เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 23 เฉินหยางชี้แนะแนวทาง

ตอนที่ 23 เฉินหยางชี้แนะแนวทาง

ตอนที่ 23 เฉินหยางชี้แนะแนวทาง


ตอนที่ 23 เฉินหยางชี้แนะแนวทาง

ทุกคนต่างจ้องมองเฉินหยางด้วยความสงสัย แม้แต่เซวียชิงเองก็ยังงุนงงสงสัยไม่แพ้กัน

"น้องชาย ฉันเปิดร้านอาหารตะวันตกแห่งนี้ แม้จะไม่ได้รวยล้นฟ้า แต่ก็ถือว่ากินดีอยู่ดีมีใช้ไม่ขาดมือแล้วนะ นายยังจะมอบโชคลาภอะไรให้ฉันอีกงั้นเหรอ?"

คนรอบข้างต่างพยักหน้าเห็นด้วย เพราะฐานะของเซวียชิงในตอนนี้เรียกได้ว่าแซงหน้าผู้คนไปกว่า 90% แล้ว

เฉินหยางกวาดสายตามองไปรอบๆ ร้านแล้วยิ้มกล่าวว่า "พี่ชาย ดูจากจำนวนลูกค้าแค่ไม่กี่คนแบบนี้ พี่จะรวยไปได้สักแค่ไหนเชียว? ชั้นบนก็น่าจะเป็นภัตตาคารของพี่ด้วยเหมือนกัน แต่เกรงว่าแขกเหรื่อก็คงจะบางตาพอกันใช่ไหมล่ะครับ?"

"ที่ผมบอกว่าจะมอบโชคลาภก้อนโตให้พี่น่ะ มันยิ่งใหญ่กว่าที่เป็นอยู่ตอนนี้มาก!"

พอเซวียชิงและหยางอวิ๋นได้ฟัง สีหน้าของทั้งคู่ก็เริ่มจริงจังขึ้นมาทันที

"น้องชาย นั่งก่อนๆ! มา... พนักงาน ชงกาแฟมาให้ทุกคนคนละแก้ว!"

เซวียชิงเชื้อเชิญให้เฉินหยาง เย่เสวี่ย และฉินหนานนั่งลง ส่วนตัวเขาและหยางอวิ๋นนั่งลงเป็นคนสุดท้าย

ลูกค้าคนอื่นๆ ก็ยังไม่มีใครยอมลุกไปไหน ต่างเฝ้าดูเฉินหยางด้วยความอยากรู้อยากเห็น อยากจะฟังว่าเขาจะพูดอะไรกันแน่

"พูดกันตามตรงนะคุณชายเฉิน ร้านอาหารตะวันตกของผมเนี่ยมันพูดยากจริงๆ ลูกค้าก็น้อย กำไรก็ไม่ค่อยมี ขาดทุนก็ไม่เชิง จนผมแทบไม่อยากจะทำต่อแล้ว! เคยให้ซินแสดังๆ มาดูฮวงจุ้ยตั้งหลายคน ก็ยังหาสาเหตุไม่ได้เลยว่าเป็นเพราะอะไร"

เซวียชิงบ่นด้วยสีหน้าอมทุกข์

เฉินหยางยิ้ม "ตั้งอยู่ในทำเลทองขนาดนี้ ไม่มีเหตุผลเลยที่ลูกค้าจะน้อยขนาดนี้"

เซวียชิงตบเข่าฉาด "นั่นน่ะสิ!"

เฉินหยางจิบกาแฟแล้วยิ้มบางๆ เขาชูมือชี้ไปยังแจกันลายครามที่วางอยู่ตรงเคาน์เตอร์ "ปัญหาอยู่ที่เจ้านี่แหละครับ"

แล้วเขาก็ชี้ไปที่ปี่เซียะหยกตัวนั้น "แล้วก็เจ้านี่ด้วย!"

เซวียชิงหันกลับไปมองของโบราณทั้งสองชิ้นแล้วเบิกตากว้าง "หมายความว่ายังไง? น้องชาย ผมน่ะชอบของเก่า แม้จะไม่ค่อยรู้เรื่องเท่าไหร่ แต่บางทีเห็นแล้วถูกใจก็ซื้อเก็บไว้! หรือว่าของพวกนี้มันจะมีอาถรรพ์อะไรหรือเปล่า?"

เฉินหยางหันมาอธิบาย "แจกันลายครามใบนั้น น่าจะเป็นของสมัยจักรพรรดิเฉียนหลงแห่งราชวงศ์ชิง เป็นของแท้ครับ ถ้าพูดถึงราคาก็ไม่ได้แพงมากนัก น่าจะอยู่ที่ประมาณล้านกว่าหยวน"

"ส่วนปี่เซียะหยกตัวนั้น แม้จะเป็นหยกเหอเทียนแท้ แต่คนทั่วไปก็รู้กันดีว่าหยกเหอเทียนแบ่งออกเป็นหลายเกรด หยกมันแพะ (หยางจื่ออวี้) คือราชาแห่งหยก ส่วนหยกดำ หยกเหลือง หยกน้ำตาล ถือเป็นเกรดล่างสุด"

"ปี่เซียะตัวนี้ทำจากหยกเหลืองเกรดต่ำ ความบริสุทธิ์ไม่สูง ความแข็งไม่ได้มาตรฐาน ความโปร่งใสก็ไม่ดี ฝีมือแกะสลักไม่ประณีต สัมผัสแล้วรู้สึกหยาบกร้าน แต่มันก็เป็นของโบราณจริงๆ น่าจะเป็นของในช่วงกลางราชวงศ์หมิง"

"แต่มันไม่ใช่เครื่องประดับของเชื้อพระวงศ์หรอกครับ น่าจะเป็นของฝังศพของขุนนางหรือพ่อค้ารวยๆ มูลค่าในตลาดน่าจะอยู่ที่ประมาณสามล้านหยวน"

เซวียชิงมองเฉินหยางด้วยความทึ่ง

"น้องเฉิน คุณดูของเก่าเป็นด้วยเหรอ? ตอนที่ผมได้ของสองชิ้นนี้มาใหม่ๆ เคยให้คนช่วยตรวจสอบแล้ว เป็นของแท้จริงๆ ทั้งยุคสมัยและราคาก็ตรงกับที่คุณพูดเป๊ะๆ เลย"

เฉินหยางยิ้มอย่างถ่อมตัว

"สมัยเรียนผมเรียนด้านโบราณคดีน่ะครับ จะบอกว่าดูเป็นก็ไม่เชิง แค่มีความสนใจด้านการตรวจสอบเป็นพิเศษเท่านั้นเอง"

เซวียชิงและหยางอวิ๋นถึงกับบางอ้อ

"ไม่นึกเลยว่าน้องเฉินจะดูของเก่าเป็นด้วย ผมเสียมารยาทจริงๆ!"

"อายุแค่นี้แต่เป็นถึงผู้เชี่ยวชาญด้านของเก่า ไม่ธรรมดาเลยจริงๆ! เดี๋ยวนี้พวกอาจารย์ดังๆ ที่มีชื่อเสียง ก็เห็นมีแต่อายุสี่ห้าสิบหกสิบกันทั้งนั้น!"

"นี่แหละนะที่เขาว่า รู้หน้าไม่รู้ใจ น้ำทะเลมิอาจใช้ถังตวง! (อย่าตัดสินคนจากภายนอก)"

สายตาที่ทุกคนมองเฉินหยางตอนนี้เต็มไปด้วยความเลื่อมใสและชื่นชม เฉินหยางเองก็เป็นเพียงคนหนุ่ม พอเห็นสายตาเทิดทูนบูชาจากผู้คนมากมายขนาดนี้ ในใจก็รู้สึกพองโตอยู่ไม่น้อย แต่ภายนอกยังคงทำเป็นนิ่งขรึมและถ่อมตัว

เขาหารู้ไม่ว่า ในยุคที่ผู้คนคลั่งไคล้ของเก่ากันทั้งเมืองแบบนี้ ชาวบ้านต่างโหยหาที่จะได้รู้จักกับผู้เชี่ยวชาญตัวจริงสักคน

พวกผู้เชี่ยวชาญชื่อดังเหล่านั้นนอกจากจะเรียกค่าตัวแพงหูฉี่แล้ว คนธรรมดายังหาโอกาสเข้าถึงได้ยากยิ่ง และที่น่าผิดหวังที่สุดคือ บ่อยครั้งที่อาจารย์ผู้ทรงเกียรติเหล่านั้นก็ "ตาถั่ว" ดูพลาด เอาของล้ำค่าราคาแพงไปตีเป็นของปลอม

หรือที่น่าขันกว่านั้นคือดูของปลอมเป็นของแท้ จนบางคนทุ่มเงินจนหมดตัวซื้อของเก๊มาเก็บไว้ จนแทบอยากจะกระโดดตึกตาย

ผู้คนมีความกระหายในการสะสมของเก่าอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน และในขณะเดียวกันก็เฝ้ารอคอยที่จะได้พบกับปรมาจารย์ตัวจริงที่ซื่อตรงอย่างใจจดใจจ่อ

ใบหน้าสวยของฉินหนานเผยรอยยิ้มที่เหมือนจะเข้าใจอะไรบางอย่าง

"ถ้าคุณบอกว่าคุณดูของเก่าเป็น ฉันก็เข้าใจทุกอย่างแล้วล่ะ ได้ยินมาว่าปรมาจารย์ตัวจริงสามารถดมกลิ่นอายที่แผ่ออกมาจากของเก่าแต่ละยุคสมัยได้"

คำพูดของเธอมีความหมายแฝงว่า "ฉันรู้แล้วล่ะว่าคุณหาแหวนทับทิมเจอเพราะกลิ่นอายของมัน ไม่ใช่เพราะกลิ่นน้ำหอมของฉันหรอก"

เซวียชิง หยางอวิ๋น และเย่เสวี่ย ทั้งสามคนก็ฉุกคิดได้ทันที พร้อมกับส่งยิ้มที่ดูมีเลศนัยมาให้

เฉินหยางยิ้มแห้งๆ ด้วยความเขินอายเล็กน้อย

"จริงๆ แล้วการดูของเก่าก็คล้ายกับการที่หมอแมะ (แพทย์แผนจีน) ตรวจโรคนั่นแหละครับ ต้องใช้หลักการ 'ว่าง (มอง), เหวิน (ดม), เวิ่น (ถาม), เชี่ย (สัมผัส)' เดี๋ยวนี้หมอแผนจีนส่วนใหญ่แทบจะลืมวิชาบรรพบุรุษไปเกือบหมดแล้ว ทำได้แค่ดูสีหน้าท่าทางคร่าวๆ ส่วนการ 'ดม' นี่แทบจะไม่มีใครทำเป็นแล้ว"

"ส่วนใหญ่จะเน้นไปที่การซักถาม ส่วนการแมะ (จับชีพจร) ถ้าสามารถจับชีพจรได้แม่นยำและจ่ายยาได้ตรงโรค ก็ถือว่าเป็นยอดฝมาแผนจีนที่หาตัวจับยากแล้วครับ"

ทุกคนพยักหน้าเห็นด้วย เดี๋ยวนี้หมอแผนจีนหลายคนพึ่งพาแต่เครื่องมือแพทย์ตะวันตกในการวินิจฉัยโรค แบบนี้จะยังเรียกว่าหมอแผนจีนได้อีกเหรอ?

"ในวงการของเก่าก็มีสี่ขั้นตอนเหมือนกัน ตอนนี้ผมทำได้แค่ 'มอง' ในระดับหนึ่ง คือดูรูปลักษณ์ วัสดุว่าเป็นของจริงหรือปลอม แล้วประเมินยุคสมัย ส่วนการ 'ดม' นั้นต้องระดับปรมาจารย์ที่เข้าถึงแก่นแท้ถึงจะดมกลิ่นของเก่าออก ตอนนี้ผมยังห่างไกลจากขั้นนั้นนักครับ"

เซวียชิงอุทานด้วยความทึ่ง "เดี๋ยวนี้ผู้เชี่ยวชาญด้านของเก่าก็ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงช่วยทั้งนั้น ถ้าเขาสามารถแยกแยะวัสดุจริงเท็จจนบอกได้ว่าเป็นของเก่าหรือของเลียนแบบได้ ก็ถือเป็นมือหนึ่งแล้ว"

"แต่คนที่ดมกลิ่นของเก่าออกได้จริงๆ เนี่ย ผมยังไม่เคยได้ยินชื่อเลยแฮะ"

เฉินหยางพยักหน้า

เขาเคยเห็นในรายการประเมินของเก่าทางโทรทัศน์รายการหนึ่ง มีศิลปินพื้นบ้านคนหนึ่งสามารถดมกลิ่นของเก่าและแยกแยะจริงปลอมได้แม้จะอยู่ห่างออกไปถึงแปดเมตร

ผลปรากฏว่าวิชาลับของเขาทำให้เหล่าผู้เชี่ยวชาญและผู้ชมในห้องส่งถึงกับช็อกกันถ้วนหน้า

พวกที่อ้างตัวว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญเหล่านั้นรู้สึกเสียหน้า เลยหาข้ออ้างมาแก้เกี้ยวว่า การดูของเก่าไม่ใช่แค่ดูว่าจริงหรือปลอม แต่ต้องเรียนรู้ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม มนุษยธรรม และธรรมเนียมสังคมในยุคนั้นๆ ด้วย

ถ้ามัวแต่ยึดติดกับมูลค่าตลาดและมองแค่เรื่องเงินตรา นั่นคือการเดินหลงทางที่น่ารังเกียจที่สุด

เหตุผลของผู้เชี่ยวชาญเหล่านั้นดูดีเลิศเลอจนไม่มีใครกล้าเถียง สุดท้ายศิลปินพื้นบ้านคนนั้นก็โดนไล่ลงจากเวทีไปอย่างอัปยศ และหลังจากนั้นก็ไม่เคยปรากฏตัวในรายการของเก่าที่ไหนอีกเลย

ในเมื่อพวกที่เรียกตัวเองว่าผู้เชี่ยวชาญใช้วิธีสกปรกกดหัวคนเก่งที่มีวิชาจริงไว้แบบนี้ แล้วจะมีปรมาจารย์ตัวจริงเกิดขึ้นมาได้ยังไง?

พอเฉินหยางนึกถึงเรื่องนี้ เขาก็ยังรู้สึกโกรธไม่หาย

ทุกคนจ้องมองเฉินหยาง ในใจเริ่มรู้สึกเสียดายที่ตัวเองไม่มีของเก่าติดตัวมา ไม่งั้นคงได้ให้เขาช่วยดูให้เห็นกับตาสักหน่อย

"เฉินหยาง ถ้างั้นนายลองดูแหวนทับทิมของฉันหน่อยสิ ว่าตกลงมันมีมูลค่าเท่าไหร่กันแน่?"


จบตอนที่ 23

จบบทที่ ตอนที่ 23 เฉินหยางชี้แนะแนวทาง

คัดลอกลิงก์แล้ว