- หน้าแรก
- ระบบมหาเศรษฐี พลิกโชคชะตา
- บทที่ 16 อยากเรียนต่อ
บทที่ 16 อยากเรียนต่อ
บทที่ 16 อยากเรียนต่อ
บทที่ 16 อยากเรียนต่อ
เยี่ยเสี่ยวหลินนอนทอดหุ่ยอยู่บนโซฟาในห้อง พลางมองดูแสงแดดเจิดจ้าด้านนอกหน้าต่างโดยไม่นึกอยากออกไปข้างนอกเลยสักนิด
ช่วงนี้เป็นช่วงเวลาที่อากาศร้อนอบอ้าวที่สุดของปี
เมื่อเทียบกับการต้องออกไปตากแดดจนผิวไหม้และเหงื่อไหลไคลย้อยแล้ว เธอขอเลือกหมกตัวตากแอร์เย็นฉ่ำอยู่ในห้องเสียยังจะดีกว่า
แม้ว่าแอร์ติดหน้าต่างของโรงแรมจะส่งเสียงดังน่ารำคาญและทำความเย็นได้แค่พอถูไถก็ตาม
ทว่าการได้เสวยสุขเช่นนี้ในตัวอำเภอเล็กๆ ยุคเก้าศูนย์ เธอก็รู้สึกพึงพอใจมากแล้ว
ขณะที่เธอกำลังนอนหรี่ตาจินตนาการถึงอาหารมื้อใหญ่ที่จะไปกินในภายหลัง จู่ๆ เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น
"หืม"
เมื่อมองผ่านตาแมว เธอเห็นจางฉางเฉิงยืนอยู่หน้าประตู จึงรู้สึกแปลกใจขึ้นมาเล็กน้อย
ปกติแล้ว หากไม่มีธุระอะไรสำคัญ เขาจะไม่มารบกวนเธอเลย
เมื่อคิดได้ดังนั้น เธอจึงจัดทรงผมให้เข้าที่แล้วเปิดประตูออก
"มีเรื่องอะไรหรือเปล่า" เยี่ยเสี่ยวหลินเดินกลับไปนั่งลงบนโซฟา
เธอรออยู่นานแต่ก็ไม่เห็นอีกฝ่ายปริปากพูดอะไร ความอยากรู้อยากเห็นในใจจึงยิ่งเพิ่มทวีขึ้น
ภายใต้สายตาที่คอยให้กำลังใจของเธอ ในที่สุดจางฉางเฉิงก็รวบรวมความกล้าเอ่ยออกมา
"ผมอยากเรียนต่อ... จะได้ไหมครับ"
เดี๋ยวก่อนสิ!
เยี่ยเสี่ยวหลินเพิ่งจะนึกเรื่องนี้ขึ้นมาได้
ตอนนี้เข้าสู่ช่วงกลางเดือนสิงหาคมแล้ว และโรงเรียนส่วนใหญ่ก็จะเปิดเทอมกันในช่วงต้นเดือนกันยายน
เดิมทีเขาควรจะต้องไปรายงานตัวเข้าเรียนที่โรงเรียนในตำบลช่วงต้นเดือนกันยายนตามกำหนดการ
ทว่าเนื่องจากการปรากฏตัวอย่างกะทันหันของเธอ จางฉางเฉิงจึงไม่สามารถทนเรียนอยู่ที่โรงเรียนเดิมได้อีกต่อไป และจำเป็นต้องทำเรื่องย้ายไปเรียนในเมืองที่เธออาศัยอยู่แทน
การจัดการเรื่องย้ายโรงเรียนถือเป็นปัญหาเร่งด่วน!
เมื่อคิดได้เช่นนี้ เยี่ยเสี่ยวหลินก็เข้าใจทันทีว่าเหตุใดจู่ๆ เขาถึงมาหาและมีท่าทีอึกอักพูดไม่ออกเช่นนั้น
ด้วยนิสัยใจคอของเขา การบากหน้ามาขอร้องให้คนอื่นช่วยเหลือไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับเขาเลยจริงๆ
เยี่ยเสี่ยวหลินเอ่ยด้วยสีหน้าราบเรียบ "เรื่องแค่นี้เองงั้นหรือ เธอไม่ต้องเก็บเรื่องเล็กน้อยแค่นี้มาใส่ใจหรอก"
จางฉางเฉิงรับรู้ได้ว่าเธอสามารถจัดการทุกอย่างได้ จึงไม่รู้ว่าจะตอบกลับอย่างไรไปชั่วขณะ
เรื่องนี้ไม่น่าจะนับว่าเป็นเรื่องเล็กน้อยกระมัง...
แต่เมื่อเริ่มคุ้นชินกับสไตล์การจัดการปัญหาของเยี่ยเสี่ยวหลินแล้ว เขาก็รู้ดีว่าเธอเป็นคนประเภทพูดคำไหนคำนั้น
ดังนั้นเขาจึงหุบปากลงอย่างว่าง่ายและไม่เอ่ยซักไซ้เธออีก
แน่นอนว่าเรื่องแบบนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคสมัยนี้ การจะทำเรื่องย้ายทะเบียนประวัตินักเรียนจากโรงเรียนในตำบลไปเข้าเรียนในโรงเรียนชั้นนำของเมืองหลวงใหญ่ๆ ขั้นตอนการดำเนินการเรียกได้ว่ายุ่งยากซับซ้อนและมีข้อจำกัดที่สูงลิบลิ่ว
ทว่าด้วยความช่วยเหลือจากระบบ เรื่องพวกนี้ก็ไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป!
"จริงไหมล่ะ ระบบ!" เยี่ยเสี่ยวหลินเอ่ยถามอย่างมั่นใจ
ระบบ: "..."
แม้ว่าระบบจะไม่อยากยอมรับนัก แต่เรื่องพรรค์นี้การปล่อยให้เป็นหน้าที่ของระบบย่อมจัดการได้สะดวกโยธินที่สุดแล้วจริงๆ
ระบบไม่ได้ตอบโต้กลับมา ซึ่งก็ถือเป็นการยอมรับกลายๆ
เยี่ยเสี่ยวหลินซึ่งรู้ไส้รู้พุงระบบเป็นอย่างดี ลุกขึ้นจากโซฟาแล้วเอ่ยกับจางฉางเฉิงที่กำลังจะหมุนตัวเดินกลับไปว่า
"ไปกันเถอะ!"
จางฉางเฉิง: "?"
"เดี๋ยวก่อนครับ เราจะไปไหนกัน"
เยี่ยเสี่ยวหลินรีบเติมหน้าหน้ากระจกอย่างรวดเร็ว ก่อนจะตอบกลับไปโดยไม่หันมามอง "ไปโรงเรียนของเธอไง"
จางฉางเฉิงเต็มไปด้วยความงุนงง
แต่ถึงกระนั้นเขาก็ยังยอมเดินตามเธอออกจากห้องไปอย่างว่าง่าย
เมื่อลงมานั่งในรถซานตาน่าสีดำคันคุ้นเคย และสัมผัสได้ถึงไอเย็นฉ่ำจากแอร์ที่เป่าปะทะร่าง เยี่ยเสี่ยวหลินก็หรี่ตาลงด้วยความสุขใจ
ในสภาพอากาศแบบนี้ หากปล่อยให้เธอต้องเดินเท้าไปเอง มีหวังคงได้เป็นลมแดดล้มพับไปเสียก่อนแน่ๆ
ด้วยความหลักแหลมของเธอ การยอมเสียเงินเพียงเล็กน้อยไม่เพียงแต่จะได้รถเช่ามาใช้งาน แต่ยังได้คนขับรถมากประสบการณ์มาช่วยนำทางไปตามถนนหนทางในชนบทอีกด้วย
จางฉางเฉิงที่นั่งอยู่ข้างกันยังคงมีท่าทีงุนงง ทว่าลึกๆ ในใจกลับรู้สึกไว้วางใจเธอเป็นอย่างยิ่ง
เมื่อเทียบกับเมื่อวานที่เขาเพิ่งเคยนั่งรถยนต์เป็นครั้งแรกและเต็มไปด้วยความหวาดหวั่นต่ออนาคต วันนี้เขาดูผ่อนคลายลงมาก
อาจเป็นเพราะสถานที่ที่พวกเขากำลังจะไปนั้นเป็นสถานที่ที่คุ้นเคยเป็นอย่างดี หรือบางทีอาจเป็นเพราะคนข้างกายได้มอบความรู้สึกปลอดภัยให้กับเขามากพอ
เขารู้สึกว่าภายในใจไม่ได้เต็มไปด้วยความหวาดหวั่นอีกต่อไป ทว่ากลับเปี่ยมล้นไปด้วยความเข้มแข็ง
ตำบลที่จางฉางเฉิงเรียนอยู่นั้นไม่ได้อยู่ห่างจากหมู่บ้านที่เขาเคยอาศัยอยู่มากนัก และปกติแล้วเขาก็มักจะเดินเท้าไปกลับโรงเรียนเสมอ
แน่นอนว่านั่นเป็นเพียงความคิดของเขาฝ่ายเดียวเท่านั้น
"ระยะทางตั้งห้ากิโลเมตรเนี่ยนะ ให้เดินเท้าไปมันก็ไม่ได้ใกล้เลยสักนิด..."
คนที่คุ้นชินกับการเรียกแท็กซี่แม้ระยะทางแค่สองกิโลเมตรอย่างเธอคัดค้านจากก้นบึ้งของหัวใจ
แต่สำหรับเด็กในยุคสมัยนี้ ไม่ว่าจะเดินทางไปที่ไหนก็ล้วนต้องพึ่งพาสองเท้าของตัวเองทั้งสิ้น
การต้องเดินเท้าหลายกิโลเมตรเพื่อไปโรงเรียนถือเป็นเรื่องปกติธรรมดามาก
ไม่นานนักรถก็แล่นมาถึงตำบลปิงชาง ซึ่งเป็นสถานที่ที่จางฉางเฉิงและเด็กๆ จากหมู่บ้านละแวกใกล้เคียงใช้ร่ำเรียนหนังสือ
ตามหลักแล้ว ด้วยผลการเรียนระดับหัวกะทิของเขา เขาควรจะสามารถสอบเข้าเรียนต่อในโรงเรียนมัธยมปลายที่ดีที่สุดประจำอำเภอได้อย่างสบายๆ
แต่เนื่องจากคนในตระกูลจางไม่เต็มใจให้เขาเข้าไปเรียนในตัวอำเภอ พวกเขาจึงจัดการปฏิเสธโควตาจากโรงเรียนมัธยมอันดับหนึ่งประจำอำเภอแทนเขาไปโดยพลการ
ท้ายที่สุดแล้ว สำหรับพวกหน้าเลือดเหล่านั้น หากเขาเข้าไปเรียนในตัวอำเภอ นอกเหนือจากวันหยุดเป็นครั้งคราวแล้ว เขาจะต้องกินนอนอยู่ที่โรงเรียนตลอดเวลา และนั่นก็หมายความว่าจะไม่มีใครคอยทำงานบ้านและทำไร่ทำนาแทนพวกเขาอีก
นอกจากนี้ แม้ว่าผลการเรียนของเขาจะทำให้ทางโรงเรียนยกเว้นค่าเล่าเรียนและค่าธรรมเนียมต่างๆ ให้ ทว่าค่าเดินทางและค่ากินอยู่ก็ยังคงเป็นภาระที่ทางครอบครัวต้องรับผิดชอบอยู่ดี
ด้วยเหตุผลเหล่านี้ พวกเขาจึงปิดตายโอกาสในการเข้าไปเรียนในตัวอำเภออย่างไร้เยื่อใย และยังเป็นการตัดรอนเส้นทางการใช้การศึกษาเพื่อยกระดับฐานะทางสังคมของจางฉางเฉิงลงอย่างเลือดเย็น
เยี่ยเสี่ยวหลินไม่อยากจะเก็บเรื่องพวกนี้มาคิดให้รกสมองอีก
เธอผลักประตูรถก้าวออกไป แสงแดดอันร้อนระอุสาดส่องปะทะใบหน้า จนเธอต้องหรี่ตาลงครู่หนึ่ง
เมื่อปรับสายตาให้มองเห็นได้ชัดเจน เธอก็พบว่ามีกลุ่มเด็กๆ มายืนมุงดูอยู่ตรงหน้าเสียแล้ว
พวกเด็กๆ พากันจ้องมองพวกเขาทั้งสองคนและรถยนต์ที่จอดอยู่ด้านหลังด้วยความอยากรู้อยากเห็น
รถยนต์ที่ดูหรูหราสะท้อนแสงแดดเป็นประกายเงางาม ทำให้เด็กๆ ทุกคนมองด้วยสายตาอิจฉาและเอาแต่จ้องมองมันซ้ำแล้วซ้ำเล่า
"คุณน้าครับ นั่นคือรถยนต์ใช่ไหมครับ" เด็กชายตัวเล็กหน้าตามอมแมมเงยหน้าขึ้นมองเยี่ยเสี่ยวหลินและเอ่ยถาม
เยี่ยเสี่ยวหลิน: "...ต้องเรียกพี่สาวสิจ๊ะ!"
เด็กสาวหน้าตาน่ารักอีกคนเบียดตัวแทรกเข้ามา มองดูเธอด้วยดวงตาเป็นประกายวิบวับ และเอ่ยด้วยน้ำเสียงเจื้อยแจ้ว "พี่สาวคะ! พี่สวยจังเลยค่ะ!"
เยี่ยเสี่ยวหลินพยักหน้ารับด้วยความพึงพอใจ
เด็กคนนี้ช่างปากหวานเสียจริง
เธอล้วงหยิบลูกอมรสนมตรากระต่ายขาวกำใหญ่กระบุงออกจากกระเป๋า และแจกจ่ายให้เด็กๆ คนละสองเม็ด ท่ามกลางสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความตื่นเต้นและดีใจ
แน่นอนว่าเด็กสาวปากหวานคนนั้นย่อมได้รับรางวัลพิเศษเพิ่มอีกสองเม็ด!
ท่ามกลางเสียงกล่าวขอบคุณเจื้อยแจ้วของเด็กๆ ทั้งสองคนก็ผลักประตูรั้วโรงเรียนเดินเข้าไป
โรงเรียนที่จางฉางเฉิงศึกษาอยู่นั้นไม่ได้มีเพียงแค่นักเรียนมัธยมปลายเท่านั้น แต่เปิดสอนครอบคลุมตั้งแต่นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ไปจนถึงมัธยมศึกษาปีที่ 6 เลยทีเดียว
แต่ถึงกระนั้น ขนาดของโรงเรียนก็ไม่ได้ใหญ่โตนัก หรืออาจกล่าวได้ว่าค่อนข้างเล็กเสียด้วยซ้ำ
เมื่อกวาดสายตามองไปรอบๆ จะเห็นว่ามีอาคารเรียนเพียงสองหลังเท่านั้น
ตามคำอธิบายของจางฉางเฉิง อาคารที่เตี้ยกว่าทางฝั่งซ้ายคือห้องเรียนของนักเรียนมัธยมปลายและห้องพักครู
ส่วนอาคารที่สูงกว่าทางฝั่งขวาคือห้องเรียนของนักเรียนชั้นประถมและมัธยมต้นทั้งหมด
บริเวณด้านหน้าของอาคารทั้งสองหลังคือสนามหญ้าเพียงแห่งเดียว ซึ่งใช้เป็นสถานที่สำหรับเข้าแถวเคารพธงชาติและจัดกิจกรรมต่างๆ ของโรงเรียน
เนื่องจากช่วงนี้เป็นช่วงปิดเทอมฤดูร้อน เมื่อมองจากระยะไกล โรงเรียนจึงดูเงียบเหงาและทรุดโทรมเป็นพิเศษ
นักเรียนเพียงไม่กี่คนที่เดินประปรายเห็นพวกเขาทั้งสองก็พากันมองด้วยความสงสัย
"นั่นมัน... จางฉางเฉิงไม่ใช่เหรอ"
ไกลออกไป เฉินเสี่ยวกังที่เพิ่งเดินลงมาจากอาคารเรียน เหลือบเห็นคนทั้งสองที่ดูไม่เข้าพวกได้อย่างชัดเจน
ในฐานะไม้เบื่อไม้เมาในหมู่บ้านที่คอยหาเรื่องจางฉางเฉิงอยู่เสมอ เขาย่อมจดจำรูปร่างหน้าตาของอีกฝ่ายได้ในพริบตา
นับตั้งแต่ที่จางฉางเฉิงเดินทางออกจากหมู่บ้านไปเมื่อวาน เขาก็กลายเป็นหัวข้อสนทนาหลักของชาวบ้านในละแวกนั้น
แม้แต่ในวันนี้ ชาวบ้านก็ยังคงจับกลุ่มนินทาเรื่องของเขากันอย่างสนุกปากระหว่างทำงาน
เมื่อเห็นทั้งสองคนกำลังมุ่งหน้าไปยังห้องพักครู ดวงตาของเขาก็กลอกกลิ้งไปมา ก่อนจะคิดแผนการบางอย่างออกในทันที
สองเท้าที่กำลังจะก้าวเดินไปยังประตูทางออกชะงักงัน เขาหมุนตัวกลับและเข้าไปหลบซ่อนตัวอยู่ในเงามืดด้านข้างแทน
เมื่อเห็นแผ่นหลังของจางฉางเฉิงและหญิงคนนั้นเดินขึ้นบันไดไป เขาก็แอบสะกดรอยตามไปอย่างระมัดระวัง