- หน้าแรก
- อำพรางสวรรค์
- 1342 - สำนักกระบี่ซูซาน
1342 - สำนักกระบี่ซูซาน
1342 - สำนักกระบี่ซูซาน
1342 - สำนักกระบี่ซูซาน
ซุนหงอคงมีสีหน้าเคร่งขรึม เจ้าหุบเขาหมื่นอสูรในยุคนั้นมีความสามารถอย่างมาก หลังจากใช้เวลาหลายวันในการศึกษาในที่สุดเขาก็สามารถถอดรหัสมรดกของฉือซ่งจื้อได้
“สำนักกระบี่เทียนซาน?” เย่ฟ่านประหลาดใจเพราะไม่คิดว่าสถานที่แห่งนั้นจะอยู่ใกล้ขนาดนี้
ซุนหงอคงบอกว่ามันเป็นดินแดนที่ฉือซ่งจื้อฝึกฝนกระบี่และศึกษาเต๋าเพื่อ อย่างไรก็ตามที่นั่นกลายเป็นดินแดนต้องห้ามไม่มีใครเข้าไปได้
เย่ฟ่านคิดอยู่พักหนึ่ง ใช้พลังจิตเพื่อดูว่าปรมาจารย์หุบเขานั้นไม่ได้โกหกจริงๆ จากนั้นเขาก็พยักหน้าและบอกว่าต้องการเข้าไปทดลองดู
“พาข้าไปหน่อยสิ”
ซุนหงอคงบอกว่าต้องใช้ความสามรถตัวเองเท่านั้น ผู้ที่เข้าไปสถานที่ข้างในได้จะต้องมีพลังเทียบเคียงกับปรมาจารย์ในยุคโบราณ ซึ่งเขาก็ไม่เข้าใจว่าขอบเขตพลังนั้นจะยิ่งใหญ่มากเพียงใด
เย่ฟ่านและซุนหงอคงออกจากหุบเขาหมื่นอสูรและมุ่งหน้าตรงไปยังภูเขาขนาดใหญ่ในแคว้นฉู่
ภูเขาเอ๋อเหมย(ง๊อไบ๊)สูงตระหง่าน มีทิวทัศน์ที่งดงาม ที่นี่มีทั้งต้นไม้โบราณสูงตระหง่านเทียมฟ้า ในหุบเขามีลำธารหลายแห่งแม้จะอยู่ในระยะไกลยังได้ยินเสียงน้ำไหลอย่างชัดเจน
“ไม่มีร่องรอยของพลังปราณสวรรค์พิภพเลย”
เย่ฟ่านขมวดคิ้ว ในดินแดนอันแห้งแล้งแห่งนี้มันไม่น่าจะมีสำนักเต๋าถูกสร้างขึ้นมา
“นับตั้งแต่โลกเข้าสู่ยุคสิ้นสุดธรรมผู้บ่มเพาะก็ออกจากเขาเอ๋อเหมยจนหมด ในปัจจุบันมันกลายเป็นเพียงสถานที่ท่องเที่ยวเท่านั้น” ซุนหงอคงกล่าว
ภูเขาเอ๋อเหมยเป็นหนึ่งในสี่ภูเขาที่มีชื่อที่สุดในยุคกลางของประเทศจีน มันไม่เพียงเป็นสถานที่บ่มเพาะเต๋าเท่านั้น แต่ยังเป็นที่ตั้งของวัดที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของศาสนาพุทธอีกด้วย
ซุนหงอคงกล่าวว่า “เมื่อเริ่มเข้าสู่ยุคสิ้นยุคธรรม ผู้บ่มเพาะเริ่มเดินทางไปยังดินแดนตะวันตกเพื่อค้นหาสถานที่ที่อุดมสมบูรณ์ในการบ่มเพาะต่อไป”
“นี่คือหนึ่งในดินแดนพุทธที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของประเทศจีน ข้าเชื่อมั่นว่าพวกเขาจะไม่ละทิ้งภูเขาเอ๋อเหมยไปอย่างง่ายดาย”
เย่ฟ่านปลดปล่อยพลังวิญญาณของเขาให้กวาดไปทั่วภูเขา แต่สุดท้ายก็ไม่พบเห็นอะไรเลย
“ผู้บ่มเพาะได้ออกไปจากที่นี่แล้ว ต่อให้พวกเขายังอยู่ก็ต้องมีค่ายกลปิดผนึกปิดบังตัวตนของพวกเขาไว้ยากที่จะค้นหาได้ด้วยพลังวิญญาณ”
ซุนหงอคงคือผู้ปกครองของหุบเขาหมื่นอสูร ดังนั้นเขาจึงรู้จักกลอุบายของผู้บ่มเพาะในโลกเป็นอย่างดี
“ไม่มีใครอยู่ที่นี่เลยหรือ?” เย่ฟ่านถามแปลกๆ
“ไม่น่าจะมี ข้าเป็นหนึ่งในยอดฝีมือระดับสูงสุดของประเทศจีน แม้ว่าเราจะไม่ได้ติดต่อกับผู้บ่มเพาะอื่นมากนักแต่ก็ยังพอรู้จักกันอยู่บ้าง และตลอดชีวิตหลายร้อยปีที่ผ่านมาข้าไม่เคยได้ยินเลยว่าในภูเขาเอ๋อเหมยมีผู้บ่มเพาะอาศัยอยู่”
ซุนหงอคงจ้องมองเย่ฟ่านอย่างจริงจังและกล่าวว่า “หนึ่งชีพจรมังกรสามารถแบ่งออกเป็นหลายสิบหรือหลายร้อยสำนัก อย่างไรก็ตามแต่ละสำนักไม่มีความเชื่อถือในกันและกัน แม้แต่ผู้บ่มเพาะมนุษย์ก็ยังแย่งชิงผลประโยชน์ของตัวเองอย่างโหดร้ายไม่จำเป็นต้องพูดถึงอสูร สถานที่แห่งนี้อยู่ใกล้กับหุบเขาหมื่นอสูรอย่างมาก เพื่อความปลอดภัยของพวกเขาเองผู้คนจากภูเขาเอ๋อเหมยจึงย้ายไปทางตะวันตกจนหมด”
เย่ฟ่านปวดหัวอย่างมาก เขาไม่คิดว่าสถานการณ์จะเป็นแบบนี้
คำพูดของซุนหงอคงนั้นค่อนข้างสมเหตุสมผล โลกแห่งการบ่มเพาะนั้นเป็นโลกที่ปลาใหญ่กินปลาเล็ก
เมื่อมีหุบเขาหมื่นอสูที่มีสัตว์อสูรอาศัยอยู่นับล้านตัวตั้งอยู่ในบริเวณใกล้เคียง จะมีสำนักบ่มเพาะใดกล้าแบ่งปันปราณสวรรค์พิภพกับพวกเขา
“เมื่อพิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้วผู้บ่มเพราะเต๋าในดินแดนตะวันตกมีสภาพชีวิตที่ดีกว่าพวกเราอย่างมาก อย่างน้อยพวกเขาก็มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่มากกว่าฝั่งตะวันออก เมื่อเจ้าไปถึงเยรูซาเล็มเจ้าจะเข้าใจเอง” ซุนหงอคงถอนหายใจ
แก่นแท้ของสวรรค์พิภพเหือดแห้งไปแล้ว ไม่มีพลังทางจิตวิญญาณที่จำเป็นสำหรับการฝึกฝนเต๋าแต่จำนวนประชากรกลับเพิ่มขึ้น นี่เป็นปัญหาสำคัญที่ทำให้โลกเข้าสู่ความเสื่อมทรามอย่างรวดเร็ว
เย่ฟ่านอยู่ห่างจากยอดเขาทองคำแห่งเอ๋อเหมยหลายสิบลี้ จิตวิญญาณของเขากวาดไปทั่วภูเขาและเริ่มสำรวจทัศนียภาพโดยรอบอีกครั้ง
ในที่สุดพวกเขาก็พบค่ายกลโบราณขนาดใหญ่ซ่อนอยู่ในสถานที่ลึกลับแห่งหนึ่ง
“ตรงนั้นเองสินะ!” เย่ฟ่านตกใจ
ค่ายคนโบราณนั้นมีลักษณะคล้ายกับกระบี่ยาวเหยียดไปทั่วภูเขา เมื่อเขาปลดปล่อยพลังวิญญาณออกไปสำรวจค่ายกลที่น่าสะพรึงกลัวก็ตอบโต้กลับมาทันที!
ไม่ต้องสงสัยเลยว่านี่คือสำนักกระบี่ซูซานอย่างแน่นอน ยอดเขานั้นเปรียบเสมือนกระบี่นี้มีพลังเพียงพอจะสังหารราชาผู้ยิ่งใหญ่อย่างง่ายดาย
ฉือซ่งจื้อทิ้งมรดกของตัวเองไว้ที่นี่เพื่อให้คนรุ่นต่อไปมีโอกาสได้ศึกษาทักษะเต๋าของเขา
ทุกวันนี้สายเลือกของการฝึกฝนกระบี่แบบชัดเจนที่ฉือซ่งจื้อทิ้งไว้นั้นมีความสำคัญน้อยมาก พวกมันจะไม่ปรากฏเลยในวันธรรมดา และไม่สามารถมองเห็นร่องรอยได้
เมื่อเดินไปถึงด้านหน้าค่ายกลโบราณนั้น เย่ฟ่านสัมผัสได้ถึงพลังกระบี่อันแหลมคมที่เตรียมจะฟาดฟันเขาตลอดเวลา
ซุนหงอคงกล่าวว่า เชื้อสายนี้ไม่อ่อนแอไปกว่าหุบเขาหมื่นอสูร แม้ว่ามรดกจะหายไปแล้วแต่ก็ไม่สามารถปฏิบัติต่อพวกเขาอย่างประมาทได้
พวกเขาไม่ต้องการสร้างปัญหาโดยไม่จำเป็น ดังนั้นพวกเขาจึงไม่ได้ฝากเข้าไปในค่ายกลโดยตรง เพียงเดินอ้อมและหาจุดอ่อนเพื่อที่จะเข้าไปข้างในเท่านั้น
จุดหมายปลายทางของพวกเขาคือยอดเขาที่ทอดยาวไปสู่ท้องฟ้า มันสูงชันมากเหมือนกับกระบี่สวรรค์ที่แทงลงไปในดิน
ยิ่งไปกว่านั้นจิตสังหารอันรุนแรงนั้นได้ปกคลุมไปทั่วภูเขา แม้กระทั่งส่วนที่ค่ายกลอ่อนแอที่สุดยังมีพลังอันน่าสะพรึงกลัวสามารถสังหารผู้บ่มเพาะอาณาจักรแปลงมังกรได้อย่างง่ายดาย
แม้แต่เย่ฟ่านก็ยังเกิดความรู้สึกหวาดกลัวต่อสถานที่แห่งนี้เล็กน้อย
ซุนหงอคงมีใบหน้าที่ซีดเซียว แทบยืนไม่อยู่เพราะถูกพลังของกระบี่โจมตีทั้งร่างกายและวิญญาณโดยตรง
“ดูเหมือนสถานที่แห่งนี้เรียกว่ายอดเขากระบี่เซียน มีบ่อน้ำขนาดใหญ่อยู่ข้างบน ว่ากันว่ามันเป็นสถานที่ที่ฉือซ่งจื้อล้าง กระบี่ เจ้าห้ามทำโดยประมาทอย่างเด็ดขาด ไม่เช่นนั้นจะเกิดหายนะครั้งใหญ่!”
ซุนหงอคงหน้าซีดเผือดเตือนเย่ฟ่านอย่างจริงจังว่า เมื่อห้าร้อยปีก่อนเจ้าหุบเขาหมื่นอสูรเคยได้รับยาศักดิ์สิทธิ์ในยอดเขาแห่งนี้
ด้วยความช่วยเหลือของยาศักดิ์สิทธิ์มันทำให้เขามีอายุยืนยาวมากกว่าแปดร้อยปีและในที่สุดก็ประสบความสำเร็จในการเข้าสู่ระดับเซียนเทียมขั้นแรก
ในตอนที่เขาพยายามทะลวงเข้าสู่อาณาจักรเซียนเทียมขั้นสองเขาไม่อาจผ่านพ้นบททดสอบแห่งสวรรค์พิภพและเสียชีวิตไปอย่างน่าเสียดาย
เย่ฟ่านพยักหน้าด้วยความเข้าใจ เขาทะลวงเข้าไปในค่ายกลบริเวณที่อ่อนแอที่สุด แม้ว่ามันจะสามารถสังหารผู้บ่มเพาะอาณาจักรแปลงมังกรได้อย่างง่ายดาย แต่มันไม่ได้ส่งผลกระทบอะไรต่อเขาแม้แต่น้อย!
“เย่ฟ่านเจ้าต้องระวังด้วย!”
ซุนหงอคงก้าวถอยหลังและตะโกนเสียงดัง จากนั้นเขาก็รออยู่ด้านนอกอย่างเงียบๆ
เย่ฟ่านพยักหน้าและเดินต่อไปด้วยความมุ่งมั่น กลิ่นอายสังหารของค่ายกลยังคงฟาดฟันร่างกายของเขาอย่างต่อเนื่อง
เสี่ยวซงคว้ามุมเสื้อของเย่ฟ่านอย่างประหม่า มันยืนกรานที่จะไปกับเขา หัวใจของมันเต้นระรัวราวกับว่ากำลังเสี่ยงชีวิตอยู่จริงๆ
“อย่ากลัว” เย่ฟ่านปลอบโยนและหูบหัวกระรอกน้อย
ทันทีที่เย่ฟ่านเข้าไปข้างใน กระบี่สวรรค์นับแสนเล่มก็ส่งเสียงคำรามและเริ่มฟาดฟันเขาอีกครั้ง
กระบี่เหล่านี้แข็งแกร่งอย่างมากและมันสามารถสังหารยอดฝีมือระดับผู้สูงสุดได้อย่างแน่นอน
เย่ฟ่านไม่กล้าประมาทร่างของเขาตัดผ่านความว่างเปล่าด้วยทักษะซิงจื่อและพุ่งเข้าไปในส่วนลึกของค่ายกลทันที
“แท้ที่จริงนี่ไม่ใช่ค่ายกลกระบี่แต่เป็นเจตจำนงของกระบี่ที่ถูกทิ้งไว้!”
เย่ฟ่านตกใจมาก ฉื่อซ่งจื้อมีพลังขนาดไหน เขาจากโลกนี้ไปหลายพันปีแล้วแต่กลับยังทิ้งเจตจำนงกระบี่ให้โจมตีผู้บุกรุกอย่างรุนแรง
ที่นี่เป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์ หากเจ้าอาศัยอยู่ที่นี่เป็นเวลานานและสามารถทนต่อพลังของกระบี่ได้ มันมีโอกาสอย่างมากที่ร่างกายของเขาจะทะลวงเข้าสู่ขอบเขตเซียนเทียมขั้นสาม แม้ว่าทักษะเต๋าจะยังไม่ถึงระดับนั้นก็ตาม
ฉื่อซ่งจื้อมีจิตใจที่ดี แม้ว่าดินแดนแห่งนี้จะมีพลังกระบี่แต่เขาไม่ได้ใช้เจตจำนงของกระบี่ที่แข็งแกร่งที่สุดฟาดฟันร่างกายของผู้คน เห็นได้ชัดว่าเขามีเจตนาจะขับไล่ยอดฝีมือที่คิดจะบุกรุกดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้เท่านั้น
เย่ฟ่านเดินขึ้นไปบนยอดเขาและไม่ได้พยายามต่อสู้กับค่ายกล นั่นเป็นสิ่งที่สิ้นเปลืองเรี่ยวแรงอย่างไม่จำเป็น
ข้างหน้ามีทะเลสาบโปร่งแสง ปราณกระบี่อันแข็งแกร่งฟาดฟันขึ้นมาเหนือน้ำอย่างต่อเนื่อง
“นี่คือเจตจำนงแห่งกระบี่ของฉือซ่งจื้อ?” เย่ฟ่านกล่าวกับตัวเอง และรู้ทันทีว่ามรดกของฉือซ่งจื้อจะต้องถูกทิ้งอยู่ที่นี่
ดวงตาของเย่ฟ่านหรี่ลง เขาเข้าใจทันทีว่าทำไมซุนหงอคงจึงไม่อนุญาตให้เขาดูหมิ่นเหยียดหยามสถานที่แห่งนี้ได้
ดูเหมือนว่าเจ้าหุบเขาหมื่นอสูรเมื่อห้าร้อยปีก่อนจะค้นพบมรดกของฉือซ่งจื้อ เขามีโอกาสได้เรียนรู้ทักษะกระบี่นี้และมันทำให้เขาสามารถทะลวงเข้าสู่อาณาจักรเซียนเทียมขั้นแรกได้
ในโลกสิ้นสุดธรรมเช่นนี้การที่ทักษะกระบี่เพียงทักษะเดียวสามารถทำให้ใครบางคนกลายเป็นเซียนเทียมได้ ไม่ต้องบอกก็ทราบได้ว่าฉือซ่งจื้อคนนี้จะต้องทรงพลังไม่เป็นรองจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่อย่างแน่นอน!
…………….