- หน้าแรก
- ขโมยพรสวรรค์ระดับเอสของฉันไปหรือตอนนี้แกต้องหวาดกลัวเมื่อฉันกลายเป็นเทพสงคราม
- บทที่ 90: แขวนศพประจานกลางลานเขตทหาร
บทที่ 90: แขวนศพประจานกลางลานเขตทหาร
บทที่ 90: แขวนศพประจานกลางลานเขตทหาร
ตูม!!
เสียงทุบหนักหน่วงสยดสยองดังสนั่นลั่นบริเวณ ศีรษะของชายชุดโบราณโดนแรงพลองกระแทกจนบุบเบี้ยวผิดรูปไปทันที ทว่าสมราคาคุยที่เขาเป็นถึงนักรบจุดสูงสุดของขั้นที่สี่ คลื่นพลังปราณอารักขายังคงทำหน้าที่คุ้มกันร่างไว้ได้อย่างเหนียวแน่น ส่งผลทำให้กะโหลกศีรษะของเขาโดนทุบจนบุบยุบลงไปตรงกลาง ดูไปดูมามีลักษณะคล้ายกับรูปหัวใจอย่างน่าประหลาด
หลี่มู่ไม่มีเวลาแม้กระทั่งจะหันกลับไปตรวจสอบผลงานด้วยซ้ำ
ไม้เบสบอลสีแดงสลับฟ้าพุ่งแหวกอากาศหวีดหวิวไล่หลังมาติดๆ แผ่ซ่านพละกำลังทำลายล้างที่หวังจะปลิดชีพเขาในทีเดียว หลี่มู่รีบเปิดใช้งานวิชาอาคม [ศีรษะทองแดงแขนเหล็ก ] ในเสี้ยววินาทีนั้นทันที! ร่างกายของเขาพลันแปรเปลี่ยนเป็นความแข็งแกร่งดุจโลหะกล้า พลังป้องกันทางกายภาพทุ่งทะยานขึ้นถึงหนึ่งร้อยเท่า
ยามที่การโจมตีของยัยฮาร์ลีย์ ควินน์พุ่งกระแทกเข้าเป้า รอยยิ้มเหี้ยมเกรียมบนใบหน้าของเธอยังไม่ทันจะจางหายไป ทว่าไม้เบสบอลคู่กายกลับรู้สึกเหมือนฟาดเข้าใส่ก้อนเหล็กกล้าพันปีเสียงดัง
เคร้ง!!
แรงสะท้อนกลับอันมหาศาลซัดเอาฝ่ามือของเธอจนฉีกขาดเลือดยกซึม อาวุธในมือกระเด็นหลุดลอยเวหา ยัยฮาร์ลีย์ ควินน์ไม่ใช่พวกกระจอก ยามเผชิญหน้ากับความช็อกระดับโลก เธอก็ขยับร่างกายหลบฉากหนีทันที!
ทว่าการสวนกลับอันเด็ดขาดของหลี่มู่พุ่งมาถึงแล้ว พลองยาวสะบัดกวาดกลับหลังอย่างทรงพลัง!
ฟึ่บ!
พลองซัดเข้าใส่ร่างของยัยฮาร์ลีย์ ควินน์ที่หลบไม่พ้น ทว่าร่างของเธอ กลับละลายกลายเป็นแอ่งน้ำสีย้อมสีแดงสลับฟ้าสาดกระจายลงบนพื้นดินและอันตรายหายวับไป ดวงตาของหลี่มู่สว่างวาบขึ้นมาทันที พลังสายมิติงั้นเหรอ? หรือว่าเป็นทักษะคาถาประหลาดชนิดอื่น?
ในโลกใบนี้มีพรสวรรค์สารพัดรูปแบบ และยามที่นักรบก้าวเข้าสู่ขอบเขตขั้นที่สี่หรือขั้นที่ห้า ขีดความสามารถของพวกเขาจะยิ่งพลิกแพลงและหลากหลายขึ้นเรื่อยๆ วิชาแปลกประหลาดสารพัดแขนงพวยพุ่งออกมาไม่ขาดสาย ไม่จำเป็นต้องจำกัดอยู่แค่พลังสายมิติเสมอไป
อย่างไรก็ตาม หลี่มู่ไม่มีความตื่นตระหนกเลยแม้แต่น้อย เหตุผลที่เขาต้องยอมเสียเวลาดิ้นรนวางแผนหลอกล่อชายชุดโบราณเมื่อครู่ ก็เป็นเพราะเขารู้ดีว่ามีศัตรูอีกคนซุ่มซ่อนอยู่ใกล้ๆ หลี่มู่จึงไม่กล้าเปิดใช้งานวิชาอาคมอื่น ๆ ส่งเดช เขาจงใจเก็บงำอิทธิฤทธิ์ทั้งหมดเอาไว้เพื่อจัดการกับยัยฮาร์ลีย์ ควินน์คนนี้โดยเฉพาะ! วินาทีที่ร่างของเธออันตรธานหายไป หลี่มู่เปิดใช้งานเนตรทองคำรู้แจ้งทันควัน
ดวงตาของเขาฉายประกายแสงสีทองวับขึ้นมาท่ามกลางความมืดมิด กวาดสายตาจับทิศทางการไหลเวียนของกลิ่นอายพลังปราณในชั้นบรรยากาศได้อย่างแม่นยำ เพียงชั่วพริบตา เงาร่างของยัยฮาร์ลีย์ ควินน์ก็ปรากฏเด่นชัดขึ้นมาในขอบเขตสายตาของเขาในจุดที่อยู่ข้างหลังไม่ไกล รูปลักษณ์ของเธอฉายชัดราวกับภาพถ่ายตรวจจับความร้อน สิ่งนี้บ่งบอกว่าเธอไม่ได้ใช้งานทักษะการสลายกลิ่นอายขั้นสูงอะไรเลย เป็นเพียงแค่การใช้พลังปราณอำพรางร่างกายแบบธรรมดาเท่านั้นเอง
'กระจอกชะมัด!' หลี่มู่ลอบเหยียดยิ้มเยาะ
เขาแสร้งทำเป็นมองไม่เห็นและจงใจหันหน้าไปทางทิศตรงกันข้ามกับพิกัดที่เธอซ่อนตัวอยู่ เป็นอย่างที่คิด! เสียงหัวเราะอันชั่วร้ายและแปลกประหลาดดังระเบิดขึ้นที่ข้างหลังของหลี่มู่ ยัยฮาร์ลีย์ ควินน์ปรากฏกายออกมาพร้อมกับไม้เบสบอลอีกอันที่หวดดิ่งร่วงลงมาหมายจะทุบหัวเขาให้แหลกคามือ
"ฮ่าๆๆ... คราวนี้แกจะยังเอาหัวมารับพลองของฉันได้อีกไหมล่ะ?!"
คราวนี้นอกจากความเร็วจะดุดันปานสายฟ้าแลบแล้ว พละกำลังทำลายล้างของมันยังน่ากลัวและรุนแรงกว่าครั้งแรกมหาศาล ชัดเจนว่ายัยฮาร์ลีย์ ควินน์ได้ระเบิดพลังทั้งหมดที่มีออกมา มวลอากาศรอบตัวส่งเสียงหวีดร้องโหยหวนยามที่ไม้เบสบอลวาดผ่าน หากโดนการโจมตีนี้เข้าไปเต็มๆ ต่อให้เป็นหลี่มู่ก็คงยากจะต้านทานได้ ทว่าช่างโชคดีเหลือเกินที่หลี่มู่ให้เกียรติและระแวดระวังเธออย่างเต็มที่มาตลอด
"ตรึง!" คำสั่งประกาศศักดิ์สิทธิ์หลุดออกจากปาก
ร่างของยัยฮาร์ลีย์ ควินน์พลันหยุดชะงักนิ่งค้างอยู่กลางอากาศในวินาทีนั้นทันที! ท่วงท่าการจู่โจมของเธอถูกสลักแช่แข็งไว้ในสภาพที่ดูแปลกประหลาดและน่าขัน หลี่มู่ไม่รอช้า ตวัดพลองหน้าผีหวดสวนกลับหลังฟาดเข้าใส่ร่างของเธอเต็มแรง!
ตูม!!
ร่างของยัยฮาร์ลีย์ ควินน์โดนแรงพลองซัดกระเด็นร่วงกระแทกพื้นดินเสียงดังสนั่นจนกลายเป็นหลุมบ่อขนาดใหญ่ ก่อนที่ร่างของเธอจะกลิ้งหลุนๆ ไปไกลกว่าสิบตลบ หลี่มู่แอบชื่นชมในความอึดถึกทนของเธออยู่ลึกๆ ยอดฝีมือขอบเขตขั้นที่สี่ตอนปลายช่างมีความเหนียวแน่นดีจริงๆ!
แรงพลองเมื่อครู่นี้หากนำไปฟาดใส่พวกมอนสเตอร์ขั้นสี่ตัวทั่วไป ป่านนี้พวกมันคงแหลกเป็นผงผลึกไปนานแล้ว ทว่าในฐานะนักรบสายต่อสู้ระยะประชิด พลังป้องกันร่างกายของเธอนับว่ายอดเยี่ยมทีเดียว สภาพร่างกายจึงยังไม่บุบเบี้ยวผิดรูปเหมือนพรรคพวก ทว่าทันทีที่ร่างของเธอตกถึงพื้นและระบบกลไกควบคุมร่างกายเริ่มกลับมาทำงาน เธอก็จ้องมองหลี่มู่ด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวขั้นสูงสุด! เธอไม่เข้าใจเลยสักนิดว่าตัวเองโดนวิชาประหลาดอะไรตรึงไว้กลางอากาศเมื่อครู่!
ในขณะเดียวกัน หลี่มู่สปริงตัวกระโดดลอยตัวขึ้นกลางเวหา ร่างกายหมุนควงสว่านอย่างรุนแรงสองตลบ! พลองหน้าผีในมือส่งเสียงผีครวญโหยหวนวาดผ่านชั้นบรรยากาศ สาดประกายภาพติดตาสีทองอร่ามระยิบระยับ เขากุมพลองหวดดิ่งร่วงลงมาใส่เธอเป็นวงกว้างมหาศาล!
ตูม!!!
หลี่มู่ระเบิดพลังโจมตีสูงสุด ผสมผสานวิชาเมฆาคล้อยเงาสถิตและวิชาตัดเหล็กกล้า ซัดแรงพลองที่หนักกว่าสองพันจินกระแทกเข้าที่เรียวขาอวบอิ่มของยัยฮาร์ลีย์ ควินน์อย่างโหดเหี้ยม! ผืนดินระเบิดแตกกระจายเสียงดังสนั่นลั่นบริเวณ ร่างซีกหนาของเธอโดนแรงพลองกดฝังลงไปใต้หลุมลึก ปลายเท้าบิดหักกลับหลังพุ่งขึ้นมากระแทกใบหน้าประจานให้เห็นถึงมุมองศาการหักสะบั้นของเรียวขาอย่างสยดสยอง...
"กรี๊ดดดด!!!~~~" ยัยฮาร์ลีย์ ควินน์แผดเสียงกรีดร้องโหยหวนปานจะขาดใจ ร่างกายสั่นเทาอย่างรุนแรงด้วยความเจ็บปวดอันไร้ที่เปรียบ
หลี่มู่ค่อยๆ ย่อเข่าลงคุกเข่าเบื้องหน้าของเธอ ทอดสายตามองดูยัยฮาร์ลีย์ ควินน์ที่กำลังนอนดิ้นพล่านด้วยความทรมานและเนื้อตัวสั่นเทา เขายื่นมือไปลูบเส้นผมสีย้อมสีแดงสลับฟ้าของเธอเบาๆ อย่างเป็นธรรมชาติ
"ทำไมตอนเด็กๆ ไม่รู้จักตั้งใจเรียนวิชาอื่นนะ... อย่างวิชาเสริมสวยหรือช่างแต่งหน้าอะไรแบบนี้..." น้ำเสียงและรอยยิ้มของเขาเต็มไปด้วยความสมเพชและดูถูกอย่างถึงที่สุด
ยัยฮาร์ลีย์ ควินน์ไม่มีพละกำลังเหลือพอจะส่งเสียงกรีดร้องอีกต่อไป ยามชายตามองศพของชายชุดโบราณที่นอนหัวบุบเป็นรูปหัวใจอยู่ไม่ไกล หัวใจของเธอก็ตระหนักถึงความหวาดกลัวอันลึกล้ำจนแทบคลั่ง หยาดน้ำตาไหลพรากซัดเอาเครื่องสำอางอายแชโดว์สีดำเข้มเลอะเทอะเปรอะเปื้อนกลายเป็นเส้นสายสีดำสองสายบนใบหน้า ยิ่งทำให้เธอดูมีรูปลักษณ์คล้ายกับตัวตลก มากขึ้นไปอีก ทว่าช่างน่าสงสารเหลือเกิน ในสายตาของหลี่มู่... เธอเป็นได้แค่ตัวตลกกระจอกๆ เท่านั้นแหละ...
"จางคังส่งพวกแกมาใช่ไหม?" หลี่มู่อุตส่าห์เหลือลมหายใจไว้ให้เธอก็เพื่อต้องการสืบหาเบื้องหลัง
ยัยตัวตลกเนื้อตัวสั่นเทาพลางกระซิบว่า: "หากฉันยอมคายรายงานให้แกฟัง... แกจะยอม... ยอมปล่อยฉันไปไหม?"
หลี่มู่ส่ายหน้าตอบตามตรงอย่างซื่อสัตย์
ยามได้เห็นปฏิกิริยา ปล่อยโฮความหวาดกลัวในดวงตาของยัยตัวตลกก็พลันแปรเปลี่ยนเป็นความโกรธแค้นอันบิดเบี้ยวและชั่วร้ายทันที: "หากฉันต้องตาย นายเหนือหัวที่ส่งฉันมาไม่มีวันปล่อยแกไว้แน่!"
"แกแค่รู้ไว้ก็พอว่า บุคคลเบื้องหลังเรื่องนี้คือมหาอำนาจอันยิ่งใหญ่ที่แกไม่มีวันมีปัญญาไปล่วงเกินได้เด็ดขาด!"
"บังอาจลงมือฆ่าพวกฉัน แกต้องชดใช้ด้วยชีวิต!!!"
ในเมื่อรู้ดีแก่ใจว่าไม่มีทางรอดชีวิต เธวจึงเลือกที่จะใช้มาตรการสุดท้าย เอ่ยปากข่มขู่หลี่มู่เพื่อเดิมพันหาทางรอด! เพราะยังไงก็ต้องตาย การอ้อนวอนขอความเมตตาย่อมไร้ประโยชน์ สู้เปิดฉากด่าทอข่มขู่ให้ถึงที่สุดยังดีเสียกว่า
และเป็นอย่างที่คิด
หลี่มู่เผยรอยยิ้มบางๆ: "แกทำให้ฉันประหลาดใจนิดหน่อยนะเนี่ย"
"ปกติคนประเภทพวกแกมักจะชอบทำปากดีและแผดเสียงตวาดข่มขู่ชาวบ้านก่อนเริ่มสู้ ทว่ายามเผชิญหน้ากับความตาย กลับอึราดเยี่ยวราดทำตัวไร้น้ำยาขี้ขลาดตาขาว ฉันคาดไม่ถึงเลยจริงๆ ว่าแกจะมีศักดิ์ศรีและกระดูกเหล็กกล้าหลงเหลืออยู่บ้าง"
"แต่ในเมื่อเป็นแบบนี้... หลังจากนี้เรื่องราวของแกคงต้องยุ่งยากขึ้นมาหน่อยแล้วล่ะ"
ณ คฤหาสน์ตระกูลจาง ในพื้นที่ขุมนรก
นี่คือสถานพำนักชั่วคราวสำหรับเหล่าผู้บริหารและยอดฝีมือระดับสูงภายในเขตทหารหมิงจู ตั้งแต่ระบบอารักขาระดับพิเศษเริ่มทำงาน ยอดฝีมือขอบเขตลึกลับขึ้นไปทุกคนต้องรายงานกำหนดการเดินทางอย่างเข้มงวด และต้องมีอย่างน้อยหนึ่งในสามคอยเข้าเวรประจำการตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง
ค่ำคืนนี้ เป็นเวรประจำการในขุมนรกของจางชิง จางชิงกำลังกุมแก้วชาน้ำอุ่น นั่งปักหลักจมอยู่กับความคิดของตัวเองภายในห้องนั่งเล่นอันกว้างขวาง ห้องทำงานมืดมิดสนิท จางชิงนั่งนิ่งอยู่ในความมืดมิดราวกับอสูรกายที่กำลังหมอบคลาน ทันใดนั้น ประตูคฤหาสน์ก็ถูกเปิดออก จางคังก้าวเท้าเดินเข้ามาอย่างระมัดระวัง เขาเอื้อมมือเปิดไฟตรงโถงทางเดิน หมายจะแอบย่องขึ้นไปบนห้องนอนชั้นบน ทว่ายามทอดสายตาเห็นคุณพ่อนั่งหน้านิ่งอยู่ในห้องนั่งเล่น เขาก็สะดุ้งโหยฮงด้วยความตกใจ
จางชิงปรายสายตามองดูลูกชายพลางเค้นเสียงถามเข้ม: "แกเพิ่งไปไหนมา?"
จางคังเผยรอยยิ้มกะล่อน พยายามจะเอ่ยคำพูดสวยหรูโกหกบิดเบือน จางชิงสะบัดมือตัดบททันที เขารู้อยู่เต็มอกว่าลูกชายคงหนีออกไปเที่ยวเสเพลปาร์ตี้ข้ามคืนมาตามเคย เขาจึงขี้เกียจจะซักไซ้รายละเอียดต่อ พลางผายมือชี้ไปที่โซฟาฝั่งตรงข้าม
"มานั่งลงนี่หน่อยสิ"
เมื่อรู้ว่ากำลังจะโดนสวดเทศนา จางคังจึงเดินมานั่งลงบนโซฟาด้วยสภาพเหี่ยวเฉา จางชิงไม่ได้เอ่ยปากด่าทอเรื่องที่เขาหนีเที่ยว ทว่ากลับสั่งการเสียงหนักแน่นว่า:
"ช่วงนี้สถานการณ์ภายในกองทัพมีความผันแปรและตึงเครียดอย่างถึงที่สุด"
"แกพยายามตัดขาดและลดการติดต่อกับเครือตระกูลเย่ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ซะ"
"โดยเฉพาะในช่วงเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานแบบนี้ จงทำตัวสงบเสงี่ยมไว้!"
"เรื่องสัมปทานศิลาต้นกำเนิด แม้ตอนนี้พวกเราจะไม่สามารถยื่นมือเข้าไปควบคุมอะไรได้มากนัก ทว่าหลานก็มีแต้มผลงานและความดีความชอบจากภารกิจติดตัวอยู่บ้าง เดี๋ยวพ่อจะหาทางผลักดันและช่วยเหลืออย่างเต็มที่"
"คุณสมบัติของแกเพียงพอสำหรับการเลื่อนย้ายยศขึ้นเป็น 'ผู้พิทักษ์หมาป่าฝึกหัด' แน่นอน"
"รอให้พวกเราผ่านพ้นวิกฤตการณ์ในช่วงนี้ไปได้อย่างราบรื่นก่อน แล้วค่อยมาวางแผนจัดการเรื่องอื่น ๆ ต่อ" จางชิงพูดจาเนิบนาบ จงใจเน้นย้ำคำพูดเพื่อให้ลูกชายเก็บไปคิดทบทวน เพราะกลัวว่าจางคังจะไม่ยอมฟัง
ทว่า จางคังกลับขมวดคิ้วแน่นพลางพึมพำด้วยความขัดใจว่า:
"นี่พวกเราจะยอมปล่อยให้หวังหลงเฉิงขี่ช้างจับตั๊กแตนรังแกพวกเราดื้อๆ แบบนี้เลยเหรอครับ?"
"มันเป็นแค่รองผู้บัญชาการเหมือนกัน กล้าดียังไงมาท้าทายอำนาจและหักหน้าคุณพ่อกลางที่ประชุม แล้วพวกเราจะไม่ลงมือทำอะไรตอบโต้เลยเนี่ยนะ? แบบนั้นมันจะไม่ดูขี้ขลาดและไร้น้ำยาเกินไปหน่อยเหรอครับ?"
จางชิงย่อมเข้าใจนิสัยของลูกชายดีที่สุด ต่อให้เป็นตัวเขาเองที่เป็นหมาป่าเจ้าเล่ห์ ยามโดนฉีกหน้ากากและถอนตะปูกลางที่ประชุมเมื่อกลางวัน ก็ยังโกรธจนแทบกระอักเลือด ลูกชายของเขายังเป็นวัยรุ่นเลือดร้อน แถมยังเป็นถึงลูกชายของผู้นำกองทัพ ไม่เคยต้องเผชิญหน้ากับความพ่ายแพ้ย่อยยับขนาดนี้มาก่อนในชีวิต อารมณ์โกรธแค้นจึงเป็นเรื่องธรรมชาติอย่างยิ่ง ตรงกันข้าม หากลูกชายยอมนั่งนิ่งเป็นเต่านินจาไม่ยอมส่งเสียงร้องสักแอะ นั่นต่างหากที่เป็นเรื่องผิดปกติ
ทว่า จางชิงกลับตบแก้วน้ำลงบนโต๊ะดังสนั่น:
“ระเบียบปฏิบัติและโครงสร้างอำนาจบางอย่างในกองทัพ แกในตอนนี้ยังไม่มีปัญญาทำความเข้าใจหรอก!”
“แกมีหน้าที่แค่ทำตามคำสั่งของพ่อก็พอ!”
“โดยเฉพาะไอ้เด็กที่ชื่อหลี่มู่คนนั้น! ห้ามแกไปล่วงเกินหรือสร้างความขัดแย้งกับมันเด็ดขาด!”
“ได้ยินที่พ่อพูดไหม?!”
ใบหน้าของจางคังแปรเปลี่ยนเป็นบิดเบี้ยวและไม่เป็นธรรมชาติทันที เขาเอียงคอพลางพึมพำอ้อมแอ้มในลำคอว่า:
“คือ... ผม... ผมแค่รู้สึกยอมรับความแค้นนี้ไม่ได้เฉยๆ ครับ”
จางชิงขมวดคิ้วแน่น เตรียมจะเอ่ยปากสวดเทศนาสั่งสอนอีกรอบ ทว่ายามจับตตาจ้องมองสีหน้าท่าทางและคำพูดตะกุกตะกักของลูกชาย... หัวใจของเขาก็ดิ่งวูบลงทันที เขาเค้นเสียงถามด้วยความเย็นเฉียบว่า:
“แกหมายความว่ายังไง? แกแอบไปทำเรื่องอะไรมา?!”
รังสีอำมหิตและจิตสังหารอันหนาแน่นของยอดฝีมือขอบเขตลึกลับเริ่มแผ่ซ่านปกคลุมชั้นบรรยากาศ จางคังรู้สึกอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก ขาตั้งสองข้างเริ่มอ่อนแรงทำท่าจะทรุดลงไปกราบพื้น เขารู้ดีว่าหากหลี่มู่จบชีวิตลง เรื่องราวนี้ย่อมไม่มีวันปิดบังคุณพ่อได้มิดชิด ในนาทีนี้เขาจึงไม่มีทางเลือกนอกจากต้องยอมหงายไพ่ตายสารภาพความจริงออกมาทั้งหมด:
“ผม... ผมยอมควักเงินจ้างยอดฝีมือสองคนออกไปลอบสังหารมันแล้วครับ”
สิ้นคำสารภาพของจางคัง
ฟึ่บ!
จางชิงเด้งตัวลุกขึ้นยืนทันควัน คลื่นพลังปราณอันรุนแรงระเบิดตูมซัดเอาแก้วน้ำตรงหน้าจนแตกละเอียดกลายเป็นผงผลึกเสียงดังเพล้ง จางคังหดหัวด้วยความขวัญผวา นึกว่าคุณพ่อกำลังจะพุ่งเข้ามาลงทัณฑ์ทุบตีเขา
"แกบอกว่าอะไรนะ?!" ดวงตาของจางชิงฉายประกายแสงสีเย็นเฉียบดุจใบมีด
"ไม่เป็นไรหรอกครับคุณพ่อ ยอดฝีมือนักฆ่าพวกนั้นผมไม่ได้ไปจ้างมาจากองค์กรภายนอก แต่เป็นคนจากทีมยอดฝีมือนักฆ่าคอสเพลย์ที่ผมชุบเลี้ยงและฝึกฝนขึ้นมาด้วยเงินหลังบ้านของตัวเองครับ หลังจากสังหารมันเสร็จสิ้น เรื่องราวทุกอย่างจะถูกสั่งปิดเป็นความลับขั้นสูงสุด พวกทหารไม่มีวันสืบหาเส้นสายความสัมพันธ์มาถึงพวกเราได้แน่นอนครับ!" จางคังยังคงพยายามเอ่ยคำพูดสวยหรูบิดเบือนเพื่อหาข้อแก้ตัวให้ตัวเอง
จางชิงเค้นเสียงถามด้วยความเย็นเฉียบดุจน้ำแข็ง:
"ไอ้ขยะไร้ราคา! นี่คือวิชาที่ฉันคอยสั่งสอนแกมาตลอดงั้นเหรอ?"
"กระบวนการศึกษาระเบียบทหาร ต้องประเมินผลความพ่ายแพ้ก่อนคิดถึงชัยชนะ! ฉันขอถามแกหน่อยเถอะ หากแผนการลอบสังหารในครั้งนี้มันล้มเหลวขึ้นมาล่ะ?!"
สีหน้าของจางคังผ่อนคลายลงทันที
"หากคุณพ่อกังวลเรื่องนั้นล่ะก็ สบายใจได้เลยครับ มันไม่มีวันล้มเหลวแน่นอน ยอดฝีมือทั้งสองคนนั้นอยู่ขอบเขตจุดสูงสุดของขั้นที่สี่แล้วนะครับ! แถมพวกเขายังเคยปฏิบัติภารกิจลอบสังหารสำเร็จมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน การออกไปรุมทุบหัวไอ้เด็กนักเรียนขอบเขตขั้นที่สามตัวคนเดียว มันง่ายยิ่งกว่าปอกกล้วยเข้าปากเสียอีกครับ!"
"ฉันถามแกย้ำอีกครั้งว่า แกเคยใช้สมองส่วนไหนประมวลผลทบทวนดูไหมว่าหากพวกมันล้มเหลว ผลลัพธ์จะเป็นยังไง?!" จางชิงแผดเสียงคำรามต่ำในลำคอ โกรธจนแทบคลั่ง ตัวสั่นเทาด้วยความเดือดดาล จางคังตกใจลนลานลอบกลืนน้ำลายเอื้อกพลางเอ่ยปากตอบตะกุกตะกักว่า:
"ผม... ผมเคยทบทวนดูแล้วครับ ต่อให้ล้มเหลว อย่างน้อยมันก็คงจะขวัญหนีดีฝ่อและทำตัวสงบเสงี่ยมขึ้นบ้าง และต่อให้มันใจกล้าบ้าบิ่นกล้าเดินทางไปแจ้งความรายงานคดี คดีนี้ก็ต้องถูกยื่นส่งมาที่กรมสืบสวนอาชญากรรม อยู่ดี ซึ่งที่นั่นคุณพ่อมีคอนเน็กชันล้นฟ้า แค่เอ่ยปากทักทายกริ๊งเดียว ปล่อยให้คนของเราในกรมสืบสวนรับช่วงต่อคดี เดี๋ยวผ่านไปสักพักเรื่องราวทุกอย่างก็คงจะถูกสั่งปิดเงียบและเลือนหายไปตามระเบียบสังคมเองนั่นแหละครับ"
จางชิงออกคำสั่งสิทธิ์ขาดทันที: "ติดต่อหาพวกมันเดี๋ยวนี้! สั่งยกเลิกปฏิบัติการลอบสังหารทั้งหมด! เดี๋ยวนี้!!"
จางคังตอบกลับอ้อมแอ้ม: "ระบบสื่อสารของพวกเราไม่เคยทิ้งร่องรอยไว้ในโทรศัพท์ครับ ปกติพวกเราจะนัดเจอและส่งมอบแผนงานกันที่ฐานลับหลังบ้านเท่านั้น หลังจากผมส่งคำสั่งเสร็จสิ้น ผมบอกให้พวกมันคอยเฝ้าจับตาดูเพื่อหาจังหวะนาทีทอง กระบวนการคอยส่องหาจังหวะที่หลี่มู่จะแยกตัวเดินออกไปคนเดียวตามลำพังน่าจะใช้เวลานานอยู่ครับ เดี๋ยวพรุ่งนี้เช้าผมค่อยเดินทางไปเจอกับพวกมันที่ฐานลับแล้วค่อยสั่งยกเลิกภารกิจก็ยังทันครับ"
จางชิงตวัดสายตาเย็นเฉียบจ้องเขม็งไปที่เขา จางคังรู้ดีแก่ใจว่าหากดื้อรั้นปฏิเสธต่อไปคงได้โดนลงทัณฑ์แน่นอน "ก็ได้ครับๆ เดี๋ยวผมจะออกเดินทางไปส่องดูพวกมันเดี๋ยวนี้แหละ!" เขาลุกขึ้นยืนด้วยความหงุดหงิด เดินหลบฉากหนีคุณพ่อและสับเท้าวิ่งพุ่งพรวดออกจากประตูคฤหาสน์ไปอย่างรวดเร็ว
ทว่า ยามก้าวเท้าพ้นเขตคฤหาสน์ จางคังกลับยังคงมีสีหน้าดื้อรั้นและไม่สบอารมณ์อยู่ดี เขาบ่นพึมพำในลำคอด้วยความขัดใจว่า:
"เป็นถึงรองผู้บัญชาการทหารสูงสุดแท้ๆ แต่กลับทำตัวขี้ขลาดและไร้น้ำยาขนาดนี้!"
"หากคุณพ่อใจกล้าบ้าบิ่นและมีพละกำลังดุดันกว่านี้สักครึ่งหนึ่ง ป่านนี้ฉันคงได้ยกระดับขึ้นเป็นลูกชายของผู้บัญชาการทหารสูงสุดไปตั้งนานแล้ว!" เขากัดฟันกรอดพึมพำเสียงเหี้ยม ก่อนจะมุ่งตรงไปที่ลิฟต์เคลื่อนย้ายอุตสาหกรรมทหารเพื่อเดินทางขึ้นสู่โลกภายนอก
คำสั่งของคุณพ่อคือให้เขาปักหลักนอนค้างคืนที่นี่ ทว่าตอนนี้เขาได้รับอิสรภาพแล้ว ย่อมต้องรีบเดินทางขึ้นไปหาความสุขและปาร์ตี้ข้ามคืนในเมืองโลกมนุษย์ตามระเบียบ ส่วนเรื่องของหลี่มู่... ช่างหัวมันเถอะ พรุ่งนี้เช้าหากหลี่มู่จบชีวิตลง เรื่องราวก็กลายเป็นเรือล่มในหนอง ทองจะไปไหนเสีย คุณพ่อของเขาก็แค่ใช้อำนาจบาตรใหญ่บิดเบือนระบบกลไกสืบสวนนิดๆ หน่อยๆ ก็สะสางเศษซากคดีได้สบายมาก เขาไม่มีวันเชื่อเด็ดขาดว่า หวังหลงเฉิงจะยอมเปิดศึกแตกหักงัดข้อประกาศสงครามกับตระกูลจางของตนเพื่อทวงความยุติธรรมให้แก่คนตายกระจอกๆ เพียงคนเดียว!
เช้าวันรุ่งขึ้น
เขตทหารหมิงจู
ณ ลานฝึกฝนขนาดยักษ์บริเวณหน้าโถงบัญชาการหลักของฐานทัพที่หนึ่ง คลื่นมหาชนเหล่าทหารหาญนับหมื่นคนต่างพากันแห่กันมายืนมุงดูฉากเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ตรงหน้ากันจนมืดฟ้ามัวดิน จำนวนคนทวีความหนาแน่นขึ้นเรื่อยๆ จนมีนายทหารบางคนต้องรีบสับเท้าเดินทางไปรายงานวิกฤตการณ์นี้ให้แก่เหล่าผู้นำเขตทหารทราบ
ท่ามกลางวงล้อมของคลื่นมหาชนทหาร ตรงพื้นที่ว่างขนาดใหญ่ใจกลางลานฝึก หลี่มู่นอนเอนกายเหยียดขาหลับตาพริ้มอยู่อย่างสบายอารมณ์บนเก้าอี้หวายตัวเขื่องที่สั่งทำพิเศษ ข้างหลังของเขามีแท่นวางอาวุธตั้งตระหง่านอยู่ และบนปลายทวนยาวสองเล่ม... มีร่างของมนุษย์สองคนโดนแทงเสียบตรึงค้างไว้กลางเวหา สภาพเนื้อตัวแน่นิ่งราวกับศพไร้วิญญาณ
พวกเขาคือชายหนึ่งหญิงหนึ่ง ชายชุดโบราณและยัยตัวตลกคอสเพลย์
และที่บริเวณใต้เท้าของพวกเขามีแผ่นป้ายผ้าขนาดใหญ่สลักตัวอักษรสีแดงฉานเด่นชัดเขียนแขวนประจานไว้ว่า
"ไอ้ฆาตกรสารเลวบังอาจมาลอบสังหารทหารหาญผู้สร้างความดีความชอบให้แก่ชาติ! แจกแต้มรางวัลและเม็ดเงินมหาศาลทันทีให้แก่ผู้ที่สามารถคาบข่าวสารคายร่องรอยสืบหาเบื้องหลังชั่วร้ายนี้มาให้!!"