- หน้าแรก
- อำพรางสวรรค์
- 1184 - รวบรวมร่างศักดิ์สิทธิ์
1184 - รวบรวมร่างศักดิ์สิทธิ์
1184 - รวบรวมร่างศักดิ์สิทธิ์
1184 - รวบรวมร่างศักดิ์สิทธิ์
นี่คือพื้นที่สีเขียวที่อุดมไปด้วยพืชพรรณและเต็มไปด้วยพลังชีวิต เป็นเวลาสิบกว่าปีแล้วที่ปู่ห้าจางและผู้คนจากหมู่บ้านหินย้ายมาอาศัยที่นี่
ทุกวันนี้ผู้คนในหมู่บ้านหินมีชีวิตที่เจริญรุ่งเรืองและไม่ทำงานหนักเหมือนเมื่อก่อนอีกต่อไป
หลี่เหอสุ่ยมาถึงก่อนแล้ว แล้วตอนนี้เขากำลังดื่มเหล้ากับปู่ห้าจาง หลังจากไม่พบกันหลายปีปู่ห้าจางก็แก่ชราไปกว่าเดิมมาก
เมื่อเย่ฟ่านและคนอื่นๆ มาถึงชาวบ้านจำนวนมากก็มารวมตัวกันรอบกองไฟในตอนกลางคืน ผู้คนอยู่ทุกหนทุกแห่ง สุราและเนื้อก็มีกลิ่นหอม หมู่บ้านเต็มไปด้วยความคึกคักคราวกับเทศกาลอันยิ่งใหญ่ก็ไม่ปาน
เย่ฟ่านหยิบยามังกรที่แท้จริงออกมาหนึ่งหยดเพื่อยืดอายุของปู่ห้าจางและไม่รู้สึกว่ามันน่าเสียดายอะไร เขารู้สึกขอบคุณตระกูลจางอย่างมาก หากไม่มีคัมภีร์ต้นกำเนิดสวรรค์เขาคงไม่มีอะไรเลย
การเปลี่ยนแปลงที่ใหญ่ที่สุดในหมู่บ้านหินคือหวังซูและเอ้อเหลิงจื่อซึ่งเป็นผู้ติดตามของเย่ฟ่านในอดีต พวกเขามีดวงตาที่เปล่งประกายและขมับนูนขึ้นเล็กน้อย ท่าทางของพวกเขาองอาจกล้าหาญเป็นอย่างมาก
“การฝึกฝนก้าวหน้าเร็วมาก?” จักรพรรดิดำรู้สึกประหลาดใจจริงๆ หลังจากที่ค้นพบการเปลี่ยนแปลงของคนทั้งสอง มันก็สอนวิธีฝึกฝนให้พวกเขา
ตอนนี้ทั้งสองคนเรียนรู้ด้วยตนเองโดยไม่มีครูคนใดและเป็นผู้บ่มเพาะอาณาจักรแปลงมังกรแล้ว ความเร็วนี้น่าทึ่งเป็นอย่างมาก
แน่นอนว่าความเร็วในการบ่มเพาะของพวกเขาไม่อาจเทียบกับอัจฉริยะของดินแดนศักดิ์สิทธิ์ได้ อย่างไรก็ตามในการฝึกฝนที่ปราศจากอาจารย์และทรัพยากร การที่พวกเขาทำได้เช่นนี้ย่อมเป็นเรื่องที่น่าทึ่งอย่างยิ่ง
“จักรพรรดิไร้มงกุฎ!”
คืนนั้นวานรศักดิ์สิทธิ์ก็มาด้วย หลังจากเห็นเลือดสีเงินและลักษณะที่แปลกประหลาดของชายหนุ่มสองคนที่ตรงหน้าเขาก็ตื่นเต้นอย่างถึงที่สุด
ทารกทั้งสองที่ปรมาจารย์ทั้งสองคนรับมาเป็นบุตรบุญธรรมนั้นไม่ใช่มนุษย์และสายเลือดของพวกเขาถูกผนึกโดยวิธีการพิเศษบางอย่างและคนทั้งสองก็คือบรรพชนของหวังซูและเล่ยป๋อ
เย่ฟ่านเคยได้ยินปู่ห้าจางกล่าวถึงเรื่องนี้ และตอนนี้เขาขอให้ปู่ห้าจางอธิบายอย่างละเอียดอีกครั้ง วานรศักดิ์สิทธิ์ไม่สามารถพูดอะไรได้เมื่อได้ยินเรื่องนี้
ในสมัยโบราณมีกลุ่มมหาอำนาจที่ทรงพลังอย่างน่าเหลือเชื่อ น่าเสียดายที่ปัจจุบันพวกเขาถูกกวาดล้างออกไปจากโลกแล้ว
ในเผ่าพันธุ์นี้ไม่เคยมีจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ถือกำเนิดขึ้น อย่างไรก็ตามพวกเขากลับมีราชาปราชญ์ศักดิ์สิทธิ์และครึ่งก้าวจักรพรรดิมากมายนับไม่ถ้วน
ประชากรของพวกเขาเบาบาง เลือดของพวกเขาเป็นเงินบริสุทธิ์ และพวกเขามีพรสวรรค์ที่น่าสะพรึงกลัว เมื่อพวกเขาเติบโตขึ้นคนเหล่านี้จะทรงพลังมากกว่าปราชญ์ทั่วไป
น่าเสียดายที่พวกเขายั่วยุจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์บางคนและทำให้เผ่าพันธุ์เกือบถูกทำลายไป ในขณะที่คนที่เหลือก็ย้ายเข้าไปในสุสานเซียนเพื่อซ่อนตัว จนถึงปัจจุบันจึงแทบไม่มีข่าวคราวของพวกเขาเลย
“พื้นหลังใหญ่โตถึงขนาดนี้?” ทุกคนที่ได้ฟังคำพูดนี้รู้สึกตกตะลึงเป็นอย่างมาก
ปรมาจารย์ต้นกำเนิดสวรรค์คือผู้ยิ่งใหญ่ของโลก เขาเดินเข้าไปในสถานที่ลึกลับมากมายเพื่อค้นหาต้นกำเนิดสวรรค์จนกระทั่งเข้าไปในสุสานเซียน
หลังจากใช้ความพยายามในการบุกทะลวงผ่านซากปรักหักพังเซียนโบราณเขาก็นำทารกทั้งสองฝ่าออกมาจากเส้นทางที่เต็มไปด้วยทหารหยินและเลี้ยงดูราวกับเป็นบุตรของตัวเอง
“ปรมาจารย์ต้นกำเนิดสวรรค์มีวิธีการที่คาดเดาไม่ได้จริงๆ เขาถึงกับเลี้ยงดูทายาทของจักรพรรดิไร้มงกุฎเป็นบุตรของตัวเอง” วานรศักดิ์สิทธิ์ดูเหมือนจะให้ความสนใจต่อทายาทตระกูลหวังและตระกูลเล่ยเป็นอย่างมาก
จากนั้นเขาก็ถอนหายใจเบาๆ “น่าเสียดายที่สายเลือดเบาบางเกินไปและไม่สามารถเทียบได้กับสายเลือดสีเงินที่แท้จริง”
อย่างไรก็ตามเขาหันกลับมาอีกครั้งก่อนจะจ้องมองที่เล่ยป๋อและ เอ้อเหลิงจื่อเขากล่าวว่า
“อย่างไรก็ตามตามตำนานเผ่าพันธุ์โบราณของเรากล่าวไว้ว่า การหลุดพ้นจากอำนาจที่แท้จริงของเผ่าพันธุ์ก็เป็นเรื่องดีเช่นกัน เพราะมันจะทำให้เจ้ามีโอกาสทะลุทะลวงกลายเป็นผู้ยิ่งใหญ่เหนือบรรพชน บางทีเจ้าอาจจะกลายเป็นจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์คนใหม่ก็ได้”
ผู้คนในหมู่บ้านหินล้วนเป็นสมบัติล้ำค่า พวกเขาล้วนเป็นทายาทของสิ่งมีชีวิตโบราณที่ทรงพลังแทบทั้งสิ้น ไม่มีใครรู้ว่าปรมาจารย์ต้นกำเนิดสวรรค์ไปรวบรวมพวกเขามาจากไหน
ดวงตาของจักรพรรดิดำเป็นประกาย แน่นอนว่ามันเป็นไปไม่ได้ที่มันจะบอกต้นกำเนิดที่แท้จริงของชาวบ้านทั้งหมด และมีเพียงปู่ห้าจาง หวังซูและเอ้อหลิงจื่อเท่านั้นที่สามารถเข้าใจความจริงได้
เย่ฟ่านกลับไปที่หมู่บ้านเทียนจื่ออีกครั้ง เมื่อฉีลั่วเห็นคนกลุ่มนี้ เขามีความสุขมากจนตาข้างหนึ่งของเขาแทบจะหรี่ลงเป็นรอยกรีดเล็กๆ สุดท้ายเขาก็อดที่จะหัวเราะไม่ได้
“ด้วยความช่วยเหลือของคนเหล่านี้วังสวรรค์จะต้องได้รับการฟื้นฟูอย่างแน่นอน!”
เขาจ้องมองไปยังทารกวิญญาณทั้งสองคนก่อนจะมองที่เสี่ยวตงตง มองที่เสี่ยวเช่อเอ๋อ และทายาทของจักรพรรดิไร้มงกุฎทั้งคู่
แม้ว่าจะไม่มีเย่ฟ่านในอนาคต ตราบใดที่ตงตงและเด็กน้อยที่เหลืออาศัยอยู่ในหมู่บ้านแห่งนี้ ขอแค่ผ่านไปอีกหลายสิบปีวังอเวจีและวังพิภพจะต้องถูกทำลายอย่างแน่นอน
“ตงตงเป็นร่างศักดิ์สิทธิ์สุริยันที่ได้ชื่อว่าเก่าแก่มากที่สุดในบรรดาร่างศักดิ์สิทธิ์ทั้งหมด ข้าได้ยินมาว่าเจ้ามีน้องสาวที่มีร่างศักดิ์สิทธิ์ไท่หยิน(จันทรา)ด้วย มันเป็นไปได้หรือไม่ที่เจ้าจะเชิญนางมาพักผ่อนที่หมู่บ้านของเราสักสองสามเดือน”
ฉีลั่วกล่าว ท่าทางของเขาเต็มไปด้วยความตื่นเต้น หากรวบรวมร่างศักดิ์สิทธิ์ทั้งสองคนอยู่ในวังสวรรค์ได้ มันจะกลายเป็นความสำเร็จอันยิ่งใหญ่อย่างที่เจ้าแห่งสวรรค์คนอื่นๆ ไม่เคยทำได้อย่างแน่นอน
“ท่านต้องการรวบรวมร่างศักดิ์สิทธิ์ที่แข็งแกร่งที่สุดในโลกไว้ในคราวเดียวหรือ?” เย่ฟ่านกล่าวด้วยความโกรธ
“แน่นอน เมื่อรวมกับเจ้าไปด้วยสำนักของเราจะกลายเป็นสถานที่ที่รวบรวมร่างศักดิ์สิทธิ์ที่แข็งแกร่งที่สุดของเผ่าพันธุ์มนุษย์ไว้ทั้งหมด!” ฉีลั่วกล่าว
แสงยามเช้าสุกใสทะลุหมอกลงมาด้านล่างทำให้จิตใจของผู้คนเต็มไปด้วยความเบิกบาน
เย่ฟ่านนั่งสมาธิบนภูเขาเตี้ยๆ และดึงดูดแก่นแท้แห่งสวรรค์พิภพเข้าสู่ร่างกายอย่างต่อเนื่อง
ที่ด้านข้างไม่ไกลมีเด็กน้อยหลายคนกำลังนั่งสมาธิอย่างเคร่งเครียดเช่นกัน
ตงตงอายุเพียงห้าขวบ แต่เขาเป็นศิษย์คนแรกของเย่ฟ่าน หลังจากหนีจากเงื้อมมือของ “ปีศาจ” หลี่เทียนได้สำเร็จเขาก็เริ่มฝึกฝนอย่างจริงจัง และร่างกายของเขาได้เปล่งประกายด้วยแสงสีทองทุกครั้งในขณะที่กำลังทำสมาธิ
กู่เฟยและกู่หลินสองพี่น้องอายุสิบเอ็ดปี พวกเขาพยายามปรับตัวให้เข้ากับหมู่บ้านเทียนจื่อเพราะทั้งสองคนรู้ดีว่านี่คือบ้านหลังใหม่ของพวกเขา และเด็กน้อยทั้งสองคนก็ฝึกฝนอยากจริงจังเช่นกัน
สุดท้ายคือเสี่ยวเช่อเอ๋อที่อายุไม่ถึงสองขวบ ในปากของนางยังคาบจุกนมไว้ ในตอนนี้นางกำลังปลุกทุกคนให้ตื่นขึ้นมาเล่นด้วยกันและทำให้ผู้คนหัวเราะอย่างมีความสุข
เด็กน้อยทุกคนที่อยู่ที่นี่คือความหวังในอนาคตของวังสวรรค์ ต่อให้ทุกคนในวังสวรรค์ตายไปแต่ขอเพียงเด็กน้อยทั้งสี่คนยังมีชีวิตอยู่ ความหวังในการกอบกู้วังสวรรค์จะยังคงแข็งแกร่งไม่เปลี่ยนแปลง
“โฮ่ง โฮ่ง โฮ่ง…”
ในอีกด้านหนึ่ง จักรพรรดิดำพ่นลิ้นสีแดงสดขนาดใหญ่และกำลังไล่ล่าหวังซู่และเอ้อหลิงจื่อที่กำลังแบกก้อนหินขนาดใหญ่ไว้บนหลังอย่างบ้าคลั่ง
ชายหนุ่มทั้งสองคนเป็นทายาทของสิ่งมีชีวิตโบราณ ดังนั้นพวกเขาจึงมีวิธีการฝึกฝนที่ค่อนข้างแตกต่างจากเต๋ามนุษย์ที่เน้นหนักในการนั่งสมาธิ
“เจ้าอ่อนแอเกินไป หากวิ่งได้เพียงเท่านี้เจ้าก็ไม่คู่ควรที่จะเป็นลูกหลานของจักรพรรดิไร้มงกุฎแล้ว!” สุนัขสีดำตัวใหญ่ตะโกน
ชายหนุ่มทั้งสองนอนแผ่อยู่บนพื้น สภาพของพวกเขาเหน็ดเหนื่อยอย่างยิ่ง
“อ้า...”
ในตอนท้ายเสียงกรีดร้องของหวังซูและเอ้อเหลิงจื่อไม่เหมือนเสียงมนุษย์อีกต่อไป มันเป็นเสียงที่เต็มไปด้วยความทุกข์ทรมานและทำให้เด็กน้อยทั้งสี่คนจิตใจสั่นสะท้านอย่างรุนแรง
จักรพรรดิดำกล่าวว่านี่คือวิธีการกระตุ้นให้สายโลหิตของจักรพรรดิไร้มงกุฎตื่นขึ้นอีกครั้ง เมื่อได้ยินคำพูดนี้ทุกคนก็กรอกตาเล็กน้อย
“ฮึ่ม ฮ่าๆๆ...”
เสี่ยวเช่อเอ๋อล้มลงกับพื้นโดยมีจุกนมอยู่ในปาก เมื่อนางลุกขึ้นได้นางก็เดินตามจักรพรรดิดำและพี่ชายทั้งสองคนที่กำลังแบกก้อนหินมุ่งหน้าไปยังทิศทางหนึ่ง
“เป็นเด็กน้อยนี่ช่างสบายใจจริงๆ” ฉีลั่วถอนหายใจและกล่าวด้วยความอิจฉา
เขานอนอยู่บนต้นสนโบราณและเฝ้ามองเด็กน้อยทุกคนพร้อมกับหัวเราะอย่างสนุกสนานในบางครั้ง
เย่ฟ่านส่งต่อทักษะซิงจื่อให้เขาแล้ว และชายชราคนนี้ก็ดูเหมือนจะแข็งแกร่งมากขึ้นเรื่อยๆ เย่ฟ่านคาดเดาว่าในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าใช้ชราคนนี้จะต้องกลายเป็นเซียนอย่างแน่นอน
ในอีกด้านหนึ่งเอี๋ยนอี้ซีกำลังต่อสู้กับชายชราจากหมู่บ้านเทียนจื่อ พวกเขาเล่นหมากรุกเป็นเวลาสามวันสามคืนด้วยดวงตาที่แดงก่ำเห็นได้ชัดว่าใกล้จะเป็นบ้าแล้ว
ส่วนหลี่เทียนทั้งเจ็บปวดและมีความสุข เขากำลังฝึกฝนการลอบสังหารกับหญิงงามของหมู่บ้านเทียนจื่อ เขาทะนุถนอมหญิงงามและลงมืออย่างอ่อนโยน แต่พวกนางกลับดุดันอย่างยิ่งและทำให้เขาได้รับความเจ็บปวดมากมาย
……