- หน้าแรก
- เส้นทางสู่ความมั่งคั่งของเฮ่อหมิงจู
- ตอนที่ 34: เช่าบ้านสำเร็จแล้ว!
ตอนที่ 34: เช่าบ้านสำเร็จแล้ว!
ตอนที่ 34: เช่าบ้านสำเร็จแล้ว!
ตอนที่ 34: เช่าบ้านสำเร็จแล้ว!
เฮ่อหมิงจูยืนอยู่หน้าห้องทำงานรองผู้จัดการเหมือง ข้างๆ เธอคือพี่รองที่โดนเธอลากกึ่งจูงกึ่งกระชากมาด้วย
ประตูห้องทำงานแง้มไว้ครึ่งหนึ่ง มองลอดช่องเข้าไปเห็นรองผู้จัดการจางนั่งอยู่หลังโต๊ะทำงาน ถือเอกสารอ่านอย่างช้าๆ ระหว่างนั้นก็มีคนเข้าพบเพื่อรายงานและเซ็นชื่อเป็นระยะ
ผู้คนเดินผ่านไปมาในโถงทางเดิน ต่างก็พากันเหลียวมองพี่น้องตระกูลเฮ่อ แต่เขากลับปล่อยให้ทั้งคู่ยืนรอเก้ออยู่อย่างนั้น การโดน "ดอง" ไว้หน้าห้องไม่ใช่เรื่องน่าอภิรมย์ เฮ่อหมิงจวินเริ่มอยู่ไม่สุข เขาอึดอัดไปทั้งตัวจนอยากจะพุ่งเข้าไปในห้องหลายครั้ง แต่ก็โดนเฮ่อหมิงจูขวางไว้ทุกที
เขามองดูน้องสาวที่ยืนนิ่งสงบอย่างมีสมาธิแล้วไม่เข้าใจเลยว่าเธอทนอยู่ได้ยังไง
จะให้เช่าหรือไม่ให้เช่า ท่านรองก็แค่พูดมาคำเดียวก็จบเรื่องแล้วไม่ใช่เหรอ ทำไมต้องให้มาดองเค็มยืนทำโทษกันแบบนี้ด้วย?
จนกระทั่งเกือบจะถึงเวลาเลิกงาน ห้องทำงานต่างๆ เริ่มปิดไฟกลับบ้าน รองผู้จัดการจางถึงเพิ่งจะยอม เปิดปากพูดออกมาว่า: "เข้ามาสิ"
ทั้งสองเดินเข้าไปในห้องทำงาน รองผู้จัดการจางมองสำรวจทั้งคู่ตั้งแต่หัวจดเท้า โดยเน้นไปที่เฮ่อหมิงจู เป็นพิเศษ พอมองจนพอใจแล้วถึงถอนสายตากลับไป แล้วพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า: "พวกเธอเองเหรอที่อยากจะเช่าตึกภาคบริการนั่น?"
เฮ่อหมิงจูยิ้มตอบ: "ใช่ค่ะ พวกเราอยากเช่าที่นั่นเพื่อเปิดร้านอาหาร บ้านสองหลังนั้นเหมาะสมมาก หวังว่าท่านจะอนุญาตให้เราเช่านะคะ"
รองผู้จัดการจางเลิกเปลือกตาขึ้นเล็กน้อยแล้วพูดว่า: "บ้านหลังนั้นเป็นของรัฐ จะปล่อยให้พวกรายย่อยเช่าได้ยังไง? กลับไปซะเถอะ วันหลังไม่ต้องมาคิดเรื่องเช่าบ้านนี่อีก แล้วก็ไม่ต้องฝากใครมาถามฉันด้วย ฉันงาน ยุ่งมาก ไม่มีเวลามาใส่ใจเรื่องขี้ปะติ๋วพวกนี้หรอก"
เฮ่อหมิงจวินฟังแล้วของขึ้นทันที นี่มันแกล้งกันชัดๆ! ปล่อยให้พวกเขายืนรอมาทั้งบ่ายเพื่อมาฟังคำว่า "ไม่ให้เช่า" แค่คำเดียวเนี่ยนะ? ต่อให้เป็นรองผู้จัดการก็เถอะ จะมารังแกกันเกินไปแล้ว!
ตอนที่เขาทำของหนีภาษี เขาต้องสู้กับพวกแก๊งคู่แข่งอยู่บ่อยครั้ง ทุกอย่างแก้ด้วยหมัดมวยจนติดเป็นนิสัยมุทะลุ พอนึกถึงคำพูดของรองผู้จัดการจาง เขาก็ตาขวางกำหมัดแน่น ก้าวไปข้างหน้าหมายจะทวงความยุติธรรมให้ตัวเอง
แต่เฮ่อหมิงจูเร็วกว่า เธอขยับไปขวางหน้าเฮ่อหมิงจวินไว้ทันที บดบังสายตาที่เขาจ้องมองรองผู้จัดการ
"ท่านผู้จัดการจางคะ ผู้ประกอบการรายย่อยนั้นสอดคล้องกับนโยบายปฏิรูปเปิดประเทศ และกำลังสร้างประโยชน์ให้กับเศรษฐกิจของชาติค่ะ แม้พวกเราจะเทียบไม่ได้กับรัฐวิสาหกิจรุ่นพี่ใหญ่ แต่พวกเราพึ่งพาตัวเองเลี้ยงปากท้องได้ ก็ถือเป็นการช่วยลดภาระให้สังคมเหมือนกันนะคะ"
ท่ามกลางสีหน้าที่ดูไม่ออกว่าคิดอะไรอยู่ของรองผู้จัดการจาง เฮ่อหมิงจูพูดต่อด้วยน้ำเสียงสดใสแต่หนักแน่น: "รัฐวิสาหกิจนั้นเปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงความเป็นอยู่ของคนในชาติ แต่ผู้ประกอบการรายย่อยนั้น แม้จะเป็นธุรกิจเล็กๆ แต่ก็เหมือนกับ 'เส้นเลือดฝอย' ของประเทศ ที่คอยส่งสารอาหารไปตามซอกมุมต่างๆ ประเทศขาดเส้นเลือดใหญ่ไม่ได้ แต่ก็ต้องการเส้นเลือดฝอยเล็กๆ เหล่านี้ด้วยเช่นกันค่ะ"
รองผู้จัดการจางนึกไม่ถึงว่าเด็กสาวอายุน้อยขนาดนี้ จะสามารถพูดจามีเหตุผลต่อหน้าเขาได้เป็นฉากๆ แถมที่สำคัญคือเธอกินนโยบายเข้าไปจนแตกฉาน ทำให้เขาเริ่มมองเธอเปลี่ยนไปบ้าง
แต่เขาก็ยังพูดอยู่ดีว่า: "ที่เธอพูดมันก็น่าฟังอยู่หรอก แต่ทรัพย์สินของรัฐจะเอามาให้เอกชนใช้ส่งเดชได้ยังไง ใครจะรับผิดชอบ?"
เมื่อเห็นท่าทีของเขาเริ่มอ่อนลง เฮ่อหมิงจูจึงรีบพูดทันที: "ท่านผู้จัดการคะ ก่อนมาที่นี่หนูหาข้อมูลมาแล้วค่ะ เมื่อปีที่แล้วโรงงานเครื่องจักรเมืองอูเฉิงก็ปล่อยเช่าอาคารร้างให้คนทำอู่ซ่อมรถ และในกรมเหมืองแร่ของเราเองก็มีหน่วยงานที่ปล่อยเช่าตึกให้เอกชนเปิดร้านเหมือนกันค่ะ"
เธอยกชื่อหน่วยงานที่ปล่อยเช่าบ้านขึ้นมาหลายที่ เพื่อพิสูจน์ว่าเหมืองหมายเลข 1 ไม่ใช่ "คนแรกที่กินปู" ไม่ต้องกังวลว่าจะเป็น "ไม้ที่โผล่มาให้โดนตอก" แต่สามารถทำตามน้ำเพื่อรับผลประโยชน์เข้าหน่วยงานได้เลย
รองผู้จัดการนิ่งไป พลางใช้ความคิดครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยปาก: "เธอนี่หาข้อมูลมาละเอียดดีจริงๆ แต่คนอื่นก็คือคนอื่น เราก็คือเรา ต้องคำนึงถึงผลกระทบด้วยสิ"
เขาพูดเป็นนัยๆ ว่า: "ถ้าฉันตกลงให้พวกเธอเช่าบ้าน นั่นเท่ากับว่าฉันเป็นคนรับประกันให้พวกเธอใช่ไหม? ฉันเองก็ไม่ได้รู้จักพวกเธอดี วันนี้เพิ่งจะเจอกันครั้งแรก เกิดมีเรื่องอะไรขึ้นมา หรือพวกเธอค้างค่าเช่า หรือทำธุรกิจไม่ดีจนทำลายชื่อเสียงของเหมือง หรือทำบ้านพังเสียหาย สุดท้ายคนที่เป็นคนอนุมัติอย่างฉันไม่ต้องรับผิดชอบงั้นเหรอ?"
เฮ่อหมิงจวินยิ่งฟังยิ่งงง คิดในใจว่าไอ้แก่คนนี้บ่นพึมพำอะไรนักหนา จะให้เช่าหรือไม่เช่าก็พูดมาคำเดียวสิ อ้อมค้อมอยู่ได้ สรุปจะเอาอะไรกันแน่?
แต่เฮ่อหมิงจูฟังปราดเดียวก็เข้าใจทันที และกลับรู้สึกโล่งใจด้วยซ้ำ เธอเกลียดที่สุดคือพวกคนหัวโบราณที่คุยยังไงก็ไม่รู้เรื่อง เหตุผลก็ฟังไม่เข้าหู แบบนั้นถึงจะลำบากเหมือนหมางับเม่น
เธอจึงแกล้งทำท่าทางครุ่นคิด ขมวดคิ้วแล้วพูดว่า: "เฮ้อ หนูเองก็คิดไม่รอบคอบจริงๆ ไม่นึกเลยว่าจะทำให้ท่านต้องลำบากขนาดนี้... หรือท่านจะลองดูแบบนี้ดีไหมคะ พี่เซี่ยงตั่งกับพี่ชายหนูเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่เด็ก แถมยังเป็นลูกชายของท่าน ท่านย่อมต้องเชื่อใจเขาอยู่แล้วใช่ไหมคะ? เอาเป็นว่าให้เขาแวะไปตรวจตราที่ร้านทุกเดือน ถ้ามีอะไรไม่เหมาะสมก็แจ้งให้พวกเราแก้ไขทันที ท่านเห็นว่าเป็นยังไงคะ?"
เมื่อเห็นว่าเธอเข้าใจความหมายของเขาแล้ว รองผู้จัดการจางก็กระแอมไอทีหนึ่งแล้วพูดว่า: "ทำแบบนั้นได้ยังไง อยู่ดีๆ จะให้เขาไปที่นั่นได้ยังไงกัน?"
เฮ่อหมิงจูรีบบอก: "หนูมีความคิดค่ะ ให้พี่จางมาร่วมหุ้นด้วยสิคะ ในฐานะผู้ถือหุ้นเขาจะได้ตรวจสมุดบัญชีได้สะดวกด้วย เพียงแต่ว่าร้านเราเป็นแค่ร้านอาหารเล็กๆ ระดับไม่ค่อยสูง กลัวว่าพี่เขาจะมองข้ามไปน่ะค่ะ"
เมื่ออีกฝ่าย "หัวไว" รองผู้จัดการจางก็เผยรอยยิ้มออกมาได้เสียที แต่ปากยังพูดว่า: "พูดอะไรอย่างนั้นล่ะ ช่างเถอะ พวกเธอกลับไปได้แล้ว เรื่องเช่าบ้านต้องทำตามขั้นตอนระเบียบราชการ วันหลังไม่ต้องมาหาฉันที่นี่อีก"
เฮ่อหมิงจูลากพี่รองที่ยังงงเป็นไก่ตาแตกออกมาจากตึกสำนักงาน
เดินออกมาได้สักพัก เฮ่อหมิงจวินถึงถามอย่างไม่มั่นใจ: "สรุปเรื่องเช่าบ้านจบแค่นี้เหรอ?"
เฮ่อหมิงจูบอกว่า: "เปล่าซะหน่อย เดี๋ยวพี่กลับไปตามตัวจางเซี่ยงตั่งมาที่บ้านนะ ขั้นตอนการเช่าบ้านหลังจากนี้ต้องถามเขาเอา"
เฮ่อหมิงจวินแปลกใจมาก: "ท่านรองบอกตกลงแล้วเหรอ? ฉันฟังพลาดตรงไหนไป?"
เฮ่อหมิงจูหยุดเดิน เขย่งปลายเท้าขึ้นไปตบไหล่พี่รองที่ยังซื่อใสไร้เดียงสา แล้วส่ายหัวพลางถอนหายใจ:
"ช่างเถอะ เดี๋ยวหนูจัดการเอง เรื่องของผู้ใหญ่น่ะ พี่ไม่ต้องยุ่งหรอก~"
เฮ่อหมิงจวินประท้วงทันที: "ยัยเด็กนี่! ในพวกเราสองคน ใครกันแน่ที่เป็นผู้ใหญ่!"
เฮ่อหมิงจูเลิกคิ้ว: "ก็หนูไงจ๊ะ"
ล้อเล่นน่า ชาติก่อนเธอใช้ชีวิตมามากกว่าเขาตั้ง 20 ปี ไม่ได้อยู่มาฟรีๆ นะ ถึงพี่รองจะตัวสูงใหญ่เทอะทะ แต่ถ้าพูดถึงประสบการณ์ทางสังคมแล้ว ต่อให้พี่รองสิบคนมัดรวมกันก็สู้เธอไม่ได้หรอก
เฮ่อหมิงจวินไม่ใช่คนโง่ พอโดนกระตุ้นแบบนี้แล้วพอนึกย้อนกลับไปถึงคำพูดของท่านรองในห้องทำงาน เขาก็เริ่มปะติดปะต่อได้ทันทีว่าน้องสาวกับตาแก่นั่นลับลมคมในอะไรกันอยู่
เขาเลิกสนใจเรื่องเช่าบ้าน แล้วหันมาห่วงน้องสาวแทน: "เธอไปเรียนเรื่องพวกนี้มาจากใคร? พี่ใหญ่เหรอ? เขาไม่มีสมองพอจะสอนเรื่องแบบนี้ได้หรอก... หรือว่ามีใครรังแกเธอ?"
คิดไปคิดมา เขาก็คิดได้แค่ว่าตลอดปีที่ผ่านมาน้องสาวคงโดนชีวิตเคี่ยวเข็ญอย่างหนัก ถึงได้กลายเป็นคนเฉลียวฉลาดและเก่งงานสังคมขนาดนี้
เฮ่อหมิงจูไม่ยอมตอบตามน้ำ เธอแกล้งหัวเราะร่าเฉไฉไปเรื่องอื่น: "สวรรค์สร้างข้ามา ย่อมต้องมีประโยชน์! บางคนต้องเรียนรู้จากประสบการณ์ แต่บางคนน่ะมันอยู่ในสายเลือด พี่จ๋า ถึงเราจะมาจากพ่อแม่เดียวกัน แต่เรื่องนี้พี่สู้หนูไม่ได้จริงๆ นะ"
เฮ่อหมิงจวินโดนเบี่ยงเบนความสนใจจนได้ เขาหัวเราะด่าว่า: "ไปไกลๆ เลย ยัยคนชอบอวยตัวเอง แล้วทำไมไม่ว่าพี่ใหญ่บ้างล่ะ รายนั้นน่ะสมองไม่มีทางเลี้ยวเลย มีแต่อายุที่เพิ่มแต่ไม่มีเล่ห์เหลี่ยม โดนคนหลอกไปขายยังช่วยเขาขำอยู่เลยมั้ง"
เฮ่อหมิงจูส่ายหัวไปมา: "พี่ใหญ่เป็นคนซื่อจ้ะ~"
เฮ่อหมิงจวินถามกลับทันควัน: "งั้นเธอจะบอกว่าฉันไม่ซื่อเหรอ?"
เฮ่อหมิงจูแกล้งไอสองสามที: "แค็กๆๆ พี่รองจ๋า เรื่องจริงที่แทงใจดำแบบนี้อย่าพูดออกมาเลยจ้ะ"
เฮ่อหมิงจวินเริ่มถลกแขนเสื้อ: "ยัยหนูคนนี้ชักจะปีกกล้าขาแข็งแล้วนะ——"
เฮ่อหมิงจูใส่เกียร์หมาวิ่งหนีทันที พร้อมทิ้งคำพูดไว้เป็นชุด: "จริงๆ หนูอยากบอกตั้งนานแล้ว พี่รองน่ะตอนนี้กลายเป็นพวกบ้าพลังไปแล้ว ในหัวมีแต่กล้ามเนื้อ เจออะไรก็อยากจะแก้ด้วยหมัด สู้พี่ใหญ่ไม่ได้เลยสักนิด..."
เฮ่อหมิงจวินหลุดขำออกมา: "แน่จริงอย่าวิ่งหนีดิ!"
เฮ่อหมิงจูหันมาทำหน้าล้อเลียน: "หนูไม่ได้โง่นี่นา ไม่หนีก็โดนดิ!"
พี่น้องสองคนหยอกล้อหัวเราะร่ากันไปตลอดทางกลับบ้าน อีกด้านหนึ่ง รองผู้จัดการจางกลับมาถึงบ้านที่ตึกแฟลตระดับผู้บริหาร
บ้านของเขาเป็นห้องชุด 3 ห้องนอน 2 ห้องนั่งเล่นที่ทางเหมืองจัดสรรให้ หันหน้าไปทางทิศใต้ เครื่องเรือนไม้แดง ปูพื้นไม้ทั้งหลัง มีทั้งน้ำประปา ไฟฟ้า และเครื่องทำความร้อน แถมยังมีตู้เย็น โทรทัศน์ เครื่องซักผ้า เรียกได้ว่าสะดวกสบายกว่าบ้านพักหลังเล็กที่ใช้เตาถ่านของคนงานทั่วไปหลายร้อยเท่า
แต่พอเข้าบ้านมา รองผู้จัดการจางก็เห็นลูกชายนอนแผ่หลับตาอยู่บนโซฟา สายตาจ้องเขม็งไปที่โทรทัศน์ที่กำลังฉายซีรีส์ต่างประเทศเรื่อง The Man from Atlantis (มนุษย์สมุทร) เจ้าลูกชายคนนี้ดูอย่างเคลิบเคลิ้มจนไม่สนใจแม้แต่ตอนที่พ่อมันกลับมาบ้าน
"หนีกลับก่อนเวลาอีกแล้ว!" รองผู้จัดการจางดูนาฬิกาแล้วพูดอย่างไม่สบอารมณ์
จางเซี่ยงตั่งไม่อยากละสายตาจากจอ เขาตอบกลับโดยไม่หันมามองว่า: "หนีกลับอะไรกัน คนอื่นในห้องทำงานกลับก่อนผมอีก ผมเนี่ยทำตัวกลมกลืนกับฝูงชนที่สุดแล้ว อีกอย่าง ที่ห้องทำงานมันจะไปมีอะไรน่าสนใจ ไปถึงก็มีแต่ชงชาอ่านหนังสือพิมพ์ แถมโทรทัศน์ก็ไม่มี พ่อไปหางานที่มันน่าเบื่อแบบนั้นให้ผมทำได้ไง เปลี่ยนงานให้ผมหน่อยได้ไหม?"
น่าเบื่อ?
งานที่เงินดี งานน้อย ใกล้บ้าน ที่คนอื่นเขาแทบจะเหยียบกันตายเพื่อเข้าไปทำ แต่ไอ้ลูกคนนี้ดันบ่นว่าน่าเบื่อ?!
รองผู้จัดการจางฮึดฮัดด้วยความโมโหที่ไม่มีที่ระบาย จนเมียแก่ของเขาเดินมารับเสื้อนอกไปแขวน พร้อมกับถามขึ้นมาว่า: "วันนี้เด็กรายย่อยที่จะมาเช่าบ้านนั่นไปหาคุณหรือยัง?"
พอได้ยินคำถามนี้ จางเซี่ยงตั่งเลิกสนใจซีรีส์ทันที เขารีบลุกพรวดขึ้นมาจากโซฟาแล้วถามว่า: "เฮ่อหมิงจูไปหาพ่อที่ห้องทำงานแล้วเหรอ? พ่อไม่ได้แกล้งรังแกเธอใช่ไหม?"
เห็นท่าทางไม่เอาถ่านของลูกชายแล้ว รองผู้จัดการจางก็ยิ่งโมโหจนไฟลุก
"เขาน่ะเป็นลูกคนงานเหมืองที่ไม่มีทั้งพ่อทั้งแม่ แต่เก่งกว่าแกเป็นร้อยเท่า! แกยังจะมีหน้าไปห่วงเขาอีกเหรอ?! ตัวแกเองน่ะสมควรโดนห่วงมากกว่า!"
จบตอนที่ 34