- หน้าแรก
- คุณหนูใหญ่ยุคหกศูนย์ เมื่อฉันสลับวิวาห์และตามสามีทหารไปพิชิตตะวันตกเฉียงเหนือ
- ตอนที่ 50: จับโจรลักพาตัว!
ตอนที่ 50: จับโจรลักพาตัว!
ตอนที่ 50: จับโจรลักพาตัว!
ตอนที่ 50: จับโจรลักพาตัว!
ไม่ใช่ว่าซ่งอวิ๋นชูหละหลวมในการป้องกันตัว เธอเองก็รู้ดีว่าหัวขโมยในยุค 60 นั้นมีชุมยิ่งกว่ายุง
โดยเฉพาะในสถานที่ที่ผู้คนหลั่งไหลมาไม่ขาดสายอย่างสถานีรถไฟ
แต่ซ่งอวิ๋นชูคิดว่าบนตัวเธอไม่มีของมีค่าอะไรที่ควรค่าแก่การให้ขโมยยอมเสี่ยงชีวิตขนาดนั้น
ของสำคัญทั้งหมดถูกเก็บไว้ในมิติเรียบร้อยแล้ว ทั้งจักรยานคันเก่ง โทรทัศน์ รวมถึงของขวัญที่ซื้อให้คุณปู่เมื่อวันก่อน
ในถุงผ้าใบข้างกายมีเพียงเสื้อผ้าสำหรับเปลี่ยนและซักเท่านั้น
อ้อ ใช่ ยังมีนิยายเรื่อง ความฝันในหอแดง ฉบับเย็บเล่มอีกหนึ่งเล่ม
หนังสือเล่มนี้เธอจงใจเหลือเอาไว้เพื่ออ่านฆ่าเวลาบนรถไฟ
นอกจากนี้ในกระเป๋ากางเกงก็มีเงินติดตัวอยู่ไม่กี่หยวน เอาไว้ใช้ยามฉุกเฉิน
การแต่งตัวของซ่งอวิ๋นชูก็ดูธรรมดามาก ไม่เหมือนคนรวยเลยสักนิด
จะไปล่อตาโจรได้ยังไง? คิดมากเกินไปแล้ว
ซ่งอวิ๋นชูคิดว่าคุณป้าหุ่นตุ้ยนุ้ยที่นั่งอยู่ข้างๆ ยังจะดูรวยกว่าเธอเสียอีก
อย่างน้อยเนื้อบนตัวคุณป้าก็น่าจะมีราคามากกว่าเธอแน่ๆ
ซ่งอวิ๋นชูจึงไม่ได้ระแวดระวังอะไรเลย รอแล้วรอเล่า
ในที่สุด เสียงประกาศจากพนักงานหญิงที่มีน้ำเสียงนุ่มนวลและชัดถ้อยชัดคำก็ดังขึ้นกึกก้องไปทั่วโถงพักคอย
"เรียนท่านผู้โดยสารโปรดทราบ เรียนท่านผู้โดยสารโปรดทราบ เรียนท่านผู้โดยสารโปรดทราบ"
"รถไฟขบวนที่ 198 จะเข้าสู่ชานชาลาในอีก 30 นาทีข้างหน้า ขอให้ผู้โดยสารทุกท่านถือตั๋วรถไฟมุ่งหน้าไปยังช่องตรวจตั๋วหมายเลข 3 และโปรดปฏิบัติรักษาวินัยเข้าแถวตรวจตั๋วตามลำดับด้วยค่ะ"
ประกาศเริ่มตรวจตั๋วแล้ว เสียงประกาศรอบแรกยังไม่ทันจบดี
ผู้โดยสารที่นั่งไม่ติดที่อยู่แล้วก็เริ่มขยับเขยื้อนวุ่นวาย
เสียงในโถงพักคอยดังเซ็งแซ่จนน่าปวดหัว บ้างก็แบกสัมภาระ บ้างก็ถือกระเป๋า บ้างก็อุ้มเด็ก
ทุกคนเริ่มเร่งฝีเท้าเดินมุ่งหน้าไปยังช่องตรวจตั๋วหมายเลข 3
มีเพียงซ่งอวิ๋นชูที่ไม่รีบร้อน เธอลุกขึ้นช้าๆ แล้วเดินไปต่อแถวยาวเหยียดนั้น
จะรีบไปทำไม?
รถไฟขบวน 198 ยังต้องใช้เวลาอีกพักใหญ่กว่าจะเข้าเทียบชานชาลา
ซ่งอวิ๋นชูไม่อยากไปเบียดเสียดกับใคร
...
หลังจากตรวจตั๋วเสร็จ ซ่งอวิ๋นชูถือขั้วตั๋วที่มีรอยฉีกขาดไว้ในมือ เดินตามฝูงชนออกจากช่องตรวจ
จังหวะนี้เอง ไม่ใช่เรื่องที่เธอจะรีบหรือไม่รีบแล้ว เพราะเธอถูกฝูงชนด้านหลังดันให้เดินไปข้างหน้าอย่างเลี่ยงไม่ได้
เฮ้อ!
คนประเทศนี้ใจร้อนกันจริงๆ ซ่งอวิ๋นชูเดินพ้นทางเดินออกมาสู่ชานชาลาที่กว้างขวาง เพิ่งจะรู้สึกผ่อนคลายได้เพียงครู่เดียว
ทันใดนั้น มีชายคนหนึ่งพุ่งพรวดออกมาจากทางรางรถไฟ
"ฟึ่บ!"
เขากระชากถุงผ้าใบในมือเธอไปอย่างแรง รวดเร็วดุจสายฟ้าฟาด
เอ๊ะ?
ซ่งอวิ๋นชูมองตามหลังชายที่ถือถุงสัมภาระวิ่งหนีไปอย่างรวดเร็วปานลมกรด เธอเพิ่งตระหนักได้ว่านี่คือหัวขโมย!
มันคือการวิ่งราว!
ซ่งอวิ๋นชูเตรียมจะวิ่งตาม แต่กลับถูกใครบางคนชนเข้าอย่างแรงจากด้านหลัง
เธอเสียหลักซวนเซไปข้างหน้าจนเกือบหน้าคะมำ พยายามทรงตัวไว้อย่างสุดความสามารถ
พอมองไปอีกที ไอ้โจรที่ฉกกระเป๋าก็วิ่งห่างออกไปไกลแล้ว
ซ่งอวิ๋นชูโมโหจนจมูกแทบเบี้ยว
ไอ้บรรพบุรุษเอ๊ย!
ไอ้โจรหน้าโง่ที่ไม่มีตาสับปะรด!
ข้างในน่ะมันไม่มีอะไรเลย มีอะไรน่าขโมยนักหนาวะ?!
แต่ถึงจะไม่มีของมีค่า เธอก็ยอมไม่ได้ที่จะให้ใครมาขโมยไปง่ายๆ แบบนี้
ผ้าขนหนู สบู่ซักผ้า ผงซักฟอก สบู่ถูตัว ของจุกจิกพวกนี้ยังอยู่ในนั้นหมด ถ้าหายไปเธอก็ต้องเสียเงินซื้อใหม่
ซ่งอวิ๋นชูเหลือบมองนาฬิกาข้อมือ อีก 20 นาทีกว่ารถจะออก
เธอก็ออกตัววิ่งตามทันที พลางวิ่งพลางตะโกนก้องชานชาลาให้ผู้โดยสารคนอื่นได้ยิน
"ช่วยด้วยค่ะ! จับโจรลักพาตัวที! จับโจรลักพาตัว! มีคนขโมยเด็กทารกเพิ่งคลอดไปค่ะ! คนข้างหน้าที่ใส่หมวกแก๊ป ใส่เสื้อสีน้ำเงิน ตัวเตี้ยๆ นั่นแหละค่ะ!"
"หนูเห็นกับตาเลยค่ะ! เด็กถูกซ่อนอยู่ในถุงผ้าใบนั่น! ช่วยจับโจรลักพาตัวทีค่ะ! ใส่หมวกแก๊ป เสื้อสีน้ำเงิน!"
"จับโจรลักพาตัวเร็ว!"
"จับโจรลักพาตัว!"
"มันขโมยเด็กทารกตัวเล็กๆ ไปค่ะ!"
ซ่งอวิ๋นชูช่างมีเล่ห์เหลี่ยมเหลือร้าย เพื่อขยายผลให้คนสนใจ เธอจงใจโกหกว่าโจรวิ่งราวเป็นโจรลักพาตัว
เพราะในความรู้สึกคนทั่วไป หัวขโมยเทียบไม่ได้เลยกับความน่ารังเกียจของโจรลักพาตัว ยิ่งบอกว่าขโมยเด็กทารกที่เพิ่งคลอด ยิ่งกระตุ้นสัญชาตญาณการปกป้องของฝูงชนได้ดีเยี่ยม ทำให้มีคนช่วยเธอจับโจรมากขึ้นหลายเท่าตัว
ไอ้โจรปล้นชิงคนนี้มาเจอเธอก็เหมือน "ซวยซ้ำซวยซ้อน" ซวยถึงขีดสุดจริงๆ!
เสียงตะโกนของซ่งอวิ๋นชูใสกระจ่าง กังวาน และทรงพลัง มันดังกึกก้องวนเวียนอยู่เหนือชานชาลาครั้งแล้วครั้งเล่า
และมันก็ได้ผลอย่างดีเยี่ยม
"อะไรนะ?!"
ชายหนุ่มเลือดร้อนผมเกรียนคนหนึ่งพอได้ยินเสียงขอความช่วยเหลือของเธอ อารมณ์ก็พลุ่งพล่านทันที
"กลางวันแสกๆ โจรลักพาตัวกล้าขโมยเด็กเลยเหรอ?! มันอยู่ไหนวะ?"
ชายวัยกลางคนคนหนึ่งบอกเขา "น้องสาวคนนั้นบอกว่าคนที่ใส่หมวกแก๊ป เสื้อสีน้ำเงินน่ะ!"
"หมวกแก๊ปเหรอ?"
ชายผมเกรียนมองไปไกลๆ ในขณะที่คนส่วนใหญ่ยืนนิ่ง มีเพียงร่างเดียวที่เคลื่อนที่อย่างรวดเร็ว และเขาสวมหมวกแก๊ป!
"เฮ้ย ผมเห็นมันแล้ว!" เขารีบวิ่งตามไป
ขณะเดียวกัน ชายวัยกลางคนก็เห็นเช่นกัน "ผมก็เห็นแล้ว! มันวิ่งไปทางตะวันออก! ตามไป! จับไอ้ชาติหมานี่ให้ได้ ขโมยเด็กนี่มันชั่วช้าจริงๆ!" เขาก็วิ่งตามไปอีกคน
ตามมาด้วยผู้โดยสารใจดีอีกหลายคนที่เข้าร่วมขบวนการอย่างเงียบๆ กลายเป็นว่า
ด้านหลังซ่งอวิ๋นชูมีกลุ่มคนวิ่งไล่ตามโจร และในไม่ช้าพวกเขาก็วิ่งแซงเธอไป
"ขอบคุณทุกท่านมากค่ะ! ระวัง... ระวังตัวด้วยนะคะ!"
เธอตะโกนขอบคุณอย่างหอบถี่ ผู้ชายเนี่ยวิ่งกันเร็วเหลือเกิน
"น้องสาววางใจเถอะ! ปล่อยเป็นหน้าที่พวกพี่ ไอ้คนชั่วนี่หนีไม่พ้นแน่!"
ชายผมเกรียนผู้ผดุงความธรรมดารู้สึกมีไฟขึ้นมาทันที เขาเร่งฝีเท้าดุจลูกธนูที่พุ่งออกจากคันศร!
"ไอ้หมวกแก๊ป มึงหยุดนะ!"
หมวกแก๊ปเหรอ?
ไอ้หัวขโมยที่กำลังวิ่งโกยอ้าวอยู่บนชานชาลาเหลียวหลังกลับไปมองฝูงชนที่ไล่ตามมา เขารีบกระชากหมวกแก๊ปบนหัวโยนทิ้งทันที ใจเริ่มสั่นขวัญเสีย ขโมยไม่นึกเลยว่ายัยเด็กคนนี้จะเจ้าเล่ห์ขนาดนี้ ถึงขั้นปั้นน้ำเป็นตัวว่าเขาเป็นโจรลักพาตัว?
ทำให้คนแห่มาจับเขาเยอะขนาดนี้!
เขาเปลี่ยนเส้นทาง กระโดดลงจากชานชาลาลงไปที่รางรถไฟ วิ่งตะบึงไปบนรางเหล็ก
ซ่งอวิ๋นชูเห็นโจรโยนหมวกทิ้งจากระยะไกล แต่เธอกลับยิ้มกริ่ม
เธอตะโกนซ้ำอีก "โจรลักพาตัวหัวล้านค่ะ! มันกระโดดลงจากชานชาลาแล้ว! จับมันไว้! รถไฟจะเข้าในอีก 15 นาทีแล้ว!"
เสียงของซ่งอวิ๋นชูมีพลังทะลุทะลวง พุ่งทะยานไปถึงก้อนเมฆ จนแทบทุกคนบนชานชาลาจะได้ยิน
รวมถึงคุณป้าตุ้ยนุ้ยที่นั่งรอรถไฟข้างอวิ๋นชูในโถงพักคอยก็ได้ยินด้วย
ตำแหน่งที่ป้ายืนอยู่ค่อนข้างอยู่ท้ายๆ ซึ่งอยู่ใกล้กับโจรที่สุด
อะไรนะ?
คนขโมยเด็กเป็นคนหัวล้านเหรอ?!
ป้าเพ่งมองไป แล้วก็เห็นคนหัวสะท้อนแสงกำลังวิ่งหนีอยู่ไม่ไกล
"อ้อ ที่แท้แกนี่เองที่ขโมยเด็ก!"
คุณป้ามากับเด็กชายอายุประมาณสิบกว่าขวบ
"แม่ครับ ผมวิ่งเร็ว เดี๋ยวผมไปช่วยวิ่งไล่โจรลักพาตัวด้วยนะ! 15 นาทีน่าจะทัน!"
"ไปเลยลูก"
คุณป้าพยักหน้าเห็นด้วย "ไปจัดการมันเลย โจรลักพาตัวนี่มันน่าแค้นใจที่สุด!"
เด็กชายคนนั้นจึงวิ่งตามไปอีกคน ทีมล่าโจรขยายตัวขึ้นเรื่อยๆ
คนเยอะพลังแยะ แถมยังมีซ่งอวิ๋นชูคอยชี้เป้าบอกทางให้อย่างแม่นยำ
เดิมทีหัวขโมยคิดจะใช้สภาพภูมิประเทศที่ขรุขระของรางรถไฟสลัดคนที่ตามหลังมาให้หลุด
แต่ในความรีบร้อนก็เกิดความผิดพลาด
ขณะวิ่งไปเขาก็ถูกหมอนรองรางรถไฟเกี่ยวเท้าเข้าอย่างจัง
"ปึก!"
หัวขโมยหน้าทิ่มลงไปกับพื้น หน้าและลำตัวปะทะกับพื้นโลกอย่างเต็มเป้า
ถึงกระนั้น ไอ้โจรคนนี้ก็ยังกอดถุงผ้าใบของซ่งอวิ๋นชูไว้แน่น ยอมตายดีกว่าเสียทรัพย์!
ยังไม่ทันที่มันจะตะเกียกตะกายลุกขึ้น ชายผมเกรียนคนแรกที่ตามมาทันก็พุ่งเข้าชาร์จ ล็อกแขนไพร่หลังกดลงกับรางรถไฟทันที
"ไอ้โจรลักพาตัวชั่วช้า! มึงจะหนีไปไหน!"
ทันใดนั้น เด็กชายวัยสิบกว่าขวบก็พุ่งเข้ามา กระชากถุงผ้าใบในมือโจรออกมาได้สำเร็จ แล้วตะโกนด้วยความดีใจสุดขีด
"ชิงเด็กคืนมาได้แล้ว! ชิงเด็กคืนมาได้แล้ว!"
เพราะตื่นเต้นเกินไป เด็กชายเลยไม่ได้เอะใจถึงน้ำหนักของถุงผ้าใบใบนั้นเลย
จบตอนที่ 50