- หน้าแรก
- คุณหนูใหญ่ยุคหกศูนย์ เมื่อฉันสลับวิวาห์และตามสามีทหารไปพิชิตตะวันตกเฉียงเหนือ
- ตอนที่ 92 คำสั่งย้ายไปภาคตะวันตกเฉียงเหนือลงมาแล้ว
ตอนที่ 92 คำสั่งย้ายไปภาคตะวันตกเฉียงเหนือลงมาแล้ว
ตอนที่ 92 คำสั่งย้ายไปภาคตะวันตกเฉียงเหนือลงมาแล้ว
ตอนที่ 92 คำสั่งย้ายไปภาคตะวันตกเฉียงเหนือลงมาแล้ว
เฮ้อ! ซ่งอวิ๋นชูทอดถอนใจในใจ เมื่อวานตระกูลลู่ยกขบวนมาส่งสินสอดเอิกเกริกขนาดนั้น เหลียงเฉิงต้องได้ยินข่าวแน่นอน ดูรอยคล้ำใต้ตาเขาสิ คงจะนอนไม่หลับทั้งคืนแน่ๆ นี่สินะที่เขาเรียกว่า "มีวาสนาแต่ไร้โชคชะตา"
รักวัยหวานแบบพี่น้องข้างบ้าน ความผูกพัน 15 ปีที่ใช้ชีวิตคลุกคลีกันมาเช้าเย็น
กลับต้องจบลงแบบเงียบเชียบไร้ร่องรอยเช่นนี้
เหลียงเฉิงภายนอกดูเป็นคนร่าเริง สดใส เข้ากับคนง่าย แต่ลึกๆ แล้วเขากลับเก็บงำความรู้สึกเก่งนัก
เขามีใจให้ร่างเดิมอย่างลึกซึ้งแต่ไม่เคยแสดงออก จนถึงวาระสุดท้ายของชีวิตก็ยังไม่ได้พูดคำนั้นออกมา
ซ่งอวิ๋นชูไม่รู้ว่าเหลียงเฉิงคิดอะไรอยู่?
ในเมื่อเขาชอบร่างเดิม ทำไมถึงไม่ยอมพูดออกมาตรงๆ?
เขาขาดความกล้าที่จะทะลวงกระดาษหน้าต่างที่กั้นกลางไว้ หรือว่าเขายังรักร่างเดิมไม่มากพอ?
...
ความเงียบงันที่ทอดยาวในตรอกแคบๆ ช่างอึดอัดเหมือนอากาศในช่วงฤดูฝน
เหลียงเฉิงจูงจักรยานเดินนำหน้าเงียบๆ ซ่งอวิ๋นชูเดินตามหลังไปเงียบๆ
ไม่มีใครปริปากพูด จนกระทั่งเดินพ้นตรอกออกมา เหลียงเฉิงถึงได้เอ่ยขึ้น "อวิ๋นชู พี่ได้ยินว่า..."
แต่ว่า ซ่งอวิ๋นชูไม่ปล่อยให้เขาพูดจบ เธอขัดจังหวะขึ้นมาทันที
"ใช่ค่ะ พี่ได้ยินไม่ผิดหรอก เมื่อวานตระกูลลู่มาส่งสินสอดแล้ว แล้วหนูกับลู่หยุนเช่อก็จดทะเบียนกันเรียบร้อยแล้วด้วย"
ฉับ!
ซ่งอวิ๋นชูพูดรวบยอดทีเดียวให้จบเรื่อง ไม่อยากให้ยืดเยื้อคาราคาซัง
"อะไรนะ? จดทะเบียนกันแล้วเหรอ? อวิ๋นชู ที่เธอพูดมาเป็นเรื่องจริงเหรอ?"
เหลียงเฉิงถึงกับเซวูบ แสงตะวันยามเช้าในดวงตาหม่นแสงของเขาถูกบดขยี้ด้วยข่าวร้ายชิ้นสุดท้ายจนแตกสลาย
ซ่งอวิ๋นชูเบือนหน้ามองไปที่หินสีเขียวใต้ต้นไม้ใหญ่ที่แดดส่องถึงครึ่งไม่ถึงครึ่ง
"เพราะทางตระกูลลู่ค่อนข้างรีบ แล้วเมื่อวานทุกคนก็ว่างตรงกันพอดี ก็เลยจัดการทุกอย่างให้จบในวันเดียวค่ะ"
ถึงแม้เธอจะไม่ได้มองเหลียงเฉิง แต่ด้วยระยะห่างเพียงแค่จักรยานกั้น เธอก็สัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนจากความช็อกของเขา
ดูท่าการส่งสินสอดของตระกูลลู่จะไม่ได้ทำร้ายจิตใจเขาได้รุนแรงเท่ากับการที่รู้ว่าเธอ "จดทะเบียน" แล้ว
ซ่งอวิ๋นชูหลุบตาลงต่ำ เห็นมือของเหลียงเฉิงที่กำแฮนด์จักรยานไว้แน่นจนเส้นเลือดปูดโปน ปลายนิ้วขาวซีด และมีเพียงประโยคเดียวที่เค้นออกมาจากซอกฟัน
"เธอ... เธอไปเองแล้วกันนะ พี่จะกลับบ้าน... พอดีมีธุระนิดหน่อย"
เหลียงเฉิงขึ้นขี่จักรยานกลับบ้านไปทันที ตอนที่เลี้ยวเข้าปากตรอก จักรยานยังกระแทกเข้ากับกำแพงดัง เคร้ง! หนึ่งที
ซ่งอวิ๋นชูยืนนิ่งอยู่ที่เดิม มองตามแผ่นหลังที่ฝืนทำเป็นเข้มแข็งแต่แฝงไปด้วยความลนลานนั้น
ดวงตาของเธอพลันรื้นไปด้วยม่านน้ำตา รู้สึกอยากจะร้องไห้ขึ้นมาวูบหนึ่ง
เหลียงเฉิงต้องเสียใจมากแน่ๆ เรื่องนี้ไม่มีข้อกังขา วันนี้เขาคงไปทำงานไม่ไหวแล้วล่ะ
แต่ซ่งอวิ๋นชูไม่เสียใจที่บอกเรื่องจดทะเบียนกับเขาไปแบบนั้น ถึงแม้การฟันดาบเดียวให้ขาดมันจะเจ็บปวด แต่มันก็ยังดีกว่าการถูกเฉือนเนื้อทีละนิดจนตายไปช้าๆ ซ่งอวิ๋นชูเชื่อว่าเหลียงเฉิงจะเดินออกมาจากความรักครั้งนี้ได้ในไม่ช้า
เขาจะทุ่มเททบทวนบทเรียนทั้งวันทั้งคืน เพื่อสอบเข้ามหาวิทยาลัยรุ่นสุดท้ายก่อนการปฏิวัติวัฒนธรรมในช่วงปลายเดือนมิถุนายน จากนั้นเขาก็จะได้เรียนต่อ ได้งานทำ ไปอยู่ที่เซี่ยงไฮ้ และรุ่งโรจน์ในหน้าที่การงาน
ในอีกสามปีข้างหน้าเขาก็จะย้ายครอบครัวไปอยู่เซี่ยงไฮ้ แต่งงาน มีลูก...
เหลียงเฉิงกับร่างเดิมไม่ได้อยู่ในโลกคู่ขนานเดียวกัน เขามีโลกของเขาเอง และหลังจากแต่งงาน ร่างเดิมกับเขาก็ไม่ได้ติดต่อกันอีกเลย ซ่งอวิ๋นชูคิดทบทวนอย่างดีแล้ว เธอไม่อยากเปลี่ยนวิถีชีวิตของเหลียงเฉิง
ถ้างั้น... ยอมเจ็บสั้นดีกว่าปวดนาน
ในตอนนั้นเอง มีเสียง หึ่งๆ ดังขึ้นบนท้องฟ้า
ซ่งอวิ๋นชูเงยหน้าขึ้นมอง เห็นฝูงนกพิราบสีขาวกำลังบินอย่างอิสระ วาดเส้นโค้งที่สวยงามบนน่านฟ้า
ริมฝีปากนุ่มสีชมพูดุจดอกซากุระยกยิ้มจางๆ อารมณ์เริ่มดีขึ้นมาบ้าง
เธอออกเดินมุ่งหน้าไปยังป้ายรถเมล์ที่ใกล้ที่สุด
...
บ้านของร่างเดิมอยู่ไกลจากป้ายรถเมล์พอสมควร เธอต้องเดินเท้าไปถึง 800 เมตร
ใกล้ๆ ป้ายรถเมล์เธอพบกับสหกรณ์การค้าหลี่หมิน เธอนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้
ซ่งอวิ๋นชูเข้าไปข้างใน ควักเงินหนึ่งเหมาห้าเฟินซื้อประทัด "เอ้อร์ที่เจี่ยว" (ประทัดยักษ์สองนัด) สองอันกับไฟแช็กหนึ่งอันใส่ไว้ในกระเป๋าถือ แล้วข้ามถนนไปรอรถเมล์
...
ช่วงเช้าทำงานตามปกติ พอถึงเวลาพักเที่ยง ซ่งอวิ๋นชูเอาเนื้อวัวตุ๋นในปิ่นโตออกมาแบ่งให้เพื่อนร่วมงานทุกคน
ส่วนไก่ย่างเธอเก็บไว้กินเอง ในยุค 60 เนื้อวัวถือเป็นของดีและหายากมาก
ถ้าซ่งอวิ๋นชูจะแบ่งปันอาหาร เธอก็ต้องเลือกแบ่งสิ่งที่ดีที่สุด
หลิวลี่อิงถามไปกินไป "อวิ๋นชู เมื่อวานที่เธอลาหยุดน่ะมีธุระอะไรเหรอ? บอกกันหน่อยได้ไหม?"
ซ่งอวิ๋นชูตอบตามตรง "พี่ลี่อิง บอกได้สิคะ เมื่อวานหนูหมั้นแล้วค่ะ"
พอสิ้นเสียงเธอ ห้องปรุงยาก็แทบแตก ทุกคนอุทานออกมาเป็นเสียงเดียวกัน
"อะไรนะ?! เธอหมั้นแล้วเหรอ?!" หลิวลี่อิงที่อยู่ใกล้ที่สุดตื่นเต้นจนตบไหล่เธอเบาๆ
"อวิ๋นชู ข่าวดีขนาดนี้ทำไมไม่รีบบอกล่ะ? ยังเป็นคนเดิมที่มีสัญญาใจกันไว้หรือเปล่า?"
ซ่งอวิ๋นชูยิ้มเรียบๆ "ไม่ใช่เขาค่ะพี่ลี่อิง เปลี่ยนคนแล้ว"
เจ้าฟางฟางตกใจ "เปลี่ยนคนเหรอ? ใครล่ะนั่น?"
"เขาเป็นทหารค่ะ อยู่ค่ายในปักกิ่งนี่เอง"
ซ่งอวิ๋นชูไม่ได้บอกยศของลู่หยุนเช่อและไม่ได้พูดถึงฐานะครอบครัวของเขา เพราะไม่อยากให้เรื่องมันเอิกเกริกไปมากกว่านี้
เน้นใช้ชีวิตแบบโลว์โปรไฟล์ เจ้าฟางฟางทำหน้าสงสัย
"อวิ๋นชู เมื่อก่อนคู่หมั้นเธอไม่ใช่ลูกท่านหลานเธอในปักกิ่งหรอกเหรอ..."
"เอ้อ!"
จางซิ่วเหมย ผู้จัดการร้านรีบทักขึ้น "ฟางฟาง!" พร้อมส่งสายตาปราม
ไม่ยอมให้พูดต่อ เจ้าฟางฟางเข้าใจสถานการณ์ทันทีจึงรีบเปลี่ยนคำพูด
"อวิ๋นชู แต่งกับทหารน่ะดีแล้ว ดูปลอดภัยมั่นคงจะตายไป"
...
ซ่งอวิ๋นชูทานมื้อเที่ยงเสร็จก็เก็บปิ่นโตพลางบอกว่า "พวกพี่ทานกันไปก่อนนะ หนูขอไปเข้าห้องน้ำแป๊บนึงค่ะ"
เธอหาข้ออ้างปลีกตัวออกมาจากห้องยา ไปยังที่ที่ไม่มีคนแล้วแอบหยิบจักรยานยี่แปดต้ากังออกมาจากพื้นที่มิติ
ซ่งอวิ๋นชูขึ้นขี่จักรยาน ปั่นลิ่วราวกับพายุไปทางภัตตาคารหุ้ยชุ่ยที่เธอเคยไปเมื่อวาน
จะขายผักก็ต้องไปภัตตาคารใหญ่ๆ
ซ่งอวิ๋นชูมุ่งตรงไปที่หลังครัว หาตัวผู้จัดการหลังครัวเหมือนที่เคยทำครั้งแรกตอนขายผักในปักกิ่ง
ครั้งนี้ผู้จัดการเป็นคุณป้าตุ้ยนุ้ยคนหนึ่ง เพราะมีประสบการณ์มาแล้ว ครั้งนี้ซ่งอวิ๋นชูจึงดูเป็นงานและคล่องแคล่วมาก
เริ่มจากดูของ เช็กราคา ต่อรอง ตกลงปลงใจ ชั่งน้ำหนัก แล้วยื่นหมูยื่นแมวรับเงินทันที
จบกระบวนการนี้ ซ่งอวิ๋นชูขายได้เงินมากกว่าตอนไปที่ภัตตาคารซิ่งฝูครั้งก่อนถึง 10 หยวน รวมๆ แล้วได้มาประมาณ 30 กว่าหยวน เพราะภัตตาคารหุ้ยชุ่ยเป็นที่ที่มันฝรั่งผัดฝอยจานละ 2 หยวน ผู้จัดการจึงพิถีพิถันเรื่องคุณภาพผักมาก
ผักที่ซ่งอวิ๋นชูปลูกนั้นแต่ละอย่างทั้งสดทั้งอวบเหมือนฝาแฝดคลอดตามกันมา คุณภาพดี รูปลักษณ์สวยงาม ราคาต่อหน่วยจึงสูงตามไปด้วย
...
หลังจากขายผักเสร็จ ซ่งอวิ๋นชูก็ไปหาตู้โทรศัพท์สาธารณะแถวริมถนน เธอดึงประตูตู้เข้าไป ยกหูโทรศัพท์ต่อสายถึงบ้านตระกูลลู่
ซ่งอวิ๋นชูขอเบอร์โทรศัพท์ห้องทำงานที่ค่ายทหารของลู่หยุนเช่อมาจากป้าซุนได้สำเร็จ
เธอไม่รอช้ารีบกดสายถึงลู่หยุนเช่อทันที แต่ไม่มีคนรับสาย
เอ๊ะ? ทำไมไม่รับโทรศัพท์นะ?
ซ่งอวิ๋นชูอดทนกดโทรใหม่อีกครั้ง ครั้งนี้เสียงกริ่งดังลากยาวอยู่นาน แต่ก็ยังคงไร้คนรับสาย
เธอขมวดคิ้วสงสัย หรือว่าเป็นเพราะช่วงพักเที่ยงกันนะ?
ลู่หยุนเช่อไม่ได้อยู่ที่ห้องทำงานเหรอ?
ถ้างั้นก็ช่างเถอะ กลับร้านขายยาก่อนดีกว่า ที่ร้านยาก็มีโทรศัพท์ เพียงแต่เวลาโทรคุยเรื่องส่วนตัวมักจะถูกเพื่อนร่วมงานล้อเลียนเอาได้ง่ายๆ แต่ดูเหมือนตอนนี้เธอจะกลัวโดนล้อไม่ได้แล้ว ต้องติดต่อลู่หยุนเช่อให้ได้
ซ่งอวิ๋นชูเดินออกจากตู้โทรศัพท์สาธารณะ ถีบจักรยานกลับไปยังร้านขายยา แล้วตอนนี้ลู่หยุนเช่ออยู่ที่ไหนกันล่ะ?
เขากำลังนอนแผ่อยู่บนเตียงในหอพัก จ้องมอง "คำสั่งย้ายด่วน" อยู่ในมือ
คำสั่งย้ายไปภาคตะวันตกเฉียงเหนือถูกส่งมาถึงเมื่อเช้านี้ ซึ่งเร็วกว่ากำหนดการที่คาดไว้ถึงหนึ่งสัปดาห์เต็ม
นี่มันหมายความว่าอย่างไร?
มันหมายความว่า งานแต่งงานของเขากับซ่งอวิ๋นชูอาจจะจัดไม่ได้แล้ว
เพราะเมื่อคำสั่งย้ายลงมา เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องจะต้องไปรายงานตัว ณ กรมกองใหม่ภายใน 3 วัน
และ 3 วันที่ว่านี้... ยังรวมเวลาที่ต้องใช้ในการเดินทางด้วย!
จบตอนที่ 92