- หน้าแรก
- คุณหนูใหญ่ยุคหกศูนย์ เมื่อฉันสลับวิวาห์และตามสามีทหารไปพิชิตตะวันตกเฉียงเหนือ
- ตอนที่ 53: เขามีชีวิตที่สดใสกว่าหมาเสียอีก
ตอนที่ 53: เขามีชีวิตที่สดใสกว่าหมาเสียอีก
ตอนที่ 53: เขามีชีวิตที่สดใสกว่าหมาเสียอีก
ตอนที่ 53: เขามีชีวิตที่สดใสกว่าหมาเสียอีก
"อ้อ"
คุณป้ายิ้มแห้งๆ อย่างเขินอาย "ที่แท้ก็เป็นเพื่อนบ้านกันหรอกเหรอ ป้านึกว่าพวกหนูเป็นแฟนกันเสียอีก"
ซ่งอวิ๋นชูยิ้มบางๆ ไม่ได้กล่าวอะไรต่อ ในใจลอบคิดว่า
ร่างเดิมจะแต่งงานกับใครก็มีความสุขกว่าเยี่ยนไห่ชวนทั้งนั้นแหละ รสนิยมการเลือกผู้ชายของยัยหนูนี่มันแย่จริงๆ
เหลียงเฉิงคนนี้ถึงนิสัยจะดูรักอิสระไปหน่อย แต่งตัวแปลกแยก แต่เขาก็รักร่างเดิมด้วยใจจริง
ซ่งอวิ๋นชูเบือนหน้ามองออกไปนอกหน้าต่าง ดูทุ่งข้าวสาลีที่พัดผ่านตาไป... คลื่นสีเขียวที่ม้วนตัวไปมาดูเหมือนจะไม่มีที่สิ้นสุด
ข้อมูลรายละเอียดเกี่ยวกับเหลียงเฉิงค่อยๆ ผุดขึ้นมาในหัว
ครอบครัวตระกูลเหลียงอาศัยอยู่ถนนเส้นเดียวกับคุณปู่ของร่างเดิม ตรอกเดียวกัน แถมยังอยู่ในบ้านพักสไตล์สี่ประสาน หลังใหญ่หลังเดียวกันด้วย
ปีนี้เหลียงเฉิงอายุ 24 ปี หลังจากจบมัธยมปลายก็เริ่มทำงาน
เขาเป็นพนักงานในแผนกขายของโรงงานผลิตยาสือจวง
ฤดูหนาวปีที่ร่างเดิมย้ายมาอยู่บ้านคุณปู่ เหลียงเฉิงอายุได้ 9 ขวบ กำลังอยู่ในวัยที่ซนและคล่องแคล่ว
เขาได้ยินว่าหลานสาวของคุณตาซ่งเพื่อนบ้านย้ายมาอยู่ด้วย ด้วยความอยากรู้อยากเห็นจึงเดินตามหลังแม่ไปดูสถานการณ์ที่บ้านหลังนั้น
นั่นคือจุดเริ่มต้นที่พวกเขารู้จักกัน ร่างเดิมเป็นคนขี้ขลาดและเก็บตัว
ช่วงแรกที่ย้ายมาอยู่บ้านคุณปู่ เด็กๆ ในตรอกมักจะกลั่นแกล้งเธอ ไม่ยอมให้เข้ากลุ่มเล่นด้วย แถมยังผลักไสไล่ส่งและด่าว่าเธอเป็น "ลูกหมานายทุน" ร่างเดิมได้แต่ยืนตัวสั่น แววตาคลอไปด้วยหยาดน้ำตา
เหลียงเฉิงเห็นเข้าก็เข้ามาช่วยแก้สถานการณ์ เขาขับไล่เด็กเกเรพวกนั้นไปอย่างมีมาดนักเลงหน่อยๆ แล้วจูงมือเธอพากลับบ้านคุณปู่ เมื่อเวลาผ่านไป ร่างเดิมที่ขาดความรู้สึกมั่นคงอย่างรุนแรงจึงยึดถือเขาเป็นเหมือนพี่ชาย
ดูเหมือนว่าเมื่อมนุษย์สร้างความผูกพันแบบเครือญาติขึ้นมาแล้ว มันยากนักที่จะแปรเปลี่ยนเป็นความรักฉันหนุ่มสาว
แม้ว่าเหลียงเฉิงจะหน้าตาดี มีเสน่ห์แบบแบดบอย
ร่างเดิมก็แค่มีความรู้สึกดีๆ ให้เขา แต่ไม่ใช่ความรักแบบชายหญิง
ฤดูหนาวปีที่เธออายุ 20 ปี เธอจึงแต่งงานเข้าสู่ปักกิ่งกับเยี่ยนไห่ชวนตามครรลองที่ผู้ใหญ่จัดวางไว้ ในเดือนมีนาคมปีเดียวกันนั้นเอง เหลียงเฉิงตัดสินใจเข้าสอบชิงทุนเรียนต่อมหาวิทยาลัยกะทันหัน เขาเก็บตัวอ่านหนังสืออย่างหนักอยู่ที่บ้าน
เดือนสิงหาคม จดหมายตอบรับจากมหาวิทยาลัยส่งมาถึง เขาสอบติดมหาวิทยาลัยในเซี่ยงไฮ้
เหลียงเฉิงเดินเข้าร้านตัดผม ตัดผมทรง "ต้าเปาโถว" ทิ้งจนสะอาดสะอ้านดูสดใส
เขาเปลี่ยนมาใส่เสื้อเชิ้ตขาว กางเกงสแล็กสีดำ และรองเท้าหนังที่ไม่ใช่หัวแหลมอีกต่อไป
เหลียงเฉิงเปลี่ยนเป็นคนใหม่ เก็บสัมภาระเดินทางไปเรียนต่อที่เซี่ยงไฮ้
หลังจากเรียนจบสี่ปี เขาก็รับพ่อแม่ไปอยู่ด้วยกันที่เซี่ยงไฮ้ และไม่เคยกลับมาที่สือจวงอีกเลย
สี่สิบปีต่อมา ร่างเดิมเจ็บป่วยจนเสียชีวิต เหลียงเฉิงไม่รู้ไปทราบข่าวมาจากไหน เขาเร่งเดินทางจากแดนไกลกลับมายังสือจวงด้วยสภาพฝุ่นเขรอะ เขากลางร่มฝ่าสายฝนที่ตกหนักไปยังสุสานของร่างเดิมเพื่อวางกระถางดอกพุดที่กำลังผลิบาน และใช้นิ้วลูบหยาดฝนออกจากรูปภาพบนป้ายหลุมศพเบาๆ ของเหลวที่ไหลอาบหน้าเขาในตอนนั้น ไม่รู้ว่าเป็นน้ำฝน หรือน้ำตากันแน่
นับตั้งแต่วันนั้น ร่างกายที่เคยดูผ่าเผยและองอาจของเหลียงเฉิงก็ดูแก่ชราลงไปทันทีนับสิบปี
สามปีให้หลังเขาก็เสียชีวิต และถูกฝังไว้ด้านหลังสุสานของร่างเดิมนั่นเอง
แววตาของซ่งอวิ๋นชูเริ่มมีม่านน้ำตาจางๆ ปกคลุม...
จากที่เห็น เหลียงเฉิงเป็นผู้ชายที่มั่นคงในรักมาก แม้จะไปไกลถึงเซี่ยงไฮ้ แต่ก็ไม่เคยลืมเลือนร่างเดิม
แต่เขาก็ไม่ได้น่าสงสารจนเกินไป เพราะนักเขียนยังคงจัดลำดับชีวิตที่ค่อนข้างรุ่งโรจน์ให้เขาอยู่
หลังจบมหาวิทยาลัย เขาถูกส่งไปทำงานที่กระทรวงวัสดุในเซี่ยงไฮ้
ห้าปีต่อมา เหลียงเฉิงได้เป็นอธิบดีกรมวัสดุประจำเซี่ยงไฮ้ ทั้งยังแต่งงานและมีลูกกับผู้หญิงคนอื่น
ซ่งอวิ๋นชูเบ้ปากเล็กน้อย ร่างเดิมก็แค่ "แสงจันทร์ขาว" ฝังใจที่ไม่อาจครอบครอง ของเหลียงเฉิงเท่านั้นแหละ
คงไม่ได้รักมากขนาดนั้นหรอกมั้ง ถ้ารักสุดหัวใจ เขาคงไม่ฝังความรู้สึกนี้ไว้ก้นบึ้งของหัวใจหรอก
และเขาก็คงไม่แต่งงานมีลูกกับผู้หญิงคนอื่นใช่ไหมล่ะ?
ซ่งอวิ๋นชูรำลึกความหลังไปพลาง ชมวิวไปพลาง เธอรำลึกจบแล้ว ทุ่งข้าวสาลีก็ยังคงดูไร้ที่สิ้นสุดเหมือนเดิม ที่ดินทำกินในยุค 60 นี่มันเยอะจริงๆ ซ่งอวิ๋นชูรู้สึกทอดถอนใจ
ทันใดนั้น
"ผู้โดยสารทุกท่านโปรดทราบ สถานีสือจวงถึงแล้วค่ะ ขอให้ผู้โดยสารที่จะลงสถานีนี้เตรียมตัวให้พร้อมด้วยค่ะ"
เอ๊ะ?
ถึงสถานีแล้วเหรอ?
ซ่งอวิ๋นชูเพิ่งสังเกตเห็นว่าทิวทัศน์ตรงหน้าไม่ได้มีแค่ทุ่งนาอีกต่อไป แต่มีสิ่งปลูกสร้างประปรายอยู่ไกลๆ
เก็บของเถอะ เธอลุกขึ้นยืนหยิบถุงผ้าใบลงมาจากชั้นวางสัมภาระ
จังหวะนี้เอง ทางเดินในตู้โดยสารเริ่มมีคนเข้าแถวกันอย่างต่อเนื่อง เบียดเสียดไปด้วยผู้คน
ซ่งอวิ๋นชูนั่งนิ่งอยู่กับที่ ไม่รีบร้อน ยังไงเสียช้าหรือเร็วก็ได้ลงรถอยู่ดี ทันใดนั้น
เธอนึกเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ จึงลุกขึ้นยืนหันไปมองแถวที่ยาวเหยียด และสบตาเข้ากับเหลียงเฉิงพอดี
เขายืนอยู่ท้ายแถว ซ่งอวิ๋นชูนั่งลงอีกครั้ง รอจนเหลียงเฉิงเดินมาถึงตรงที่เธอนั่ง เธอจึงลุกจากที่นั่งเพื่อรวมกลุ่มกับเขา
เหลียงเฉิงยืนอยู่ด้านหลังเธอ เพราะอยู่ใกล้กันมาก ซ่งอวิ๋นชูสัมผัสได้ถึงร่างกายที่เกร็งขึ้นฉับพลันและจังหวะการหายใจที่สะดุดไปชั่วครู่ของเขา ปฏิกิริยาของร่างกายโกหกไม่ได้จริงๆ ในช่วงเวลานี้ เหลียงเฉิงได้หลงรักร่างเดิมจนหยั่งรากลึกไปแล้ว
เมื่อซ่งอวิ๋นชูเดินออกจากตู้โดยสาร เหยียบลงบนพื้นคอนกรีตของชานชาลา เธอก็ถอนหายใจยาวเหยียด
เฮ้อ! ในที่สุดเธอก็เป็นอิสระเสียที ความเร็วรถไฟยุค 60 นี่มันช้าจริงๆ ถ้าเป็นสมัยใหม่นะ ระยะทางร้อยกว่ากิโลเมตรครึ่งชั่วโมงก็ถึงแล้ว
"อวิ๋นชู เธอเหนื่อยไหม? ให้ฉันช่วยถือสัมภาระให้นะ?" เหลียงเฉิงถามด้วยความห่วงใย
ซ่งอวิ๋นชูส่ายหน้า "ฉันไม่เหนื่อยค่ะ แค่นั่งรถไฟนานไปหน่อยจนตัวเกร็ง สัมภาระไม่หนักหรอกค่ะ ไม่ต้องถือให้หรอก ไปกันเถอะ"
สถานีรถไฟสือจวงไม่ได้ใหญ่นัก เพราะเป็นแค่เมืองเล็กๆ ปริมาณผู้โดยสารจึงไม่มาก เมื่อเทียบกับสถานีปักกิ่งแล้วดูเงียบเหงาไปถนัดตา สิ่งเดียวที่เหมือนกันคือสภาพอากาศ ที่สือจวงก็เป็นวันที่ท้องฟ้าสดใสเช่นกัน
เหลียงเฉิงถามเธอ "อวิ๋นชู ทำไมเธอถึงไม่ถักเปียแล้วล่ะ?"
ซ่งอวิ๋นชูเลิกคิ้วมองเขาแล้วยิ้ม "ถักเปียมันดีตรงไหนคะ? นอกจากจะยุ่งยากแล้ว ยังดูเชยระเบิดเลย"
เธอเองก็ไม่ชอบถักเปีย ไม่รู้ทำไมร่างเดิมถึงชอบนักชอบหนา?
เหลียงเฉิงขมวดคิ้วมุ่น "เชยเหรอ? ใครว่าเธอเชยกัน?"
ซ่งอวิ๋นชูแสยะยิ้มเย็น "จะใครเสียอีกล่ะคะ? ก็ยัยน้องสาวต่างแม่ของฉัน ซ่งเฟยเฟย น่ะสิ"
ไม่รู้ว่าป่านนี้หล่อนได้รับรูปใบนั้นหรือยังนะ?
เหลียงเฉิงเพิ่งเข้าใจ "ที่แท้เธอก็กลับไปบ้านตระกูลซ่งที่ปักกิ่งมาเหรอ?"
ซ่งอวิ๋นชูยิ้มอย่างซุกซน "ใช่ค่ะ หรือคุณนึกว่าฉันไปทำงานข้างนอกเหมือนคุณล่ะ?"
"เปล่า" ที่แก้มของเหลียงเฉิงปรากฏรอยแดงจางๆ ที่ดูน่าสงสัย
"ฉันยังไม่ทันถามถึงตรงนั้นเลย อวิ๋นชู ทำไมจู่ๆ ถึงนึกอยากกลับบ้านล่ะ?"
เขาก็รู้ว่าซ่งอวิ๋นชูไม่ได้กลับบ้านมา 15 ปีแล้ว
ซ่งอวิ๋นชูบอกว่า "พ่อฉันโทรมาบอกว่าเขาป่วยหนัก แถมยังบอกว่าคิดถึงฉัน อยากให้ฉันกลับไปเยี่ยมหน่อยน่ะค่ะ"
เหลียงเฉิงขมวดคิ้ว "โทรศัพท์นั่นไม่มีอะไรตุกติกแน่นะ?"
รอยยิ้มในแววตาของซ่งอวิ๋นชูแข็งค้างไปทันที ขนาดเขายังมองออกว่ามีปัญหา แต่ร่างเดิมกลับมองไม่ออกเลย?
เธอนี่มันโง่ซื่อบื้อจริงๆ ที่ยอมไป
ซ่งอวิ๋นชูพูดความจริง "อืม มีเรื่องตุกติกจริงๆ ค่ะ"
เพราะร่างเดิมเชื่อใจเหลียงเฉิงมาก มีเรื่องอะไรในใจก็มักจะเล่าให้เขาฟังเสมอ ดังนั้นเหลียงเฉิงจึงรู้เรื่องของร่างเดิมเยอะมาก
ซ่งอวิ๋นชูเองก็ไม่อยากเปลี่ยนความสัมพันธ์ที่เป็นอยู่นัก อย่างน้อยเธอก็เพิ่งทะลุมิติมา ความผูกพันทางเครือญาติก็ขาดหายไปอย่างรุนแรง เธอเองก็อยากมีเพื่อนที่คุยเรื่องในใจด้วยได้สักคน ไม่ได้ถือว่าเป็นการใช้ผลประโยชน์จากเขาหรอก เพราะเหลียงเฉิงในภายหลังเขาก็ไปมีครอบครัวของตัวเองนี่นา
"พ่อฉันไม่ได้ป่วยหรอกค่ะ เขามีชีวิตที่สดใสกว่าหมาเสียอีก ที่แท้ซ่งเฟยเฟยอยากจะ 'แลกคู่แต่งงาน' หล่อนอยากจะแต่งกับเยี่ยนไห่ชวนแทน และจะให้ฉันแต่งกับลู่หยุนเช่อ"
อะไรนะ?
เขามีชีวิตที่สดใสกว่าหมา?
แล้วยังมีเรื่อง... แลกคู่แต่งงาน?
แถมยังมีคนชื่อลู่หยุนเช่อโผล่มาอีกคน?
ขนตาของเหลียงเฉิงสั่นระริก สไตล์การพูดของอวิ๋นชูดูจะกล้าหาญขึ้นเยอะเลยนะ?
แต่เขามองข้ามเรื่องสไตล์การพูดไป และถามคำถามที่เขากังวลที่สุด
"แล้วผลสุดท้ายล่ะ?"
ซ่งอวิ๋นชูตอบว่า "ฉันตกลงค่ะ"
เธอพูดความจริงไปตรงๆ ใบหน้าของเหลียงเฉิงมืดครึ้มลงทันที แววตาที่หม่นแสงนั้นเจือไปด้วยความโกรธ
"ตระกูลซ่งรังแกคนเกินไปแล้ว! ทำไมเธอต้องไปฟังพวกเขาน่ะ? สังคมใหม่ ประเทศใหม่แล้ว การแต่งงานต้องมีอิสระ อย่ามัวแต่ถูกผลกระทบจากค่านิยมคร่ำครึพวกนั้นสิ"
ความหมายนัยๆ ของเขาก็คือ ไม่ต้องไปแต่งกับใครทั้งนั้น!
จบตอนที่ 53