- หน้าแรก
- อำพรางสวรรค์
- 1196 - สถาปนานิกาย
1196 - สถาปนานิกาย
1196 - สถาปนานิกาย
1196 - สถาปนานิกาย
โลกใบนี้ยังมีอะไรมากมายที่เย่ฟ่านยังไม่ได้สัมผัสหรือมองเห็นด้วยตา และตลอดการเดินทางของเขามีเรื่องราวที่น่าจดจำยากที่จะลบล้างจากได้ เย่ฟ่านพยายามจะจำทุกอย่างและจะไม่มีการตัดสิ่งใดออกไป
การตัดขาดความรัก การตัดอดีต การเป็นคนใหม่โดยสมบูรณ์ล้วนเป็นสิ่งไร้สาระสำหรับเย่ฟ่าน เขาครุ่นคิดอย่างเงียบๆ และรอบคอบ มีหลายสิ่งที่เขาไม่สามารถละทิ้งได้
เต๋าคืออะไร? เขาไม่รู้ และเขาจะไม่ตัดสิ่งใดออกไปอย่างแน่นอน
“อา...”
เด็กหนุ่มทายาทจักรพรรดิไร้มงกุฎทั้งสองกรีดร้องด้วยความเจ็บปวด จักรพรรดิดำยังคงฝึกฝนพวกเขาในตอนเช้าอย่างเคร่งครัด
หลี่เทียนและเอี๋ยนอี้ซีมักจะหายตัวไปสองสามวันในช่วงนี้ พวกเขาไปที่ลานพนันหินเทียนซวนในเมืองศักดิ์สิทธิ์เพื่อขอคำแนะนำจากเซียนมนุษย์ผู้ลึกลับ
ยกเว้นกลับมาขโมยสุราในบางครั้ง วานรศักดิ์สิทธิ์มักจะออกไปข้างนอกและไม่ค่อยกลับมาที่หมู่บ้านมากนัก
หลี่เหอสุ่ยถูกรับเป็นศิษย์ของโจรผู้ยิ่งใหญ่ลำดับหนึ่ง และจำเป็นต้องฝึกฝนอย่างเคร่งครัดเป็นเวลาอย่างน้อยสองสามปีดังนั้นเขาจึงไม่มีโอกาสกลับมาอีกเลย
ในระหว่างนี้ด้วนเต๋อบอกว่ามีสุสานขนาดใหญ่ถูกค้นพบ ดังนั้นเขาจึงไปๆ มาๆ ที่หมู่บ้านเทียนจื่อ
จี้จื่อเยว่มาทุกๆ สองสามวัน แต่เมื่อนางเห็นเย่ฟ่านกำลังนั่งสมาธิ นางก็ไม่ได้รบกวนเขามากนัก นางนั่งท้าวคางและจมอยู่กับความคิดของตัวเองอยากเงียบๆ
เมื่อตงฟางเย่มาถึงเขามักจะกระตือรือร้นในการเป็นลูกมือของต้วนเต๋อเพื่อขุดค้นสุสานโบราณ แต่นักพรตผู้ไร้ยางอายปฏิเสธเรื่องนี้อย่างแข็งขัน
เพราะคนเถื่อนตัวใหญ่นี้มีพรสวรรค์ในการขุดค้นสุสานเป็นอย่างมาก หากสอนทักษะเหล่านี้ให้เกรงว่าในอนาคตตงฟางเย่อาจเป็นหนึ่งในคู่แข่งคนสำคัญของเขา
ครึ่งเดือนต่อมา มีข่าวกระจายไปทั่วภาคเหนือว่าร่างศักดิ์สิทธิ์เซียนโบราณจะก่อตั้งนิกายนามวังสวรรค์ขึ้นมาในโลก
“ใครปล่อยข่าวนี้?”
เย่ฟ่านสะดุ้งเพราะพวกเขายังไม่ได้ประกาศฟื้นฟูวังสวรรค์กลับมา เพราะไม่เช่นนั้นพวกเขาจะกลายเป็นศัตรูร่วมของผู้คนมากมายและถูกจัดให้เป็นกลุ่มคนเดียวกันกับวังอเวจีและวังพิภพ
“เด็กน้อยสองกำลังจะบรรลุขอบเขตหมอดูศักดิ์สิทธิ์แล้ว พวกเขาพอจะมองเห็นว่าใครเป็นคนเปิดเผยเรื่องของเจ้า” ฉีลั่วกล่าว และเขาก็รู้สึกถึงความจริงจังของสถานการณ์ด้วย
ในขณะเดียวกันกู่เฟยและกู่หลินพยักหน้าอย่างจริงจัง ดวงตาโตของพวกเขาบริสุทธิ์มาก ทักษะส่องความลับสวรรค์ของพวกเขานั้นมาถึงขอบเขตแห่งความสมบูรณ์แบบ สิ่งที่พวกเขาขาดตอนนี้เพียงฐานการบ่มเพาะเท่านั้น
“คนที่เปิดเผยเรื่องนี้คืออาของเรา”
หลังจากคำนวณอยู่นาน เด็กน้อยทั้งสองคนก็สรุปได้ว่าคนที่เปิดเผยเรื่องของวังสวรรค์ออกไปคือน้องชายบิดาของพวกเขา ซึ่งเป็นทายาทของหมอดูศักดิ์สิทธิ์เช่นกัน
เรื่องที่เย่ฟ่านสถาปนาวังสวรรค์สร้างข้อถกเถียงให้กับผู้คนเป็นจำนวนมาก พวกเขาไม่เข้าใจเลยว่าร่างศักดิ์สิทธิ์เซียนโบราณทำสิ่งนี้เพื่ออะไร
“กลายเป็น..วังสวรรค์! เขาต้องการทำอะไรบนโลกนี้?”
“มันเป็นชื่อนี้ได้อย่างไร เขามีแผนอะไร?”
ผู้คนที่ได้ยินเรื่องนี้ตกตะลึงเป็นอย่างมาก สองคำนี้มีน้ำหนักอย่างยิ่ง แม้แต่เผ่าพันธุ์โบราณก็ยังอ่อนไหวต่อชื่อต้องห้ามนี้
ไม่ว่าจะในประวัติศาสตร์ของเผ่าพันธุ์มนุษย์หรือสิ่งมีชีวิตโบราณ วังสวรรค์เป็นเหมือนชื่ออาถรรพ์ที่หากผู้ใดตั้งขึ้นพวกเขาจะพบกับภัยพิบัติอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
ครั้งหนึ่งจักรพรรดิชิงได้เดินทางเข้าไปที่ดินแดนต้องห้ามเหมืองโบราณต้นกำเนิดและประกาศก่อตั้งวังสวรรค์ขึ้น แต่สุดท้ายชีวิตของเขาก็ต้องพบกับความวิบัติและถูกฆ่าตายในหลายปีให้หลัง
“รู้ไหมว่าร่างศักดิ์สิทธิ์เซียนโบราณได้สถาปนานิกายแล้ว เรียกว่าวังสวรรค์!”
“วังสวรรค์คือนิกายโบราณไม่ใช่หรือ เขาฟื้นฟูมันกลับมาหรือว่าสถาปนานิกายใหม่ขึ้นเลย”
“ใครจะรู้ว่าเขาอยากทำอะไรกันแน่ แต่เห็นได้ชัดว่ามหาอำนาจในโลกนี้ไม่ได้ปราบปลื้มกับนิกายที่เขาก่อตั้งขึ้นอย่างแน่นอน?”
ในตอนแรกไม่มีผู้ใดใส่ใจเรื่องนี้มากนัก แต่เมื่อมันถูกกล่าวถึงในวงกว้างอย่างต่อเนื่อง หลายคนก็นั่งนิ่งไม่ได้อีกต่อไป แม้แต่เผ่าพันธุ์โบราณก็ยังไม่สามารถสงบสติอารมณ์ได้
การก่อตั้งนิกายของเย่ฟ่านทำให้เกิดความโกลาหลเนื่องจากความสัมพันธ์กับผู้คนของวังสวรรค์เดิม อย่างไรก็ตามพวกเขาไม่รู้ว่าวังสวรรค์ที่ถูกก่อตั้งขึ้นใหม่นี้จะมีจุดประสงค์ในการดำเนินงานแบบเดิมหรือไม่
“ในอดีตบิดาของข้าซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตอมตะที่แท้จริงยังไม่กล้าที่จะสถาปนาวังสวรรค์ด้วยซ้ำ เขากล้าทำแบบนี้ได้อย่างไร!”
คนที่ไม่สบายใจที่สุfย่อมหนีไม่พ้นเทียนหวงจื่อ ในฐานะสิ่งมีชีวิตที่ถือกำเนิดขึ้นตั้งแต่ยุคโบราณเขาย่อมมีความรู้ถึงคุณประโยชน์บางอย่างเกี่ยวกับชื่อของวังสวรรค์ ดังนั้นเขาจึงรู้สึกเสียดายอย่างยิ่งที่มีคนตัดหน้าไปก่อน
“เดิมทีข้าตั้งใจไว้แล้วว่าหลังจากที่บรรลุเต๋าได้สำเร็จข้าจะก่อตั้งวังสวรรค์ขึ้น แต่ในเมื่อร่างศักดิ์สิทธิ์เซียนโบราณสร้างมันขึ้นก่อนข้าก็จะแย่งวังสวรรค์นี้มาจากเขา!”
ในหมู่บ้านเทียนจื่อเด็กสองคนกำลังทำนายบางอย่างด้วยกระดองเต่า เหงื่อเย็นไหลออกมาจากหน้าผากของพวกเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทั้งสองคนกำลังทำนายเกี่ยวกับคำว่า “วังสวรรค์” แต่สุดท้ายพวกเขากลับพบเพียงความหวาดกลัวและไม่เข้าใจถึงคำนี้อยู่ดี
“เรารู้เพียงว่าการใช้ชื่อนี้สถาปนานิกายจะทำให้นิกายของเรามีชื่อเสียงมากที่สุดในโลกอำพรางสวรรค์ แต่ไม่อาจบอกได้ว่ามันจะเป็นเรื่องดีหรือร้าย” เด็กน้อยทั้งสองทอดถอนใจ .
“ดูเหมือนเรื่องนี้จะเกี่ยวข้องกับความลับอันยิ่งใหญ่ของสวรรค์ เราพอจะปิดบังสวรรค์ในเรื่องการก่อตั้งนิกายได้หรือไม่” เย่ฟ่านถาม
“ไม่มีปัญหา ตอนท่านปู่จะเสียชีวิตท่านได้มอบเครื่องรางบางอย่างให้คล้ายกับรู้อยู่แล้วว่าเรื่องนี้จะต้องเกิดขึ้น มันมีความสามารถที่จะปิดบังเรื่องนี้ให้เป็นความลับต่อสวรรค์ได้ชั่วคราว” เด็กน้อยทั้งสองพยักหน้ายืนยัน
“ข้าจะสถาปนานิกายไว้ข้างนอก เราไม่อาจปล่อยให้ความลับของหมู่บ้านนี้ถูกเปิดเผย” เย่ฟ่านหันหลังและจากไป
ในวันนี้เกิดความวุ่นวายอีกครั้งในตงหวง เย่ฟ่านได้ก่อตั้งนิกายที่เรียกว่าวังสวรรค์ แต่มีเขาคนเดียวเท่านั้นที่เป็นสมาชิกของวังสวรรค์ ซึ่งสร้างความงุนงงให้กับผู้คนจำนวนมาก!
หลายคนเกิดความงุนงงเป็นอย่างมาก เหตุใดเขาจึงกล้าใช้ชื่อนี้ ไม่ต้องพูดถึงเรื่องชื่อที่เป็นเหมือนคำอาถรรพ์ แค่เพียงวังสวรรค์เดิมซึ่งสังกัดอยู่ในศาลสวรรค์ก็ต้องพบกับจุดจบอันน่าเศร้าอย่างยิ่ง นี่ยังไม่เพียงพอที่จะเป็นตัวอย่างให้เขาเห็นอีกหรือ!
ในช่วงเวลาหลังจากนั้นภาคเหนือของตงหวงเริ่มเกิดความปั่นป่วนอย่างมาก ผู้คนมากมายหลั่งไหลเข้าสู่เมืองศักดิ์สิทธิ์เพราะการประลองระหว่างร่างศักดิ์สิทธิ์เซียนโบราณและหยวนกู่แห่งทะเลสาบหยวนหูกำลังจะเริ่มต้นขึ้น
“บุตรศักดิ์สิทธิ์จะออกไปฆ่าศัตรูแล้วหรือ?” เช่อเอ๋อน้อยถือขวดนมวิ่งตามอยู่ด้านหลังของเย่ฟ่านอย่างอุตสาหะ
เย่ฟ่านรู้สึกว่าเจ้าตัวเล็กคนนี้แข็งแกร่งเป็นอย่างมาก ทุกครั้งที่เขายิ้มและลูบหัวของนาง เด็กน้อยคนนี้จะกระโดดโลดเต้นด้วยความกระตือรือร้น!
ในท้ายที่สุดหลี่เหอสุ่ย ตงฟางเย่และหลี่เทียนก็กลับมา พวกเขาสัมผัสได้ว่าการต่อสู้ครั้งใหญ่กำลังจะเริ่มต้นขึ้น ดังนั้นพวกเขาจะไม่พลาดการประลองครั้งนี้
หลังจากทะลวงเข้าสู่อาณาจักรเซียนเทียมขั้นสามได้สำเร็จ หยวนกู่จำเป็นต้องใช้เวลาอีกเล็กน้อยเพื่อปรับรากฐานของเขาให้มีความมั่นคงและเสถียรเพียงพอ ไม่เช่นนั้นฐานการบ่มเพาะของเขาอาจตกลงมาที่ระดับเซียนเทียมขั้นสองอีกครั้ง
และเวลาสองเดือนถือว่ามีความเหมาะสมอย่างยิ่ง ดังนั้นการประลองระหว่างคนทั้งสองจะเริ่มต้นขึ้นไม่ช้าก็เร็ว
ยิ่งกว่านั้นเย่ฟ่านยังประกาศท้าทายอย่างโจ่งแจ้งว่าให้หยวนกู่ออกมาต่อสู้กันจนตายไปข้าง หากหยวนกู่ไม่มีความกล้านับแต่นี้ก็ให้หุบปากและอย่ามาส่งเสียงเห่าหอนอีก
ซึ่งแน่นอนว่าหยวนกู่ที่ตั้งใจท้าทายเย่ฟ่านในตอนแรกมีหรือจะทนรับการดูถูกเหยียดหยามแบบนี้ได้
“ออกไปเดินเล่นดีกว่า การนั่งอยู่แบบนี้ไม่ใช่ทางเลือกที่ฉลาด ในเมื่อไม่สามารถทะลวงเข้าสู่อาณาจักรเซียนเทียมขั้นสามได้ เจ้าก็ควรปล่อยวางเรื่องนี้ไปก่อน” วานรศักดิ์กล่าว
ในที่สุดต้วนเต๋อก็ปรากฏตัวขึ้น เขาเลิกขุดค้นสุสานชั่วคราวแล้วบอกว่าจะไม่มีทางพลาดการต่อสู้ระหว่างพยัคฆ์และมังกรอย่างแน่นอน
จี้จื่อเยว่ก็ปรากฏตัวขึ้นและถามเย่ฟ่านว่าเขาแน่ใจหรือไม่
เย่ฟ่านตอบตามความจริง นี่เป็นสิ่งที่คาดเดาไม่ได้ เพราะเขาก็ไม่รู้ว่าหยวนกู่แข็งแกร่งเพียงใด
“เมื่อเผ่าพันธุ์โบราณตื่นขึ้น พวกเขาได้สร้างวังลอยฟ้าที่งดงามแห่งหนึ่งขึ้นมา มันถูกใช้เป็นสถานที่แลกเปลี่ยนสมบัติแห่งสวรรค์พิภพ แม้แต่ผู้บ่มเพาะเผ่าพันธุ์มนุษย์ก็ยังเดินทางไปที่นั่นอยู่บ่อยครั้ง แต่สถานที่แห่งนั้นไม่อนุญาตให้ทำการต่อสู้กัน เจ้าคิดว่าพวกเราควรไปที่นั่นสักครั้งก่อนการประลองหรือไม่” จี้จื่อเยว่กล่าวด้วยความรู้สึกโหยหา
“ถ้าเจ้าอยากไปเราก็ไปด้วยกันเลย” เย่ฟ่านยิ้ม
จากนั้นจักรพรรดิดำก็ขีดเขียนค่ายกลเคลื่อนย้ายลงบนพื้นและทุกคนก็ออกเดินทางไปที่เมืองลอยฟ้าของเผ่าพันธุ์โบราณทันที
…..