่าในสองเงื่อนไขนี้ ซ่งอวิ๋นชูจะเลือกย้ายตามเขาไปสินะ?

ถึงแม้คำพูดจะดูใส่อารมณ์ไปบ้าง แต่คำตอบคือตกลงแน่นอน งั้นก็จัดการตามเรื่องย้ายตามไปได้เลย

ลู่หยุนเช่อไม่ได้สังเกตเลยว่า ทันทีที่ได้ยินซ่งอวิ๋นชูตกลงจะไปกับเขา หัวใจของเขาก็เต้นผิดจังหวะไปแวบหนึ่ง

เขาดึงลิ้นชักหยิบใบสำคัญการสมรสออกมา เดินออกจากห้องทำงาน มุ่งตรงไปยังกองบัญชาการส่วนกลางที่อยู่ลึกเข้าไปในโถงทางเดิน ลู่หยุนเช่อไปหาผู้บัญชาการกองพลเพื่อคุยเรื่องคำสั่งย้ายก่อน จากนั้นจึงไปหาท่านเทศมนตรีทหารเพื่อดำเนินเรื่องเอกสารครอบครัวทหาร  ถึงแม้ซ่งอวิ๋นชูจะอุ้มโทรศัพท์ไปคุยที่หน้าประตู เพื่อนร่วมงานจะไม่ได้ยินเสียงของลู่หยุนเช่อแต่พวกเธอก็ได้ยินสิ่งที่ซ่งอวิ๋นชูพูด ทันทีที่ซ่งอวิ๋นชูวางสาย จางซิ่วเหมยก็รีบถามด้วยความเป็นห่วง

"อวิ๋นชู เมื่อกี้เธอพูดเรื่องย้ายตามทหารอะไรนะ?"

"ผู้จัดการคะ"

ซ่งอวิ๋นชูเดินกลับมาวางโทรศัพท์ไว้ที่เดิม "เมื่อกี้สามีหนูโทรมาค่ะ เขาบอกว่ามีคำสั่งย้ายด่วนไปภาคตะวันตกเฉียงเหนือ เลยถามหนูว่าจะย้ายตามไป หรือจะยอมแยกกันอยู่ค่ะ"

ซ่งอวิ๋นชูพูดความจริง ไม่มีประโยชน์ที่จะปิดบัง เพราะอีกไม่นานเธอก็ต้องจากสือจวงไปแล้ว

"อะไรนะ?!" เจ้าฟางฟางโพล่งเสียงดัง "ย้ายไปภาคตะวันตกเฉียงเหนือ? ฉันได้ยินมาว่าที่นั่นลำบากมากเลยนะอวิ๋นชู อย่าไปเลยนะ ไม่เกินเดือนนึงหรอก ใบหน้าสวยๆ ของเธอจะกลายเป็นมันฝรั่งขรุขระแน่ๆ!"

เธอพยายามห้าม หลิวลี่อิงก็รีบออกความเห็น "ถ้าไม่ไป พวกเขาก็ต้องแยกกันอยู่สิ แบบนั้นก็ไม่ดีเหมือนกันนะ"

มีเพียงจางซิ่วเหมยที่มองข้ามประเด็นยิบย่อย สายตาของเธอฉายแววเฉลียวฉลาด

"อวิ๋นชู ที่แท้แฟนเธอไม่ใช่ทหารธรรมดาๆ งั้นเหรอ? ฉันเคยได้ยินมาว่าไม่ใช่เมียทหารทุกคนจะย้ายตามไปอยู่ที่ค่ายได้นะ เห็นว่าฝ่ายชายต้องมียศระดับรองผู้พันขึ้นไปถึงจะทำได้ไม่ใช่เหรอ?"

สิ้นคำพูดของเธอ ทั้งเจ้าฟางฟางและหลิวลี่อิงต่างก็จ้องมองซ่งอวิ๋นชูเขม็ง

ติงม่อ หมอจีนอาวุโสประจำคลินิกที่ปกตินั่งเงียบๆ ก็เงี่ยหูฟังกับเขาด้วย

"ค่ะ" ซ่งอวิ๋นชูพยักหน้า "ใช่ค่ะ เขาไม่ใช่ทหารธรรมดา"

เจ้าฟางฟางปากไวถามขึ้นทันที "เขาเป็นผู้พันเหรอ?"

ซ่งอวิ๋นชูส่ายหน้า "ไม่ใช่ผู้พันค่ะ เขาเป็นผู้บัญชาการกรม"

"อะไรนะ?! ผู้การกรม?! อวิ๋นชู เขาอายุเท่าไหร่เนี่ย?"

ดวงตาของเจ้าฟางฟางเบิกกว้างเท่าหลอดไฟ

ซ่งอวิ๋นชูบอกเธอ "ยี่สิบหกปีค่ะ"

"แม่เจ้า!" เจ้าฟางฟางอุทานอย่างตกตะลึง "ผู้การกรมที่อายุแค่นี้เองเหรอ? อวิ๋นชู นี่เธอไปเหยียบขี้หมานำโชค (ดวงดีสุดขีด) มาจากไหนเนี่ย? วาสนาดีเกินไปแล้ว" เธออิจฉาจนตาร้อนผ่าว

หลิวลี่อิงก็ตื่นเต้นไม่แพ้กัน "อวิ๋นชู ย้ายตามไปเถอะ ต้องย้ายไปนะ ถึงตะวันตกเฉียงเหนือจะลำบาก แต่สวัสดิการในค่ายทหารน่ะดีจะตาย ไม่เหมือนชาวบ้านทั่วไปหรอก ได้กินเสบียงทหารด้วย สัดส่วนข้าวเจ้ากับแป้งสาลีก็สูงกว่าคนทั่วไป อีกอย่างพวกเธอเพิ่งจดทะเบียนกัน จะมาแยกกันอยู่ได้ยังไง ทหารที่ยอดเยี่ยมขนาดนี้ เธอต้องคอยเฝ้าไว้ให้ดีนะ"

ซ่งอวิ๋นชูพยักหน้าหงึกๆ "ใช่ค่ะพี่ลี่อิง หนูเองก็คิดแบบนั้น แต่คุณปู่ยังไม่รู้เรื่องที่เขาต้องย้ายเลย หนูจะบอกปู่ยังไงดี? แถมเรื่องนี้ยังด่วนมากด้วย ต้องไปรายงานตัวที่นู่นภายในสามวันค่ะ"

จางซิ่วเหมยแนะนำ "อวิ๋นชู เธอรีบกลับบ้านตอนนี้เลยเถอะ ระหว่างทางก็ค่อยๆ คิดว่าจะบอกปู่ยังไงดี ท่านต้องเข้าใจเธอแน่ๆ"

"ค่ะ ขอบคุณมากนะคะผู้จัดการ งั้นหนูขอลากลับบ้านก่อนนะคะ"

ซ่งอวิ๋นชูเดินไปที่เคาน์เตอร์ของตัวเอง หยิบกระเป๋าเตรียมจะก้าวพ้นประตูร้านยา "อวิ๋นชู"

จางซิ่วเหมยเรียกเธอไว้ "วันหลังถ้ามีเวลา อย่าลืมโทรมาหาพวกพี่บ้างนะ มาคุยกันบ้าง"

น้ำเสียงของเธอเริ่มสั่นเครือ ดวงตามีหยาดน้ำใสๆ คลอเบ้า จางซิ่วเหมยรู้ดีว่าการจากกันครั้งนี้ ไม่รู้เมื่อไหร่จะได้พบกันอีก

พอได้ยินอย่างนั้น หลิวลี่อิงกับเจ้าฟางฟางก็เหมือนเพิ่งตื่นจากฝัน

"อุ๊ยตาย อวิ๋นชู! หลังจากนี้พวกเราจะไม่ได้เจอกันอีกแล้วเหรอ?" พวกเธอวิ่งเข้ามากุมมือเธอไว้ ไม่ยอมปล่อย

ซ่งอวิ๋นชูยิ้มที่มุมปาก "ไม่หรอกค่ะ ฟางฟาง พี่ลี่อิง พี่จาง หนูต้องกลับมาหาแน่นอน ถึงที่นู่นแล้วจะโทรหานะคะ ลาก่อนค่ะ แล้วก็อาติง ลาก่อนนะจ๊ะ"

ติงม่อโบกมือ "ลาก่อนนะแม่หนู อาขอให้หนูมีความสุขกับชีวิตใหม่นะ"

"ขอบคุณค่ะอาติง"

ซ่งอวิ๋นชูเดินออกจากร้านยา... พลางเช็ดหยดน้ำที่หางตาเบาๆ ดูท่าความเศร้าจะติดต่อกันได้จริงๆ ทั้งที่เพิ่งอยู่ด้วยกันแค่สองวัน ความผูกพันยังไม่ลึกซึ้งขนาดนั้นแท้ๆ หลังจากซ่งอวิ๋นชูจากไปนานแล้ว บรรยากาศในร้านขายยาจีนยังคงอบอวลไปด้วยความเศร้าสร้อย เจ้าฟางฟางฟุบหน้าลงกับเคาน์เตอร์อย่างหมดเรี่ยวแรง

"ทำไงดีเนี่ย? ฉันเพิ่งจะเริ่มชอบซ่งอวิ๋นชู เธอก็ไปซะแล้ว นี่มันแกล้งกันชัดๆ เลย"

หลิวลี่อิงก็รู้สึกไม่ต่างกัน "เมื่อก่อนฉันห่วงเธอเพราะสงสาร แต่สองวันนี้ฉันชอบรอยยิ้มของเธอมากจริงๆ ไม่อยากให้เธอไปเลย"

จนกระทั่งลูกค้าคนหนึ่งเดินเข้ามา บรรยากาศที่หดหู่ซึมเซาในร้านยาจึงได้มลายหายไป...

...

ระหว่างทางกลับบ้าน ซ่งอวิ๋นชูเอาแต่ครุ่นคิดตลอดเวลา ว่าจะบอกคุณปู่เรื่องที่ลู่หยุนเช่อต้องย้ายไปปักหลักที่อื่นอย่างไรดี

จบตอนที่ 94

จบบทที่ ตอนที่ 94 ใบหน้าหล่อๆ นี้จะกลายเป็นมันฝรั่งขรุขระ!

คัดลอกลิงก์แล้ว