เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

1086 - การกลับชาติมาเกิด

1086 - การกลับชาติมาเกิด

1086 - การกลับชาติมาเกิด 


1086 - การกลับชาติมาเกิด

เย่ฟ่านมองหญิงสาวที่อยู่ตรงหน้าเป็นเวลานานก่อนจะกล่าวอย่างจริงจังว่า

“เจ้าเป็นเซียนเทียมระดับสามแล้วหรือยัง?”

“มันจะเป็นไปได้อย่างไร นับตั้งแต่จักรพรรดิชิงหายสาบสูญไปจากโลก ก็ไม่มีผู้ใดสามารถก้าวเข้าสู่เซียนเทียมระดับสามได้ อย่างมากสุดพวกเขาก็อยู่ในระดับสองขั้นสูงสุดเท่านั้น”

เมื่อพูดถึงตรงนี้อันเหมียวอี้ก็หัวเราะและกล่าวว่า “หนุ่มน้อยเจ้าแข็งแกร่งจริงๆ กว่าสิบปีผ่านไปเจ้าไล่ตามฝีเท้าของข้าทันแล้ว แม้ว่าหวังเถิงจะน่ากลัวมากขึ้น แต่เขาก็ยังถูกปิดกั้นโดยประตูระดับสามแห่งเซียนเทียม เขาไม่สามารถก้าวไปไกลกว่านี้ได้และจะจบชีวิตอยู่ในอาณาจักรแปดต้องห้ามเท่านั้น!”

เทียนเทียมระดับสามคืออาณาจักรในตำนาน โลกใบนี้ไม่มีสิ่งมีชีวิตอมตะที่แท้จริงมานานมากแล้ว แม้แต่ชายชราผู้บ้าคลั่งก็ยังไปบรรลุความเป็นอมตะที่แท้จริงในทุ่งดวงดาวโบราณจื่อเว่ย

นี่คืออาณาจักรอันยิ่งใหญ่ที่ว่ากันว่าหากผู้ใดบรรลุแล้วพวกเขาจะกลายเป็นสิ่งมีชีวิตอมตะอย่างแน่นอน

อย่างไรก็ตามผู้บ่มเพาะทั่วโลกล้วนหยุดอยู่ในขอบเขตเซียนเทียมระดับสองขั้นสูงสุด และไม่สามารถก้าวไปไกลกว่านั้นได้

มันคล้ายกับว่าสวรรค์ได้ตัดเส้นทางแห่งความเป็นอมตะของมนุษย์ในโลกอำพรางสวรรค์ไปแล้ว

ถึงอย่างนั้นผู้บ่มเพาะนิกายพุทธก็ยังมีวิธีการที่จะบรรลุอาณาจักรเซียนเทียมขั้นสามได้ นั่นก็คือการตัดกรรมในอดีตเพื่อให้สามารถบรรลุสัจธรรมที่แท้จริง!

“แล้วเจ้าจะทำสำเร็จหรือไม่…” เย่ฟ่านมองดูใบหน้าที่ไร้ที่ตินั้น

รอยยิ้มของอันเหมียวอี้นั้นแม้ว่าจะสดใสแต่ก็เต็มไปด้วยความเศร้าโศกเช่นกัน “ถ้าข้าล้มเหลวทุกอย่างจะกลายเป็นควัน ถ้าข้าสำเร็จข้าจะจำทุกอย่างได้อีกครั้ง แต่นั่นจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อข้ากลายเป็นเซียนเทียมขั้นสามไปหลายร้อยปีแล้ว”

เย่ฟ่านยื่นมือออกไปสัมผัสแก้มที่ขาวนวลเนียนของนางด้วยความรักและกล่าวว่า

“เจ้าหายไปกับสายลมและกลายเป็นหมอกควันได้อย่างไร ข้าสัญญาว่าจะปกป้องเจ้าและทำให้เจ้าประสบความสำเร็จ อย่างน้อยเจ้าก็ต้องกลายเป็นเซียนหญิงก่อน จึงจะถือว่าภารกิจของข้าประสบความสำเร็จ”

"อย่าทำตัวรุ่มล่าม... ข้างล่างนั่นมีสหายของเจ้าอีกสองคน ไปเดินเล่นเป็นเพื่อนข้าหน่อย บางทีนี่อาจเป็นโอกาสครั้งสุดท้ายของเรา” อันเหมียวอี้กระซิบ

เย่ฟ่านพยักหน้าและจูงมือของอันเหมียวอี้เดินข้ามขอบฟ้าทันที

“ข้ารู้สึกเบื่อหน่ายจริงๆ ไม่ว่าจะไปที่ไหนก็ต้องพบยวนยาง(เป็ดแมนดารินสัญลักษณ์ของความรัก)คู่หนึ่งเสมอ?” หลี่เทียนเกาหัวตัวเอง

ค่ำคืนพระจันทร์เย็นเยียบ ท้องฟ้ามีสายลมส่งเสียงหวีดวิวกลางคืนไม่ชัดเจนนัก ทุ่งหญ้าเป็นลูกคลื่นคล้ายทะเลดวงดาวที่ทอดยาวไปจนลูกหูลูกตา

ในค่ำคืนอันรกร้างมีร่างสองร่างเดินเคียงคู่กันราวกับเซียนอมตะคู่หนึ่ง

ทั้งเย่ฟ่านและอันเมียวอี้ไม่กล่าวอะไร พวกเขาแค่เดินผ่านความว่างเปล่า และสัมผัสกับความสงบของโลก

“ข้าอยากไปทะเลทรายตะวันตกอีก”

อันเหมียวอี้ก็กล่าวเบาๆ ผมสีดำของนางโบกสะบัดไปตามสายลม แก้มนวลเนียนของนางมีสีแดงระเรื่อเล็กน้อย

“เจ้าไม่ชอบที่นี่หรือ?” เย่ฟ่านกล่าว

“เส้นทางของข้าอยู่ในทะเลทรายตะวันตก และข้าต้องเดินตามเส้นทางของตัวเอง เข้ามาที่นี่เพียงเพื่อรอเจ้าเท่านั้น”

อันเหมียวอี้เต็มไปด้วยความสูงส่งและสง่างาม เมื่อได้ยินคำพูดนี้เย่ฟ่านก็ยากที่จะปฏิเสธคำขอของนางได้

“เมื่อเจ้ากลับไปทะเลทรายตะวันตกข้าจะไว้ใจได้อย่างไร ข้าบอกแล้วว่าจะปกป้องเจ้าไปชั่วชีวิต?” เย่ฟ่านมองดูนางอย่างเงียบๆ

“ในตอนนี้เจ้ายังไม่ใช่คู่ต่อสู้ของข้าด้วยซ้ำจะเอาอะไรมาปกป้องข้า หากข้าไม่มีปัญญาทะลวงเข้าสู่อาณาจักรเซียนเทียมขั้นสามด้วยตัวเองได้ ก็ไม่จำเป็นต้องพูดถึงเรื่องความเป็นอมตะเลย”

เมื่อกล่าวถึงเรื่องนี้ อันเหมียวอีก็หัวเราะเบาๆ และค่ำคืนอันเงียบสงบทั้งคืนก็สว่างขึ้น นางเปล่งประกายความงามอันน่าทึ่ง ในชีวิตของเย่ฟ่านยังไม่เคยพบเห็นใครที่งดงามเทียบเท่าหญิงสาวที่อยู่ตรงหน้า

“รอจนร่างศักดิ์สิทธิ์ของเจ้าบรรลุความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ก่อน เมื่อนั้นข้าจะอนุญาตให้เจ้าปกป้องข้า”

เย่ฟ่านมองนางอย่างว่างเปล่าและไม่สามารถหักล้างคำพูดของนางได้ แน่นอนว่าตอนนี้เขาไม่ใช่คู่ต่อสู้ของนางจริงๆ

“เส้นทางแห่งการฝึกฝนนั้นเต็มไปด้วยสิ่งที่ไม่อาจคาดเดาได้ โดยเฉพาะอาณาจักรเซียนเทียมขั้นสาม ไม่ว่าเจ้าจะน่าทึ่งแค่ไหนก็อาจมีอันตรายเกิดขึ้นเสมอ ในอดีตเซียนผู้ยิ่งใหญ่แห่งเผ่าพันธุ์มนุษย์ที่หลบหนีออกจากโลกอำพรางสวรรค์ก็มีจำนวนไม่น้อย” เย่ฟ่านกล่าว

แม้แต่จักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่ก็ยังตายไปจนหมดสิ้นนับประสาอะไรกับเซียนเทียมขั้นสาม

“เจ้าเป็นห่วงข้าหรือ?”

อันเหมียวอี้ยิ้มหวาน ดวงตาของนางเปล่งประกายสดใสก่อนจะกล่าวต่อไปว่า

“ท้ายที่สุดแล้ว ไม่ว่าเจ้าหรือข้าล้วนต้องผ่านการทดสอบนี้ด้วยตัวเอง ทุกคนล้วนมีอนาคตและเส้นทางของตัวเอง เราไม่อาจพึ่งพาผู้อื่นไปตลอดกาล”

เย่ฟ่านรู้ดีว่าหญิงสาวที่อยู่ตรงหน้ามีความมุ่งมั่นมากแค่ไหน หากเป็นหญิงสาวธรรมดานางคงไม่ยอมทุ่มเดิมพันกับเขาตั้งแต่แรก

“ให้ข้าอยู่เป็นเพื่อนเจ้าจนถึงช่วงเวลาที่เจ้าทะลวงเข้าสู่อาณาจักรเซียนเทียมขั้นสาม ในช่วงเวลานั้นต่อให้เกิดอันตรายขึ้นกับเจ้ามากเพียงใดข้าจะไม่สอดมือเข้ายุ่งเกี่ยวอย่างเด็ดขาด”

อันเหมียวอี้ส่ายหน้าและกล่าวอย่างหนักแน่น

“เราทั้งสองคนรู้ว่าเรื่องนี้เป็นไปไม่ได้ ไม่มีทางที่เจ้าจะปล่อยให้ข้าเผชิญหน้ากับอันตรายเพียงลำพัง”

เย่ฟ่านอยากจะกล่าวอะไรบางอย่าง แต่เขารู้ดีว่าคำพูดนี้ไม่ผิดจากความจริง ตั้งแต่ยุคโบราณการทะลวงเข้าสู่อาณาจักรเซียนเทียมขั้นสามนั้นยากลำบากอย่างยิ่ง

หากประสบความล้มเหลวร่างกายและวิญญาณศักดิ์สิทธิ์จะแตกดับทันที เมื่อถึงเวลานั้นเย่ฟ่านคงไม่ปล่อยให้อันเหมียวอี้มีโอกาสต่อสู้กับโชคชะตาถึงขั้นสุดท้าย เขาจะต้องขัดจังหวะในช่วงที่นางพบกับอันตรายอย่างแน่นอน

สำหรับอันเหมียวอี้นางยินดีที่จะใช้ชีวิตของตัวเองเดิมพันกับโชคชะตาอันยิ่งใหญ่ แต่เย่ฟ่านจะไม่มีทางปล่อยให้นางทำแบบนั้น

ทั้งสองหยุดกล่าววาจา สถานการณ์เงียบลงอีกครั้ง พวกเขาเดินไปข้างหน้าอย่างเงียบๆ

“เจ้าเชื่อเรื่องชีวิตหลังความตายไหม” จู่ๆ อันเหมียวอี้ก็ถามขึ้น

“ทำไมเจ้าถึงถามแบบนั้น” เย่ฟ่านมองดูนาง

“นิกายพุทธกล่าวไว้ว่าหากเราเผชิญกับความทุกข์ในชีวิตนี้มากเกินไป เมื่อเราเกิดใหม่ในชาติพบหน้าชีวิตของเราจะพบแต่ความสุข” อันเหมียวอี้กล่าว

“ข้าเคยได้ยินคำพูดที่ว่า ‘มีเพียงเหตุการณ์ที่สามารถกลับมาเกิดใหม่ แต่คนทำไม่ได้’ เจ้าเคยเห็นจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่กลับมาเกิดใหม่อีกครั้งหรือไม่”

“แล้วเจ้ารู้ได้อย่างไรว่าพวกเขาไม่ได้กลับมาเกิดใหม่” อันเหมียวอี้หัวเราะ

“เจ้าไม่ได้นับถือนิกายพุทธและลัทธิเต๋าหรือ? พุทธะกล่าวถึงชีวิตหลังความตาย ส่วนเต๋าให้ความสำคัญกับการมีชีวิตอยู่” เย่ฟ่านดูเคร่งขรึม

“หลังจากนี้ข้าไม่รู้ว่าชีวิตของตัวเองจะเป็นอย่างไร หากข้าพบความตายจริงๆ ข้าจะให้เทพในตำหนักเต๋ามาแจ้งข่าวกับเจ้า” อันเหมียวอี้กล่าวด้วยรอยยิ้ม

ร่างกายมนุษย์มีอาณาจักรลับห้าแห่ง และมีเพียงอาณาจักรตำหนักเต๋าเท่านั้นที่สามารถสร้างวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ขึ้นมาได้ถึงห้าดวง

ตำหนักเต๋าเป็นอาณาจักรลับที่สองในร่างกายมนุษย์ เย่ฟ่านเกิดความหดหู่ใจเป็นอย่างมาก การที่อันเหมียวอี้กล่าวเช่นนี้เห็นได้ชัดว่าแม้แต่ตัวนางก็ไม่ได้มองโลกในแง่ดีเกี่ยวกับอนาคตของตัวเอง

“อย่าคิดมาก” อันเหมียวอี้ปลอบโยนเขาอีกครั้ง

ก่อนที่พวกเขาจะรู้ตัวทั้งสองคนก็มาถึงภูเขาใหญ่แห่งหนึ่ง นี่เป็นภูเขาโดดเดี่ยวที่ตั้งอยู่กลางทุ่งหญ้าอันกว้างใหญ่

บนหน้าผามีดอกกล้วยไม้แปลกตาบานสะพรั่งอยู่ทั่วทั้งภูเขา

“ดูดอกไม้เหล่านั้นสิ เมื่อลมฤดูใบไม้ร่วงพัดมา พวกมันทั้งหมดจะกลับคืนสู่รากและกลายเป็นดินโคลน อย่างไรก็ตามหลังจากฝนฤดูใบไม้ผลิพวกมันก็จะผลิดอกอีกครั้ง บางทีตัวข้าอาจจะเป็นเช่นนี้ก็ได้” อันเหมียวอี้กล่าวเบาๆ

“ข้ารู้สึกว่าเจ้าไม่มีความมั่นใจเลย เหตุใดไม่เลิกล้มมัน?” เย่ฟ่านเปล่าด้วยสีหน้าจริงจัง

เส้นผมของอันเหมียวอี้โบกสะบัดเล็กน้อย ดวงตาที่งดงามของนางทอประกายสดใส แม้ว่านางจะยืนอยู่ข้างเย่ฟ่านแต่เขากลับรู้สึกว่านางช่างอยู่ห่างไกลเหลือเกิน

“ถ้าข้าตายจริงๆ เจ้าจะรับรู้ได้ทันที”

“ทำไมเจ้าถึงพูดแบบนี้?” เย่ฟ่านคว้าไหล่ของนาง

“อย่ากังวลไป บางทีข้าอาจจะปรากฏตัวอีกครั้งหลังจากผ่านไปหลายร้อยปีแล้ว เหมือนเช่นดอกไม้เหล่านี้ที่จะผลิบานอีกครั้งเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม หากเจ้าบรรลุเต๋าได้สำเร็จอย่าลืมออกตามหาข้า” รอยยิ้มของเหมียวอี้สดใสแต่กลับทำให้ผู้คนรู้สึกเศร้า

………

จบบทที่ 1086 - การกลับชาติมาเกิด

คัดลอกลิงก์แล้ว