เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

1233 - แนวคิดแห่งความเป็นอมตะ

1233 - แนวคิดแห่งความเป็นอมตะ

1233 - แนวคิดแห่งความเป็นอมตะ


1233 - แนวคิดแห่งความเป็นอมตะ

หลังจากนั้นทุกคนก็เดินออกมาจากถ้ำเสือ เย่ฟ่านครุ่นคิดอยู่ภายในใจ เขารู้สึกว่าทุกอย่างมันฝืนความรู้ความเข้าใจของเขาไปโดยสิ้นเชิง เหตุการณ์ไม่น่าจะเป็นแบบนี้ได้

“พวกเขาตายไปแล้วจริงๆ เราทำผิดครั้งใหญ่แล้ว” ผังป๋อกล่าว

จี้จือเยว่กล่าวว่า “สิ่งที่น่าสงสัยที่สุดคือมันไม่มีอะไรน่าสงสัยเลย ข้าคิดว่าเราควรหาผู้เชี่ยวชาญมาตรวจสอบเรื่องนี้ให้แน่ชัด เพราะมันเหมือนอีกฝ่ายจงใจทำลายข้อบ่งชี้ทั้งหมดทำให้เราไม่สามารถมองเห็นความจริงได้”

“ถูกต้อง!” เย่ฟ่านพยักหน้า

“เรียกต้วนเต๋อดีกว่า” ผังป๋อกล่าว

“โจรปล้นสุสาน เขามีวิธีการพิเศษในการแยกแยะความถูกต้องเราควรเรียกเขามาไขคดีนี้”

จักรพรรดิดำกล่าว แม้ว่ามันจะยกย่องในความสามารถของต้วนเต๋อ แต่วิธีการเรียกของมันยังคงมีท่าทีดูถูกเหยียดหยามเช่นเดิม

การอัญเชิญต้วนเต๋อนั้นง่ายมาก พวกเขาเพียงปล่อยข่าวลือออกไปว่ามีสุสานของเซียนผู้ยิ่งใหญ่คนหนึ่งถูกค้นพบในภาคใต้ สุสานนั้นเปิดขึ้นจากการต่อสู้ของพระพุทธเจ้าโต้วจ้านนั่นเอง

เหตุการณ์ที่พระพุทธเจ้าโต้วจ้านลงมือต่อสู้กับผู้ยิ่งใหญ่ในเหวลึกสั่นสะเทือนโลกทั้งใบ มันไม่มีทางที่ต้วนเต๋อจะมองเห็นความจริงได้

จากนั้นผู้บ่มเพาะจำนวนมากก็หลั่งไหลมาที่บริเวณใกล้เคียงกับดินแดนต้องห้ามแห่งชีวิต

ในเวลาไม่นานต้วนเต๋อที่ปลอมตัวเป็นชายชราคนหนึ่งก็ปรากฏตัวขึ้น

อย่างไรก็ตามเย่ฟ่านและเฮยหวงไม่คิดจะเปิดโอกาสให้เขามีเวลาพิจารณาอีกต่อไป ทั้งสองคนออกไล่ล่าและจับกุมต้วนเต๋อได้อย่างง่ายดาย

“พวกเจ้าคิดว่าข้าเป็นอสูรอัญเชิญหรือจึงคิดจะเรียกข้ามาเมื่อใดก็ได้?” ต้วนเต๋อกล่าวด้วยความไม่พอใจเป็นอย่างมาก

เมื่อต้วนเต๋อมาที่ถ้ำเสือเส้นขนทั่วร่างของเขาก็ตั้งตรงด้วยความกลัว เขาก้าวถอยหลังไปสองสามก้าวแล้วกล่าวด้วยสีหน้าเคร่งขรึมว่า

“เจ้ากระตุ้นการดำรงอยู่แบบใด?”

“เจ้าอ้วน เจ้าจงใจทำให้เรากลัวแบบนี้หรือเจ้าไม่อยากได้รางวัลแล้ว?” จักรพรรดิดำแยกเขี้ยว

“ข้ากำลังบอกความจริง มีปีศาจที่น่ากลัวอย่างยิ่งเคยอยู่ที่นี่ ข้าเคยพบพวกมันในหลุมศพของเซียนโบราณเท่านั้น และข้าเกือบตายที่นั่น” เจ้าอ้วนต้วนตกตะลึง

“ไม่หรอก มันเป็นแค่ถ้ำที่มีคนตายสามคน เสือตายสามตัว และจระเข้ตายอีกสิบตัว ราชาปีศาจจะมาเกิดได้อย่างไร?” ผังป๋อหล่าว

ต้วนเต๋อหยิบกระจกโบราณที่เขาขโมยมาจากดินแดนนรกก่อนหน้านี้ออกมา นี่เป็นเหตุผลที่เย่ฟ่านและคนอื่นๆ เชิญเขามาที่นี่

นี่เป็นกระดูกเต๋าเพียงชิ้นเดียวที่เหลืออยู่โดยเซียนผู้ยิ่งใหญ่ของเผ่าพันธุ์มนุษย์หลังจากที่กลับคืนสู่เต่าแล้ว มันเป็นชิ้นบนหน้าผากซึ่งจะคงอยู่ตลอดไป

กระดูกหน้าผากเป็นกระดูกเต๋าอมตะของมนุษย์ กระจกที่ทำจากกระดูกเต๋าย่อมมีความซับซ้อนอย่างไร้ขีดจำกัด และมีประโยชน์ที่ยอดเยี่ยมมากมาย

แสงกระจกส่องไปที่ถ้ำโบราณและภาพสลัวปรากฏขึ้น สีหน้าที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวของหลิวอวิ๋นจื่อ หลี่ฉางชิง หวังเอี๋ยนปรากฏสู่สายตาของทุกคน

จากนั้นจระเข้ศักดิ์สิทธิ์และเสือตัวใหญ่ก็ต่อสู้กัน มันต้องการแย่งชิงคนทั้งสามให้กลายเป็นเหยื่อของตัวเอง

อย่างไรก็ตามเมื่อถึงช่วงเวลาวิกฤตกลับมีเงาพร่ามัวตนหนึ่งเข้าไปในถ้ำ มันสังหารจระเข้ศักดิ์สิทธิ์และเสือตัวนั้นอย่างง่ายดายก่อนจะคว้าร่างของหลิวอวิ๋นจื่อ หลี่ฉางชิง และหวังเอี๋ยนที่หมดสติออกไป

“นี่คือความจริง!” ผังป๋อตะโกนพร้อมกำหมัดแน่น

ในเวลานี้ ต้วนเต๋อหลั่งเหงื่อเย็นเยียบ ร่างกายของเขาสั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัว

“ครั้งนี้เราโชคร้ายเข้าแล้ว นี่คือปีศาจที่แข็งแกร่งที่สุดเท่าที่ข้าเคยเห็น”

ทันใดนั้นแสงจากกระจกก็กระพริบเป็นครั้งสุดท้าย เงาดำพร่ามัวคว้าทั้งสามคนเดินออกจากถ้ำโบราณ มันหันกลับมามองทุกคนและยิ้มอย่างสดใสคล้ายกับรู้อยู่แล้วว่ากลุ่มของเย่ฟ่านจะต้องมองเห็นความลับนี้สักวัน

เมื่อก่อนทุกอย่างพร่ามัวจนมองไม่เห็นรูปร่างที่แท้จริงของมัน แต่ขณะนี้หลายคนเห็นปีศาจตัวนี้เป็นครั้งแรก มันดุร้ายและน่าสะพรึงกลัว มีฟันสีขาวราวกับหิมะ ดวงตาซีดเซียวราวกับปลาตาย ร่างสีดำสนิท ไม่มีรัศมีพลังชีวิตแม้แต่น้อย

ทุกคนถอยกลับด้วยความกลัว ปีศาจตัวนี้แข็งแกร่งอย่างยิ่ง บางทีมันอาจจะเป็นสิ่งมีชีวิตระดับเซียนผู้ยิ่งใหญ่เลยก็ได้ แม้แต่เฟิ่งหวงตัวน้อยในอ้อมแขนของจี้จื่อเยว่ก็ยังกรีดร้องออกมา

จากนั้นทุกอย่างก็มืดมิดลงไป ในถ้ำเหลือเพียงความหนาวเหน็บที่แผ่ออกไปรอบทิศทาง

“มันคือปีศาจตัวที่เรามองเห็นในโลงศพทองแดง!” ผังป๋อกล่าว

“ใช่แล้ว มันตามเรามาจริงๆ” ใจของเย่ฟ่านจมลง

ทั้งสามคนไม่ได้ถูกจระเข้ศักดิ์สิทธิ์ฆ่า แต่ได้รับการช่วยเหลือจากวิญญาณชั่วร้าย ซึ่งปกปิดความจริงของสถานที่แห่งนี้ไว้ เย่ฟ่านและผังป๋อนึกย้อนอดีตพร้อมๆ กัน

เพื่อนร่วมชั้นคนหนึ่งเสียชีวิตในโลงศพทองแดงอย่างอธิบายไม่ถูก คอของเขาฟกช้ำ เต็มไปด้วยคราบเลือด ดูเหมือนถูกใครบางคนบีบคอจนตาย

ในตอนนั้นเย่ฟ่านและผังป๋อถูกกล่าวหาว่าเป็นคนฆ่าเขา แม้ว่าเย่ฟ่านจะพยายามพิสูจน์ว่าชายคนนั้นถูกจระเข้ศักดิ์สิทธิ์ฆ่า แต่รอยนิ้วมือสีม่วงบนคอของเขานั้นชัดเจนและยากที่จะอธิบายได้

“เพื่อนร่วมชั้นในตอนนั้นเป็นคนแรกที่ถูกปีศาจร้ายรัดคอตายจากนั้นจึงใช้ร่างกายของเขาเป็นพาหนะเพื่อบรรทุกจระเข้ศักดิ์สิทธิ์มาที่นี่”

ผังป๋อตัวสั่นด้วยความตื่นเต้น ย้อนกลับไปตอนนั้น เพื่อนที่ตายคนนี้ยืนอยู่ข้างๆ เย่ฟ่าน และเสียชีวิตด้วยวิธีที่แปลกประหลาดมันเป็นโชคดีของเย่ฟ่านอย่างแท้จริงที่ปีศาจร้ายตัวนั้นไม่ได้เลือกเขา!

ต้วนเต๋อมีเหงื่อไหลท่วมใบหน้าและกล่าวว่า “ให้ตายเถอะ เหตุใดพวกเจ้าจึงต้องมองหาปัญหาอยู่เสมอ ปีศาจตัวนี้ทรงพลังอย่างน่าเหลือเชื่อ มันเทียบได้กับเซียนที่บ่มเพาะมาไม่ต่ำกว่าเจ็ดพันปี และมันเป็นสิ่งมีชีวิตชั่วร้ายที่มีความหมกมุ่นที่จะทำเรื่องบางอย่างให้สำเร็จ มันจะไม่ยอมเลิกราจนกว่าฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดจะตายไป”!

“หลิวอวิ๋นจื่อ หลี่ฉางชิง และหวังเอี๋ยนยังไม่ตาย ตอนนี้มีปีศาจชั่วร้ายและจระเข้ศักดิ์สิทธิ์อาศัยอยู่ในโลก มันยังมีความลับอะไรที่เรายังไม่รู้อีกบ้าง?”

ผังป๋อรำพึงกับตัวเอง ขั้นตอนการข้ามจักรวาลที่เต็มไปด้วยดวงดาวนั้นมีความซับซ้อนมากกว่าที่พวกเขาจินตนาการไว้หลายเท่า

“เดี๋ยวก่อนเจ้าบอกว่าเจ้าเคยไปเยือนดาวอังคารใช่ไหม สถานที่ซึ่งศากยมุนีมาปราบปรามสิ่งมีชีวิตชั่วร้ายไว้?”

ดวงตาของต้วนเต๋อเปล่งประกายเจิดจ้าคล้ายกับจดจำบางสิ่งบางอย่างได้

“ข้าจำได้ว่า เมื่อข้าขุดสุสานแห่งหนึ่ง ข้ากลับค้นพบชายชราหัวโล้นคนหนึ่งนั่งสมาธิอยู่ภายในสุสานนั้น เขาบอกว่าตัวเองเป็นหนึ่งในลูกศิษย์ทั้งสิบของศากยมุนี หลังจากพูดคุยกันตลอดทั้งคืนข้าก็ได้รับข้อมูลบางอย่าง…”

ในสุสานแห่งนั้น นักบวชเฒ่านั่งตรงข้ามกับต้วนเต๋อและพูดคุยเกี่ยวกับความแปลกประหลาดในสุสาน

เขาบอกว่าในชีวิตนั้นเขาเคยปราบวิญญาณชั่วร้ายมามากมายแต่ไม่มีตัวใดยิ่งใหญ่เทียบเท่ากับตัวที่ถูกศากยมุนีปราบปรามไว้ในดาวอังคาร

“เขาบอกว่าวิญญาณชั่วร้ายเหล่านี้เกิดขึ้นจากวิญญาณของเซียนผู้ยิ่งใหญ่ที่ตายไปแล้ว เมื่อกลายเป็นปีศาจมันจึงถูกเรียกว่าวิญญาณเซียนปีศาจ เป็นความคิดชั่วร้ายอันทรงพลังที่ไม่ยอมเข้าสู่สังสารวัฏ”

“ความคิดอันชั่วร้ายของเซียน?” ผังป๋อรู้สึกประหลาดใจแล้วกล่าวว่า “มันมีลักษณะเดียวกันกับวิญญาณเทพหรือไม่?”

“เขาบอกว่ามันเป็นปีศาจที่ทรงพลังชนิดหนึ่ง ตามที่ข้าได้ยินมาลักษณะของมันค่อนข้างคล้ายคลึงกับวิญญาณเทพที่อยู่ในสุสานเซียนอย่างยิ่ง!”

ตามตำนานกล่าวไว้ว่าหลังจากที่เทพซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตอมตะประสบกับความตายอย่างคับแค้นใจวิญญาณของพวกเขาจะเปลี่ยนตัวเองกลายเป็นสิ่งชั่วร้ายที่เต็มไปด้วยความหมกมุ่น

เย่ฟ่านเคยพบเจอกับวิญญาณของเทพเหล่านี้อยู่บ้าง คนแรกคือวิญญาณเทพของจักรพรรดิอมตะที่กลายเป็นวิญญาณชั่วร้ายในสุสานเซียน

อีกคนคือชายชราแขนเดียวซึ่งพาเขาเดินทางสู่ทุ่งดวงดาวจื่อเว่ย ชายชราคนนั้นคือวิญญาณเทพของจักรพรรดิสุริยัน อย่างไรก็ตามเย่ฟ่านไม่ได้รู้สึกว่าวิญญาณเทพของทั้งสองคนจะชั่วร้ายเหมือนวิญญาณเทพที่เขาพบในโลงศพทองแดง

“แนวคิดเรื่องเทพนั้นน่ากลัวยิ่งกว่าสิ่งมีชีวิตอมตะด้วยซ้ำ นั่นก็เพราะพวกเขาคือสิ่งมีชีวิตอมตะที่แท้จริงซึ่งได้รับการบูชาอย่างไม่รู้จบจนกลายเป็นเทพของผู้คนมากมาย” จักรพรรดิดำกล่าว

หัวใจของเย่ฟ่านจมลง ความคิดที่ว่าปีศาจตนนั้นเคยมีร่างกายเป็นถึงเทพมันทำให้เขาเกิดความหวาดกลัวเป็นอย่างมาก

“นักบวชเฒ่ากล่าวว่าทุกสิ่งที่ศากยมุนีปราบปรามอยู่ในเจดีย์สิบแปดชั้นของวันต้าเล่ยหยินล้วนแล้วแต่เป็นเทพทั้งสิ้น สิ่งมีชีวิตเหล่านี้น่าสะพรึงกลัวอย่างถึงที่สุดเพราะแม้ว่าพวกมันจะตายไปแล้วแต่ก็ยังสามารถใช้ความคิดของตัวเองสร้างผลไม้เต๋าขึ้นมาใหม่ได้” ต้วนเต๋อกล่าว

“เจ้ากำลังกล่าวถึงเรื่องอะไร?” วานรศักดิ์สิทธิ์กล่าวด้วยความสงสัย

นั่นก็เพราะแม้แต่จักรพรรดิอมตะก็ยังไม่สามารถหลีกเลี่ยงความตายได้ แต่หากสิ่งมีชีวิตเหล่านั้นสามารถใช้ความคิดของตัวเองสร้างผลไม้เต๋าขึ้นได้ พวกมันก็จะสามารถบรรลุการเป็นเซียนได้อย่างไม่รู้จบและก็จะมีชีวิตคงอยู่ตลอดไปไม่ใช่หรือ?

………

จบบทที่ 1233 - แนวคิดแห่งความเป็นอมตะ

คัดลอกลิงก์แล้ว